สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Parabolic SAR

Parabolic SAR (Stop And Reversal)เป็นเครื่องมือดัชนีราคา อีกหนึ่งตัวที่นิยมนำมาใช้ในการกำหนดสัญญาณซื้อขาย โดยเฉพาะการใช้เป็นสัญญาณการออก การปิดออร์เดอร์(trilling stop) หรือบ่งบอกการกลับตัว การย่อตัวของแนวโน้มราคา เป็นดัชนีราคาที่วิเคราะห์การเคลื่อนที่ของราคา ในช่วงแนวโน้มต่างๆ


Parabolic SAR Indicator ถูกพัฒนาโดย Welles Wilder เขาเรียกระบบที่เขาพัฒนาขึ้นว่า "Parabolic Time/Price System" ซึ่งเผยแพร่แนวคิดนี้ตอนปี 1978 ในบทความ New Concepts in Technical Trading Systems หลักการพิจารณาการเคลื่อนที่ของราคา ตามแนวโน้มต่างๆ พิจารณาการเพิ่มหรือลดของราคาเทียบกับจุดอ้างอิงก่อนหน้า โดยคำนวณสมการของ SAR ได้ดังนี้


PSARn+1 = PSARn + (AF*(EP - PSARn))

-EP = ราคาจุดสูงสุดหรือต่ำสุด ก่อนหน้าบนแนวโน้ม
-Acceleration Factor (AF) =ค่าปกติคือ 0.02 (2%) หมายถึง Step increasing ครั้งละ 0.02 (2%)โดยเพิ่มจดถึงค่าสูงสุด maximum = 0.20 (20%)
-PSARn+1 = ค่า PSAR  ล่้าสุด
-PSARn = ค่า PSAR  ก่อนหน้า

อัตราความเร่งของ Price Movement จะถึงนำมาใช้ในการคำนวณ การเคลื่อนที่ของราคาบนแนวโน้มทั้งขาขึ้นและขาลง โดย PSAR จะแสดงผลบนกราฟในรูปแบบจุด โดยกรณีแนวโน้มขาขึ้นหรือการยกตัวต่อเนื่องของราคา PSAR จะแสดงจุด ใต้แท่งเทียน กรณีแนวโน้มขาลงหรือการยุบตัวต่อเนื่องของราคา PSAR จะแสดงจุดเหนือแท่งเทียน 

ระยะห่างของ จุด PSAR สามารถบ่งบอกความเร่งของการเคลื่อนที่ของราคา ได้ยิ่งระยะห่างระหว่างจุดมาแสดง การแกว่งตัวที่รุนแรง ขนาดความกว้างของแท่งเทียนมาก การเคลื่อนที่ของราคาเร็ว ในขณะเดียวกัน ถ้าความห่างของจุดน้อย แปลว่า เกิดการชะลอการเคลื่อนที่ของราคา low volatility 



การใช้งาน PSAR
สามารถใช้ PSAR บ่งบอก Reversal ของแนวโน้ม หรือใช้เป็นจุด Stop Out โดยพิจารณาจาก จุดแรก ของการเกิด PSAR ในทิศทางตรงข้าม เช่น กรณีแนวโน้มขาลง PSAR จะแสดงชุดของจุดต่อเนื่องเหนือแท่งเทียน กรณีที่ความถี่ของจุดเริ่มสูง ความชันของจุดแต่ละจุดทีเรียงเริ่มลดลง และเกิด จุด PSAR ใหม่ ใต้แท่งเทียน นั้นหมายถึงสัญญาณการกลับทิศ

กรณีการยืนยัน อาจจะใช้ PSAR จำนวน 3 จุด(ไม่ควรใช้จุดแรกจุดเดียว เพราะมีโอกาสผิดพลาดได้)เพื่อยืนยัน สัญญาณ หรืออาจจะใช้ ราคาสูงสุด ต่ำสุด ของแท่งเทียนแรกที่เกิดจุด PSAR มาเป็นแนวยืนยันการ ออก หรือการเข้า ก็เป็นได้ 



การปรับแต่งค่าพารามิเตอร์

จากสมการตัวแปร สำคัญของ PSAR นั้นคือค่า Acceleration Factor (AF) โดยค่าปกติที่ผู้พัฒนาแนะนำให้ใช้คือ 0.02 (2%) โดยเราสามารถตั้งค่า AF นี้เพื่อให้เครื่องมือ PSAR เพื่อเพิ่มความอ่อนไหวต่อการตอบสนองต่อการเคลื่อนที่ของราคาได้ เช่นการเพิ่มเป็น 0.03(3%) หรือ 0.05(5%) เป็นต้น โดยการเพิ่มค่า AF นี้นั้นยิ่งค่ามาก การเกิดสัญญาณ Reversal ก็จะเร็วตามการย่อตัวของราคา ดูตัวอย่างดังภาพข้างล่าง


ภาพกรณีให้ STEP เป็น 0.01(1%)

กรณีที่ให้ STEP เป็น 0.02(2%) PSAR จะ sensitive มากกว่าภาพข้างบนที่เป็น 0.01

นอกจากการตั้งต่า Step ของ AF แล้ว บาง trading model ยังนิยมปรับค่า   Maximum AF เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของแนวโน้ม หรือรอบคลื่น โดยค่าปกติที่ใช้ ค่า Maximum AF จะเท่ากับ 0.20 หรือ 20% กรณีที่เป็นคลื่นยาว เราต้องการลดการตอบสนอง ปรับค่านี้เป็น 0.1 หรือ 10% การเกิด reversal ก็จะลดน้อยลงตามไป

ทั้งนี้การปรับแต่ค่าพารามิเตอร์ของ PSAR ผู้ใช้จำเป็นต้องมีความเข้าใจและ ต้องทำการทดสอบย้อนกลับ ทุกครั้งหลังการปรับแต่ง เพื่อให้ได้ค่าที่เหมาะสมกับระบบเทรด และพฤติกรรมของราคาสินค้าที่เราเทรดด้วยทุกครั้ง ถ้าไม่มีความเข้าใจหรือไม่ได้ทำการทดสอบ ผมแนะนำให้ใช้ค่าปกติของโปรแกรมครับ

ข้อจำกัดของ PSAR
PSAR เป็นเครื่องมือที่เน้นการเคลื่อนที่ของราคา ยิ่งถ้าราคามีแนวโน้มการเคลื่อนที่ขึ้นหรือลง ชัดเจนจะทำให้เครื่องมือสามารถประมวลผลและให้สัญญาณที่ชัดเจนแม่นยำได้มากขึ้น แต่ถ้าการเคลื่อนที่ของราคา เกิดการแกว่งในกรอบแคบ ไม่มีทิศทางที่ชัดเจน หรือเกิด sideway เครื่องมือ PSAR อาจจะให้สัญญาณที่มาก หรือเกิดสัญญาณหลอก ได้ ดังนั้น เทรดเดอร์ควรหลีกเลี่ยง การใช้ PSAR ในกรณีที่เกิด sideway

โดยเราสามารถนำเครื่องมือดัชนีราคาอื่นๆมาเป็น setup เพื่อกรอง sideway เช่น ADX เป็นต้น




PSAR เองเพื่อให้เกิดความมั่นคงในการให้สัญญาณ เทรดเดอร์สายเทคนิคอล ยังมีการนำเอา ดัชนีราคาประเภทอื่นๆมาใช้ร่วมกับ PSAR โดยเฉพาะที่นิยมอย่างหนึ่งคือการนำ รูปแบบแท่งเทียนญี่ปุ่น มาใช้งานร่วมกับ PSAR เพื่อหาจุดกลับตัว Reversal ในแนวโน้มหุ้น เมื่อสัญญาณจากแท่งเทียนและ PSAR มีความสอดคล้องกันโอกาส ที่จะได้สัญญาณเข้าออก ที่ถูกต้องก็จะมีสูงขึ้นครับ

วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เล่ห์เหลี่ยมกลยุทธเซียนเฒ่า

ขิงยิ่งแก่ก็ยิ่งเผ็ด ยิ่งร้อนแรง เปรียบดั่งคนยิ่งแก่ยิ่งเก๋าเพราะสะสมประสบการณ์มามากมาย นำเรื่องนี้มาเขียนเพราะ กำลังจะถ่ายทอดประสบการณ์ที่มีโอกาสได้เรียนรู้จาก นักโป๊กเกอร์วัย 64 ชาวอังกฤษ ซึ่งผมมีโอกาสได้รู้จักและได้ร่วมเล่นเกมส์โป๊กเกอร์ออนไลน์กับคุณลุงท่านนี้ ในค่ำคืนสุดสัปดาห์ คุณลุงท่านนี้ผมไม่ได้ถามชื่อจริงแต่เขาใช้ชื่อแทนตัวเองว่า เจรามี่


คุณลุงเจอรามี่ นี้ไม่ธรรมดาเป็นวิศวะกรไฟฟ้าวัยเกษียณอยู่บ้านเลี้ยงหลานกับภรรยา เขาชื่อชอบการเล่นโป๊กเกอร์มาตั้งแต่ยังหนุ่ม เคยมีประสบการณ์ลงแข่งขันโป๊กเกอร์ในคาสิโนที่สหรัฐอเมริกามาก่อน ผมพบกับท่านโดยบังเอิญจากการเข้าไปร่วมเล่นโป๊กเกอร์ออนไลน์ใน server ของ uk ความสนุกคือโต๊ะที่เขาไปเล่นเป็นโต๊ะโปร มีผู้เล่นเพียง 5 คน

แรกเริ่มเดิมทีก็ไม่ต่างอะไรกับการเล่นปกติของผม ที่ 10 นาทีแรกเป็นการลองเชิงไม่เน้นแพ้ชนะจริงจัง แต่เน้นที่การสังเกตเทคนิคและวิธีการเล่นของคู่แข่งร่วมโต๊ะหาคนที่อ่อน คนที่แข็ง จับอารมณ์ ทดลองแกล้งบัฟ แกล้งกดดัน all in ด้วยเงินที่ไม่มาก ผ่านไป 30 นาทีเครื่องเริ่มร้อนเกมส์เริ่มสนุก พลัดกันแพ้ชนะ ผมเองอยู่อันดับสองในกลุ่ม 5 คน เป็นรองคุณลุงคนเก่งที่แทบจะไม่ผิดพลาดให้เห็นเลย เล่นไปเกือบ สองชั่วโมงครึ่ง ก็ยังไม่สามารถกินเงิน ของลุงเจอรามี่ได้ เลยโอกาสจะดวลแบบตัวๆก็ยากจะมี

ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะลุงเจอรามี่แกเป็นเซียนเฒ่า โป๊กเกอร์ที่ สไตล์การเล่นน่าเบื่อไม่สวยงาม ไม่เหมาะกับการสันทนาการ แต่มันเต็มไปด้วยกลยุทธ เช่นการจัดการความเสี่ยง หลายครั้งสังเกตเห็นลุงเจอรามี่ จะไม่เทรดด้วยเงินสูงๆ เกิน 1000 ถ้าไพ่กองกลาง 3 ใบยังไม่ออกให้เห็น

รูปประกอบจากอินเตอร์เน็ต

เมื่อเปิดไพ่ สามใบกลางแล้ว ถ้าไม่เข้าคู่ หรือไม่มีมีทีเด็ด ไม้ตายมาสู้ แกก็จะหมอบตลอด เรียกว่าเป็นการเล่นที่น่าเบื่อ แต่แน่นอนมาก เพราะการเล่นสไตลนี้ของแกทำให้ ไม่มีใครกินเงินแกได้มากเมื่อเทียบกับที่แกกินคนอื่นๆได้ เน้นเป็นกลยุทธเชิงรับ ที่จำกัดความเสี่ยง และมันใช้ได้ผลดีจริงๆ

อีกลูกเล่นมี่ไม่ค่อยพบบ่อย คือลุงเจอรามี่ มีทีเด็ดในการเรียกเงินเดิมพันได้น่าสนใจ ยามไพ่ดี แกมักจะ plot เท่ากองกลาง เพื่อดึงเงินเดิมพันให้เกินเป้าหรือถึงเป้า ที่แกต้องการ ไม่ใช่การโยนเงินเยอะ ในการ bet ทีเดียวเพราะแบบนั้นจะทำให้คู่แข่งจับไต๋ได้แล้วหมอบหนี และก็ไม่ใช่การปล่อยให้ คนอื่นบุกจน เงินเดิมพันกองกลางน้อย จนเสียโอกาสไพ่ดีในมือไป

อีกประการที่จับสังเกตได้คือ ลุงเจอรมี่เป็นเซียนโป๊กเกอร์ที่ไม่เคยบัฟ หรือไม่หลอก ถ้าแกสู้ หรือแกบุก เกือบ 100% คือเปิดไพ่มาแล้ว มีของจริง แม้จะแพ้แต่สูสีมาก บ่อยครั้งที่แกจะหมอบ ถ้าถูกกดดันจากการ all in หมดหน้าตักจนทำให้ความเสี่ยง มันสูงเกินแกรับได้ 

