สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เป้าหมายคือทุกอย่าง

เมื่อวันก่อนผมเขียนเรื่องการบริหารเวลา หลายท่านสนใจเข้่ามาแลกเปลี่ยนความคิดกันหลายคน นี่คือความสนุกของการได้เขียน เพราะมันไม่จบแค่ตัวหนังสือ แต่มันยังส่งผ่านและไหลเวียนกลับมาให้ได้ เกิดการแลกเปลี่ยน ทางความคิด ก่อให้เกิดปัญหาทั้งผู้อ่านและผู้เขียน ได้ตลอด



ประเด็นหนึ่งที่ผมติดใจและอยากนำมาเขียนต่อ คือคำถามที่พี่ท่านหนึ่งโยนกลับมาว่า ถ้าตั้งเป้าหมายผิด ถึงจะบริหารเวลาดีแค่ไหนมันก็ไม่สำเร็จถูกไหม??? ถูกครับ เรื่องนี้จริงเลย เปรียบประดุจการขับรถ ต่อให้มีแผนที่ดี มี GPS ชั้นยอดแค่ไหนถ้ากำหนดพิกัด ล๊อคเป้าหมายผิด ก็ออกป่าออกทะเลหรือขับวนหลงทางได้เช่นกัน ซึ่งแน่นอนว่ามันจะนำมาซึ่งการเสียเวลา เสียกำลังใจ ไปเปล่าๆ

เป้าหมายชัดเจน
เป้าหมายเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แต่หลายคนก็ยังไม่สามารถวางเป้าหมายของตัวเองที่ชัดเจนได้ แต่วาดภาพวาดฝันไปถึงเรื่องการประสบความสำเร็จในชีวิตซะแล้ว โดยพยายามไปติดกับภาพตัวอย่างของคนที่ประสบความสำเร็จ เช่นความหรูหราของการกิน การอยู่ การใช้เงิน ทรัพย์สินเงินทองที่มากมาย ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป้าหมายความสำเร็จ มันไปจบที่เงินทองและทรัพย์สิน

พอตั้งเป้าหมายผิด ก็หลงทางสิ่งที่ตามมาคือการพยายามมองหาการได้มาซึ่งทรัพย์สินเงินทองจำนวนมาก เพราะคิดว่าถ้ารวยแล้วก็คือประสบความสำเร็จ ยิ่งรวยได้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ตรงนี้ทำให้กลายเป็นกับดัก เป็นหลุมพรางที่น่ากลัว หลายคนต้องติดกับความคิดอยากรวยเร็วๆ เสียเวลาอยู่กับการหาทางลัด แสวงหาทางรวยอย่างรวดเร็ว จนไม่อาจจะหลุดพ้นหรือไปถึงปลายทางได้ เพราะไม่ยอมใช้ความอดทน ความพยายามในการก้าวเดินเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย แต่กับหวังจะพึ่งพาทางลัด พี่งพาคนอื่น ซึ่งความเป็นจริงก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วทางลัดสู่ความสำเร็จนั้นไม่มีจริง

ทุ่มเทและพยายาม
ถ้าลองศึกษาอัตชีวประวัติ หรือเรื่องราวของบุคคลที่ประสบความสำเร็จ เราจะพบว่าหลายครั้งการประสบความสำเร็จ ไปได้ถึงเป้าหมายปลายทาง ไม่จำเป็นที่จะต้องฉลาด ต้องเก่งกาจ สามารถกว่าผู้อื่น คนที่ประสบความสำเร็จ ส่วนมากเป็นคนธรรมดาไอคิวปกติ บ้างก็เรียนไม่จบมหาวิทยาลัย แต่สิ่งที่พวกเขามีคือ จิตใจของนักสู้ ความมุ่งมั่น ความขยัน ความพยายามที่มากกว่าคนทั่วไป เพื่อพาตัวเองให้ไปถึงยังเป้าหมายที่วางไว้ ตรงนี้ต้องใช้เวลาและใช้ความพากเพียรในการพิสูจน์ตัวเอง ในระยะยาว (ส่วนใหญ่เขาเริ่มกันเร็ว ทำให้ดูเหมือนจะประสบความสำเร็จทั้งที่อายุไม่มาก) 

อย่าเสียเวลาแสวงหาทางลัด
คนทั่วไปมีเป้าหมาย แต่มักจะล้มเลิกก่อนไปถึงเป้าหมาย เพราะรู้สึกเหนื่อย รู้สึกท้อแท้ บ้างก็หันเหความสนใจไปกับความสุขความสบายระยะสั้น ผมยกตัวอย่างเป้าหมายหนึ่งที่น้อยคนจะทำได้ เช่นการลดน้ำหนัก คนไม่น้อยที่มีน้ำหนักเกินค่าดัชนีมวลกาย เมื่ออายุเกิน 30 ส่วนใหญ่ทราบและอยากจะลดน้ำหนัก(มีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว) เพื่อการมีรูปร่างที่ดี แน่นอนว่าการจะไปถึงตรงนั้นได้ต้องอาศัย ความเพียรพยายามในการ งดอาหารโปรด การออกกำลังกายวันละ 30 นาที อย่างต่อเนื่อง กรรมวิธีไม่ได้ซับซ้อน แต่อาศัยความอดทนและการพยายาม ซึ่งไม่ใช่ทุกคนจะทำได้ อาจจะเห็นไฟและความมุ่งมั่นใน 2 สัปดาห์แรก แต่แล้วก็หมดไปหายไป บ้างก็หนีไปหาทางลัดเสียเงินเสียทอง ซื้อยา ซื้่ออาหารลดน้ำหนักมากิน แต่ 80% ที่ผมพบ คนที่ไปทางลัดผอมได้ไม่นานก็กลับมาเหมือนเดิม 

เป้าหมายไม่ใช่แค่เงิน
เมื่อเรามีเป้าหมาย สิ่งที่เราอยากจะเป็น อยากจะทำให้สำเร็จ จงนึกไว้เสมอว่าเป้าหมายนั้น ไม่ใช่แค่เงินทอง แต่มันหมายถึง ความสุขใจ สุขที่ได้ลงมือทำ สุขที่ได้ทำสำเร็จ เพราะทุกอย่างต้องใช้เวลา ต้องมีเรื่องของจิตใจมาเกี่ยวข้อง เมื่อเรามีความสุขสิ่งที่เราทำทุ่มเท ตอบโจทย์ทางจิตใจ มันจะทำให้ใจเราแข็งแรงและอดทนต่อสู่ไปให้ถึงเป้าหมายปลายทางได้ในที่สุด 

เล็กไปสู่ใหญ่
การมีเป้าหมายในชีวิต เป็นสิ่งสำคัญ เป้าหมายนั้นอาจจะใหญ่และใช้เวลาในการทำให้สำเร็จในระยะยาวก็อย่าได้ไปกังวล แต่เพื่อให้เราสามารถ อยู่ในเส้นทางให้ได้ต่อเนื่อง เราควรจะแบ่งเป้าหมายใหญ่ ออกเป็นเป้าหมายย่อยๆ เหมือนหลักกิโลเมตร เพื่อบอกระยะทางในการเดินทางของเรา และช่วยไม่ให้เราหลงออกนอกเส้นทาง ที่สำคัญกำหนดเวลาในการจบเป้าหมายย่อยให้ชัดเจน และทำ check list เอาไว้เสมอ เพื่อหมั่นตรวจสอบติดตามตัวเรา สิ่งสำคัญคือต้องมีจิตใจที่มุ่งมั่น มีสติกับปัจจุบัน เพื่อขวนขวายทำเป้าหมายย่อยต่างๆให้สำเร็จ


