สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2563

หมดตัวเพราะอยากรวย

กล่าวกันว่าไม่มีช่วงเวลาใดที่ดีที่สุดเหมือนในช่วงวิกฤติสำหรับการเรียนรู้เรื่อง Risk Management เพราะเป็นช่วงตลาดเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และมักให้บทเรียนกับเทรดเดอร์ ที่คิดว่าตัวเองสามารถคาดเดาทิศทางตลาด คาดเดาอนาคตได้ ด้วยโมเดลและความเชื่อที่มี
Story นี้เป็นเรื่องของชายคนหนึ่งที่คิดว่า ราคาน้ำมันถูก เขาเดิมพันเงินเก็บ เงินออมเกษียณ ทั้งหมดที่มี ในการซื้อ oil ETF สิ่งที่เกิด ราคาน้ำมันไม่ได้หยุดแค่ $20 ไม่ได้เป็นการลดลงเฉพาะสัญญา Futures ที่จะหมดอายุ แต่กลายเป็นว่า ราคาลงต่อรุนแรง ทำให้ราคา ETF ลงหนักราคาไม่ recover สิ่งที่เกิดชายคนนี้เปิด Position กว่า $175000 ช่วงบ่ายของวันศุกร์ต้องขาดทุนหนักทันทีจากราคาน้ำมันร่วงหนัก โดยวันจันทร์ผ่านมาเหลือมูลค่าสถานะแค่ $1885 (ไม่แน่ใจว่าเขาใช้ leverage เท่าไหร่ หรือไม่ ถ้าไม่ใช้ ก็น่าจะมีลุ้นถือ ETF ในอนาคตได้) สิ่งที่น่ากลัวคือ การเสี่ยงเกินตัว จนอาจจะทำให้ผลขาดทุนกระทบต่อครอบครัว อีกด้วย



แม้ราคาจะลงมาในจุดต่ำที่สุด หรือแม้จะเกิดความกลัว จนทุกคนในตลาดพูดถึง ถ้ากล้าเทรด/ลงทุน ตามความเชื่อแบบปราศจากการป้องกันความเสี่ยงที่ดี สุดท้ายก็หมดตัวได้
นี้เป็นอีกหนึ่งในหลายพันตัวอย่าง ที่สอนเราได้ดี ไม่ว่าจะมั่นใจแค่ไหนหรือคิดว่าเราเก่งเพียงใด ความเสี่ยงในตลาด ก็ยังมีและเข้ามากระทบเราได้เสมอ
อ้างอิง

บริษัทเทรดน้ำมันยักษ์ใหญ่ จ่อล้มละลาย


ราคาน้ำมันตลาดโลก กำลังเป็น talk of the town สิ่งที่น่ากลัวกว่าราคาน้ำมันป่วน คือบริษัทค้าน้ำมันล้มละลาย ที่กำลังเกิดขึ้นแล้ว

ถ้าใครเทรดน้ำมันแบบผม หรือติดตามอ่านข่าวตลาดน้ำมันน่าจะเคยได้ยินชื่อบริษัท ฮินเหลียง เทรดดิ้ง (Hin Leong Trading) เป็นบริษัทค้าขายน้ำมันอิสระใหญ่ที่สุดในประเทศสิงคโปร์ เป็นที่ภาคภูมิใจของสิงคโปร ฐานะผู้เล่นรายใหญ่ที่มีบทบาทในตลาดน้ำมัน



วันนี้ ฮินเหลียง เทรดดิ้ง ป่วนหนัก ยื่นล้มละลายหลังหลังขาดทุนถึง - $800 ล้าน ในการซื้อขายนํ้ามันล่วงหน้า (Oil Futures) รวมถึง บริษัทในเครือ โอเชียนแทงเกอร์ส ล้มละลาย ข่าวระบุบริษัทเป็นหนี้ค้างชำระถึง 4.05 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่มีสินทรัพย์เพียง $714 ล้าน ต่อให้ขายทุกอย่างจนหมด ยังมีหนี้ค้างกว่า 3.34 พันล้าน



สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่แค่บริษัทนี้ล้ม แต่เป็นความกังวลที่ลาก เจ้าหนี้ คือ ธนาคารขนาดใหญ่และสถาบันการเงินกว่า 20 แห่ง ของสิงคโปร และเอเซีย รวมถึง นักลงทุน ล้มไปด้วย นั้นหมายถึงหายนะของเศรษฐกิจสิงคโปร เลยทีเดียว

นอกจากรัฐบาลสิงคโปรจะไม่ช่วย bailout แล้ว ยังเปิดการสอบสวนบริษัท Hin Leong Trading ของมหาเศรษฐีพันล้าน ลิม อูน ควิน (Lim Oon Kuin) อีกด้วย

