ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

โพสต์

กำลังแสดงโพสต์ที่มีป้ายกำกับ บทความ

เหนือฟ้ายังมีฟ้า

สมัยเด็กผมชอบดูหนังจีนกำลังภายในมาก โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับวัดเส้าหลิน จำได้ว่าพระวัดนี้ฝีมือยุทธ์ล้ำเลิศ ใครได้มาเรียนกังฟู ได้มาฝึกวิชาที่วัดนี้ จบไปถือว่าเป็นสุดยอดทั้งด้านฝีมือและคุณธรรม แต่แน่นอนว่ากว่าจะลงจากเขามาสู่จงหยวนได้ต้องผ่านด่านอรหันต์ทองคำหรือค่ายกลมนุษย์เส้าหลินในหอตั๊กม้อ ทดสอบฝีมือ ความอดทน แทบปางตาย ต้องพร้อมจริงๆทั้งร่างกายและจิตใจจึงสามารถจะสำเร็จออกไปได้ เมื่อผ่านแล้วยังต้องประทับตาเหล็กร้อนๆบนหลังเพื่อเป็นการันตีว่าได้สำเร็จวิชาชั้นเซียนจากวัดเส้าหลินแล้ว เปรียบดังชีวิตจริงถ้าอยากมีชื่อเสียง อยากให้คนยอมรับ เราก็ต้องเอาชนะด่านอรหันต์ทองคำ ให้ได้ก่อน ต้องผ่านการขัดเกลา ผ่านการหล่อหลอม ประสบการณ์และความสามารถ จนเป็นที่ยอมรับจากคนทั่วไป บททดสอบที่ยากที่สุดคือการเอาชนะจิตใจของตัวเอง การเอาชนะใจของตัวเองคือการควบคุมจิตใจของเรา ให้เป็นไปในทางที่ถูกที่ควรตามต้องการ มีสติสัมปชัญญะในการพิจารณาการปรุงแต่งของจิตใจที่ไหลไปตามสิ่งเล้าจากภายนอกและก่อให้เกิดอารมณ์ต่างๆ การเอาชนะจิตใจไม่ใช่การหลอกตัวเอง การหลอกตัวเองเปรียบประหนึ่งกับการเอากระดาษมาห่อไฟ อาจจะปิดบังเพื่อไม่ให้คนภ

คุณค่าและราคา

หน้าร้อนปีนี้ดูจะสาหัสเอาการทีเดียว ผมลองวัดอุณหภูมิและจดบันทึกสะสมไม่น่าเชื่อว่าแต่ละวันจะร้อนขนาด 40 องศาได้นานต่อเนื่องเกือบสองสัปดาห์มาแล้ว เดินตากแดดออกจากบ้านหรือที่ทำงานในตอนกลางวัน ตัวแทบจะละลาย นี่คงเป็นผลกรรมของมนุษย์ที่ธรรมชาติกำลังลงโทษเรา ด้วยสาเหตุจากภาวะโลกร้อน ในอนาคตอุณหภูมิในฤดูร้อนก็คงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่เราทำกันได้ในวันนี้มากกว่าการบ่นว่า "ร้อน" ก็คงเป็นการปรับตัวเองให้เขากับธรรมชาติ และช่วยกันปลูกต้นไม้คนไม้คนละมือเพื่อเพิ่มความชื้น เพิ่มอากาศบริสุทธิ และเป็นร่มเงาให้กับพวกเรา นอกจากความร้อนที่จะเข้ามากวนใจเราแล้ว ยังมีบิลค่าไฟฟ้า ที่เข้ามารบกวนจิตใจอีกประการ เมื่อเราร้อนเราก็ต้องหันหน้าไปพึ่งเครื่องทำความเย็น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องปรับอากาศ พัดลม ตู้เย็น ร่วมแต่เป็นอาวุธหลักที่เราใช้ในการต่อสู้กับเจ้าความร้อน อาวุธเหล่านี้ล้วนกินไฟฟ้า เป็นอาหารและเป็นอุปกรณ์ที่กินไฟฟ้าจุ เมื่อเทียบกับเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆในบ้าน ยิ่งรัฐบาลใจดีปรับค่า FT ซึ่งอ้างว่าให้สอดคล้องกับค่าพลังงานเชื่อเพลิง ทำให้ค่าไฟฟ้าแต่ละบ้านมีแนวโน้มจะปรับเพิ่มมากขึ้นอีก 5-10% ทำให้ประชาชนต