ข้อนี้ก็หายากที่คนเล่นโป๊กเกอร์ จะไม่ไหลตามอารมณ์ และปล่อยให้อัตตามาทำลายเกมส์ Drawdown ของแกที่ผมสังเกตเห็นคงที่มาก จะไม่กระชากหรือลงเยอะ จนต้องปวดหัว ที่สำคัญแก ไม่แทงทบ all in เพื่อเร่งผลจอบแทนจากการเดิมพัน แม้แต่ครั้งเดียว

ระหว่างการเล่น ผมมีโอกาส chat คุยกับลุงเป็นระยะๆ และแอบจด แอบศึกษาเทคนิครูปเกมส์ของมือโปร อย่างเซียนเฒ่าแบบแก มาหลายอย่างโดยเฉพาะเรื่องการวางเงินเดิมพัน การหลอกล่อเรียกเงินจากผู้เล่นคนอื่นๆ รวมถึงการคุมความเสี่ยง

อ่านมาถึงตรงนี้จะพบว่าโป๊กเกอร์ ก็ไม่ต่างอะไรกับ การเก็งกำไร หรือการลงทุน นั้นคือมีความเสี่ยง และตั้งอยู่บนกฏความน่าจะเป็น จะเอาชนะได้ต้องมีระบบ มีแผนชัดเจน 

เราเองไม่สามารถชนะได้ในทุกตาที่เทรด แม้ว่าจะเก่งแค่ไหน สาระสำคัญคือการมองความเสี่ยงให้แตก มองหาจังหวะดีๆเพื่อตีโฮมรัน เก็บเงินเก็บแต้มให้ได้มากที่สุด ควบคุมอารมณ์ รู้จักหยุด รู้จักหมอบ เมื่อเรามีโอกาสแพ้มากกว่าชนะ

คำพูดหนึ่งที่ลุงเจอรามี่ พูดไว้คือ โป๊กเกอร์ ไม่ได้วัดการแพ้ชนะในเกมส์เดียว ต้องเล่นแบบ long run เหมือนการวิ่งมาราธอน รักษากำไรที่ได้มา สามารถยืนระยะแล้วใช้ความได้เปรียบจากการเติบโตของเงินที่ได้ในพอร์ต ให้เป็นประโยชน์

แนวคิดเหล่านี้ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับ การเทรดหุ้นเก็งกำไรหรือการลงทุน ที่ผู้ชนะแท้จริงคือผู้ชนะ ระยะในเกมส์ระยะยาว มีอัตราการอยู่รอดได้ตลอดไปในหลายๆปี ผู้ชนะไม่ใช่แค่ทำกำไรได้เยอะในเวลาอันสั้น ไม่ใช่การเสี่ยงหนัก เพราะอยากรวยเร็ว ได้กำไรมามากยิ่งเสี่ยงมา สุดท้ายพลาดหมดตัว ถ้าเป็นเช่นนั้น ความยั่งยืนก็จะไม่เกิด อนาคตก็หนีไม่พ้นความยากจนอยู่ดี 

เกมส์แบบนี้ไม่ว่าจะหุ้นหรือโป๊กเกอร์ การเอาชนะในระยะยาวได้ไม่ใช่ดวง ไม่ใช่เรื่องของเครื่องมือวิเศษ แต่มันเป็นเรื่องของแผนและกลยุทธ ที่ต้องฝึกฝนต้องควบคุม จิตใจของตนเอง อย่างมีนัย เพื่อทำตามแผนอย่างเคร่งครัด แนวคิดที่ผมได้จาก เซียนเฒ่าแบบคุณลุงเจอรามีนี้มีประโยชน์มาก มันช่วยย้ำเตือนจิตใจ ให้ผมทำความเชื่อที่ตัวเองมีได้ดียิ่งขึ้น เพราะเมื่อเดินตามทางนั้น วันที่ผมประสบความสำเร็จจากตลาดหุ้น จะไม่มีข้อสงสัยว่าเรามายืนจุดนี้ได้เพราะดวงดี


วันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Jesse Livermore's Trading Rules

การเรียนรู้ที่ดีที่สุด คือการเรียนรู้จากผู้ที่มีประสบการณ์ นอกจากการอ่านหนังสือเทคนิคและงานวิจัยระบบเทรดใหม่ๆแล้ว หนังสือลงทุนอีกแนวที่ผมชื่นชอบมากคือเรื่องของ อัตชีวประวัติและบทเรียนของเซียนหุ้นทีประสบความสำเร็จในอดีต คนหนึ่งที่ผมนิยมอ่านบทความเขามากคือ Jesse Livermore เซียนหุ้น 9 ชีวิตที่ขาดทุนหมดตัว และกลับมาเป็นเศรษฐีเงินล้านได้ หลายรอบในชีวิตการลงทุนในตลาดหุ้น


เรื่องราวของเขามักจะมีแง่คิด มุมมองที่แตกต่างจากเซียนหุ้นคนอื่นๆ ซ่อนอยู่เสมอโดยเฉพาะในเรื่องราวของรายละเอียด เนื่องจาก Jesse Livermore ผ่านพบถูกรูปแบบของตลาด บวกกับตัวเขาเองก็เคยผิดพลาดมาไม่น้อย มันยิ่งทำให้เขามีบทเรียนสอนใจเราได้เป็นอย่างดี เกี่ยวกับสิ่งที่เขาเจอมา โดยเฉพาะเรื่องของจิตใจ



พอดีวันนี้ผมไปเจอกับเว็บ jesse-livermore.com เป็นของกลุ่มนักลงทุนที่ชื่อชอบแนวทางของเซียนหุ้นบันลือโลกคนนี้ จัดทำขึ้นและเผยแพร่เทคนิคแนวทางการลงทุนแนวเก็งกำไรของเขา ผมขอนำกฏการลงทุนเบื้องต้นสำคัญๆ ของ Jesse Livermore  ที่สรุปไว้มาเผยแพร่ให้พวกเราได้อ่านกัน หลายข้อแม้จะเก่าแต่คลาสิก มันคงมีประโยชน์และยังคงใช้ได้ในปัจจุบัน

Buy rising stocks and sell falling stocks.
แนวความคิดที่อาจจะขัดกับแมงเม่าในตลาดหุ้นที่ ที่ว่ายิ่งถูกยิ่งซื้อ ยิ่งดอยยิ่งถั่ว ไม่ขายไม่ขาดทุน แนวคิดของ  Livermore เขาอ้างอิงการลงทุนในหุ้นพื้นฐานดี และมีแนวโน้มราคาเป็นตัวยืนยันความเชื่อมั่น ของดีความต้องการซื้อและแนวโน้มราคายิ่งเติบโต เขามองแนวโน้มใหญ่ ไม่ใช่แนวโน้มย่อยรายวัน และจะไม่สุดโต่งสวนแนวโน้ม ไม่เน้นของถูกแต่ต้องการของดี ของที่ซื้อมาแล้วทำเงินลงทุนให้เติบโต ถ้าหุ้นที่เขาซื้อแนวโน้มใหญ่ระดับเดือนเปลี่ยนแปลง มีแรงขายต่อเนื่องและรุนแรง จนทะลุเส้นค่าเฉลี่ยยาว เขาจะเริ่มสังเกตอาการ และตรวจสอบข้อมูล เพื่อดำเนินการตามแผน exit strategy ที่เตรียมไว้ เพื่อลดความเสียหาย

Do not trade every day of every year. Trade only when the market is clearly bullish or bearish. Trade in the direction of the general market. If it's rising you should be long, if it's falling you should be short.

 Livermore เป็นนักลงทุนแนวเก็งกำไรระยะกลางถึงยาว เขามองหาโอกาสจากภาพรวม เขาไม่เน้นการซื้อขายหุ้นรายวัน หรือทุกวัน แต่มองจังหวะจากแนวโน้มตลาดกระทิง ที่มีแนวโน้มการวิ่งขึ้นชัดเจนแบบ long run รอบใหญ่ เขาจะเข้าซื้อขายเมื่อแนวโน้มขึ้นหรืองชัดเจนเท่านั้น ปีหนึ่งอาจจะเกิดไม่กี่ครั้ง แต่เขาจะเฝ้ารอโอกาสนั้นเพื่อเข้าลงทุน และหากำไรจากส่วนต่างของราคา แน่นอนถ้าตลาดหมีขาลงชัดเจนก็จะเป็นโอกาสให้เขาได้ short หุ้นเพื่อทำกำไรอีกครั้ง 

Only enter a trade after the action of the market confirms your opinion and then enter promptly.
อดทนรอซื้อขายตามแผน รอแนวโน้มเกิดตลาดยืนยัน ปริมาณการซืี่อขายชัดเจน 

End trades when it is clear that the trend you are profiting from is over.
รู้จักปล่อยให้กำไรเติบโต let's profit run รอขายเมื่อมีสัญญาณขาย อย่าชิงสุกก่อนห่าม ขายหมู ตัดกำไร


In any sector, trade the leading stock - the one showing the strongest trend.
หาหุ้นดาวรุ่ง ตัวท๊อปของกลุ่มอุตสาหกรรม และเทรดยามแนวโน้มชัดเจน

Never average losses by, for example, buying more of a stock that has fallen.
ผิดทาง ผิดจังหวะขาดทุน ต้องรู้จักหยุดขาดทุน(Stop loss) อย่าหลอกตัวเอง อย่าถั่วเฉลี่ย รับหุ้นถมดอย เพราะจะยิ่งทำให้ขาดทุนหนักเสียหายรุกราม

Never meet a margin call - get out of the trade.
รู้จักการบริหารจัดการเงิน เผื่อเงินสำรองให้ ครอบคลุม drawdown ที่รับได้ เมื่อเขาขั้นวิกฤติ รู้จักหยุดขาดทุน จงอย่า over trade หรือปล่อยให้ขาดทุนหนักจนให้ถูก margin call 

Go long when stocks reach a new high. Sell short when they reach a new low.
เทรดเมื่อสัญญาณชัด รอแนวโน้มขาขึ้นคอนเฟริมกรณีขาขึ้น ให้ราคาทะลุแนวต้านทำ new high ใหม่ ยามตลาดขาลง ถ้าจะขาย short หุ้นให้รอแนวโน้มชัดเจน ราคาทำ new low ใหม่เบรคแนวรับแล้วค่อยเข้าตาม

Markets are never wrong - opinions often are.
อย่าโทษตลาด ตลาดหุ้นไม่เคยผิด แต่มุมมอง และความคิดของเราต่างหากที่ผิด เรามันจะเห็นในสิ่งที่ อยากให้มันเป็น โดยละเลยจะเห็นในสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ผลคือขาดทุน ด้วยเหตุผลที่เราคิดว่ามันจะเป็น

No trading rules will deliver a profit 100 percent of the time.
ไม่มีกฏอะไรตายตัว หรือถูกต้อง 100% ตลอดไป เวลาเปลี่ยน สภาวะตลาดเปลี่ยนต้องรู้จักปรับตัว ปรับแผน อย่ายึดติดหรือเชื่อมั่น มากจนเกินไป

อ่านเรื่องของ ลิเวอร์มอร์เพิ่มเติม
http://www.cway-investment.com/2012/07/jesse-livermore.html

วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

The youngest Trader

มีคนเคยกล่าวว่าการค้นพบว่าตัวเราต้องการอยากทำอะไร เป็นอะไรนั้นเป็นเหมือนรางวัลที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต เป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะพาเราไปสู่ความสำเร็จ ยิ่งค้นพบตัวเอาเจอเร็วเท่าไหร่ ยิ่งเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ลงมือทำฝันให้มันเป็นจริง ผมเชื่อว่าหลายคนในวัยเด็กคงเคยเจอกับคำถามของคุณครูที่ว่าโตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร คงไม่มีใครตอบว่าโตขึ้น หนูอยากเทรดเดอร์ตั้งแต่วัยเด็ก แต่บนโลกนี้มีคนพูดประโยคนั้นครับ วันนี้ผมมีเรื่องของเด็กคนหนึ่ง ที่เขารู้จักตลาดหุ้นตั้งแต่อายุเพียง 6 ขวบ สนใจ และชื่นชอบในการลงทุนเป็นชีวิต จนวันนี้เขากลายเป็นคนดังที่รู้จักในวงการหุ้นและการลงทุนของแคนนาดา