ระเบิดลูกนี้น่ากลัวมาก คงรอติดตามว่าจะจบอย่างไร แต่นี้คืออีกหนึ่งผลกระทบเต็มๆจากความเสี่ยง ในการเทรดน้ำมัน ที่กำลังเผชิญความผันผวน หนักจากภาวะ covid-19

อ้างอิง

กองทุน Oil ETF

ราคาน้ำมันโลก กำลังป่วน ด้าน WTI Futures May 2020 วันสุดท้ายถึงกับติดลบ ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์(เพราะไม่มีความต้องการรับส่งมอบ) แม้สัญญา WTI June 2020 เช้านี้ยืน $22.12 +8.27%
กองทุนน้ำมัน ETF ไทยส่วนใหญ่จะใช้บริการลงทุนต่อใน Invesco DB Oil Fund คิดว่าน่าจะไม่มีปัญหาขาดทุนหนักจากการถือ WTI Futures เดือน May เพราะพวกนี้จะมีการขายสัญญาใกล้หมดอายุ และเปลี่ยนไปถือสัญญาไกล เดือนอื่นๆแทน ตัว font 


อีกประการหลายกองมีการผสมส่วนของเงินสดและพันธบัตร เพื่อลดความผันผวนของพอร์ต ตรงนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากราคาน้ำมันในตลาดได้อีกทาง


ปีนี้ใครที่ลงทุนกองน้ำมันคงเหนื่อยหน่อย จนกว่าราคาน้ำมันกลับขึ้นมาได้

Virgin Atlantic & Virgin Australia กำลังเข้าตาจน

อุตสาหกรรมการบิน โดน covid-19 เล่นงานหนัก สายการบิน Virgin Atlantic & Virgin Australia ของ Richard Branson กำลังจะไปไม่รอด

Richard Branson มหาเศรษฐีระดับโลก เขาเขียนจดหมายขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล UK (Virgin Atlantic airline)และ Australia ให้ช่วย Bailout โดย Financial Times ระบุว่า Virgin Atlantic ได้ยืนขอกู้เงินประมาณ 500 ล้านปอนด์ แต่ถูกรัฐบาล UK ปฏิเสธ และให้ยื่นข้อเสนอใหม่ ส่วน Virgin Australia ได้ยืนขอเงินกู้มูลค่า 750 ล้านปอนด์ ก็ถูกปฏิเสธเช่นกัน โอกาสสูงมากที่ธุรกิจอาจจะไปไม่รอด และต้องปลดพนักงาน หลังมีการบังคับให้ลดเงินเดือนเพื่อ ลดต้นทุนบริษัทมาแล้วก่อนหน้า ล่าสุดพนักงานของทั้งสองสายการบิน 38,000 คน ต้องถูกพักงานชั่วคราว และสายการบินต้องพึ่งพารัฐบาลในการจ่ายเงินค่าจ้างในสัดส่วน 80% ของค่าจ้างในช่วงเวลาปกติ



Richard Branson โดยวิจารณ์ยับฐานะมหาเศรษฐี ระดับพันล้าน( 5.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ) แต่ต้องขอเงินภาษีไปสนับสนุนธุรกิจสายการบิน ซึ่ง Branson ตอบโต้ว่ามูลค่าสินทรัพย์เขาอยู่ในหุ้นของกิจการ เขาไม่มีเงินสดสภาพคล่องมากู้ธุรกิจ นอกจากนี้ Branson เสนอ นำ Necker Island เกาะส่วนตัวที่ตั้งรีสอร์ตหรู ในทะเลแคริบเบียนค้ำประกัน เพื่อหาเงินกู้มาอุ้มกิจการสายการบิน คงรอดูว่าจะมีความช่วยเหลือ มากู้ธุรกิจได้หรือไม่

อ้างอิง
https://www.cnbc.com/2020/04/20/richard-branson-says-he-needs-government-loan-for-virgin-atlantic.htm
https://www.bbc.com/news/business-52354865

วันอังคารที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2563

What coronavirus means for the global economy | Ray Dalio

เช้านี้ผมมีโอกาสได้ฟังคุณ Ray dalio ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับผลกระทบต่อการระบาดของ COVID-19 กับ ระบบเศรษฐกิจ มีหลายประเด็นน่าสนใจมาก และเป็นอีกมุมมองที่จะแตกต่างจากสื่อหลัก หรือมุมมองของกูรูท่านอื่นๆ แต่ผมเชื่อว่ามันมีประโยชน์ในการรับฟัง เลยทำบทสรุป มาให้ลองอ่านดูครับ