ความไม่แน่นอน

ความไม่แน่นอน คือ สัจจะธรรมหนึ่งของชีวิตที่ผมเองพิสูจน์แล้วว่าเป็นความจริง ชีวิตผมเองก็เคยผ่านความไม่แน่นอนหลายอย่าง หลายครั้งที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิต บางเหตุการณ์เกิดขึ้นจากปัจจัยอื่นๆรอบตัวที่เราไม่สามารถควบคุมได้ หรือไม่ก็เป็นผลจากเหตุในอดีตที่เรากระทำไว้ แต่เมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้ว คงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปปฏิเสธหรือร้องโหวกเหวกโวยวายไม่ยอมรับมัน สิ่งหนึ่งที่ทำได้คงเป็นการยอมรับความจริง ยอมรับในความไม่แน่นอนและเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน ความไม่แน่นอน มีอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง ถึงแม้ว่าเราจะพยายามจัดการ จัดระเบียบแบบแผนอย่างไรมันก็ย่อมจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ ตัวอย่างหนึ่งที่ผมเพิ่งจะได้ยินมาเป็นเรื่องราวของพี่คนหนึ่งซึ่งร่วมงานกันมานาน ที่ต้นเดือนยังเดินสายแจกการ์ดงานแต่งงานลูกสาวให้เพื่อนๆและคนรอบข้าง แต่แค่ผ่านไปสองสัปดาห์เรื่องราวที่ไม่คาดผันก็เกิดขึ้น เมื่อลูกสาวเธอประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต จากงานแต่งงานก็กลายเป็นงานศพ จากการ์ดสีชมพูกลิ่นหอมกลายเป็นการ์ดสีขาวดำ ลวดลายโศกเศร้า ความไม่นอนก็เล่นตลกกับชีวิต ทำเอาปรับตัวเกือบไม่ทัน ชีวิตมีความไม่แน่นอน ไม่เที่ยงเป็นพื้นฐานดังนั้นการยึด

ต้องรอดเท่านั้น

ชอบคำอุปมาอุปมัยของพี่คนหนึ่งมาก ที่เปรียบ "ตลาดหุ้นเหมือนสนามรบในสวนสนุก" เพราะภาพจากภายนอกของคนที่สนใจ มักจะมองตลาดหุ้นสวยงามเกินกว่าความเป็นจริงเสมอ เพราะภาพของตลาดทุนที่มีเม็ดเงินสะพัดวันเป็นหมื่นล้าน มันจะยากแค่ไหนที่จะหลุดมาเป็นของเราสัก 1000 -10000 บาทต่อวัน(ได้ทุุกวันก็ไม่ต้องทำงานประจำแล้ว) แมงเม่าหน้าใหม่วัยกระเตาะต่างเคลิบเคลิมกับภาพลักษณ์ กับคำเชิญชวนให้ก้าวย่างเข้ามาในตลาดหุ้น เปรียบดั่งการเดินเข้าสวนสนุกของเด็กๆ ที่แค่ก้าวแรกที่ย่างเข้ามาก็จินตนาการไปถึงความสุข ความสนุกและความสมหวังอย่างเปลี่ยมล้นไปแล้ว ยิ่งก้าวแรกเจอการบิ้วอารมณ์ให้โลภ ให้อยากเทรด อยากทำกำไร บวกกับการได้กำไร เล็กๆน้อยสลับขาดทุน บวกกับผู้หวังดีที่มีหุ้นเด็ดๆมาฝากทุกวัน เห็นคนโน้นคนนี้กำไรกัน จิตใจแมงเม่าหน้าใหม่ก็เริ่มผันผวน สนุกไปกับหุ้น สนุกกับการได้ๆเสียๆ ยิ่งเมามันกับการซื้อๆขายๆเพราะความโลภ ความกลัว จนหุ้นได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่แม้แต่เวลากิน เวลานอน คุณก็ต้องนึกถึง และยิ่งบวกกับการขาดทุนหนักๆมันยิ่ง กัดกินจิตใจของเราไปเรื่อยๆ แต่พอรู้ตัวอีกทีอาจจะผ่านไปปีสองปี จะพบว่าของจริงนั้นหนั