เด็กวัยรุ่นไฮสคูล ที่ผมกำลังกล่าวถึงนี้คือ Julian Marchese ชาว Canadian จากเมือง Mississauga เมืองทางตอนใต้ของ Ontario ประเทศแคนาดา ผู้ที่เข้ามาสู่ตลาดหุ้นตั้งแต่วัย 6 ขวบ เขาเริ่มต้นจากการอ่านหนังสือ Rich Dad Poor Dad บวกกับเขาเห็นพ่อของเขาลงทุนในตลาดหุ้น ทำให้เกิดความสนใจในเรื่องการลงทุน ภาพยิ่งชัดเจนไปใหญ่เมื่อตอนอายุ 10 เข้าได้ดูภาพยนต์เรื่อง Trading Places ทำให้เขารู้ในทันทีว่าสิ่งที่เขาอยากเป็นในอนาคตคืออะไร ชีวิตที่ต้องการเป็นแบบไหน ใช่ครับเขาบอกกับพ่อแม่ว่า เขาอยากเป็น Trader ที่ประสบความสำเร็จ



ซึ่งครอบครัวก็สนับสนุน ทั้งให้ความรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ โดยเฉพาะคุณพ่อที่พลักดันลูกชายอย่างเต็มที่ ตอนอายุ 10 ขวบ  Julian Marchese ได้ทดลองแอบซื้อหุ้นครั้งแรก ผ่านอินเตอร์เน็ต ในบัญชีของพ่อ ซึ่งเป็นหุ้นสายการบิน ช่วงนั้นหุ้นสายการบินราคาต่ำ เพราะเหตการณ์ 9-11 แต่เขาคิดว่าอนาคต ตราบใดที่การเดินทางด้วยเครื่องบินยังเป็นสิ่งที่จำเป็น ราคาหุ้นพวกนี้ย่อมกลับมาได้ แม้ว่าการตัดสินใจครั้งนั้น จะทำให้พ่อและแม่ต่างตะลึงและไม่ค่อยเห็นด้วย แต่เมื่อเวลาผ่านมา มันก็พิสูจน์ว่าเขาคิดถูก 


รูปตอนอายุ 12 

ตอนอายุ 13 พ่อของเขาออกเงินส่งให้  Julian Marchese เข้าเรียน Online Trading Academy ครอสระยะสั้น 7 วันที่เขาเป็นนักเรียนที่อายุน้อยที่สุดตั้งแต่เปิดสอนกันมา ครอสสอนเรื่องการวิเคราะห์หุ้น และการใช้เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคอล  Julian Marchese สนุกและชื่นชอบเป็นอย่างมาก เขายังค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติม และศึกษาเรียนรู้เทคนิค และระบบเทรด จากอินเตอร์เน็ต เขาใช้เวลาว่างตอนเย็นและตอนเสาร์ อาทิตย์ ในการเรียนรู้ รวมถึงการฝึกหัดวิเคราะห์หุ้น เขาเริ่มเป็นที่รู้จักผ่านสื่อ ในฐานะเทรดเดอร์อายุน้อย และเป็นที่สนใจของคนไม่น้อยเพราะ ไม่ใช่แค่อายุน้อย แต่ Julian Marchese ยังมีความสามารถไม่แพ้ผู้ใหญ่อีกด้วย 


ห้องเทรดของเขาที่บ้าน รูปถ่ายตอนอายุ 14 ปี

เมื่ออายุ 15 ปี เขาฝึกพัฒนาโมเดลเทรดหุ้น และเขียนโค้ดภาษาคอมพิวเตอร์ใส่มันไปในโปรแกรมเทรด จากนั้นทดสอบระบบ BackTest ย้อนหลังไป 4 ปี เขาใช้เทคนิคของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ และการคำนวณทางสถิติ เป็นหลัก จนมั่นใจได้นำระบบเทรดไปออกรายการ  Dragons' Den (รายการเกมส์โชว์ที่ให้ผู้ชม ส่งผลงานสิ่งประดิษฐ์ โมเดลธุรกิจ เพื่อไปประกวดชิงเงินทุนในการทำธุรกิจ) 

เขาเสนอโครงการร่วมลงทุน ด้วยระบบเทรดที่เขาพัฒนาขึ้น โดยโชว์รายละเอียดและผลการทดสอบได้อย่างน่าสนใจต่อกรรมการทั้ง 5 ที่เป็นนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จและกูรูธุรกิจ แม้งานนั้นเขาจะไม่ผ่านเข้ารอบ (ได้ 4 จาก 5 คะแนน) แต่คุณ Kevin O’Leary หนึ่งในกรรมการได้สนใจ แนวคิดระบบเทรดของเขา ได้ตกลงจะมอบเงิน 50000 เหรียญให้ Julian Marchese ไปลงทุนในตลาดหุ้น แต่ตอนหลังรู้สึกว่าจะติดปัญหา กฏหมายและข้อตกลงทำให้เขายังไม่ได้รับเงิน แต่เขาได้ออกมา เปิดเผยว่า โมเดลของเขาถ้าลงทุนในปี 2008 จำนวนเงิน 50000 ถึงปี 2011 จะมีมูลค่าเพิ่ม 180000 เหรียญ

รูปตอนอายุ 15 ออกรายการ Dragons' Den

ปัจจุบันเขาอายุ 16 ปี ยังคงเรียนและลงทุนแบบเก็งกำไรไปด้วย(พอร์ตชื่อคุณพ่อ) โดยเขาจะใช้เวลาตอนเช้าและตอนเย็นในการหาข้อมูล รวมถึงเสาร์อาทิตย์ในการเรียนรู้เพิ่มเติม แนวทางการเทรด  Julian Marchese จะใช้กราฟ Timeframe แบบ Day เขาจะเน้นที่การซื้อขายเก็งกำไร โดยจะเข้าเก็งกำไรในตลาด Future ทั้ง น้ำมัน ทองคำ ,forex ,ETF และ Stock Index


รูปถ่ายปัจจุบัน เขาเป็น Stock-Market Guru คนดังของแคนาดา

นอกจากนี้เขายังเปิดเว็บไซต์ marchesefinancial ที่เผยแพร่บทความการวิเคราะห์สภาวะตลาด และแนวโน้มสินค้าทองคำ น้ำมัน อีกด้วย และรับเชิญไปออกรายการการลงทุนต่างๆในประเทศแคนาดา เขาฝันว่าเมื่อโตขึ้น สักวันเขาจะตั้งกองทุน Hedge Fund เพื่อบริหารเงินลงทุน

Julian Marchese เป็นตัวอย่างที่ดีของการทำในสิ่งที่รักที่อยากทำ และมีครอบครัวสนับสนุน มันทำให้มีแรงผลักดันให้เขาก้าวไปข้างหน้า ไปสู่ความสำเร็จ เขาเข้ามาสู่ตลาดหุ้น ไม่ใช่เพียงแค่หวังรวย แต่เขาสนุกไปกับมัน สนุกกับการเรียนรู้ และชื่นชอบในเกมส์ ตรงนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งหนึ่งที่เขาเองยอมรับ ว่ายังต้องเรียนรู้และพัฒนาอย่างมาก คือเรื่องของจิตใจ โดยเฉพาะวุฒิภาวะทางอารมณ์ ที่คงต้องใช้เวลาฝึกฝน 

เขาไม่มองตลาดหุ้นเป็นการพนัน เขาเรียนรู้จักที่จะใช้ระบบเทรด เรียนรู้ที่จะควบคุมความเสี่ยงและควบคุมอารมณ์ นั้นเป็นสิ่งที่เป็นตัวอย่างที่ดีที่เด็กคนนี้จะแสดงให้ผู้ใหญ่ดู เขาเชื่อมั่นในวิธีการของเขา และเมื่อได้วิธีคิดที่ถูกต้อง ทำให้เขาเติบโตและก้าวเดินได้อย่างมั่นคง

ผมอยากให้เราลองสำรวจตัวเอง ลองตั้งคำถามง่ายๆว่า เรารักการลงทุนหรือไม่? และเรามีความสุขในการลงทุนของตัวเองหรือเปล่า? ถ้าเรารักและเรามีความสุขกับมัน มันจะทำให้เราอยู่ในตลาดหุ้นได้ในระยะยาว โอกาสจะประสบความสำเร็จก็จะมีสูง แม้จะยังไม่รวยมีเงินหมื่นล้านในเร็ววัน แต่เราจะสนุกและอยากที่จะเรียนรู้ พัฒนาตนเองอยู่เสมอ สุขภาพจิตก็จะดี 

ถ้าเราเข้ามาตลาดหุ้นเพียงเพราะอยากรวย เมื่อขาดทุนไม่ได้ในสิ่งที่หวัง ก็จะทุกข์ กินไม่ได้นอนไม่หลับ ถึงแม้จะโชคดี ได้กำไร เราก็จะอยากได้อีก ไม่มีวันพอ มีอัตตา มีอีโก้ ที่มากมายท่วมถ้นตัวเอง ถ้ารู้ว่าตัวเองยังไม่มีความสุข หรือสุขๆทุกข์ๆตามกำไรขาดทุนในพอร์ต แนะนำให้ลองหาวิธีหาแนวทางการลงทุนใหม่ จะเก็งกำไร หรือเน้นลงทุนระยะยาวกินปันผล ก็ลองหาให้เหมาะให้ตรงจริตตัวเรา ตรงนี้ไม่มีใครมาบอกเราได้เราต้องทดลอง ต้องค้นหาตัวเราเองครับ


vdo ตอน Julian Marchese ออกรายการ



วันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

คิดก่อนฝัน (salary man day dream)

สืบเนื่องจากเมื่อวานผมโพสคลิปหนังสั้น การลาออกครั้งสุดท้าย ของการลาออกครั้งสุดท้าย ของเต้ย ภาณุมาศ ทองธนากุล ในเพจ ทำให้มีคนสนใจกันเป็นจำนวนมาก มีอีเมลเข้ามาถึง 4 ฉบับถามว่าถ้าจะลาออกมาแล้ว หารายได้จากการลงทุนในตลาดหุ้น ทดแทนเงินเดือน จะได้ไหม เพราะเบื่อกับงานประจำงานที่ทำมาก จนอยากจะลาออกมาวันนี้พรุ่งนี้แล้ว ยิ่งพอดูคลิปยิ่งเกิดอารมณ์ร่วม ผมขออนุญาติตอบอีเมลทั้งหมดในบทความนี้เลยแล้วกันนะครับ ผมจะตอบจากมุมมองคนที่หากินจากตลาดหุ้นมาหลายปีแล้วกัน เพื่อให้เพื่อนๆได้เห็นภาพในอีกมุมหนึ่ง



คนที่ดูคลิปหนังสั้น ที่ถามเข้ามาเกือบทั้งหมดสนใจตลาดหุ้น เพราะเข้าใจว่ามันสร้างรายได้ ให้เรารายเดือน โดยที่เราไม่ต้องทำทำงานประจำ แบบคำพูดเท่ห์ๆว่าให้เงินทำงาน ประมาณนั้น แต่หลายคนดูคลิปแล้ว ตีความหมายของหนังผิด(ผมเชื่อว่าในหนังเขาไม่ได้ยุให้เราลาออกมาจากงานแบบตายดาบหน้าหรอกครับ) ในความเป็นจริงมันไม่ง่ายแบบนั้นครับ ไม่เช่นนั้นเศรษฐีเต็มตลาดหุ้นไปหมดแล้ว ผมยังยืนว่าการหาเงินในตลาดหุ้นไม่ง่ายขนาดนั้น



ทำกำไรที่ว่ายาก ทำให้ได้ทุกเดือนยากกว่า
โดยเฉพาะจะต้องหาเงินแบบต่อเนื่อง มั่นคง แบบเงินเดือน ที่โอนเข้าบัญชีทุกๆสิ้นเดือนนั้น ยิ่งยากใหญ่ เพราะตลาดหุ้นมีความเสี่ยง ไม่มีใครมากันรันตีให้เราหรอกครับว่า จะได้กำไรทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี ที่สำคัญ ไม่ใช่มองแต่ได้กำไรนะ คุณยังมีโอกาสขาดทุน ได้ไม่น้อย จากความผันผวนของตลาดหุ้น ดังนั้นคิดว่าซื้อๆขายๆก็จะได้เงินง่ายๆ อันนี้เลิกฝันเถอะครับ

เงินต้นก้อนใหญ่
ประเด็นต่อมาที่มีในอีเมลทุกฉบับคือ ลงทุนในหุ้นแล้วให้่ผลตอบแทนมากเทียบเท่ากับเงินเดือนได้หรือไม่??? ท่านที่ถามมาทำงานมา 5 ปีเงินเดือน 2.5 หมื่น แต่ผมคิดตัวเลขง่ายๆ ถ้าค่าครองชีพขั้นต่ำของคนทั่วไป ค่ากิน ค่าอยู่ ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน เอาแบบสบายๆประมาณเดือนละ 1 หมื่นบาท การจะทำกำไรให้ได้เดือนละ 1 หมื่นบาท นั้นหมายความ ต้องมีเงินลงทุนที่มากๆพอสมควร นำตัวเลขกลมๆมาคิดให้ดู
สมมติ เงินลงทุน 50,000 บาท ผลตอบแทนคือ 20% ต่อเดือน
สมมติ เงินลงทุน 100,000 บาท ผลตอบแทนคือ 10% ต่อเดือน
สมมติ เงินลงทุน 500,000 บาท ผลตอบแทนคือ 5% ต่อเดือน
สมมติ เงินลงทุน 1,000,000 บาท ผลตอบแทนคือ 1% ต่อเดือน