 สรุป
- วิกฤติ covid-19 คือ ซึนามิทางเศรษฐกิจ ที่มาจากการหยุดชะงักของกิจกรรมเศรษฐกิจ จาก social distancing ตามด้วยปัญหางบดุล ด้านรายได้หดหาย ขาดรายได้ ทำให้ไม่สมดุล ระหว่างรายได้กับรายจ่าย ทั้งสเกลของ รัฐบาล เอกชน และครัวเรือน
-ปัญหา เงิน(money) และเครดิต(credit)
- หนี้ถูกสร้างสูงขึ้นมากเรื่อยๆ ยิ่งทำให้เกิด Gap ที่อุดได้ยากในงบดุล ในอนาคตแม้ผ่านวิกฤติ covid-19 ต้องหา เงินมาชดเชย เป็นหนี้สาธารณะที่ประชาชนต้องจ่าย
- คล้ายช่วง 1930-1940 มันเป็นจุด stress test ปัจจุบันเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านสำคัญ(defining moment) ที่จะมี ผลต่ออนาคต ขึ้นกับการจัดการปัญหาสำคัญ เช่น
-ปัญหาทำให้เกิดช่องว่าง เศรษฐกิจ( เงิน(money) และเครดิต(credit)) ,
-ปัญหาช่องว่างทีทำให้เกิดปัญหาทางสังคม การแตกแยกระหว่างชนชั้น คนจนลำบากมากขึ้น เงินของรัฐสนับสนุนมาจากนโยบายการเมือง ซึ่งอาจจะไม่ทั่วถึง หรืออาจจะแยกไปกลุ่มของธุรกิจ คนรวยมาก ที่สนับสนุนพรรคการเมือง มากกว่า กลุ่มคนชั้นล่างอยู่วงนอกที่ได้รับการสนับสนุน
- ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง มาจากความไม่เท่าเทียมทางสังคม ทำให้เกิดการร่วมกลุ่ม เรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง(แบบสงบหรือแบบรุนแรง) , การขึ้นมาของอำนาจทางการเมืองใหม่
- New World Order (1945) บทบาทของขั่วอำนาจโลกเปลี่ยน คล้ายช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
- Ray dalio มองว่าในเทอม์ของ Money และ credit ที่เป็นรากฐานระบบเศรษฐกิจ สะท้อนให้เห็นปัจจุบันเราอยู่ในภาวะDepression คล้าย 1929-1932 , เศรษฐกิจแย่ การว่างงานสูง 1933 พิมพ์แบงค์จำนวนมาก , Fed ลดอัตราดอกเบี้ยลดติดศูนย์ เพิ่มเงินช่วยเหลือสภาพคล่อง แจกจ่ายเงินให้ประชาชน
-ประเด็น Depression คือ อดีตตลาดหุ้น ระบบเศรษฐกิขกลับ ฟื้นเหมือนเดิมอาจจะใช้เวลานาน 2-3 ปี (นานกว่า การถดถอย recession ปกติ)
- เกิดการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การสร้างปรับตัว และการคิดค้นหา solution ใหม่ สุดท้ายจะผ่านไปได้ ในอดีตที่เรย์รวบรวมข้อมูล 500 ปีแม้เกิด Depression  แต่ใน long term ภาวะเศรษฐกิจผ่านวิกฤติไปได้
-ประเมินความเสียหาย $20 trillion ขาดทุน ธุรกิจที่ไม่มีเงินและไม่มีเครดิต  ไม่ได้รับความช่วยเหลือ ก็จะล้มละลาย
- วิกฤติ covid-19 ซับซ้อนหนักกว่าวิกฤติการเงินเช่น ซับไพร์ม 2008 ปัญหามากกว่าธนาคาร สถาบันการเงิน ปัญหาโยงไปทั่วโลก กระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและคนในสังคม กระทบทุกอุตสาหกรรม ตามด้วยข้อจำกัดเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจ, การด้อยประสิทธิภาพของพันธ์บัตรรัฐบาล Fed ต้องออกมาซื้อทั้งสินทรัพย์ ทางการเงิน, หนี้รัฐบาล หนี้เอกชน เพื่ออุ้มระบบเศรษฐกิจไว้