นักลงทุนที่เข้ามาตลาดหุ้น ผมว่าเกือบทุกคนเหมือนกันคือ คิดที่จะประสบความสำเร็จทางการเงินจากการลงทุน เป้าหมายก็คืออิสระภาพทางการเงิน ไม่ว่าคุณจะลงทุนแนวไหน จะเป็นนักเก็งกำไร หรือเป็นนักลงทุนระยะยาว มองไปที่เป้าหมายเดียวกันหมด แต่จากประสบการณ์ในตลาดหุ้นหลายปี ผมมีโอกาสรู้จักกับนักลงทุนและนักเก็งกำไร ที่ประสบความสำเร็จ ลงทุนจนขยับฐานะไปมีพอร์ตแปดหลัก เก้าหลัก สิ่งหนึ่งที่คนเหล่านั้นมีเหมือนกันคือ เขาไม่ได้มองที่เงินเป็นสำคัญ ไม่ได้เน้นแต่จะทำกำไร โดยเสี่ยงไปสักทุกอย่างแบบไร้แบบแผน ทุกคนล้วนต้องมีใจรักในการลงทุน มีความตั้งใจที่จะต่อสู้จะเอาชนะอุปสรรค์เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย และเขาเหล่านั้นต่อให้มีเงินทุนหนาหรือเก่งมาจากไหน เมื่อเข้ามาตลาดหุ้นก็ต้องเรียนรู้ ต้องใช้เวลาหลายปี ฝึกฝน หาแนวทางหรือเทคนิควิธีเฉพาะตัว จนกว่าจะไปถึงจุดนั้นเช่นกันหมด

ต่างจากนักลงทุนรายย่อยจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจผิด เข้ามาตลาดหุ้นได้ไม่กี่เดือน ก็อยากจะรวยพันล้าน หมื่นล้านกันแล้ว ไขว้ขวาหาทางลัด ยอมเสียเงินหลายหมืน หลายแสน ไปเรียน ไปอบรม หรือไปซื้อระบบเทรดสำเร็จรูป แต่ก็ยังไม่สามารถไปถึงจุดนั้นได้ กำไรที่ได้มา ไม่นานก็คืนหมดไป เพราะว่าทางลัด มันไม่ได้สร้างให้ตัวเราแข็งแกร่ง ให้ตัวเราเหนือกว่า หรือดีพอที่จะพิชิตเป้าหมายที่วางไว้ได้จริง เราจะไปถึงจุดนั้นได้ต้องพยายาม ต้องต่อสู้ด้วยตัวเราเอง อย่าหวังรวยเร็ว รวยง่าย รวยสบาย ถ้าเริ่มคิดแบบนั้นนอกจากหลงทางไม่ถึงเป้าหมายแล้ว ยังจะกลายเป็นเหยื่อของคนที่จ้องหาผลประโยชน์อีก

อยากประสบความสำเร็จ ต้องหัดมองภาพใหญ่มีเป้าหมายระยะยาว อดทน ใช้เวลากับมัน วางแผนและพยายามทุ่มเท ฝึกฝน ลงมือทำอย่างต่อเนื่อง เรียนรู้จากข้อผิดพลาดต่างๆ เพื่อไปให้เป้าหมายนั้น ผมเชื่อว่าทุกคนทำได้ครับ ถ้าตั้งใจจริง

วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Fibonacci Fan

วันนี้มีเครื่องมือ วิเคราะห์การเคลื่อนที่ของราคา(Price Movement) ที่ชื่อว่า Fibonacci Fan มากแนะนำกัน เป็นอีกเครื่องมือที่เราสามารถใช้ควบคู่ไปกับการอ่านแนวโน้ม หรือใช้กำหนดแนวรับแนวต้านได้อีกด้วย มาลองศึกษาดูกันนะครับ

Fibonacci number นั้นมาจาก นักคณิตศาสตร์ชาวอิตาเลียน ลีโอนาโด ฟีโบนัชชี (Leonardo Fibonacci) ผู้ค้นพบลำดับฟีโบนัชชีในต้นศตวรรษที่ 13 เขาเรียนรู้ระบบเลขฐานสิบ และใช้การคำนวณตัวเลข มาอธิบายการสังเกตรูปทรงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ การศึกษาจากตัวอย่างจำนวนมาก ของเขาพบว่า การเกิดของ ปรากฏการณ์เหล่านี้มีรูปแบบที่เป็นปกติ และค่อนข้างสม่ำเสมอ โดยนำมาคิดเป็นตัวเลขทางคณิตศาสตร์ คือ 0, 1, 1, 2, 3, 5, 8, 13, 21, 34, 55, 89, 144, 233, 377, 610, 987, 1597, 2584, 4181, 6765, 10946, 17711, 28657, 46368, 75025, 121393, 196418, 317811 ซึ่งตัวเลขลำกับเกิดจากการนำ ตัวเลขสองตัวข้างหน้ามาบวกกัน เช่น 1+1 = 2, 1+2 = 3

ความน่าอัศจรรย์ ของลำดับเลข ฟีโบนัชชีคือ ลำดับที่จะมีอัตราส่วนจากการหารตัวเลขหลังด้วยตัวเลขหน้า แล้วได้ผลลัพธ์ที่เข้าใกล้ 1.618 ยิ่งตัวเลขมากขึ้นความใกล้เคียงยิ่งมากขึ้นแบบไม่มีสิ้นสุด เช่น 5/3 หรือ 8/5 หรือ 13/8 เป็นต้น ซึ่งเชื่อกันว่าคนโบราณเรียนรู้และรู้จัก ค่า 1.618 กันมานาน จนเรียกมันว่า PHI (ฟี) หรือที่เรียกว่า อัตราส่วนทองคำ (Golden ratio) ซึ่งหลายสิ่งที่เกิดในธรรมชาติ ล้วนเกี่ยวข้องกับอัตราส่วนนี้ เช่น การจัดเรียงเกสรของดอกทานตะวัน ตาสับปะรด ตาลูกสน เปลือกหอยที่เป็นเกลียวรอบ ต่างก็มีอัตราส่วนของเส้นผ่าศูนย์กลางของแต่ละวงเทียบกับวงถัดไปเท่ากับ PHI ทั้งนั้น บ้างก็เรียกว่าเป็นสัดส่วนการสร้างของพระเจ้า ทำให้เกิดความลงตัวของสัดส่วน และความสวยงามตามธรรมชาติ คนโบราณจึงได้ นำตัวเลขชุดนี้ไปใช้ในการก่อสร้างมหาวิหาร, ปิรามิด หรือแม้แต่อาคาร ต่างๆ เพื่อให้ได้สัดส่วนที่ลงตัว เชิงเรขาคณิต

แล้วมันมาเกี่ยวกับหุ้นได้อย่างไร??? คำตอบนี้ผมอ่านเจอในบทความของ Edward Dobson  เขากล่าวอ้างว่า เป็นเพราะรูปแบบการเคลื่อนที่ของราคา มักมีผลมาจากมนุษย์ ดังนั้นด้วยความลงตัวและสวยงามต้องตาต้องใจ มันจึงทำให้ ราคา ที่เข้าสัดส่วนตามแบบ  ลำดับเลขฟีโบนัชชี มักจะมีนัยยะสำคัญ เช่นอาจจะเป็นราคาที่ลงตัวของการแข่งกันของแรงซื้อและแรงขาย เป็นแนวต้านแนวรับที่สำคัญต่อการเปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนที่และทิศทางของราคา เป็นต้น ดังนั้นจึงมีการนำเอา Fibonacci number มาใช้วัดการเคลื่อนที่ของราคาหุ้น ในหลายรูปแบบ เช่น Fibonacci Fan, Fibonacci Arc, Fibonacci Retracement เป็นต้น 


ข้อสำคัญของการใช้ Fibonacci Tools ต่างๆคือการหาจุดเริ่มต้นอ้างอิงให้ถูกต้อง ที่สำคัญคือต้องคำนึงถึงการจุดเริ่มต้นของรอบการเคลื่อนที่ของราคา ด้วย เพราะ Fibonacci Tools จะโปรเจคบนกราฟราคาและให้ค่าแบบ สัมพันธ์ อ้างอิงจากจุดสังเหตเริ่มต้น ถ้ามีการวางค่าเริ่มต้นที่ผิดเพี้ยน การตีความ ณ ลำดับเลขที่มีความสำคัญก็อาจจะผิดพลาดได้ 