คำถามที่ตามมาคือ ท่านมีเงินต้นมากขนาดนั้นหรือไม่??? ปกติถ้าเป็นคนชั้นกลาง ผ่อนลด ผ่อนบ้าน ผ่อนคอนโด ผ่อนมือถือ โอกาสจะหาเงินเก็บมากขนาดหลักแสนนั้นก็ยากน่าดู เพราะด้วยภาระค่าใช้จ่ายที่มาก โอกาสจะออมเงินยิ่งยากไปใหญ่ บวกกับ ถ้าลักษณะนิสัยการใช้ชีวิต ติดหรู ชอบเดินห้าง สปอยหญิง กินร้านอาหารแพงๆ โอกาสที่จะออมให้มีเงินลงทุนก้อนใหญ่ขนาดนั้นยิ่งยากไปอีก  ถ้าคิดจะกู้มาลงทุน ละก็แนะนำว่าอย่าเลยครับ มือใหม่จะเอาเงินมาละลายให้เสือสิง กระทิงแรดในตลาดหุ้นเปล่าๆ ดีไม่ดีนอกจากไม่ได้เงินผลตอบแทนแล้ว จะมีหนี้่ก้อนใหม่ให้ปวดหัวอีกต่างหาก

120% ต่อปีทำได้จริงหรือ
ถ้าคิดว่ามีเงิน หลักแสน มาลงทุนได้ แต่การทำกำไรได้ 10% ต่อเดือนหรือ 120% ต่อปี แม้เจ้าทำได้จริง นี่คงรวยมหาศาลไปเลย เพราะในความเป็นจริงยิ่งเป็นไปได้ยาก แม้นักลงทุนหรือนักเก็งกำไรระดับโลก ยังทำได้แต่ 30-40% ต่อปีเอง ไม่ใช่เขาเหล่านั้นไม่เก่งนะ แต่การเข้าไปหากำไรก้อนใหญ่ขนาดนั้น มันไม่ต่างอะไรกับการวิ่งเก็บเหรียญบนทางด่วน ที่มีแต่ความเสี่ยงเต็มไปหมด โอกาสจะโดนแจ๊คพ๊อตหมดตัวเมื่อไหร่ก็เกิดได้เสมอ ดังนั้นวิธีคิดที่ถูกคือ การหากำไรพอเพียงและจำกัดความเสี่ยงให้ต่ำ ดังนั้นถ้าจะหากำไร 120% ต่อปี นั้นจึงเป็นเรื่องที่เกิดได้ยาก ยิ่งต้องได้ทุกปี ยิ่งยากไปใหญ่ จุดจบของคนที่เดินทางนี้ ไม่โดนหลอกไปลงทุนออฟชั่นอเมริกา ไปอบรมหลักสูตรไสยศาสตร์การเงิน ก็หมดตัวจากหุ้นร้อน จากวอแรนท์เน่าในตลาด อยู่ดี

ดอกเบี้ยทบต้น
นักลงทุนในตลาดแบบให้เงินทำงาน เขาไม่ได้คิดแบบจะชักเงินมาใช้จ่ายรายเดือนนะครับ ส่วนใหญ่เพื่อเลี้ยงให้พอร์ตโต เพื่อสร้าง leverage ของเงินทุนในการทำกำไร เขาต้องไม่ถอนเงินออกมาใช้ ปล่อยให้ดอกเบี้ยทบต้น ให้งอกเงย กำไรผลตอบแทนทีได้ ทั้งจากการขายหุ้นทำกำไร หรือปันผล ก็มักจะเก็บสะสม เป็นเงินลงทุนครั้งต่อๆไป กว่าจะรวย จะมีผลตอบแทนมาเพียงพอที่ไม่ต้องทำงาน หรือเป็นอิสรภาพทางการเงิน เขาต้องใช้เวลาครับ ไม่ใช่นำเงินมาใส่ตลาดหุ้น แล้วก็ชิวมีเงินเดือนใช้เลย

กรงทองไปสู่กรงเหล็ก
ปัญหาที่ตามมาเมื่อท่านลาออกจากงาน แล้วมาหมกหมุ่นในตลาดหุ้น มุ่งจะรวยไวๆ มุ่งจะหาเงินเยอะๆ ก็จะกลายเป็นว่าอิสรภาพที่ตั้งใจไว้หายไป มาติดกับการเฝ้าหุ้น ลุ้นหุ้น หาหุ้นเด็ด เคล็ดลับ ติดตามเซียน ติดตามกูรู วิ่งเข้าหาทางลัดเพื่อรวยๆเร็ว สุดท้ายก็ไปไม่ถึงฝั่ง ถึงแม้จะไม่ต้องทำงานออกจากกรงทองที่มีเงินเดือนใช้ ท่านก็จะเข้ามาอยู่กรงเหล็ก ที่ต้องลุ้นกำไรแบบช๊อตต่อช๊อตแทน อิสรภาพที่โหยหาก็หายไปอยู่ดี

อย่างนั้นทำงานอย่างเดิมดีกว่า 
ไม่ใช่ครับ!!! ที่เขียนมาเพราะไม่อยากให้ฝัน ให้เคลิ้มไปตามคำพูดสวยหรู แต่ผมเองสนับสนุนให้ มนุษย์เงินเดือนออกมาตามฝัน ไม่ต้องทำทำงานที่ไม่ได้รัก ตลอดชีวิต แต่อย่าให้คิดให้วางแผนมากๆ เปรียบเหมือนกับคุณกำลังแหกคุกอัลคาทราซ ที่มีกำแพงหนา ชีวิตมนุษย์เงินเดือนมันเป็นกรอบ เป็นขนบในระบบทุนนิยม ที่เราทำตามกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อ รุ่นแม่ ถ้าบ้านไม่รวย พ่อแม่ไม่สปอยเงินให้อย่าไปคิดว่าจะออกมาง่ายๆ ต้องใช้เวลาใช้การทุ่มเทอย่างมาก ผมมี Road Map คราวๆ 6 ขั้นตอนให้ดูดังนี้

1. วางเป้าหมายเชิงรุก
ออกมาจากงานเพื่อทำอะไร อะไรคิดสิ่งที่เราต้องการจะทำ ถ้ายังคิดไม่ออก อย่าเพิ่งลาออกมา พยายามใช้เวลาในการหาเป้าหมายสิ่งที่ชอบที่อยากทำ อาจจะยังไม่ต้องใช่เลย สัก 2-3 อย่างก่อน ศึกษาให้ดี วางแผนที่จะทำ ให้พร้อม เพื่อไม่ให้ลาออกมา แล้วมาเคว้งไร้จุดหมาย ตื่นสาย นั่งหายใจทิ้งอยู่บ้านไปวันๆ ทำแบบนั้น เสียเวลา คุณค่าของตัวเองในสายตาคนอื่นๆ ก็ลดหายไป ความทุกข์ก็จะมาเยือนท่านทันที

2. วางเป้าหมายทางการเงิน
วางแผนการใช้จ่ายเงินว่า 1 เดือนต้องใช้เงินเท่าไหร่ และมองหาแหล่งรายรับ ที่มาชดเชยหลังออกจากงาน ถ้าสนใจ รายได้จากการลงทุนในหุ้น ต้องคิดให้ออกว่า เรามีจะต้องมีเงินลงทุนเท่าไหร่ ต้องการเดือนละเท่าไหร่ ปีละเท่าไหร่ รับความเสี่ยงได้แค่ไหน

3. ออมเงิน 
เพราะถ้าคิดจะเล่นกับ passive income จากการลงทุนในตลาดหุ้น เราต้องอดออมเงินเพื่อสร้างเงินทุนสำหรับซื้อหุ้น แน่นอนว่าถ้าไม่มีใครออกทุนให้ ต้องใช้เวลาระหว่างทำงานนี่แหละครับ จงกัดฟันทด อดออมเก็บเงินให้ได้มากๆอย่างน้อยเดือนละ 3000-5000 บาท ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออก เลิกซื้อเสื้อผ้า ของใช้ไอที โทรศัพท์รุ่นใหม่ เลิกกินหรู เลิกปาร์ตี้ทุกวัน

4. ศึกษาหาความรู้การลงทุน
ระหว่างทำงานประจำ สละเวลานอนดูละครหลังข่าว ลดเวลาเล่นเฟสบุ๊ค วันละชั่วโมงหาความรู้จากหนังสือ จากเว็บไซต์เรื่องการลงทุนมากๆ เท่าที่จะทำได้ เมื่อได้โมเดลแนวทางเบื้องต้นแล้ว ลองทำความคุ้นเคยในการลงทุน ด้วยการสมัครเปิดพอร์ตจำลอง click2win กับ settrade เพื่อทดลองซื้อขายหุ้น ลงทุนตามแนวทางที่เราศึกษามาก่อน



5. ลงทุนระหว่างทำงาน
เมื่อชำนาญ ระดับหนึ่ง สัก 3-6 เดือนแล้ว ลองนำเงินออมที่มีใน ข้อ 3 มาเปิดพอร์ตลงทุนจริงๆ เน้นนะครับลงทุนระยะยาวหรือเก็งกำไรระยะกลาง อย่าไปเล่นสั้น เล่นรายวัน อย่าไปโลภหวังรวยเร็ว เพราะท่านยังต้องทำงานประจำอยู่ พยายามเลือกรูปแบบการลงทุนหรือการเก็งกำไร ที่ไม่ต้องติดตามราคาทั้งวัน และใช้เวลาในการหาข้อมูลมากเกินไปแบบมืออาชีพ เพราะเรายังมีภาระงานประจำอยู่ การจัดสมดุลต้องทำให้ดีอย่าให้เสียงานหลัก

6. ประเมินศักย์ภาพผลตอบแทน
ลงทุนในตลาดหุ้นสัก 1-2 ปี ลองประเมินศักย์ภาพในการลงทุน ผลตอบแทนรายปีที่ได้ ทั้งจากการซื้อขายหุ้นกินส่วนต่างราคา และจากเงินปันผล เพื่อประเมินความน่าจะเป็นในการ อยู่รอดจากการสร้างกระแสเงินสด จากการลงทุน ถ้าเอาอยู่ อยู่รอด พอมีความน่าจะเป็น cover รายจ่ายเราได้ ก็ค่อยขยับขยาย ลาออกมาอีกที

เห็นไหมครับ มีขั้นตอน ปฏิบัติ ผมเองก็ใช้ขั้นตอนแบบนี้ ก่อนออกมาเป็นนักลงทุนหรือนักเก็งกำไร เต็มตัว วันนี้แม้จะยังไม่ประสบความสำเร็จมีเงิน ร้อยล้าน พันล้าน แต่ผมก็มีกำไรเติบโตต่อเนื่องอยู่รอดมา 7 ปีแล้ว มันทำให้มั่นใจว่าอนาคต เราไม่อดตายหรือหมดตัวแน่นอน มีเวลาไปทำงานไปทำธุรกิจที่เราตั้งใจจะทำ

ขั้นตอนที่ผมเสนอมาให้ท่านออกตามฝัน ไปหาอิสรภาพ มันใช้เวลาครับ 2-3 ปี แต่เชื่อเถอะว่าถ้าวันนี้คุณเริ่มตั้งใจทำ แม้จะนานแต่มันคุ้มค่าที่จะลอง อย่าไปด่วนได้หักดิบ ลาออกมาแบบไม่มีแผน ไม่มีทิศทาง ปัจจุบันยุครัฐบาลประชานิยม เงินเดือนขั้นต่ำ 15000 ปริญญาตรี ล้นตลาด ยุคที่การงานลาออกจากงานนั้นง่าย แต่กลับเข้าไปใหม่ยาก ยิ่งคุณมีอายุมาก การเปลี่ยนงานยิ่งยากเป็นทวีคูณ แน่นอนว่านั้นอาจจะเป็นการลาออกครั้งสุดท้าย เพราะคุณจะไม่มีงานประจำที่ดีตรงตามวุฒิได้ทำตลอดไป ปิดท้ายด้วยคำคมแง่คิดดีๆจากคุณ ดัง ตฤณว่า 

"โดดทีละ 10 ขั้นคือความฝัน ก้าวทีละขั้น คือ ของจริง"

วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

กุญแจ 4 ดอกสำหรับนักเก็งกำไร

สองวันนี้ จากแดดร้อนจ้า ก็กับกลายเป็น ฟ้ารั่ว ฝนตกกระหน่ำอย่างหนักต่อเนื่อง ทำเอาเปียกปอนกันแบบไม่ทันตั้งตัวไปตามๆกัน ฝนมารอบนี้ทำเอาแปลกใจเพราะเชื่อว่าหลายคนตั้งหน้าตั้งตารอหน้าหนาว ฤดูกาลแห่งความเย็นสบายกันแล้ว โดยเฉพาะบรรยากาศชิวๆปลายปี