- บริษัทหรืออุตสาหกรรมอยู่รอด มี 2 ประเภท ได้แก่กลุ่มแรกบริษัทมีหนี้น้อย low tech ไม่ได้ทำการผลิตที่ซับซ้อน เช่นผลิต อาหารกระป๋อง ผลิตสิ้นค้าพื้นฐาน กลุ่มสองบริษัทที่มีนวตกรรม เทคโนโลยีที่สำคัญในอนาคต และไม่มีปัญหาหนี้ ปัญหางบดุล พวกนี้จะปรับตัว และผ่านวิกฤติสุดท้ายอนาคตฟื้นตัวได้
-พิธีกรถามว่า ตลาดหุ้น(market) ยุคใหม่รันด้วย algorithmic trading ทำให้ตลาดที่แตกต่างจากอดีต จะมีผลยังไงต่อเศรษฐกิจการฟื้นตัว เรย์ตอบ เทคโนโลยีเปลี่ยน ทำงานได้เร็ว ได้ดีมีประสิทธิภาพ ซับซ้อนขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ อันนี้เป็นสิ่งเกิดขึ้นจริง Bridgewater ก็ใช้เทคโนโลยีในการ leverage เพื่อให้เกิดความได้เปรียบ เขาเล่าการสร้าง algorithm ในการตัดสินใจการเทรดในสินทรัพย์ การแก้ปัญหาจาก principle ที่พัฒนา เหมือนกับคน เป็นหุ้นส่วนร่วมทำงานกับระบบคอมพิวเตอร์ ช่วยคิดช่วยตัดสินใจ
-สรุปหนีผลกระทบจากเทคโนโลยีไม่ได้ แน่นอนจะมีคนผิดพลาด เช่นการใช้ ML ในการพยากรณ์ตลาด การเอาชนะตลาดแบบนี้ Ray เชื่อว่ามันไม่เวิร์ค ไม่สามารถชนะตลาดระยะยาว
- Key การสร้าง algorithmic ไม่ว่าจะแบบเดิม(expert system) หรือสาย ML ต้องมีความเข้าใจ Cause & Effect relationship ต้องมีมุมมองความเข้าใจสิ่งที่เกิด ภาพใหญ่ในการตัดสินใจ(decession making) รู้ว่าเมื่อตัดสินใจ  ผลที่เกิด จะรับมือจัดการกับผลกระทบที่เกิดอย่างไร(risk management)
- ตลาดยากขึ้น ไม่มีทางที่จะได้ผลตอบแทนสูงง่าย Ray dalio แนะนำให้นักลงทุนต้องยอมรับความเสี่ยง และ รู้จักกระจายความเสี่ยง(Diversification) นักลงทุนพยายามวิ่งหา asset ที่ให้ผลตอบแทนดีในตอนนั้น เชื่อทุ่มลงทุนตาม แต่มันปัญหาและจุดบอด ที่จะทำให้ขาดทุน




- มุมมองของ Ray ยังไม่เปลี่ยนมอง cash สภาพคล่องดี ผันผวนน้อย แต่ buy power จะยิ่งแย่ลงลดลง จากการ ด้อยค่าของเงิน เงินเฟ้อ  เป็นต้น เขาเชื่อว่าการถือสินทรัพย์ต่างๆ เช่น gold, bond และอื่นๆ กระจายความเสี่ยงออกไป ดีกว่าการถือเงินสดอย่างเดียว
- กระจายความเสี่ยงให้ดี(diversify well ), อ่อนน้อมถ่อมตน(Be Humble), ไม่คาดเดาตลาด(don't market time) และ ตระหนักถึงความเสี่ยงแฝงของเงินสด
-การผ่านวิกฤติรอบนี้ได้ แต่การฟื้นฟูไม่ง่าย คนจำนวนมากต้องการช่วยเหลือ แต่เงินมีจำกัด เช่นเดียวกันจะมี ชาติที่ได้ผลกระทบแตกต่างไม่เท่ากัน ชาติฟื้นเร็วได้เปรียบจะขยายอำนาจ สร้างความได้เปรียบ สุดท้ายนำไปสู่ การแข่งขัน , เกิดการพึ่งพาตัวเองมากขึ้น แยกการพึ่งพาประเทศอื่น เพื่อความเป็นเอกภาพและการอยู่รอด เรย์ เชื่อว่าทุกชาติควรจะร่วมมือกัน ช่วยกันมากกว่าแบ่งแยก ยิ่งช่วยกันมาก ร่วมมือกันมากยิ่งผ่านวิกฤติ สถานการณ์นี้ไปได้ดี
- ปัญหาทำให้คนตระหนักจุดอ่อน ข้อบกพร่องของระบบทุนนิยม นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงให้ดีขึ้น  Reform ให้เกิดความเท่าเทียม สร้างให้เกิด Productive จากการปรับโครงสร้างระบบทุนนิยม ทำให้ระบบไม่ สนับสนุนแค่คนบางกลุ่ม คนที่มีอำนาจหรือเส้นสาย
- เขาเชื่อการผ่านวิกฤติไม่ว่าคนด้านบน ชั้นกลาง ด้านล่าง ทุกคนต่างมีบทบาทและทำประโยชน์ แน่นอนต้องร่วมกัน ผสานความร่วมมือเพื่อฟื้นฟู หรือผ่านวิกฤติไปด้วยกัน


สามารถเข้าฟังฉบับเต็มได้ที่
https://www.youtube.com/watch?v=yrxYhv2O3wU