ตลาดหุ้นไม่ใช่ตู้ ATM

หัวข้อข่าวจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งที่แสดงงานวิจัยของ มายด์แชร์เอเชียแปซิฟิคสาขาสิงคโปร์ โดยสำรวจจากกลุ่ม Gen Y ทั่วโลกและในประเทศไทย พบว่า Gen Y ไทยเด่นนักสร้างสรรค์ จำนวนมากมีทัศนคติของการไม่ต้องการเป็นลูกจ้าง พบอีกว่า GenY หลายคนสนใจเล่นหุ้นจำนวนมาก และหลายคนมีเงินฝากเกิน 10 ล้านบาทในขณะที่อายุยังไม่ถึง 30 ปี อ่านแล้วก็ยังงงครับว่า GenY 10 ล้านก่อนอายุ 30 ปีในเมืองไทยมีมากขนาดไหน และที่ได้มาจากการประกอบธุรกิจ การเล่นหุ้น หรือมาจากมรดกของที่บ้าน แต่ที่แน่แท้และที่ผมเองประสบกับตัวคือ GenY กลุ่มอายุ 16-29 ปี สนใจเล่นหุ้นมากจริงๆ วัดได้จากคำถามจากทาง email และจากหน้าเพจที่น้องๆกลุ่มนี้ถามมาเยอะมาก แน่นอนว่าอาจจะด้วยความหอมหวานของเม็ดเงิน หรือได้เห็นภาพโฆษณาขายฝันว่าเป็นการทำเงินที่ง่ายๆไม่เหนื่อย ทำให้คนกลุ่มนี้เรียนจบมหาวิทยาลัย ไม่อยากทำงานประจำไม่อยากเป็นลูกจ้างใคร ไม่ได้มุ่งหน้าหางานทำ หรือประกอบธุรกิจแต่กับมุ่งหน้าเข้าหาเงินในตลาดหุ้นแทน โลกความเป็นจริงมันไม่มีอะไรง่ายแบบนั้น ส่วนมากคนที่ชักชวนเราให้คนเข้ามามักฉายภาพการลงทุนแบบมีหลักการ ฉายภาพความหวัง ความฝัน ในอนาคต พร้อมยกตัวอย่าง

ทำเล่นให้เป็นจริง

ผมว่าผู้ชายส่วนใหญ่ในยุคที่มีทีวีสีใช้งาน ย่อมโตมาพร้อมกับการเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ทั้งรูปแบบเครื่อง แฟมมิค่อม เครื่องซุปเปอร์ เกมส์บอย เกมส์เพลย์สเตชั่น เอ็กบ๊อค  เป็นต้น เกมส์เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตผู้ชาย ผูกผันสนุกไปกับมัน ระหว่างกลุ่มเพื่อน รวมไปถึงการมีวันที่ดีกับกิจกรรมการเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ แต่เมื่ออายุอานามมากขึ้น ภาระหน้าที่ ความรับผิดชอบมากขึ้น เด็กผู้ชาย กลายเป็นผู้ใหญ่เราก็เริ่มจะออกห่างจากมัน ไปสู่โลกของการดำรงชีวิตจริง การมีครอบครัว ทำงานหาเงิน และอื่นๆ  จะมีใครสักกี่คนที่จะคิดว่าเราสามารถทำงานหาเงิน สร้างฐานะรวยเป็นเศรษฐีจากเกมส์คอมพิวเตอร์ได้บ้าง ผมว่าในโลกนี้คงมีไม่มากนัก ผมมีเรื่องราวการประกอบธุรกิจที่น่าสนใจ ของชายหนุ่มผู้รักในการเล่นเกมส์ และเดินตามฝันจนมาถึงความสำเร็จมาฝากกัน วันนี้ถ้าเอ่ยชื่อเกมส์ "Draw Something" เกมส์ยอดฮิตบนโซเซียลมีเดียแบบเฟสบุ๊คและบนโทรศัพท์มือถือบนระบบแอนดรอยด์ และไอโฟน(ระบบ IOS) หลายคนคงรู้จัก เกมส์ที่ให้ผู้เล่นวาดรูปแบบสเก็ต ตามคำศัพท์และแชร์ให้เพื่อนๆเข้ามาเดาว่าเป็นรูปอะไร โดยมีตัวอักษรแบบสุ่มมาเป็นคำใบ้ให้ ความสนุกมันอยู่ที่ไ