สำหรับตลาดหุ้น ไตรมาสสี่ก็เป็นไตรมาสที่มีสีันความสนุกเสมอมา มีทั้งขึ้นและลงสลับกันไป แต่ปีนี้ท่าทางอาจจะเหนื่อยหน่อยเพราะ นักลงทุนและนักเก็งกำไรต้องเจอ กับสองปัจจัยที่มาทดสอบ sentiment ของตลาด นั้นคือเรื่องของ ภาวะ Fiscal Cliff และปัจจัยการเมืองภายในประเทศ ที่กำลังมีการชุมนุมประท้วงของกลุ่ม เสธ อ้าย ภายใต้ชื่อกลุ่ม องค์การพิทักษ์สยาม ที่จะจัดชุมนุมใหญ่ 24-25 พย. นี้

แค่เอ่ยมาสอง ปัจจัยหลักก็เริ่มสนุกแล้ว ยังไม่นับรวมเรื่องของยุโรป ที่กรีซก็มาถึงจุดสำคัญ แม้จะผ่านร่างนโยบายรัดเข็มขัดมหาโหดเพื่อรับความช่วยเหลือทางการเงินเพื่อประทังชีวิตต่อไปได้ แต่นับวันประชาชนและกลุ่มสหภาพแรงงานก็ประท้วงหนัก ล่าสุดก็มีคนออกมาเดินขบวนเกือบ 15000 คนที่หน้ารัฐสภา เพื่อต่อต้านนโยบาย ขณะที่สเปน นั้นก็อาการยังไม่ปกติเช่นกัน แม้จะยังไม่รับความช่วยเหลือ แต่ตัวเลขเศรษฐกิจ และอัตราจ้างงาน ก็ยังอยู่ในวิกฤติ ประชาชนหลายหมื่นออกเดินขบวนประท้วงนโยบายการรัดเข็มขัด และเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือ เพราะหลายคนต้องตกงาน ไม่มีเงินเดือน บ้านโดนยึด มันเป็นภาพที่เห็นได้ปกติในยามประเทศมีวิกฤติเศรษฐกิจแบบนี้ ดังนั้นเรื่องหนี้ยุโรป ก็คงดราม่ากันต่อไป

อ่านมาถึงตรงนี้ก็อย่าเพิ่งกังวลใจไปครับว่าตลาดหุ้น จะร่วงจะตก เพราะอนาคตเรายังไม่รู้แน่นอน สาระสำคัญไม่ใช้ไปคาดเดา ว่าจะขึ้นหรือลง แต่เราควรจะเตรียมตัวให้พร้อมมีแผนรับมือทุกสถานะการณ์ ถ้าตลาดหุ้นตกรุนแรง หุ้นลง เราจะทำอย่างไร? ถ้าหุ้นขึ้นไปต่อ เราจะทำอย่างไร?

ถ้าท่านเป็นนักเก็งกำไร แน่นอนว่า sentiment ของตลาดมีผลมาต่อการเคลื่อนตัวของราคาหุ้น และมีผลต่อความผันผวนที่จะเกิด ผมมีเทคนิคการเก็งกำไรส่วนตัวที่ใช้ เพื่อให้อยู่รอดปลอดภัยจากความเสี่ยงในตลาด มาแบ่งปัน เรียกว่าเป็น กุญแจ 4 ดอกสำหรับนักเก็งกำไร ดังนี้

1. รักษาเงินต้น
ถ้า รด. รักชาติยิ่่งชีพ เทรดเดอร์หรือนักเก็งกำไร นอกจากรักชาติแลัว ยังต้องรักษาต้นทุนให้ดีด้วย อย่าไปคิดว่าเงินหามาง่ายหมดไปไม่เป็นไร คิดแบบนั้นไม่มีวันที่จะรวย  ควรรู้จักรักษาเงินต้น ถนอมกระสุน เสี่ยงแบบจำกัด เช่น ถ้าจะให้ดีใช้กฏ 2% rule ของเงินต้น เพื่อจำกัด ความเสี่ยงในการเทรดแต่ละครั้ง

2. มีระบบ
เทรดเป็นระบบ เข้าออกตามสัญญาณ ผิดทางตัดขาดทุน เมื่อมีกำไรก็ let's profit run

3. มีวินัย 
ยึดมั่นตามแผน ตามระบบเทรด เพื่อเอาชนะจิตใจ ไม่ให้หวั่นไหวไปตามสภาวะตลาด ตามข่าว ตามมวลชน จงอย่าใช้อารมณ์ นำความคิดและการตัดสินใจ

4. อ่อนน้อมถ่อมตน
จงอย่าคิดว่าตัวเองฉลาด เก่งกว่าคนอื่นๆ ควรหมั่นเรียนรู้จากความผิดพลาด ทำตัวให้เหมือนแก้วที่พร่องน้ำ พร้อมรับความรู้ ใหม่ๆตลอดเวลา อย่าปิดกั้นตัวเองกับความเชื่อ หรือความคิดแบบเดิมๆ มีโอกาสควรเสวนากับผู้รู้จริง อ่านหนังสือ หรือบมความ เพื่ออัพเกดมุมมองและเทคนิคใหม่ๆ 

กุญแจ 4 ดอกนี้เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง ครอบคลุมทั้งเรื่อง กลยุทธ การบริหารเงิน และจิตวิทยาการลงทุน ฟังดูเหมือนจะง่ายๆ แต่รับรองว่าถ้าปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่องอนาคต รับรองว่าท่านจะเอาตัวรอด อยู่ทำกำไรในตลาดหุ้นได้นาน พอร์ตเติบโต ไม่ล้มหายตายจาก หรือเน่าตายบนยอดดอยไปเสียก่อนแน่นอนครับ


วันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

How I Made $2,000,000 in the Stock Market

ผมขอต่อจากความเดิมตอนที่แล้ว เรื่องราวเกี่ยวกับคุณ Nicolas Darvas นักลงทุนคนดังที่ประสบความสำเร็จจากการลงทุน จนขึ้นเป็นเซียนหุ้นอันดับต้นของโลก ผู้เขียน หนังสือที่จะนำมาแนะนำในวันนี้คือ "How I Made $2,000,000 in the Stock Market"
"How I Made $2,000,000 in the Stock Market" เป็นหนังสือแนวคิด และประสบการณ์การลงทุนในตลาดหุ้นของ Nicolas Darvas นักลงทุนที่เป็น นักเต้นอาชีพควบคู่ไปด้วย เขาถ่ายทอดทฤษฏีระบบการลงทุน การเลือกหุ้น การหาจังหวะเข้าซื้อแบบTechno-Fundamental ตลอดจน ประสบการณ์การขาดทุนและข้อผิดพลาดต่างๆ ลงในหนังสือเล่มนี้ให้นักลงทุนได้อ่านกัน โดยเฉพาะระบบการลงทุน Box System วิธีการทำกำไรที่ทำให้เขาเปลี่ยนเงิน 25000 เหรียญ ไปเป็น $2 million ใน 18 เดือน

ระบบการลงทุนของ Nicolas ที่เขียนในหนังสือ เน้นตั้งแต่การหาหุ้นที่ดี หุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมวัฏจักรขาขึ้น เป็นหุ้นดาวรุ่งดาวเด่น ที่ราคายังไม่สูง มีสตอรี่ มีการเติบโตได้ดี เมื่อหาหุ้นแบบนั้นเจอ เขาจะรอจังหวะการเข้าซื้อจากการดูราคาและปริมาณการซื้อขาย โดยมองในลักษณะกฏอุปสงค์ อุปทาน ยิ่งความต้องการซื้อหุ้นมาก ราคาก็จะยิ่งขึ้นสูง สะท้อนความคาดหวังของอนาคตที่มีต่อหุ้น

เขาทำการซื้อลักษณะการทะยอยสะสม ตามกำลัง เมื่อหุ้นเบรคจุดสูงสุดก่อนหน้า ออกทะลุกรอบที่วางไว้เขาก็จะทะยอยสะสม และเลื่อนจุดหยุดขาดทุนไป แน่นอนว่าถ้าผิดทางก็จะมีการ Stop loss เพื่อป้องกันการขาดทุนรุกราม Nicolas เขาเป็นนักลงทุนที่ดำเนินกลยุทธเชิงรุกเข้ากล้าลงทุนด้วย เงินกู้ หรือมาร์จิ้น ที่สูงถึง 50-100% กรณีที่เขามั่นใจ เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ได้มากตามต้องการ

อีกจุดเด่งของระบบการลงทุนของ Nicolas ที่ทำให้เขาแตกต่างกับนักลงทุนคนอื่นคือเขา ไม่เน้นของถูก โดยเขาจะไม่ซื้อหุ้นราคาถูกที่ตลาดไม่นิยม ไม่ลงทุนในตลาดหมี เน้นลงทุนที่ตลาดกระทิง ที่ sentiment ตลาดเป็นบวก เท่านั้น

โดยระบบ Box System ของเขาจะใช้ได้ดีในตลาดกระทิง ในกรอบเวลา กลางและยาว เขาจะหยุดการซื้อขาย หรือเข้าเทรดในช่วงตลาดผันผวนไม่มีแนวโน้ม เขามีความอดทน รอคอยจังหวะที่ชัดเจน Nicolas เป็นนักลงทุนที่ไม่ถือหุ้นมากในพอร์ต แต่จะถือหุ้น 5-10 ตัวและจะลงทุนในหุ้นเน้นๆที่มีความน่าจะเป็นในการชนะสูง เพียง 2-3 ตัวหนักๆ โดยให้เหตุผลการถือหุ้นน้อยว่า มันทำให้ง่ายต่อการติดตามพฤติกรรมราคาของหุ้น


นอกจากระบบการลงทุนแล้ว หนังสือเล่มนี้สะท้อนวิธีคิดของ Nicolas ที่น่าสนใจในเรื่องของการเป็นคนถ่อมตน การไม่ติดกับอัตตา และความเชื่อมั่นที่มากเกินไป เขามักจะไม่กังวล ไม่กลัวที่จะผิดพลาด เมื่อผิดพลาดเขาจะยอมรับและเรียนรู้ไปกับมัน นอกจากนี้ เขายังเฝ้าติดตามอารมณ์และจิตใจของตัวเอง ด้วยการมีวินัยในระบบ ใช้วิธีการจดบันทึก อารมณ์ และเหตุผล ทุกครั้งก่อนที่ทำการซื้อขายหุ้น เพื่อทบทวนความคิด ก่อนลงมือกระทำเสมอ

คุณสมบัติสุดท้าย ที่ผมชื่่นชอบมาในตัว Nicolas คือการเป็นผู้กระหายใฝ่รู้ เขายังคงอ่านหนังสือการลงทุน และหมั่นแลกเปลี่ยนความคิดกับ นักลงทุนเก่งๆอยู่เสมอ เพื่อเปิดมุมมอง เขาเคลมในหนังสือว่า ตัวเขาเองอ่านหนังสือการลงทุนมากกว่า 200 เล่มที่มีในตลาด ศึกษาแนวคิดคงดังคนเก่งหลายคน เพื่อนำมาปรับใช้และพัฒนาระบบการลงทุนของตนเอง แต่สิ่งหนึ่งที่เขาหลีกเลี่ยงคือ บทวิเคราะห์ วิจารณ์ หุ้นของกูรู หรือพวกที่เรียกตัวเองว่า ผู้เชี่ยวชาญในตลาดหุ้น เพื่อลด bias และลดอารมณ์จากจิตวิทยาหมู่ เขาจะหาหุ้นและวิเคราะห์หุ้นเอง ตามระบบของเขาเสมอ

หนังสือเล่มนี้กลายมาเป็นพิมพ์เขียวแนวทางการลงทุน ให้นักลงทุนระดับโลกอีกมากมาย ที่ศึกษาแนวทางประยุกต์ของเขา เช่น William O’Neil ,Dan Zanger , David Ryan และ Gary Smith เป็นต้น โดยได้รับความนิยมมากตั้งแต่ยุค 1960 จนถึงปัจจุบัน ตีพิมพ์และขายได้มากเกิน 500000 เล่ม แนวคิดเกือบทั้งหมดค่อนข้างคลาสสิก และสามารถใช้ได้จนถึงปัจจุบัน แต่แน่นอนว่าบางรายละเอียดอาจจะต้องปรับปรุงตามสภาวะตลาดที่เปลี่ยนไป ถ้าใครสนใจแนวทางการลงทุนแบบนี้ ลองไปหามาอ่านกันนะครับ