Fibonacci Fan เป็นเครื่องมือที่ผมจะนำมาแนะนำวันนี้ โดยสามารถใช้หาแนวรับในลักษณะทิศทางเฉียง ตามแนวโน้มของราคาหุ้น ได้ดี เพื่อเป็นแนวเส้นสังเกตการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น หลักการใช้งานคือ กำหนดจุดเริ่มต้นอ้างอิง และลากเส้นแนวไปยังจุดสูงสุดหรือต่ำสุด ที่ต้องการจะโปรเจคไลน์ เพื่อใช้เป็นแนวสังเกต ดังภาพ 


จากภาพ ลากเส้นจาก A ไป B เครื่องมือ Fibonacci Fan จะทำการสร้างเส้นแนวอ้างอิง ที่แบ่งโซนจาก A ไป B ตามแนวตั้ง ตามสัดส่วนของ Fibonacci โดย BC = 38.2%, BD=50%, BE=61.8% และ BF=100%  สำหรับแนวโน้มขาลงก็ทำเช่นเดียวกัน เพียงแต่ลากจุด AB จากจุดต่ำสุดไปสูงสุดแทน 


หลักการตีความหมายคือ ถ้าแนวโน้มราคาหุ้นย่อตัวลงมากระทบแนวเส้น Fibonacci Fan ที่ระดับต่างๆ ก็มักจะมีนัยยะการเปลี่ยนแปลง โดยถ้าราคาลงมากระทบแล้วคลอเคลีย ไม่หลุดแนวรับบนเส้นนั้นๆ โอกาสจะเด้งกลับขึ้นไป ก็มีมาก แต่ถ้าลงมากระทบและทะลุหลุดเส้น โอกาสย่อตัวลงหรือกลับทิศก็จะมีสูง โดยเฉพาะเส้น 61.8%




ในขณะเดียวกันถ้าย่อตัวและสามารถทะลุ Break out เส้น Fibonacci line ด้านบนได้โอกาสที่แนวโน้มจะดำเนินต่อไปแบบสเถียรก็จะมีสูง 


ภาพนี้แสดง การหลุดแนวรับสำคัญทั้ง  38.2 และ 50 ลงมาด้่วย Volume ที่มาก แน่นอนว่าถ้าหลุด 61.8 โอกาสที่จะเปลี่ยนแนวโน้มจากขึ้นเป็นลงหรือออกข้าง ก็จะมีสูง เช่น 





วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เวลา สิ่งมีค่าที่ไม่ควรถูกลืม

 เคยรู้สึกบ้างไหมครับว่าผ่านไปไม่นานก็หมดสัปดาห์ เผลอเดี๊ยวเดียวก็จะหมดปีอีกแล้ว "เวลา" เป็นทรัพยากรที่มีค่าและมีจำกัด(ตามแต่อายุไขของแต่ละบุคคล) แต่ใน 1 วันทุกคนไม่ว่าจะยากดีมีจน ฐานะสูงส่งต่างกันแค่ไหนเราก็มีเวลาแค่ 24 ชั่วโมงเท่ากัน




ประเด็นเรื่องของเวลา เคยถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นหลักในภาพยนต์เรื่อง "in time" โดยเฉพาะการวางโครงเรื่องวิธีคิดที่แตกต่างไปจากโลกปัจจุบัน คือให้เวลาเป็นสิ่งมีค่าสูงสุดของทุกคน มีเงินมากก็ซื้อเวลาได้มาก สามารถยืดเวลาตายได้ไปอีก หรือใช้เวลาในการซื้อหาสิ่งของ ใช้จับจ่ายแทนเงิน ทำงานแลกเวลา แน่นอนว่าถ้าเวลาหมดก็ต้องตายทันที แม้จะดูแฟนตาซีหลุดโลกไปบ้าง

แต่สิ่งหนึ่งที่สะท้อนจากความเป็นจริงคือ "เวลา" เป็นสิ่งที่มีค่า แม้ในโลกปัจจุบันคนจำนวนมากอาจจะยังไม่เห็นค่าของมัน แต่ถ้าพิจารณาให้ดีจะพบว่า คนที่ประสบความสำเร็จในโลกนี้มากมาย คือคนที่ใช้เวลาเป็น ใช้เวลาอย่างคุ้มค่ากับงานที่ตนเองทำ ไม่ปล่อยเวลาให้หมดไป ผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์ 



ดังนั้นถ้าอยากจะประสบความสำเร็จ หรืออยากจะมีชีวิตที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ การเรียนรู้หลักการบริหารเวลา และใช้เวลาที่มีอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการไปสู้เป้าหมาย ผมมีแนวคิดง่ายๆมาแนะนำกัน

1. ตั้งเป้าหมาย
ตั้งเป้าหมายให้ชัด ให้เคลียร์ โดยเฉพาะที่เป็นเป้าหมายใหญ่ จากนั้นอาจจะทำการแบ่งเป็นเป้าหมายย่อย แต่ละขั้นตอนที่จะพาเราไปสู่ความสำเร็จ วางแผนสิ่งที่ต้องทำในเป้าหมายย่อยให้ชัดเจนและลงตัว เพื่อลดการซ้ำซ้อนของการทำงานในเป้าหมายนั้นๆ รวมทั้งกำหนดระยะเวลาของแต่ละเป้าหมาย(ระยะสั้น กลาง ยาว) แต่ละรายการให้แน่นอน สุดท้ายสร้างเป็นรายการ "To Do List" ไว้เพื่อคอยเตือนตัวเอง 

2. จัดลำดับความสำคัญ
กรณีที่เวลามีจำกัด บางครั้งเราอาจจะมีกิจกรรม ภาระหน้าที่หรืองานอื่นๆ เข้ามาแทรกแซงแผนทีเราวางไว้ ดังนั้นเพื่อเกิดการใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพ เราควรจัดลำดับความสำคัญของงาน และความเร่งด่วนเอาไว้ เพื่อที่จะได้วางแผนดำเนินงานให้เสร็จตามลำดับ การทำวิธีนี้ยังช่วยให้เราได้วิเคราะห์สิ่งที่เราต้องทำ กิจกรรมหรืองานใด ที่ไม่มีความสำคัญมากเราอาจจะชะลอไว้ก่อน หรือใช้เวลายามว่างค่อยมาจัดการ หรือยิ่งถ้ากิจกรรมใด ไม่เกิดประโยชน์เป็นการใช้เวลาเสียเปล่าเราก็จะได้สามารถตัดออก 

การจัดลำดับความสำคัญของเวลา สามารถใช้ตารางเบื้องต้นข้างล่าง ช่วยในการวางแผนได้ โดยทำการจัดกลุ่มงานและกิจกรรมที่ต้องทำลงไป เรียงลำดับและสร้างเป็นรายการที่ต้องทำ



3. ลงมือทำให้สำเร็จ
การลงมือทำให้สำเร็จ ตามแผน ตามช่วงเวลาที่เราวางแผนไว้เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าต้องการประสบความสำเร็จ จิตใจต้องมุ่งมั่นและมีความพยายาม อย่าพลัดวันประกันพรุ่ง หรือใช้ชีวิตแบบเรื่อยๆปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไปในแต่ละวัน

4. หมั่นติดตามผล
ควรหมัื่นติดตามผลการใช้เวลาในแต่ละงานหรือกิจกรรมที่ทำ ควรประเมินผลการใช้เวลาในแต่ละเป้าหมายย่อย ว่าสามารถทำได้ตามแผนหรือไม่ มองหางานหรือกิจกรรมใด ที่ทำให้เวลาสูญเปล่า แล้วควรลด ละ เลิก ในสิ่งนั้น