เรื่องที่ต้องรู้ก่อนลาออกครั้งสุดท้าย

ทุกวันนี้การใช้ชีวิตของคนในกรุงเทพก็เริ่มยากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งปัญหาเรื่องสภาวะสิ่งแวดล้อม สภาพสังคม และเรื่องค่าครองชีพ แต่ด้วยค่านิยมของคนต่างจังหวัด ที่เรียนจบต้องมาหางานทำในกรุงเทพเพียงเพราะรายได้ดี มีตำแหน่งงานเยอะ จึงทำให้ต้องจำทนยอมรับสภาพชนชั้นกลางบนระบบสังคมแบบทุนนิยม ที่แน่นอนว่าความสุข อาจจะเป็นเรื่องที่หายาก พอๆกับการงมเข็มในมหาสมุทร ผมเองก็เป็นคนต่างจังหวัด ตอนเด็กก็เกิดมาวิ่งเล่นตามท้องนา ตามร่องสวน เสาร์ อาทิตย์ก็ไปทำบุญที่วัด วิถีชีวิตก็เป็นแบบคนต่างจังหวัด สนุกสนานและพึ่งพากันในหมู่บ้าน แต่พอเริ่มเข้าสู่รั่วมหาวิทยาลัย ชีวิตก็เปลี่ยนเพราะต้องเข้ามาใช้ชีวิตแบบคนเมืองหลวง เรียนจบก็ทำงานในกรุงเทพ ชีวิตก็ไม่ต่างอะไรกับคนอื่นๆทั่วไป รีบตื่น รีบกิน รีบทำงาน รีบนอน ทำงานหนักเพื่อเงินดีๆ ต้องต่อสู้ดิ้นรนรับใช้เจ้านาย เพียงเพื่อหวังความก้าวหน้า หวังเงินเดือนตอบแทน ทุกวันพอกลับบ้านหัวถึงหมอนก็หลับเป็นตาย  กลางดึกคืนหนึ่งที่ผมกลับจากงานศพรุ่นพี่ซึ่่งตายเพราะโรคมะเร็งทั้งที่อายุมากกว่าผมแค่ 9 ปี พี่คนนี้เป็นคนทำงานเก่งมีบ้านหลังใหญ่ มีรถ มีครอบครัว แต่ความไม่แน่นอนก็พรากทุกอย่างไปแบบ

เบื้องหลังความสำเร็จ

เวลาเรามองไปที่ใครสักคนที่ประสบความสำเร็จ เรามักมองเห็นแต่ภาพความหรูหราและความเจิดจรัส ของคนคนนั้น จนทำให้เกิดความอยากที่จะเป็น อยากที่จะประสบความสำเร็จอย่างคนคนนั้น แต่แท้จริงแล้ว ภายใต้เปลือกแห่งความสำเร็จที่เราเห็น อาจจะเต็มไปด้วยรอยแผลแห่งขวากหนามและร่องรอยของความเจ็บปวดที่คนคนนั้นต้องฝ่าฟันเพื่อเดินไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง ผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่อยากเป็นนักดนตรีมาก มากจนเลือกที่จะไม่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยตามที่พ่อแม้หวัง แต่ใช้ชีวิตการเป็นนักดนตรีตามที่ตัวเองฝันไว้ ทุกวันนี้แม้เขาจะยังไม่ประสบความสำเร็จ ไม่มีชื่อเสียงโด่งดัง ยังต้องเล่นดนตรีตามผับตอนกลางคืน แต่ ถ้าถามว่าเสียใจไหมที่ตัดสินใจเดินทางนี้ เพื่อนผมคนนี้กับตอบแบบทันทีว่าไม่เคยเสียใจ ผมชอบแนวทางที่เขาทำนะแม้จะไม่ใช่อะไรที่ยิ่งใหญ่แต่มันชัดเจนกับตัวตนและความต้องการแท้จริงในใจเขา เรานั่งคุยกันและมีหัวข้อสนทนาหนึ่งที่ผมติดใจและอยากนำมาเขียนต่อ เพื่อนผมคนนี้พูดขึ้นมาว่า "ลองคิดดูสิ มันไม่ใช่จะจับผู้หญิงคนไหน มาปั้นให้เป็นแบบ เลดี้ กาก้า(lady gaga) ได้ คนที่จะเป็นแบบนี้ต้องเกิดมาเพื่อจะเป็นเท่านั้น" จริงๆฟังดูเหมือนจะโอเวอร