วันพุธที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Nicholas Darvas

มีโอกาสกลับไปอ่านหนังสือ ของ Nicholas Darvas อีกรอบเลยคิดว่าเป็นการดีถ้าจะเขียนถึงประวัติชีวิตในตลาดหุ้นบนเส้นทางการลงทุนของคุณ Nicholas Darvas นักลงทุนสาย Techno-Fundamentalist เจ้าของ Darvas BOX Theory ผู้โด่งดังสักหน่อย ผมเองศึกษาเทคนิคและวิธีคิดของ คุณ Nicholas Darvas มานานพอสมควร เขาเป็นคนที่มีแนวคิดและมุมมองที่น่าสนใจมากในการลงทุน และที่สะดุดตาต้องใจ ตรงที่คุณ Nicholas เขาไม่ได้เป็นนักลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่เขายังทำสิ่งที่ตนเองรักคือการเป็นนักเต้นรำลีราศ(Dancer) มืออาชีพ ควบคู่ไปอีกด้วย

คุณ Nicholas เป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จระดับเศรษฐีเงินล้านจาก Wall Street ผู้ที่ลงทุน ทำเงิน 25000 เหรียญไปเป็น 2250000 เหรียญในเวลา 3 ปี และเขายังเป็นผู้ที่เขียนหนังสือ ยอดนิยมเล่มหนึ่งในหมวดการเงินการลงทุนหนังสือนั้นคือ "How I Made $2,000,000 in the Stock Market" ที่พิมพ์ซ้ำหลายสิบครั้งขายไปแล้ว 500000 เล่ม เป็นหนังสือที่ออกมาตั้งแต่ปี 1960 แนวคิดและระบบการลงทุนของเขา ยังคงเป็นที่นิยมและมีการนำมาใช้กันมากมายในปัจจุบัน


เขา เกิดและโตที่ Hungary เรียนจบมาทางด้านเศรษฐศาสตร์จาก University of Budapest พอยุคที่โซเวียตเข้ายึดครอง ตอนอายุ 23 ปีเขาก็ออกจาก Hungary ไปตุรกีและอพยพมาอเมริกาในปี 1951 ขณะนั้นเขาและน้องสาว Julia เป็นนักเต้นอาชีพที่ออกเดินสายแสดงและแข่งขัน

เส้นทางการลงทุน
เขาเข้าสู่ตลาดหุ้นเป็นนักลงทุนเต็มตัว ในปี 1952 เขาได้เงินจากไนท์คลับที่จ่ายค้าจ้างก้อนใหญ่เป็นเงินสดค่าแสดงรวมกับเงินเก็บจำนวน 3000 เหรียญ และได้เข้าซื้อหุ้นตัวแรกคือ Brilund หุ้นเหมืองสัญชาติแคนาดา สองเดือนต่อมา ราคาหุ้นพุ่งไปเกือบ 3 เท่า ทำให้ Nicholas มีกำไรจากการซื้อหุ้นครั้งนั้น เขาจึงสนใจและมุ่งมั่นที่จะเป็นนักลงทุนในตลาดหุ้น



แต่แน่นอนว่า ตลาดหุ้นไม่เคยง่ายและปราณีใคร  Nicholas ก็เป็นหนึ่งในนักลงทุนที่ต้องได้รับบทเรียน เขาต้องการทำกำไรได้มากๆ จึงใช้มาร์จิ้นในอัตราเกือบ 50% เทรดหุ้นเหมือนเป็นการพนัน เข้าซื้อหุ้นตามข่าวลือ ตามโบกเกอร์ และคำแนะนำของกูรูในห้องค้า ทำให้เข้าต้องพบกับการขาดทุน มากกว่ากำไร สลับกันไป โดยเฉพาะการขาดทุนครั้งใหญ่ ที่เขาบอกว่าไม่มีวันลืม นั้นคือการเข้าซื้อหุ้น Jones and Laughlin ในปี 1955 ที่เขาเชื่อมั่นว่าเป็นหุ้นที่ดี มีค่า PE ไม่สูง อัตราปันผลดี อุตสาหกรรมเติบโต และมีคนนิยม เขามั่นใจในการลงทุนครั้งนี้มาก ถึงกับทุ่มเงินลงทุนมากกว่า 50000 เหรียญโดยใช้มาร์จิ้น แต่แล้ว ไม่กี่เดือนต่อมา ราคาหุ้นร่วงลดลงมาเกือบ ครึ่งจากราคาต้นทุน ครั้งนั้นทำให้เขาขาดทุนอย่างมาก มูลค่าของพอร์ตลดลงมาเหลือเพียง 9000 ดอลล่าห์ 



ค้นพบสัจธรรม
การขาดทุนหนักครั้งนั้น ทำให้เขาเข้าใจว่า ไม่มีใครสามารถคาดเดาตลาด หรือล่วงรู้อนาคตได้แน่นอน ทำให้เขาถอยออกมาจากตลาด และคิดทบทวนวิธีการลงทุน ใหม่ทั้งหมด ประกอบกับช่วงปี 1956 เขาได้ออกเดินสายแข่งเต้นรำและแสดงเต้นลีลาศ (Ballroom Dance) ทั่วประเทศและในยุโรป โดยเขาใช้เวลาว่างในการอ่านหนังสือ ทบทวนวิธีการลงทุน 

ตอนนั้นเขายังคงลงทุนในหุ้น โดยส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นทางโทรเลขหรือจดหมาย การออกนอกห้องค้า และกลุ่มเพื่อน โบรกเกอร์ จากนิวยอรค์ทำให้เขามีเวลา ในการศึกษาทบทวนตัวเองอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องการเลือกหุ้น การวิเคราะห์หุ้น โดยปราศจากอคติและอิทธิพลจากหมู่เพื่อนนักลงทุน ทำให้เขามองตลาดหุ้นได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น  ระหว่างเดินสายทัวร์เขายังคงติดตามราคาหุ้น และยังคงค้นหาหุ้น กิจการดีๆเพื่อมาลงทุน โดยเขาใช้ข้อมูลจากหนังสือ Baron's Magazine และ Wall Street Journal หลังจากกลับไปนิวยอร์คอีกครั้งในปี 1959  Nicholas สามารถทำกำไรจากการลงทุนถึง 500000 เหรียญ ทำให้หลายคน สนใจและกล่าวถึงการพัฒนาฝีมือของเขาอย่างมาก 

ช่วงยุคทอง
ในช่วงยุค 1958 - 1960 เป็นช่วงตลาดกระทิง และเป็นช่วงที่ดีที่สุดในชีวิตการลงทุนของเขา  Nicholas ได้กำไรจากการลงทุนในช่วงสามปีนี้ เป็นจำนวนมาก เขายังคงยึดมั่นในระบบการลงทุนของเขา ที่เรียกว่า Dravas Box System อย่างต่อเนื่อง ทำให้พอร์ตลงทุนเขาโตถึงระดับ $2,450,000.00 เหรียญ เขาได้กำไรจากหุ้นหลายตัวด้วยแนวคิดการเลือกหุ้นและหาจังหวะซื้อหุ้นที่ดี หลังจากปี 1960 เขาได้เขียนหนังสือ "How I Made $2,000,000 in the Stock Market" ถ่ายทอดแนวคิดการลงทุนแบบ Dravas Box System  ของเขาออกจำหน่าย ซึ่งกลายเป็นหนังสือการลงทุนชื่อดัง ยอดนิยมในยุคนั้น



แนวคิดการลงทุน
คุณ Nicholas Darvas บอกชัดเจนว่า เขามิใช่นักเก็งกำไร เขาเป็นนักลงทุนสาย Techno-Fundamentalist คือใช้ทั้งทักษะและความสามารถในการเลือกหุ้น หาหุ้นที่ดีเพื่อลงทุน จากนั้นถึงจะมาพิจารณาจังหวะการเข้าซื้อ และวางกลยุทธให้สอดคล้องกับภาวะตลาด  เขามีแนวคิดที่ชัดเจนคือการหลีกเลี่ยงการลงทุนในตลาดหมี หรือภาวะแนวโน้มขาลง ต่างจากการนักลงทุนคนอื่นที่ชอบของถูกของลดราคา เขาบอกว่าการเข้าซื้อหุ้นช่วงตลาดหมี ยากต่อการทำกำไรมีโอกาสขาดทุนสูง เขาจะเลือกที่จะลงทุนในช่วงตลาดกระทิง ช่วงที่อารมณ์ตลาดเป็นบวก การซื้อขายคึกคักตลาดมีวอลุ่ม

คุณ Nicholas มีแนวคิดการลงทุนที่ชัดเจนคือ การเลือกที่จะวิเคราะห์หุ้นเองแทนการฟังหรืออ่านจากบทวิเคราะห์และซื้อตามแบบ นักลงทุนคนอื่นๆในตลาด เขาจะไม่เลือกซื้อหุ้นที่โบรกเกอร์ หรือเพื่อนๆ นิยม เขามักจะมองหาหุ้นเด่น โดยพิจารณาจากลุ่มอุตสาหกรรม ที่กำลังอยู่ในวัฏจักรขาขึ้นและมีอนาคตเป็นหลัก และหาหุ้นดาวเด่น ที่มีอนาคตการเติบโต พื้นฐานดี มี story ในอนาคต โดยเข้าจะเข้าซื้อที่ราคาไม่แพงมากเกินไป แบบเป็นช่วงๆ เริ่มต้นซื้อเมื่อราคาหุ้นมีการขยับตัวทะลุราคาที่เขาวางกรอบไว้ นิคนิยมใช้กราฟ week เป็นตัวหลักในการพิจารณาการเคลื่อนที่ของราคา ที่สำคัญเมื่อซื้อหุ้นแล้ว เขาจะมีจุด Stoploss เสมอ เมื่อผิดพลาดเขาจะไม่ลังเลที่จะขายออกมา เมื่อราคาเคลื่อนไป ก็จะขยับ Stoploss ตามไปเรื่อยๆ และจำทำกำไรจนกว่าหมดรอบแนวโน้มใหญ่



แนวคิดของเขา สมัยนั้นถือว่าค่อนข้างใหม่ ไม่มีนักลงทุนนิยมมากนัก แต่เขาก็ได้พิสูจน์แล้วว่า การเล่นตามระบบ การมีวินัยสามารถทำให้เขาทำกำไรได้จริง เมื่อตลาดมีแนวโน้มเป็นบวกและสดใส เศรษฐกิจดี อุตสาหกรรมเติบโต เขาก็สามารถสร้างกำไรได้อย่างงาม นิคอธิบายความสัมพันธ์ของตลาดหุ้น ราคา และอารมณ์ของนักลงทุนไว้อย่างน่าสนใจ เขามองภาพรวมได้ชัดเจน และเฉียบคม

เขาเองนิยมใช้มาร์จิ้น ตามระดับความมั่นใจในการวิเคราะห์หุ้น แต่เขาจะไม่ลงทุนระยะสั้นรายวัน และไม่ทำการ ซ๊อตหุ้น หรือซื้อขายหุ้นในช่วงแนวโน้มขาลงเป็นอันขาด ในยุค 1953 - 1958 เป็นช่วงที่เขาทำการศึกษาและทดลอง แนวคิดของเขาอย่างหนัก มีการปรับปรุง และพัฒนาระบบการลงทุนจนเหมาะสม จนเขาแน่ใจใช้มันอย่างต่อเนื่องจริงจัง ในยุค 1958 - 1960 ถือเป็นยุคทองของเขา ตลาดกระทิงชัดเจน มีแนวโน้ม นิคสามารถทำกำไรได้อย่างมากมาย หลังจากกำไรมากขึ้นจนระดับล้านเหรียญ เขาได้ทยอยนำเงินที่ได้ย้ายไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากตลาดหุ้น เคล็ดลับการลงทุนอย่างหนึ่งที่เขาเน้นย้ำคือ การมีวินัย ยึดมั่นในระบบลงทุน ไม่พยายามออกนอกระบบไหลไปตามอารมณ์

ข้อโต้แย้ง
ผมเขียนมาถึงตรงนี้ ส่วนใหญ่จะอ้างอิงประวัติมาจากหนังสือของ Nicholas Darvas แต่ในความเป็นจริง ก็มีหลายฝ่ายคลางแคลงใจกับสิ่งที่ นิคได้ถ่ายทอดและนำเสนอตัวเอง โดยเฉพาะช่วงปี 1961 คุณ Louis Lefkowitz จากสำนักอัยการรัฐนิวยอร์คออกมา ทำหนังสือเปิดเผยต่อสาธารณะว่าเรื่องราวหนังสือของ Nicholas ไม่เป็นความจริง ไม่ควรเชื่อ ทั้งหมดเป็นการหลอกลวงนักลงทุนโดยเฉพาะประเด็นการทำเงินมากมายจากตลาดหุ้นในเวลา 18 เดือน เพราะเขาไม่สามารถทำเงิน 2 ล้านได้จริงจากตลาดหุ้น และยังปกปิดหนี้สินที่เกิดจากการขาดทุน นำมาซื้อเรื่องราวการโต้เถียงมากมาย โดยเฉพาะการปฏิเสธจากคุณ Nicholas แต่สุดท้าย คุณ Louis Lefkowitz ก็ไม่มีหลักฐานมากเพียงพอจะส่งฟ้องดำเนิน คดี เพราะไม่สามารถสอบทวนหา ตั๋วการซื้อขายหุ้น ของเก่าได้ แต่เรื่องราวครั้งนั้น ทำให้ จบลงที่ Nicholas Darvas ทำหนังสือสัญญาตกลงจะไม่ให้คำแนะนำหรือชักจูงในการซื้อขายหลักทรัพย์แก่นักลงทุน 