หัวใจของการบริหารจัดการเวลา คือการใช้เวลาที่มีจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพ แน่นอนว่าไม่ใช่ ใช้เวลาเพื่อการทำงาน เพื่อความก้าวหน้า หรือหาเงินเพียงอย่างเดียว แต่หมายรวมถึงการใช้เวลาอย่าง สมดุล ทั้งด้านการทำงาน การดูแลคนรอบข้าง และการดูแลตนเอง ทำให้เกิดความสมดุลทั้งกายและจิตใจ 

การทำงานหนักมากเกินไปไม่ถือว่า บริหารจัดการเวลาเป็น คนจำนวนมากทำงานหนัก กลับดึก หอบงานไปทำที่บ้าน บางครั้งเกิดจากการลำดับความสำคัญของงานไม่เป็น ใช้เวลามากกับงานที่ไม่สำคัญ หรือไม่รู้จักปฏิเสธหรือตัดงานที่ไม่สำคัญออกไป สุดท้ายก็จะเหนื่อยล้า อ่อนแรงและหมดไฟในการทำงาน คนบริหารเวลาเป็นจะทำให้เป็นคือคนทำงานฉลาด ทำงานอย่างดี และมีประสิทธิภาพ(ไม่ใช่พวกเกี่ยงงาน โยนงานเอาเปรียบเพื่อนร่วมงานนะครับ) ตามเวลาที่กำหนด 

เมื่อเราบริหารเวลาเป็น ทำให้มีเวลาทำงานได้อย่างเต็มที่เต็มประสิทธิภาพ โอกาสประสบความสำเร็จในเป้าหมายก็มีมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายใดในชีวิต หรือแม้กระทั้ง "อิสระภาพทางการเงิน" เป้าหมายสูงสุดของลงนักทุนก็เป็นจริงได้ ถ้าเราใช้บริหารเวลาเป็น ทำให้มีเวลาที่จะศึกษาเรียนรู้อย่างเต็มที่ เพื่อพยายามทำอย่างเพียงพอ 

สุดท้ายแล้วถ้าเราบริหารเวลาเป็นคำพูดที่ว่า "ไม่มีเวลา" ที่ชอบพูดจนชินติดปากก็จะหมดไป สัจธรรมของมนุษย์ข้อหนึ่งคือจะเห็นค่าทุกสิ่งเมื่อมันหมดไปแล้ว อย่าปล่อยให้เวลาของชีวิตเราหมดไป แล้วมานั่งเสียดาย รู้ตัวเมื่อตอนสายนะครับ


วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Gold@25-10-2012

บันทึกสภาวะตลาดทองคำ แนวโน้ม และรูปแบบราคา ประจำวันที่ 25-10-2012 บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อ ใช้ในการศึกษาวิจัย Gold Trading System Project 


market sentiment 
อาทิตย์ดูเหมือนตลาดหุ้นทั่วโลกจะไม่สดในนัก โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐ ที่หุ้นใหญ่หลายตัว เช่น Google Apple และอื่นๆ ผลประกอบการไตรมาส 3 ออกมาไม่สดใจต่ำกว่าคาดการณ์ บวกกับความกังวลเรื่องวิกฤติหนี้ยุโรป ที่ตอนนี้กำลังดูความชัดเจน ของการขอรับเงินช่วยเหลือของสเปน ในขณะที่กรีซสามารถเจรจาขอเวลาเพิ่มอีก 2 ปีในการลดช่องว่างงบประมาณ 1.35 หมื่นล้านยูโรแล้ว แต่ยังเหลือการเจรจากับเจ้าหนี้เพื่อขอรับเงินช่วยเหลือ รอบถัดไปอีก 3.15 หมื่นล้านยูโร แต่สถานการณ์การเมืองภายในประเทศของกรีซ โดยเฉพาะการประท้วงของประชาชน ที่ไม่พอใจนโยบายรัดเข็มขัดของรัฐบาลก็ยังไม่มีทีว่าจะสงบลงได้ง่ายๆ

ในขณะที่ค่าเงินดอลล่าห์สหรัฐก็แข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ จนมายืนระดับ 80 เหรียญได้อีกครั้ง ทำให้ราคาทองคำตกลงไปมากพอสมควร




TF: 4 Hour
ภาพใหญ่ทองคำแนวโน้มช่วงนี้หลังจากการปรับตัวลงทดสอบแนวรับ 1700 แล้วไม่ทะลุ ทำให้มีแรงซื้อกลับเข้ามา ราคาทองคำรีบาวนด์เด้งในกรอบ 1714-1700 ต่อไป 



TF: 15 min
ทองคำระยะสั้นปรับตัวลงมาจากแนว 1714 ลงมาพักตัวแถวแนว 1701-1705 



วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2555

CCI indicator

วันนี้จะขอนำเอาเรื่องของ Commodity Channel Index (CCI) มาเล่าให้ฟัง เพราะหลายคนที่อีเมลเข้ามาพูดคุย สนใจเรื่องของการเทรดหุ้นแบบเก็งกำไรรายรอบ ถ้าจะให้แนะนำเครื่องมือ ก็จะคงไม่มีอะไรพิเศษ เพียงแต่นึกขึ้นมาได้ว่า CCI ก็เป็นอีกหนึ่งตัวที่เทรดเดอร์นิยมนำไปใช้ ในการหาสัญญาณซื้อขายในระบบเทรด และตัวนี้ผมยังไม่เคยกล่าวถึงมาก่อน วันนี้จึงนำมาสรุปให้อ่านกัน

Commodity Channel Index (CCI) เป็นเครื่องมือดัชนีราคา ประเภท oscillator ที่ถูกพัฒนาโดยคุณ Donald Lambert เขาออกแบบทดสอบกับข้อมูลราคาในหุ้น ดัชนีตลาด ETF และสินค้าโภคภัณฑ์ ที่มีการเคลื่อนที่แบบเป็นรอบวัฏจักร เพื่อหาจังหวะจากคาบการแกว่งตัวของราคา หลักการทำงานของ CCI คือการหาค่าการกระจายตัวและการเบี่ยงเบนของราคาปัจจุบันจากราคาค่าเฉลี่ยเทียบกับการกระจายตัวของค่ากลาง ในคาบเวลา(interval) ที่สนใจ โดยมีสมการการคำนวณดังนี้

CCI = (Typical Price - SMA(n) of TP) / (.015 x Mean Deviation) 

-Typical Price (TP) = (High + Low + Close)/3 
-Constant = .015
-n = time interval คาบเวลาที่เราสนใจ 

การปรับปรุงโมเดลของ CCI ให้ดีขึ้นคือการหาค่าเฉพาะของคาบเวลา ที่สอดคล้องกับวัฏจักรของราคาสินค้านั้นๆ ที่เราต้องการวิเคราะห์โดยค่าปกตินิยม หรือค่าตั้งต้น จะใช้ 20 วัน เป็นค่าหลัก แต่เราสามารถคำนวณหาเบื้องต้นได้ โดย

1 เปิดกราฟวันช่วงเวลา 1 ปี >> หรืออาจจะน้อยกว่า 1 ปีก็ได้ แล้วแต่พฤติกรรมของราคา
2 หาจุด high และ low อันดับ 1 และ 2 อย่างละ 2 จุดจากกราฟในข้อ 1 
3. นำค่า high หรือ low มาคำนวณค่าประมาณโดยสมการ (High2-High1)/3 หรือ (Low2-Low1)/3 โดยเลือกค่าที่ได้มาเป็น  time interval 