เริ่มต้นดีมีชัยไปว่าครึ่ง

มีคนเคยกล่าวไว้ว่า "เริ่มต้นด้วยดีเท่ากับสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง" มันสะท้อนถึงสัจธรรมความจริงที่ว่า ไม่ว่าจะทำสิ่งใด การเริ่มต้นเป็นสิ่งที่สำคัญ และสามารถสะท้อนได้ถึงโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้เสมอ ไม่เว้นแม้แต่การลงทุนในหุ้น  ผมเชื่อว่าทุกคนย่อมมีก้าวแรกที่เริ่มออกเดินกันทั้งนั้น ซึ่งแต่ละคนออกอาจจะออกตัวเดินที่จุดเริ่มต้นและต้นทุนทางสังคมที่แตกต่างกันไป  คนรวยเริ่มต้นด้วยเงินถุงเงินถัง มีเงินจากครอบครัวแบ็คอัพ ก็หมือนได้ขึ้นบันไดเลื่อน ไม่ต้องกดดันมาก เหมือนเดินบนพรม ถ้าเป็นคนจนคนชั้นกลาง อาจจะต้องใช้ความพยายามมากสักหน่อย กว่าจะหาเงินก้อนมาเริ่มลงทุนได้ แทบลากเลือด แต่สุดท้ายจะเริ่มต้นด้วยเงินมากหรือน้อยเท่าไหร่ก็ไม่สำคัญ เท่าทัศนคติและวิธีคิดเริ่มต้นในการลงทุน การเริ่มต้นเป็นอะไรที่ยากเสมอ เพราะในเรื่องการลงทุนหลายคนไม่ได้มีพื้นฐาน ไม่ร่ำเรียนมาโดยตรง ดังนั้นถ้าจะให้ผ่านช่วงที่ยากที่สุดไป จำเป็นที่จะต้องมีแรงบันดาลใจ ส่วนหนึ่งเราสามารถหาได้จากการอ่านบทความเรื่องราวของ นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ จำได้ว่าช่วงต้นปีที่ผ่านมามี บทความแนวนี้ออกมาค่อนข้างเยอะ ให้เราได้อ่าน ทั้งน

วัยรุ่นพันล้าน#2

ตอนที่แล้ว เนื่องจากเขียนถึงเรื่องราวของวัยรุ่นที่อยากเอาดีบนถนนสายการลงทุน ผมมีอีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจ ของเทรดเดอร์รุ่นใหม่ที่ใช้ความมุ่งมั่นในเล่นหุ้น เริ่มลงทุนตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัย เขาใช้เวลา 8 ปีสร้างตัวเองให้มีเงินระดับพันล้านบาทจากเงินออมเริ่มต้น ชายคนนี้คือ Kotegawa Takashi นักเก็งกำไรชาวญี่ปุ่น ลองอ่านเรื่องราวของเขาเพื่อว่าจะได้เป็นแรงบันดาลใจในการลงทุนต่อไปครับ นักลงทุนรายย่อยคนนี้พึ่งจะอายุ 29 ปี แต่ทว่า พอร์ตของเขามีมูลค่าสูงถึง 19,000,000,000 เยน หรือประมาณ 5,700,000,000 บาท หนุ่มคนนี้คือ Kotegawa Takashi หนุ่มน้อยคนนี้มีชือเรียกอีก 2 ชื่อ คือ BNF และ J-com otoko (นายเจคอม) BNF เป็นชื่อที่เขาใช้เรียกตัวเองเวลาเขียนตอบกระทู้ในเว็บไซด์ 2 channel (คล้ายกับ พันทิพย์ บ้านเรา) ส่วน J-com otoko นั้นเป็นชื่อที่นักข่าวเรียกเขาจากการที่เขาสามารถทำกำไรจากการเทรดหุ้น j-com ประมาณ 600 ล้านบาทภายในเวลาสิบกว่านาทีและทำให้เขามีชื่อเสียงรู้จักไปทั่วเพียงข้ามคืน ชื่อของBNF เป็นข่าวครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2005 เมื่อผู้รับชอบการซื้อขายหุ้นของ Mizuho Securities ออกคำสั่งขา