เรื่องนี้ ผมก็ไม่ทราบข้อเท็จจริง ว่าเป็นเช่นใด แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อคือแนวคิด ของ Nicholas Darvas นั้นมีความเป็นจริง และสอดคล้องกับแนวคิดของนักลงทุนคนอื่นๆหลายคน เช่น Jesse Livermore หรือแม้แต่ William O'Neil นักลงทุนรุ่นหลัง เขายังยอมรับว่าได้อ่านหนังสือและใช้แนวทางของ Nicholas มาประยุกต์พัฒนาเพิ่มเติมในการลงทุนจนประสบความสำเร็จ 

อีกประการหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือ Darvas Box System นั้นได้ถูกพิสูจน์และนำมาใช้งานจริง จากนักลงทุนและเทรดเดอร์ ต่างๆมากมาย จนมันได้กลายเป็นโมดูลหลัก ที่อยู่ในโปรแกรมเทรดหุ้น แถบทุกค่ายในตลาด ยาวนานมาหลายสิบปี ตรงจุดนี้ ยังไม่มีใครนำหลักฐาน หรือผลการทดลอง มาหักล้าง  Darvas Box Theory ได้ 

ดังนั้นผมคิดว่า แม้จะมีความไม่ชัดเจนในเรื่องที่อยู่ในหนังสือของเขา แต่แนวคิดและหลักการในระบบของ Nicholas Darvas นั้นไม่น่าจะมีอะไรที่เป็นเรื่องหลอกลวงแต่อย่างใด การศึกษาเรียนรู้จึงเป็นสิ่งที่ไม่เสียหายและสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้จริงครับ 



วันจันทร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Impossible Project

"เป็นไปไม่ได้ ทำไม่ได้ หรือไม่ได้ทำ" ผมชื่นชอบประโยคนี้มากครับ เรียบง่าย เรียบเรียงสวยติดหูและกระตุกต่อมคิดดี ด้วยความบังเอิญทำให้ผมไปพบประโยคนี้ในสมุดโน๊ตบุ๊คปกขาว ที่ใช้เป็นเทรเดอร์ไดอารี่ จดบันทึก อารมณ์ เหตุผลการซื้อขายหุ้นและเรื่องราวในโลกการลงทุนที่ผมเข้าไปผจญภัย มันเขียนด้วยปากกาสีแดง ลอยเด่น อยู่บนส่วนหัวของหน้ากระดาษ


ถ้าจำกันได้ ตอนประมาณปี 2547-2548 มีโฆษณาของเหล้ายี่ห้อดังเจ้าหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ฮือฮามาก เพราะภาพยนต์โฆษณาใช้คอมพิวเตอร์กราฟิก(CG) มาเนรมิตให้หิมะตกในกรุงเทพ ทั้งที่ตอนนั้นอากาศร้อนตับแลบ เจอภาพโฆษณาแบบนี้ไป ทำเอาเรียกความสนใจได้ไม่น้อย ในภาพยนต์โฆษณานี้ ฉายเบื้องหลังการถ่ายทำฝีมือโปรดักชั่นของ คุณ วีระ แซ่อึ้ง สุดยอดมือ คอมพิวเตอร์กราฟิก และ 3D animation คนดังของวงการโฆษณาและภาพยนต์คนหนึ่งของไทย เจ้าของบริษัท ดิจิตอล เมจิก เอฟเฟ็ค เฮาส์ จำกัด



ผมชอบคำพูด "เป็นไปไม่ได้ ทำไม่ได้ หรือไม่ได้ทำ" มากมันสะดุดและติดในสมอง ก้องในหู เพราะลองนำประโยคนี้มาคิดดูดีๆ มันโดนแฮะ หลายครั้งในชีวิตของเรา มักจะติดกับคำว่าเป็นไปไม่ได้ เวลาเจอปัญหา หรือเวลาเริ่มคิด เริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆ ส่วนใหญ่มักจะเกิดจากการที่เรายังไม่รู้จริง ยังไม่ได้ลองออกแรงเต็มที่ ด้วยจิตใจมันหมดซะก่อน ทำให้เกิดการยอมแพ้ ยอมรับกับตนเองว่าทำไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ แต่แท้จริงมันอาจจะเกิดจากเรายังพยายามไม่พอ ทุ่มเทไม่พอ หาข้อมูล ไม่ได้ลองคิดต่างแบบนอกกรอบ ทำให้ไปติดกับการทำไม่ได้ ติดกับความเชื่อหรือคำบอกเล่าเดิมๆ ทั้งที่ความจริงเราอาจจะยังไม่ได้ลงมือทำมันอย่างเพียงพอ

ประโยคนี้ผมเลยจดไว้เตือนใจ ตัวเองว่าเมื่อใดเจอปัญหา เจอโจทย์หิน ให้พับคำว่าเป็นไปไม่ได้ ทำไม่ได้ ออกไปจากสมองก่อนหย่อนใส่กระเป๋าหลัง แล้วลองตั้งหน้าตั้งตาพยายามให้เต็มที่ ทำอย่างฉลาด จนสุดความสามารถ จนเกินขีดจำกัดของตนเองก่อน เมื่อไม่ได้จริงๆถึงเวลานั้นค่อยยอมแพ้


พอพูดถึงคำว่า เป็นไปไม่ได้ พลอยทำให้ผมนึกถึงหนังเรื่องหนึ่ง "SALMON FISHING IN THE YEMEN" หนังสนุกดูสบายๆ พูดถึงเรื่องการลงทุนของท่านชีค มหาเศรษฐีน้ำมันแห่งเยเมน ที่คิดจะนำปลาแซลม่อน และกีฬาตกปลาแซลม่อน จากประเทศอังกฤษไปยังเยเมน ประเทศทะเลทราย ในทวีปตะวันออกกลาง งานนี้รัฐบาลอังกฤษ ซึ่งต้องการสนับสนุนความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศก็ออกตัวหนุนโปรเจคนี้เต็มที่ ทำให้งานหนักไปเข้าที่พระเอก ด๊อกเตอร์นักวิชาการด้านประมง ที่ต้องปวดหัวกับการทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้(ในความคิดของเขา) ให้เกิดขึ้นจริง เพราะความแตกต่างของสภาพแวดล้อม แม้ท่านชีคจะพัฒนาสภาวะแวดล้อมให้ จนมีเขื่อนเก็บกักน้ำกลางทะเลทราย มีสายน้ำไหล แต่ด้วยสภาพอากาศ และอุณหภูมิ ที่ต่างก็ทำให้เป็นเรื่องยากไปอีก ที่ปลาจะว่ายทวนน้ำและรอดไปวางไข่

ทั้งนี้ยังไม่นับรวมปัญหาอุปสรรค์นานาๆประการที่ถาโถมเข้ามาให้ทีมงานต้องฝ่าฟัน เช่น การประท้วงจากนักตกปลาชาวอังกฤษที่ไม่ต้องการให้นำปลาแซลม่อนจำนวนมากออกจากไปแหล่งน้ำในประเทศ , เรื่องการต่อต้านจากชาวมุสลิมในพื้นที่ ที่ไม่ต้องการให้ความอุดมสมบูรณ์เข้ามายังทะเลทราย, อุปสรรค์จากตัวปลาแซลม่อนที่เป็นปลาเลี้ยงในกระชัง ไม่เคยว่ายทวนน้ำหรือไม่เคยอยู่ตามธรรมชาติ  




ความสนุกของหนัง มันอยู่ที่การต่อสู้กับคำว่า เป็นไปไม่ได้ ด้วยความเชื่อและความศรัทธา จนเอาชนะอุปสรรค์ทั้งหลาย เอาชนะคำปรามาส และความคลางแคลงใจ ของคนผู้คน แสดงให้เห็นว่าทุกอย่างไม่อาจจะสำเร็จได้ในเวลาอันสั้น การจะเปลี่ยนคำว่าเป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้นั้นย่อมต้องใช้เวลาและความพยายาม แบบสุดๆ 

ตลาดหุ้นก็เช่นกัน ไม่ว่าท่านจะเป็นนักลงทุน หรือนักเก็งกำไร กว่าจะไปถึงเป้าหมาย ต้องอาศัยความพยายาม และการทุ่มเทอย่างสุดความสามารถ การที่เราขาดทุน สี่ห้าครั้งแล้วยอมแพ้ และล้มเลิกคิดว่าเราไม่เก่ง ไม่ฉลาดเหมือนคนอื่น เราทำไม่ได้ เป็นทำไม่ได้ อาจจะเป็นความคิดที่ผิด ที่ตัดโอกาสแห่งความสำเร็จของตัวเอง สิ่งที่ต้องมีคือวิธีคิดที่ถูกต้อง เรียนรู้ให้เข้าใจถ่องแท้ การพยายามที่ต่อเนื่อง การใช้สมองวางแผน ทุ่มเทแบบฉลาด เพื่อเอาชนะปัญหา อุปสรรค์ต่างๆ ให้ได้ สุดท้ายเราก็จะก้าวข้ามคำว่า เป็นไปไม่ได้ ไปสู่เป้าหมายปลายทางตามที่ตั้งใจครับ

วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Drawdown

หลายคนรู้จักระบบเทรดกันมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่ผมดีใจตรงที่ว่าหนังสือ "เล่นหุ้นเป็นระบบ(Trading System)" ของผมช่วย กระตุกความคิดคน เปลี่ยนความเชื่อเดิมๆที่มีในเชิงลบ ว่านักเล่นหุ้นหรือนักเก็งกำไรเป็นผีพนัน พวกนี้คิดไม่เป็นไม่โลภ หวังรวยเร็ว ทำให้เขาเห็นภาพนักเก็งกำไรมืออาชีพ ที่เล่นเก็งกำไรแบบมีระบบ โดยจำกัดความเสี่ยง และเน้นที่ผลกำไรที่ยั่งยืนระยะยาว ไม่ต่างอะไรกับนักลงทุน มีการวางแผน มีกลยุทธ มีการจัดการความเสี่ยง และการบริหารจัดการเงินที่แยบคายมีขั้นมีตอน หวังผลการเติบโตของพอร์ตระยะยาว ที่สำคัญนักเก็งกำไรคือนักฉวยโอกาสที่มองเห็นโอกาสจากการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น การเปลี่ยนแปลงจากภาวะอารมณ์ตลาดและความไม่เป็นเหตุเป็นผลของราคา นำจังหวะนั้นมาสร้างเป็นผลกำไร ด้วยระบบปราศจากอารมณ์


พูดถึงเรื่อง การบริหารจัดการเงิน สิ่งหนึ่งที่อยากนำมาแบ่งปันก็คือเรื่องของ การวิเคราะห์การขาดทุน เพราะเรื่องของการขาดทุนเป็นสิ่งที่นักเก็งกำไร ในตลาดไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ แต่เราสามารถควบคุมมันได้ ตัวที่บ่งบอกพฤติกรรมการขาดทุนของระบบได้ดี นั้นก็คือ Drawdown

ทำไมต้องสนใจ
Drawdown คือ ค่าที่ได้จากการวัดจากการวัดการลดลงของเงินทุนจากจุดสูงสุดก่อนอดีต(Peak) ถึงจุดต่ำสุด(Trough) ที่เกิดขึ้น


Drawdown มีความน่าสนใจ ตรงที่มันเป็นการบ่งบอกระดับความรุนแรงจากการขาดทุนของระบบ ที่เกิดขึ้นในขณะดำเนินการเทรดโดยใช้ระบบนั้น แม้จากการทดสอบระบบจะทำกำไรได้ดี แต่ถ้าเกิดมีค่า Drawdown ที่สูงนั้นเป็นการบ่งชี้ถึงโอกาสจะเกิดความไม่สเถียรของการสร้างผลตอบแทนจากระบบในระยะยาว ยิ่งเกิด Drawdown ที่มีขนาดใหญ่และเกิดถี่ มันยิ่งบ่งบอกถึง error ที่ซ่อนอยู่ในระบบและการตอบสนองของระบบกับพฤติกรรมราคาหุ้นหรือภาวะตลาดในขณะนั้นๆ  