แน่นอนว่ากรณีที่  time interval  มีค่ายาว หรือสั้นไปจาก ค่า default ย่อมทำให้อาจจะต้องมีการปรับตั้ง ค่าในสมการใหม่ทั้งค่า Constant และค่า value level โดยค่าปกติของ CCI นั้นจะใช้  time interval ที่ 20 โดยมีค่า value level ช่วง -100 ถึง +100 ยิ่ง ถ้าเราปรับตั้งค่า time interval  ที่สั้นกว่า 20 เช่น 10 หรือ 15 ค่า cci value อาจจะมากกว่าช่วง -100 ถึง +100 ทำให้จะต้อง set ค่าที่กว้างขึ้นใหม่เช่น -200 ถึง +200 เป็นต้น หรือกรณีที่ time interval  ที่มากกว่า 20 เช่น 40 หรือ 60  ค่า cci value อาจจะแคบและต่ำกว่าช่วง -100 ถึง +100 มาก เป็นต้น 

การปรับแต่งค่า เป็นเรื่องการใช้งานขั้นสูงเราต้องทำการวิจัยทดสอบ จนได้ค่าที่ดีและเหมาะสม ไม่ควรไปเลือกใส่เลขตามใจนึก เพราะเช่นนั้นจะทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ผิดเพี้ยนไป กรณีที่เราไม่มีความรู้หรือไม่ได้ทำการทดสอบ ก็ควรใช้ค่า default ปกติที่มีเป็นหลัก 

การตีความและการนำไปใช้

1. Buy/Sell signal
การดูสัญญาณซื้อขายจากระดับ เป็นการใช้งานปกติโดย หาสัญญาณซื้อขายจากการกลับตัวของค่า CCI ที่สอดคล้องกับการกลับตัวของแนวโน้มราคาหุ้น โดยใช้ระดับ +100 และ -100 เป็นค่าอ้างอิง เช่น
- กรณีสัญญาณซื้อ จาก CCI ตัดเส้น -100 ขึ้นไป (down outside to inside) 
- กรณีสัญญาณขาย จาก CCI ตัดเส้น +100 ลงมา (top outside to inside)

.

อีกเทคนิคหนึ่งที่นิยมใช้คือการเพิ่มค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เข้าไปเพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงความชันของเส้น CCI เพื่อใช้เป็นสัญญาณซื้อขาย หรือสัญญาณเตือนการเปลี่ยนแปลงที่เร็วขึ้นกว่าการใช้เส้น level line หรือใช้กรณีที่ราคาแกว่งตัวแคบ ค่า CCI อยู่ในกรอบ -100 ถึง +100 โดยไม่ทะลุออกมา ดังภาพ โดยเมือ CCI ตัดขึ้น SMA10 ใช้เป็นสัญญาณซื้อ และเมื่อ CCI ตัดลง SMA10 ก็จะใช้เป็นสัญญาณขาย 



2. Overbought/Oversold
บริเวณยอดของ CCI ใน zone มากกว่า +100 และเกิน -100 ก็เปรียบได้กับบริเวณที่มีการซื้อมากและขายมาก เป็นบริเวณที่ราคา มีโอกาสจะชะลอตัวและเกิดการกลับทิศของแนวโน้มได้ นอกจากนี้เส้น level 0 ยังเป็นอีกหนึ่งค่าสังเกตที่แบ่งแยกการเปลี่ยนแปลงราคา โดย CCI มีค่าเป็นบวก ยืนเหนือ level 0 จะเป็นการบ่งบอกทิศทางการเปลี่ยนแปลงราคาแบบยกตัวขึ้นชัดเจน เช่นเดียวกับกรณีที่ CCI มีค่าติดลบ ลดลงต่ำกว่า level 0 จะเป็นการบอกทิศทางการเปลี่ยนแปลงราคาแบบลดลงจากอดีต


3. Bullish Bearish Divergences
ใช้การดูการแย้งกันระหว่่างทิศทางของ CCI และทิศทางการเคลื่อนตัวของราคา โดย กรณีเกิดรูปแบบ  Divergence ย่อมจะมีโอกาสการเกิดการกลับทิศหรือกลับตัวของแนวโน้มได้ 

- Bullish divergence : ทิศทางราคาปรับตัวลง แต่ทิศทางของ CCI เคลื่อนที่ในทิศขึ้นเกิดการสวนทางกัน ความน่าจะเป็นที่ราคาจะเกิดการกลับทิศจากลงเป็นขึ้นก็มีสูง

- Bearish Divergence: ทิศทางราคาปรับตัวขึ้น แต่ทิศทางของ CCI เคลื่อนที่ในทิศทางลง สวนกัน ความน่าจะเป็นที่ราคาจะเกิดการกลับทิศจากขึ้นเป็นลงก็มีสูง

รูปจาก chartschool.com

นอกจากที่ได้กล่าวมาแล้ว CCI ยังสามารถนำไปใช้งานร่วมกับพวก band indicator เช่น Bollinger band หรือใช้ร่วมกับดัชนีเชิงปริมาณซื้อขาย เช่น OBV เพื่อใช้ในการยืนยันการกลับตัวของทิศทางราคา และยืนยันความชัดเจนของสัญญาณเป็นต้น

วันอังคารที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ก้าวแรกกับความล้มเหลว

ทุกคนล้วนมีความฝันมีไอเดีย อยากทำสิ่งต่างๆมากมายตามใจต้องการ แต่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถเดินตามฝัน ได้ลงมือทำฝันให้เป็นจริง และไปสู่เป้าหมายความสำเร็จ บางคนเลือกที่จะรอ เลือกที่จะเก็บฝันไว้ในใจ จนสุดท้ายเมื่อเวลาผ่านเลยไป เมื่อมีภาระและมีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลง ความฝันนั้นก็ต้องถูกฝังลืมไว้ในส่วนลึกของความทรงจำ


การมีความฝัน และได้ลงมือทำเป็นสิ่งที่วิเศษแต่ใช้ว่า ทุกคนที่กล้าจะเดินทางตามความฝันจะสมหวัง และจบลงแบบสวยงามเหมือนในนิยาย มีหลายคนหกล้มหกลุก ไปได้เพียงครึ่งทางก็ต้องกลับมาสู่โลกความจริง บางคนผิดพลาดแค่เพียงก้าวแรกที่ออกเดิน ก็ท้อถอยหมดกำลังใจ ไม่สามารถไปต่อได้ เพราะนี้คือโลกแห่งความจริง ที่คนธรรมดา ไม่มีต้นทุนชีวิตที่สูง ไม่มีครอบครัวที่ร่ำรวยสนับสนุน เมื่อมีความฝัน มีความตั้งใจ อาจจะไม่เพียงพอ ให้ไปสู่ยังเป้าหมาย (แต่แน่นอนว่าดีกว่าคนที่ไม่ฝัน ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรในชีวิต หรือคนที่ฝันแต่ไม่กล้าแม้จะเริ่มลงมือทำ) สิ่งที่ต้องมีมากกว่านั้นคือ เรื่องของแผนและกลยุทธวิธีการ ที่จะพิชิตเป้าหมาย

ยกตัวอย่างเช่น ทำร้านกาแฟ ไม่ใช่มีฝันมีใจอยากทำก็จะทำแล้วสำเร็จ แต่เราต้องทำงานหนัก ศึกษาความเป็นไปได้ทางธุรกิจ พยายามฝึกทักษะ หาความรู้ และเรียนรู้กลยุทธการทำธุรกิจ เพื่อสร้างรายได้ให้กิจการของเรา เพื่อทำให้มีลูกค้าเข้ามาอุดหนุนต่อเนื่อง ไม่ใช่จบเพียงนำเงินมาสร้างร้าน เปิดขายกาแฟได้แล้ว ก็คิดว่าสำเร็จ (นั้นเป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น)

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องเจอ ต้องทำ บนโลกความจริงที่แตกต่างจากความฝันที่ทุกอย่างเป็นจริงได้เพียงแค่คิด ผมมีโอกาสได้อ่านบทความ เขาเขียนถึงงานวิจัยของ คุณ Shikhar Ghosh ซึ่งตีพิมพ์ลงใน Wall Street Journal สำรวจ กิจการเกิดใหม่(startup) สำคัญๆจำนวน 2,000 รายในช่วงตั้งแต่ปี 2004 ถึง 2010 พบว่ามีถึงราว 75% ที่มีแนวคิดดีเยี่ยม จนได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากพวก VC (venture capital) ให้ดำเนินกิจการจริงก็ยังล้มเหลว หรือเจ๊ง 