ชีวิตนอกกรอบ

สังคมมักตัดสินหรือให้ความสำคัญของคนที่ฐานะการเงิน รถ บ้าน เครื่องประดับ หน้าที่การงาน โดยเรามักมองคนที่มีวัตถุติดกายที่มีมูลค่ามากว่าเป็นคนพิเศษ ให้ความเกรงใจ หรือยอมรับมากกว่า คนที่มีสิ่งเหล่านั้นน้อยกว่า จนมันกายเป็นค่านิยมทางวัตถุที่เกาะกินใจของคนทั่วไป ก่อให้เกิดการปลูกฝังความต้องการทางวัตถุในคนทุกเพศทุกวัย  จนต่อมความอยากมี อยากได้มันเติบโต แซงหน้าต่อมจริยธรรมและสำนึกชั่วดี ทำให้เกิดปรากฏการณ์ความโลภแบบไร้ขีดจำกัดในสังคม ดังที่เราเห็นกันอยู่มากมายด้วยแรงขับดันจากความอยากได้ อยากมี หลงใน ยศ อำนาจและเงินทอง ด้วยความปราถนาที่จะเป็นที่ยอมรับจากคนรอบข้างและคนในสังคม  คนชั้นกลาง ในสังคมที่โดนกระแสวัตถุพัดพาไปก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่วนเวียนอยู่ในค่านิยมนี้และโดนทำร้ายทางอ้อมอยู่เนืองๆ ดังที่เราจะเห็น คนเหล่านี้คือคนที่เป็นแรงงานให้กับนายทุนในระบบทุนนิยม เป็นมนุษย์เงินเดือนที่รับค่าแรง ตามงานที่ทำ และถูกหล่อหลอมให้เกิดการใช้จ่ายเกินตัวจากวัตถุนิยมรอบข้าง ถูกชักนำให้เกิดการก่อหนี้ที่มากกว่าการออม ผ่านการใช้งานบัตรเครดิต และการกู้เงินผ่านธนาคาร แล้วถูกกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันด้วยการสะสมทางวัตถ

จดหมายอำลานักลงทุนของ Andrew Lahde

บางครั้งมันเป็นเรื่องของเวลา ที่จะพิสูจน์ความเชื่อ ความเชื่อในการพึ่งพาตนเองและการลงทุนแบบพอเพียง ยั่งยืน การลงทุนที่ไม่ทำให้ชีวิตเรา เคร่งเครียดหรือเหนื่อยเกินไป การไม่วิ่งตามความโลภหรือเงาของชิ้นเนื้อในน้ำ แม้แต่ฝรั่งในโลกทุนนิยมยังเริ่มคิดได้  ขอนำบทความแปลดีๆของ คุณ Sarinee Achavanuntakul  คนนี้ก็เป็นนักเขียนในดวงใจผมอีกคน ยังไงลองอ่านดูนะครับ  Andrew Lahde ผู้ก่อตั้งและบริหาร Lahde Capital Management เป็นหนึ่งในผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์ (hedge fund) น้อยรายที่พยากรณ์วิกฤตซับไพรมถูกต้องก่อนเกิดเหตุ และทำไรมหาศาลจากการเก็งดังกล่าว (เช่น ด้วยการชอร์ตหลักทรัพย์ที่อิงซับไพรม) กองทุนของเขากองหนึ่งทำกำไรได้สูงถึง 870% ในปี 2007 – หนึ่งในอัตรากำไรสูงสุดตลอดกาลของธุรกิจเฮดจ์ฟันด์ ในเดือนตุลาคม 2008 เขาได้ประกาศอำลาวงการ ยุบเลิกกองทุนทั้งหมดภายใต้การบริหารจัดการ คืนเงินให้กับนักลงทุน ต่อไปนี้เป็นจดหมายถึงนักลงทุนฉบับสุดท้ายของ Andrew Lahde ที่ตีพิมพ์ใน Financial Times: Letter: Andrew Lahde, Lahde Capital Management แปลจาก จดหมายของ Andrew Lahde 17 ตุลาคม 2551 วันนี้ผมไม่ได้เขียนมาเพื่อคุยทับ เมื่