จากภาพจะพบว่า ถ้าระบบมี Drawdown ที่ลึกและใหญ่โอกาสจะกลับไปนั้นจะยิ่งยากมากขึ้น


ภาพข้างบนแสดง ค่า Drawdrown ประเภทต่างๆจากการทดสอบระบบเทรด ด้วยโปรแกรม Meta Trader ทำการทดสอบระบบกับข้อมูลราคาทองคำย้อนหลัง 

สิ่งที่เทรดเดอร์หรือนักพัฒนาระบบสนใจ คือเรื่องของขนาดของ Drawdown และความยาวนานของการเกิด Drawdown (Drawdown Length) ที่ต่อเนื่อง(โดยทั่วไปยิ่ง cover กลับมาเป็น Drawup ได้เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี) ถ้าเราประเมินค่าของการเกิด Drawdown และเตรียมพร้อมรับมือกับมันได้ ยิ่งเป็นผลดีต่อจิตใจ บางคนเจอ Drawdown ที่ลึกและใหญ่ขึ้นเรื่อย อาจจะจิตตกถอดใจหมดความเชื่อมั่นต่อระบบ ต่อวิธีการเทรดหุ้นไปก็มี ของแบบนี้ถ้าเรามั่นสังเกต บันทึกค่าเป็นระเบียบแบบแผน เราจะติดตามมันและแก้ไขมันได้ทันกาล



จากภาพกราฟ Return ของผลตอบแทนจากระบบที่เทรดใน S&P500 ระยะเวลา 36 ปีเทียบกับ Drawdown ที่เกิด จะพบว่า ในช่วงที่เกิด Drawdown ขนาดใหญ่ และเกิดต่อเนื่อง มีผลกระทบโดยตรงต่อการเติบโตของผลตอบแทนที่ได้รับจากระบบ แน่นอนว่าย่อมกระทบต่อจิตใจของเทรดเดอร์ในช่วงเวลานั้น 

นอกจากนี้การคำนวณเปรียบเทียบผลตอบแทนกับ Maximum Drawdown  เรายังสามารถใช้สมการ Calmar Ratio ในการสร้างกราฟวิเคราะห์ความสัมพันธ์ เพื่อหาค่าประสิทธิภาพของระบบได้อีกทางหนึ่ง

Maximum Drawdown
Drawdown ที่มีในระบบ ค่าที่มากที่สุดใหญ่ที่สุดในช่วงขณะเวลาที่เราสังเกตนั้นเรียกว่า Maximum Drawdown เป็นค่า Drawdown ที่มีนัยยะสำคัญต่อระบบ โดยเราสามารถนำการเกิดการเปลี่ยนแปลงของ Maximum Drawdown ไปใช้อธิบายค่าความสเถียรของระบบได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการติดตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มของ  Maximum Drawdown ซึ่งยิ่งมีความผันผวนมาก หรือมีแนวโน้มที่เพิ่มมากขึ้น ยิ่งเป็นสิ่งที่เราต้องระมัดระวัง 

Drawdown Analysis
การติดตามค่า Drawdown จากระบบเป็นสิ่งจำเป็น เพราะเราไม่อาจจะคาดเดาภาวะตลาด หรือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ ผลจากการเทรดที่ได้จากระบบ นั้นก็ขึ้นอยู่กับความน่าจะเป็น ดังนั้นการรับมือที่ดีที่สุดสำหรับสิ่งที่ยังมาไม่ถึงก็คือ การติดตามอย่าใกล้ชิด และนำผลนั้นมาทำการวิเคราะห์ 

เทคนิคในการวิเคราะห์ Drawdown มีหลายรูปแบบ แต่รูปแบบเบื้องต้นที่สามารถนำไปใช้งานได้จริงและเพียงพอ ก็คือการสร้างเส้นแนวโน้มของ Drawdown โดยใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ หรือเรียกง่ายว่าเป็นการหา Average Drawdown ของระบบ เพื่อเทียบเคียงแนวโน้มที่จะเกิดในอนาคต 

จากภาพนำค่า Drawdown ที่เกิดมาพอร์ตกราฟเทียบกับช่วงเวลาต่างๆ สร้างเส้นค่าเฉลี่ย EMA3 เพื่อมาเป็นตัวอ้างอิงและสังเกตทิศทางการเกิด DrawDown กรณีที่ EMA3 มีค่าความชันเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ บ่งบอกการเกิด Drawdown ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เป็นสัญญาณที่ไม่ดี นอกจากนี้กรณีเกิด การเบรคเส้น  EMA3 หรือ Average Drawdown ของ Drawdown จนเกิด Maximum Drawdown ใหม่ต่อเนื่อง ย่อมบ่งบอกถึงความผันผวน หรือความผิดพลาดแฝงที่เกิดขึ้นในระบบที่ชัดเจน 

จากภาพเป็นระบบ ที่สามารถกลับคืนจากช่วงวิกฤติได้ โดยช่วงที่ย่ำแย่ %DD ลงไปลึกถึง 50% แต่เมื่อมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธและปรับปรุงระบบ ทำให้ %DD มีค่าลดลงเรื่อยๆต่อเนื่อง สิ่งหนึ่งที่เป็นสัญญาณที่ดีคือค่า DD แนวโน้มลดลงตัดเส้นเฉลี่ย EMA3 เป็นการบ่งชี้ว่า Drawdown นั้นสามารถควบคุมและลดขนาดลงได้แล้ว 

การสังเกตติดตามค่า Drawdown ของระบบต่อเนื่อง นั้นยังสามารถทำให้เราใช้ค่าสมการคณิตศาสตร์ เพื่อประเมินแนวโน้มการเกิด Drawdown ของระบบในอนาคตได้อีกด้วย โดยจากภาพข้างล่าง ผมใช้สมการโพลีโนเมียลดีกรีสอง เพื่อประมวลผลค่าแบบไปข้างหน้าเพื่อประเมิน โอกาสการเกิด Drawdown ในอนาคต วิธีการนี้เป็นแค่การประเมินเบื้องต้น กรณีการเกิดแบบเป็นระบบ แน่นอนว่าหลายครั้งการเกิด Drawdown อาจจะเกิดแบบไม่เป็นระบบ โดยเฉพาะช่วงที่มีความเสี่ยงแบบไม่เป็นระบบ (non sytematic risk ) หรือเกิดความผันผวนของภาวะตลาดหุ้น ทำให้การประเมินค่าแบบนี้อาจจะไม่สามารถเชื่อถือได้ทั้งหมด 

Reduce Drawdown with Stop loss
Drawdown เป็นผลที่เกิดขึ้นจากการซื้อขายตามสัญญาญของระบบ กรณีที่เกิด Maximum Drawdown ส่วนใหญ่เกิน 80% มักจะมาจากความผันผวนที่รุนแรงของราคา การเปลี่ยนแปลงของราคาแบบฉับพลัน จนทำให้สัญญาณของระบบล่าช้าไป (lagging) เมื่อออกตามสัญญาณขายทำให้ เกิดการขาดทุนที่หนักและรุนแรง 

นอกจากนี้พบว่าการเกิด Drawdown Length ระยะเวลานานมีความสัมพันธ์โดยตรงต่อแนวโน้มราคาหุ้น โดยเฉพาะกรณีที่แนวโน้มราคาหุ้น เป็น sideway เกิดความไม่ชัดเจน ทำให้่สัญญาณจากระบบเกิดความผันผวน หรือมี False signal เกิดขึ้นได้ ทำให้ขาดทุนรุนแรงและต่อเนื่อง(พบมากในระบบประเภท Trend Following ) แน่นอนว่า เทรดเดอร์อาจจะต้องปวดหัน ถ้าเกิด Drawdown Length มีความยาวนาน ไม่อาจจะกู้ย้อนกลับมาเป็น Drawup ได้ ผลกระทบโดยตรงก็จะเกิดกับจิตใจ 

สิ่งหนึ่งที่นำมาช่วยลดขนาดการเกิด Drawdown ให้เล็กและพอเหมาะกับการรับมือของเราได้ นั้นคือการใช้ Stoploss แบบ คงที่ (fix) เช่นการกำหนด %loss หรือกำหนดจำนวนเงินที่ยอมขาดทุน โดยถ้าการขาดทุนมาถึงระดับนั้น ก็จะทำการหยุดขาดทุนทันที ที่ราคาหุ้นระดับนั้น แม้ว่าสัญญาณขายจะยังมาไม่ถึง กรณีนี้ค่า Drawdown ก็จะเป็นค่าเพิ่มขึ้นแบบคงที่แน่นอน และขนาดการโตของ  Maximum Drawdown  จะไม่เกิดแบบรวดเร็วเกินการรับมือของเรา 

บางคนอาจจะบอก Stoploss ไม่เกี่ยวกับ Money Management  แต่ผมว่าไม่จริง ทุกอย่างในระบบมันเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันเสมอ เพราะการ Stoploss มันคือการจัดการกับ Loss ที่จะเกิด ควบคุมไม่ให้บานปลายไป และควบคุม Drawdown ที่เกิดให้เป็นไปตามแผน ถ้าคิดจะบริหารเงินทุนให้สำเร็จ มีประสิทธิภาพ Stoploss ก็เป็นสิ่งที่ต้องมีและต้องใช้ครับ ส่วนเราจะเลือก method อะไรเป็นตัว Stoploss จะใช้เครื่องมือทางเทคนิคคอล หรือจะดูที่ Level ตัวเลขการขาดทุน ก็แล้วแต่จะเลือกใช้ตามถนัดครับ

Money Management
นอกจากนี้ถ้าเราเข้าใจเรื่องความเสี่ยง และสามารถวิเคราะห์ Drawdown ได้ดีๆแล้วนำเอาผลไปใช้การวางแผนบริหารจัดการเงิน(Money Management) โดยการควบคุม Position size แบบสอดคล้องกับภาวะตลาด เพื่อลดความเสี่ยง มันจะยิ่งทำให้โอกาสทำกำไรได้แบบยั่งยืนและต่อเนื่องมีสูงมากขึ้น และเป็นการเตือนตัวเราให้ไม่โลภ ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงมากเพื่อผลตอบแทนที่มากจนเกินไป จากรูปข้างล่างจะเห็นว่า ถ้าเราควบคุม %risk ไว้ในระดับที่พอดีพอเหมาะ โอกาสการเจอกับ Maximum Drawdown สูงๆก็จะยาก การขาดทุนหมดตัวก็จะแถบไม่มี 



รูปจาก พี่ต้าน MudleyGroup page


สรุป 
แนวคิดเรื่อง Drawdown อาจจะไปขัดแย้งกับความเชื่อที่ว่า ไม่ขายไม่ขาดทุน หรือราคาลดลงไม่นานก็กลับขึ้นมาได้ ควรถือทนหรือทนถือไปก่อน ความเชื่อแบบนี้ ผมคิดว่าอันตรายครับ มันเท่ากับเราพยายามจะหลอกตัวเอง เราสร้างเหตุผลเพื่อมาข่มจิตใจและความกล้วของเรา ยิ่งถ้าเทรดในตลาดอนุพันธ์หรือตลาดล่วงหน้าต่างๆ สัญญามีอายุจำกัด ความเชื่อแบบการคิดว่าเดี่ยวก็เด้ง เดี่ยวก็ดีเอง มันเป็นเรื่องที่ไม่ควรมีในสมอง นักเก็งกำไรเป็นอย่างยิ่ง เราใช้ระบบทุกอย่างต้องเป็นระบบ เป็นตัวเลข วัดได้ ตรวจสอบค่าได้ เป็นรูปธรรม ไม่มีการคิดเอง เออเอง ตามจิตใจ 

เพราะจิตใจของเราเมื่่อถูกสถานการณ์บีบคั้นมันก็มักจะหลอกตัวเรา บดบังความคิดเราเสมอ แต่แน่นอนว่าการไปกังวลกับ Drawdown มากเกินไปมันก็ทำให้จิตใจเราไม่สงบ เป็นพวกพารานอยด์ ทำให้เราโลเล ไม่เชื่อมั่นในระบบ ในวิธีคิดของตัวเอง ทำให้พยายามเปลี่ยนวิธี เปลี่ยนรูปแบบการเทรดของระบบเรื่อยๆ แบบนั้นก็ยากจะสำเร็จ เพราะการเกิด Drawdown อาจจะเกิดเพียงบางช่วง บางภาวะจากปัจจัยที่เราไม่อาจจะควบคุม หรือไม่สามารถประเมินได้หมด ตลาดหุ้น ตลาดเก็งกำไร เป็นเรื่องของอนาคต มันอยู่บนกฏความไม่แน่นอน 

สุดท้ายสิ่งสำคัญคือ การไม่ประมาท และไม่กังวลจนเกินไป ติดตาม Drawdown อย่างต่อเนื่อง เลือกเดินทางสายกลาง ใช้สติในการเทรด มีวินัยและยึดมั่นระบบ เพียงเท่านี้อนาคตเราก็จะสามารถเอาชนะตลาดได้ครับ