จำนวน 30% ถึงกับต้องปิดกิจการ ขายสินทรัพย์เพื่อใช้หนี้กันไป ที่เหลือก็ยังคงสู้ต่อปรับเปลี่ยนหาทางเอาตัวรอดเพื่อเกิดใหม่อีกครั้ง ในโลกธุรกิจ ไม่มีอะไรที่ง่ายดาย แม้เราคิดว่าทุกอย่างมันคือ สุดยอดของเราแล้ว แต่สิ่งที่เราคิดเราทำมันอาจจะยังไม่เพียงพอ ที่จะประสบความสำเร็จก็เป็นได้ ก้าวแรกมักไม่มีคำว่าสบาย โอกาสเกือบ 80% ในการเริ่มต้นมักมีโอกาสล้มเหลว เมื่อล้มเหลว ไม่ใช่ว่าจะต้องถอดใจ หรือล้มเลิกความคิด แต่เราควรเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เรียนรู้จากสิ่งที่ผิดพลาด เพื่อนำมาปรับปรุงพัฒนาต่อไป  

เขียนเรื่องนี้เพราะอยากโยงไปถึงเรื่องการลงทุน นักลงทุนมือใหม่ ก็ไม่ต่างกับผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่มต้น ย่อมต้องเจอกับปัญหาอุปสรรค์ เป็นธรรมดา บางคนขาดทุนหลายหมื่น หลายแสน ก็เริ่มจะถอดใจ เพราะได้เรียนรู้ความจริงที่ว่า ตลาดหุ้นไม่ได้ทำกำไรง่ายๆแบบที่เขาว่ากัน สิ่งหนึ่งที่มือใหม่ไม่ค่อยรู้และไม่เข้าใจคือเรื่อง จังหวะเวลาหรือ timing การที่เข้ามาลงทุนในช่วงดัชนี 1200-1300 ซึ่งเป็นจุดที่ค่อนข้างสูง และจะไปหวังได้กำไรง่ายๆ เป็นสิบล้าน เป็นร้อยล้าน แบบคนที่เขาลงทุนช่วงดัชนี 400-500 จุด มันย่อมเป็นไปได้ยาก

เราต้องใช้ความรู้ ใช้การวิเคราะห์เพื่อซื่้อหุ้นทีดี สร้างกำไร และมีความเสี่ยงที่ไม่สูงเกินไป สิ่งสำคัญคือ ต้องยอมรับในกำไรที่ทำได้ อย่าไปอยากได้ อยากมีกำไรมากๆแบบคนอื่นๆที่นำมาอวด นำมาล่อให้เราเห็นกัน เพราะแบบนั้นจิตใจจะไม่นิ่งไม่สงบ เมื่อผิดแผน ไปลงทุนเสี่ยงเกินตัว ความผิดพลาดและหายนะมันจะถาโถมเข้ามา จนมือใหม่ อาจจะรับไม่ทัน เมื่อนั้น เราจะเจอกับความล้มเหลวครั้งใหญ่ เจอปัญหาด้านจิตใจ ที่ทำให้ไม่สามารถไปต่อได้

สิ่งสำคัญคือ จงอย่าประมาท อย่าใจร้อน อยากรวยเร็ว เริ่มต้นด้วยการเสี่ยงมากเกินตัว ควรใช้เงินเริ่มต้นไม่มาก เพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดทุน เมื่อผิดพลาด ขาดทุนอย่าไปเสียใจ ถอดใจให้จดบันทึกและวิเคราะห์ความผิดพลาดนั้น เป็นบทเรียน เพื่อที่อนาคตจะได้ไม่ผิดพลาดอีก ถ้าทำได้เพียงเท่านี้ แล้วเราอยู่รอดได้ในตลาดหุ้น ไม่เจ๊งสนิทหมดตัว เมื่อเวลาผ่านไป เราจะสะสมกำลัง สะสมประสบการณ์และความรู้ จนสามารถคืบคลานเข้าไปหาเป้าหมาย ความสำเร็จได้เองครับ 

บทความอ้างอิง
http://www.bizjournals.com/sanjose/blog/2012/09/most-startups-fail-says-harvard.html

วันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง

ความเปลี่ยนแปลงอันเป็นนิรันด์มีขึ้นก็มีลง มีลงย่อมมีขึ้น เป็นธรรมดาไม่ได้หมายความถึงเฉพาะราคาหุ้นเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงธุรกิจต่างๆอีกด้วย เมื่อเช้าตื่นมาอ่านข่าวต่างประเทศน่าสนใจ 2 ข่าวคือเรื่องของราคาหุ้นซุปตาร์แบบ Google inc และยุคเปลี่ยนผ่านของสื่อสิ่งพิมพ์ยักษ์ใหญ่แบบ 'นิวส์วีค' เลยอยากนำสองประเด็นนี้มาเล่าให้ฟังต่อ

นิตยสารนิวสวีค เป็นอีกนิตยสารของอเมริกาที่อยู่ยงคงกระพันมาถึง 80 ปี สมัยเรียนเวลาว่างเข้าห้องสมุด ผมมักชอบหยิบนิตยสารนี้มาอ่าน ถึงแม้จะอ่านรู้เรื่้องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างในตอนนั้น แต่ได้ดูภาพสวยๆก็ม้วนใจแล้ว แถมด้วยประเด็นเด็ดแต่ละคอลัมภ์ที่น่าสนใจ ทำให้เราได้เปิดโลกทัศน์เพิ่มไปอีก นิตยสารนิวสวีค เป็นนิตยสารหัวสี คู่แข่งสำคัญของ ไทม์ มาโดยตลอด วันนีั้ประกาศยุติการพิมพ์นิตยสารข่าวในรูปแบบกระดาษ แต่ปรับเปลี่ยนมาเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายผ่านช่องทางสื่อออนไลน์และดิจิตอลแทนทั้งหมด


แน่นอนว่าเบื้องหลังการแข่งขันทางธุรกิจที่ดุเดือดบวกกับผลประกอบการที่ลดลงและเติบโตยากในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ทำให้ประสบปัญหาทางการเงิน นิตยสารนิวสวีค ต้องทำการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยลดพนักงานและเจ้าหน้าที่ทั้งในสหรัฐและต่างประเทศ ปรับรูปแบบองค์กร และเน้นการผลิตเพื่อจำหน่ายไปที่ช่องทางสื่อออนไลน์และดิจิตอล ภายใต้ชื่อ "นิวสวีค โกลบอล" โดยคิดค่าบริการจากผู้อ่านในรูปแบบสมาชิก ซึ่งจะสามารถเข้าถึงข่าวและบทความ ผ่านเว็บไซต์และแอบพิเคชั่นบนมือถือ หรือแท๊บเลต ซึ่งนับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจครั้งใหญ่ของบริษัท จากโลกสื่อสิ่งพิมพ์มาสู่โลกดิจิตอลมีเดีย เป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อการอยู่รอดก่อนจะถูกกลืนหายไป

อีกประเด็นคือ ไม่ใช่เรื่องการเปลี่ยนแปลงธุรกิจ แต่เป็นเรื่องของความไม่แน่นอน ที่เกิดกับหุ้น Google inc บริษัท IT ยักษ์ใหญ่เจ้าของออนไลน์มีเดียอันดับต้น ที่เจอเจาะยาง หลังจากราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาสูงเสียดฟ้าแบบไม่มีเบรคในช่วงปีที่ผ่านมา แต่เมื่อสัปดาห์ก่อนกับถูกเจาะยาง หลังจากราคาวิ่งไปแตะจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 774.38 ในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ก่อนร่วงลงอย่างต่อเนื่องและรุนแรง 12% รายงานข่าวว่ากันว่ามาจากความผิดหวังของตัวเลขผลประกอบการ แต่นั้นเป็นเพียงการอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะความเป็นจริงคือเมื่อราคาปรับตัวขึ้นมาแรงและเร็วจนถึงจุดสูงสุดหนึ่งแล้ว ย่อมมีแรงขายทำกำไรเป็นธรรมดา เป็นสัจธรรมของความไม่แน่นอนของตลาดหุ้นอยู่แล้ว ทำเอาแมงเม่าอเมริกันร้อนโอดครวญและแตกตื่นกันพอสมควร แม้ว่ารายงานต่างๆจะมั่นอกมั่นใจว่าราคาหุ้น Google ยังร้อนแรงได้ต่อเนื่อง