ฝน ฟ้าและกาแฟ

เมื่อวานก่อนผมมีโอกาสได้นั่งกินเอรสเปรสโซ่ของร้านกาแฟเล็กๆร้านหนึ่งที่บังเอิญรู้จักกันตอนเมื่อตอนที่กำลังวิ่งหนีฝน ร้านเล็กๆไม่สะดุดตาที่ผมใช้นั่งหลบฝนนี้มีเจ้าของร้านน่ารักใจดี ยอมปิดร้านช้ากว่าทุกวันเพื่อให้ลูกค้าขาจรอย่างผมได้นั่งหลบฝน ด้วยความที่เป็นลูกค้าคนเดียวเลยมีเวลาได้สัมผัสบรรยากาศของร้านอย่างเต็มที่  ผมชอบความที่ร้านเป็นร้านเล็ก มันดูง่ายๆสบายๆดี ชอบความละเอียดและความใส่ใจของเจ้าของร้านที่ทำหน้าที่เป็นบาริสต้า และเด็กเสริฟด้วย เข้าตำราน้อยแต่มาก วันนั้นเลยได้กาแฟอุ่นๆช่วยบรรเทาความหนาวของอากาศ กาแฟที่จะชงกาแฟที่อร่อยๆเหมือนการทำงานเป็นทีม กาแฟต้องดี คนคั่วต้องเก่งสามารถรู้ถึงวิธีการคั่วเม็ดกาแฟที่แตกต่างกันไปตามสภาวะอากาศและฤดูกาลปลูก กาแฟพันธุ์เดียวกันแต่อากาศต่างกัน รสชาติกาแฟก็ต่างไป ร้านนี้เป็นร้านที่แปลกดี ผมไม่ค่อยเห็นใครใช้กาแฟอิตาเลียนเบรนด์ทำกาแฟเอสเปรสโซ่แก้วละ 45 บาทขาย นับว่าเป็นลาภปากจริงๆ กาแฟดีต้องตั้งใจทำตั้งแต่ บด อัด ชง วันหลังจะมาโม้รายละเอียดให้ฟัง แต่ความน่าสนใจของพี่สาวบาริสต้าร้านนี้คือ พี่เค้ามีวิธีการอัดกาแฟแบบตั้งใจจริงๆ บ่งบอกได้ถึงความละเอียดและค

ค่าของคน

เอานิทานเซนดีๆมาฝากเพื่อนๆครับ ผมว่าเรื่องนี้มันคล้ายกับการลงทุนในหุ้นเหมือนกันนะ เพราะราคาหุ้นบางครั้งมันก็เกิดจากการตีมูลค่าบนพื้นฐานความต้องการของตลาด ซึ่งมันเกิดจากความคิดและจิตใจของคน บางครั้งราคาที่ตีค่าอาจจะสูงหรือต่ำไปเกินมูลค่าที่แท้จริง ดังนั้นการเข้าใจในตัวกิจการ หรือตัวธุรกิจนั้น จะเป็นสิ่งที่ทำให้เราสามารถมองเห็นมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นนั้นได้ ไม่ว่าการจะเก็งกำไรระยะหรือลงทุนระยะยาว การเข้าใจพื้นฐานหุ้นขั้นต้นเป็นสิ่งจำเป็นครับ เพราะอย่างน้อยเราจะได้ไม่ถูกความโลภหลอกให้ไปเล่นเก็งกำไรในหุ้นที่มีราคาเกินมูลค่า เกินความจริงมากเกินไป ผมเชื่อเสมอว่าหุ้นมันไม่ใช่แค่กระดาษ หรือตัวเลข แต่เบื้องหลังของหุ้นนั้นคือ กิจการ คือ คนที่กำลังทำงาน ดังนั้นทุกอย่างไม่ว่าจะถูกปรุงแต่งไปสักแค่ไหน สุดท้ายมันย่อมกลับมาหาพื้นฐานและสมดุลแท้จริงของมันวันยันค่ำครับ ปิดท้ายขอเอาหุ้นที่เคยรัก เคยผูกพันเพราะปีที่แล้วเข้าออกหลายรอบแต่พอเธอออกอาการ ผมก็ได้แต่โบกมือลา   PTL หุ้นหนึ่งในสี่จตุรเทพของปี 53 IVL หุ้นที่หลายคนคงจำไปอีกนาน เรื่องราวมีอยู่ว่า ยังมีศิษย์เซนผู้หนึ่ง เฝ้าพร่ำถามอาจารย์เซนทุกวันว่า “ส