ทุกอย่างย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีสิ่งใดอยู่ได้อย่างคงทนและแน่นอน 100% แบบที่เราจะไปมั่นใจและฝากอนาคตไว้ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะธุรกิจหรือราคาหุ้น การเป็นนักลงทุนหรือนักเก็งกำไรย่อมต้อมเข้าใจธรรมชาติข้อนี้ เพื่อที่ใช้เตือนตัวเองไม่ให้ประมาท เตือนตัวเองให้ระวังมองหาทางออกและการรับมือในการเปลี่ยนแปลง ผมเคยอ่านเจอในหนังสือการลงทุนของต่างประเทศจำไม่ได้แล้วว่าเล่มไหน เขากล่าวถึงเรื่องของ Management of Change หรือการบริหารการเปลี่ยนแปลง สอนให้เราเรียนรู้ที่จะสังเกตการเปลี่ยนแปลงเพื่อเตรียมการรับมือให้อยู่รอด ลดผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลง 

ยกตัวอย่างในกรณีของธุรกิจ นั้นก็คือการเรียนรู้ทำความเข้าใจปัจจัยที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งบวกและลบ อันมาจากปัจจัยภายในและภายนอก  ส่วนถ้าเป็นเรื่องของราคาหุ้น เน้นไปที่การรับมือการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น ด้วยการวางแผนวางกลยุทธ การรับมือ การหาทางออก Exit Strategy เช่นการมอง จุดลงตัวของการทำกำไร(Take Profit Point) การออกแบบผู้ชนะ และการวางแผนการออกแบบลดความเสี่ยง หรือการหนีตายตัดขาดทุน (Stop loss) เป็นต้น 


เรื่องของการเปลี่ยนแปลงนี้ เป็นสิ่งที่ทั้งนักลงทุน และนักเก็งกำไร ควรจะเรียนรู้ ทำความเข้าใจในความเปลี่ยนแปลง ไม่ควรนิ่งนอนใจ แม้ว่าจะมีกำไรในมือ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะมีกำไรตลอดไป หรือรักษากำไรนั้นไว้ได้ โดยที่ไม่ต้องเตรียมแผนการณ์รับมือ สิ่งที่ยังมาไม่ถึง สรุปสาระในหนังสือเล่มนั้นเกี่ยวกับ การบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงคือ "ต้องไม่ประมาท" คิดว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นธรรมชาติจะต้องเจอ ไม่มีอะไรคงที่แน่นอน ดังนั้นไม่ควรหยุดนิ่งมองหา สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงให้เจอ มองหาปัจจัยกระตุ้น และประเมินผลการเปลี่ยนแปลง จากนั้นเตรียมการรับมือ โดยการเปลี่ยนแปลงขาขึ้นก็ห้ามประมาท ส่วนการเปลี่ยนแปลงขาลง ถ้าสร้างความเสียหายต้องรีบยับยั้ง เพื่อลดความเสียหายที่จะเกิด สิ่งเหล่านี้เราควรจะเรียนรู้และนำไปพัฒนาเป็นกลยุทธ เพื่อเอาชนะตลาดหุ้นในระยาวต่อไปครับ


วันพุธที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ทำไมเล่นสั้นแล้วพอร์ตไม่โต

วันนี้ได้คุยประเด็น มุมมองตลาดกับพี่คนหนึ่ง น่าสนใจมาก เรื่องทำยังไงให้พอร์ตโต พี่ท่านนี้นำประเด็นหยิบยกเรื่องการได้กำไรมากมาย หลายสิบเปอร์เซนต์ ของแมงเม่าหลายคนในช่วงนี้มาเล่าให้ฟัง แกบอกว่าเจอแต่คนอวดกำไรหุ้นเล็ก หุ้นร้อน หรือวอเรนต์ เพราะตลาดกำลังขึ้นแรง โดยเฉพาะหุ้นเล็ก หุ้นน้อยวิ่งกันใหญ่ 


พอกำไรก็เอากำไรมาอวด มาโชว์กัน ที่น่าเป็นห่วงคือการโฆษณาว่าตลาดทำกำไรง่าย เข้าเช้าหาหุ้นตามข่าว ตามเว็บ ขายออกเย็น ก็ได้กำไร ผิดทางก็ไม่ต้องกลัวไม่ขายไม่ขาดทุนดอยสองสามวันไม่นานก็ออกได้  ยิ่งเห็นกำไร 10-20% ต่อวันมาเป็นตัวล่อ ก็ทำให้มีแต่คนอยากลอง ยิ่งตลาดขาขึ้นบวกเยอะๆ ความหวังยิ่งมาก ความนิยมชมชอบในการเสี่ยงดวงก็มากขึ้นไปทุกขณะ 

ประเด็นแบบนี้น่าสนใจ อยากเอามาเขียนให้อ่าน เพราะเท่าที่คนเห็นคนที่บอกว่ากำไรบ่อยๆ เล่นสั้นๆ เข้าตัวนั้นตัวนี้ก็กำไร แต่ทำไมจึงกลับไม่รวย พอร์ตไม่โต ประเด็นหลักๆที่ผมพบคือ นักเก็งกำไรแบบแมงเม่าสไตล์ เหล่านี้เน้นเล่นเอาสนุก เล่นเอามันส์ มากกว่าการมองผลกำไรระยะยาวในเกมส์สั้นๆ

ถามว่าสนุกตรงไหน สนุกตรงกำไรนั้นเอง มันส์ตอนไหน มันส์ตอนได้คุย ได้โชว์ แต่แน่นอนว่าถ้าขาดทุนก็ทุกข์ถนัดเช่นกัน คำถามที่ตามมาคือได้กำไรทำไมไม่รวย คำตอบที่ผมพอจะวิเคราะห์ได้เป็นเพราะสาเหตุหลักดังนี้ 

กำไรวันนี้พรุ่งนี้ขาดทุน 
พบบ่อยมาถ้ามองฐานะเทรดเดอร์มันก็เหมือนปรากฏการณ์ความไม่สเถียรของระบบ คือโอกาสทำกำไร นั้นเท่ากับโอกาสขาดทุน การไป betting ในเกมส์ 50-50 แบบนี้แน่นอนว่า ระยะยาวไม่มีทางสะสมกำไรได้ เพราะ โอกาสแพ้ชนะเท่ากัน วันนี้ได้ พรุ่งนี้เสียขาดทุน แต่เนื่องจากความไม่แน่นอนนี้ มันจึงไม่ทำให้เหล่าแมงเม่าถอดใจ เพราะคิดว่าแม้จะเสียเดียวก็ได้คือ พอขาดทุนก็มันจะหาเงินมาเติมพอร์ตและก็เล่นวิธีเดิมๆ รูปแบบเดิมๆต่อไป โดยหวังผลว่า สักวันมันจะดีขึ้นเราจะรวยขึ้น

ไม่มีระบบบริหารจัดการเงิน 
ส่วนใหญ่ขาดเป้าหมายการทำกำไร การตัดขาดทุน อยากได้กำไรแต่ขาดเป้าหมายขาดกลยุทธ ในเกมส์เล่นสั้นทุกอย่างเร็วหมด การตัดสินใจต้องมีแผน มีเป้าหมายล่วงหน้า แต่ที่พบ คือแมงเม่าเล่นเอามันส์ พอกำไรก็ดีใจอยากได้เยอะๆ ได้กำไรระดับหนึ่งก็ไม่พอใจ ลุ้นอีก คราวนี้พอโดนเทกระหน่ำ ทุบกระจาย จากกำไรสวยๆก็กลายเป็นขาดทุน ให้เจ็บใจและเสียเงิน คราวนี้ก็กลายเป็นติดหุ้น ติดดอยกันไป จิตใจไม่นิ่งพอจะตัดขาดทุน ขาดทุนก็รุกรามไปใหญ่

ความกลัว
นักเก็งกำไรแบบแมงเม่าสไตล์ขาดทุนบ่อยๆ พอเกิดความกลัว ความวิตกจริตมากๆ ก็จะทำให้จิตใจไม่นิ่ง ปัญหาที่ตามมาคือ กลัวจะเสียเงินเยอะ ติดดอยขาดทุนเยอะ ทำให้เจียดเงินมาเทรดเพียง ไม่มาก ถึงแม้จะได้กำไรหลายสิบเปอร์เซ็นต์ แต่พอคิดเป็นกระแสเงินสดที่ได้ กลับน้อยต่ำไม่ทำให้พอร์ตเติบโต 

ขายหมูตลอดปี
ปัญหาของแมงเม่าคือ ไม่มั่นใจ ปัญหาหลักคือจิตใจ หลายคนแก้ทางนี้โดยพยายามหา ศาสดา หากูรู มาช่วยส่อง ช่วยให้มั่นใจ แต่ด้วยความไม่แน่นอน ไม่สามารถคาดเดาอนาคตได้ว่ามันจะขึ้นหรือลง เพราะราคามันถูกควบคุมโดยผู้เล่นรายใหญ่ในตลาด กูรูก็ได้แต่เดา ไม่รู้อนาคตที่แน่นอนเช่นกัน สุดท้าย ก็ทำให้ขายหมู เหมือนเดิม แม้จะเล่นสั้น รายวัน ก็ยังขายหมูพอใจกับกำไรไม่กี่เปอร์เซนต์ วันรุ่งขึ้นมันวิ่งต่อก็ไม่กล้าเข้าแล้ว เพราะกลัวซื้อหมูไปขายความ บวกกับ ไม่มั่นใจว่ามันจะไปต่อได้ไกลหรือไม่ ทำให้ต้องโดดไปหาหุ้นตัวใหม่ แทน

สาเหตุสี่ประการที่กล่าวมา ทำให้การเล่นหุ้นรายวัน แม้ดูจะได้กำไร ได้เงินมาบ้างแต่มันกลับไม่ทำให้พอร์ตโต หรือมีความมั่นคงทางการเงิน แต่นั้นไม่หมายความว่าการเล่นหุ้นรายวันไม่ดี ไม่ได้เรื่อง เพราะจริงๆการถือสั้น หรือเล่นแบบ day trade ก็มีกองทุน มีนักเก็งกำไรมากมายที่ประสบความสำเร็จ สิ่งที่แตกต่างจากแมงเม่า คือ"กลยุทธ" 

นักเก็งกำไรรายวันหรือที่เรียกว่า Day Trader ที่ประสบความสำเร็จ เทรดแล้วมีกำไรสะสม พอร์ตเติบโตได้นั้นต้องควบคุมความเสี่ยงและบริหารจัดการเงินเป็น เรียกว่า มองผลกำไรระยะยาวในเกมส์สั้นๆ หมายถึงระยะเวลาในการเข้าทำซื้อขายถือครองไม่นาน แต่เน้นที่จะค่อยๆเก็บสะสมกำไรก้อนเล็กๆแบบต่อเนื่องและแน่นอน ไม่ใช่เสี่ยงโชคโฉ่งฉ่างมั่วไปตามอารมณ์ตลาด แน่นอนว่ากำไรที่ได้อาจจะเป็นคำเล็ก ต่างจากสไตล์ Trend Following แต่ด้วยความที่ระยะเวลาถือครองสั้นมันทำให้คล่องตัวในการมองหาช่องทางทำกำไร ตรงนี้ต้องฝึกต้องหัดกันอย่างหนัก ไม่ใช่ว่าเป็นเดยเทรดเดอร์แล้วจะนั่งๆนอนๆ แล้วก็กำไรแบบนั้นไม่มีจริงในโลกครับ

นักเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จ เขาจะไม่ติดกับกำไร แต่เน้นการสะสมกำไรก้อนเล็กๆแต่ต่อเนื่อง ลดการเสี่ยงในเกมส์ที่ไม่แน่นอน หรือเสี่ยงสูง ที่สำคัญคือ เมื่อได้กำไรถึงเป้า เขาพอใจเท่านั้น(พวกนี้จะ fix profit เอาไว้และมีการทำ Trilling Stop เวลากำไรลดลง) จะไม่มีมารีรอประวิงเวลา การตัดสินใจต้องเฉียบพลัน มีวินัยตามแผน ถ้าจะเข้าออร์เดอร์ต่อไปก็รอสัญญาณรอบใหม่ ที่สำคัญสุดๆคือการเทรดแบบรายวัน ต้องมีเวลาติดตามราคาหน้าจอ แน่นอนว่าร่างกายจะต้องพร้อม ไม่ใช่นอนไม่พอ อารมณ์หงุดหงิด เทรดได้ไม่นานก็ล้าก็จิตหลุดแล้ว สุดท้ายต้องชำนาญการใช้เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิค เน้นการใช้กราฟระดับนาที เพื่อช่วงชิงโอกาสทำกำไร จากการเปลี่ยนแปลงของราคา 

นำตัวอย่างของ Kotegawa Takashi นักเก็งกำไรชาวญี่ปุ่นวัย 30 ปีเจ้าของฉายา  BNF ที่ประสบความสำเร็จจากการเก็งกำไรรายวัน ในตลาดหุ้นและตลาดฟิวเจอร์ของญี่ปุ่นเพียงช่วงเวลา 8 ปี พอร์ตของเขาโตได้มากถึง 19,000,000,000 เยน หรือประมาณ 5,700,000,000 บาท จากเงินเริ่มต้นเพียง 1 ล้าน 6 แสนเยน เขาเริ่มเข้ามาเทรดหุ้นตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยตอนปี 3 เรียนรู้จากความผิดพลาด ล้มลุกคุกคลาน จนมาถึงวันนี้ได้ 


เขามีวีรกรรมที่วงการกล่าวขาน คือเมื่อ 8 ธันวาคม 2005 เมื่อผู้รับชอบการซื้อขายหุ้นของ Mizuho Securities ส่งคำสั่งขายหุ้นของบริษัท เจ คอม(J-COM) ผิดพลาด จาก 6แสน 1 หมื่น เยนต่อหุ้น เป็น 1 เยน ต่อ 6 แสน1หมื่นหุ้น และเมื่อ  Kotegawa  เห็นความผิดปกตินี้ เขาได้ทำการเข้าซื้อไว้จำนวนมาก และเมื่อ Mizuho Securities รู้ถึงความผิดพลาดไล่ราคาซื้อกลับ จนราคาดีดขึ้นมาสูงถึงระดับเดิม เขาได้ขายทำกำไรออกไป  ทำให้เขาสามารถทำกำไรจากเหตุการณ์ครั้งนั้นได้ทันทีกว่า 600 ล้านบาทภายในเวลา สิบกว่านาทีเท่านั้น 

Kotegawa ได้พูดถึงการเป็นนักเก็งกำไรรายวันว่า มันไม่ได้ง่าย จำเป็นต้องใช้สมาธิ และความพร้อมของร่างกาย ประสาทสัมผัสต่างๆตลอดเวลา เขาต้องฝึกฝนและมีวินัยในตัวเองมากกว่าจะมาถึงจุดนี้ แน่นอนว่ากำไรที่ได้มา ย่อมต้องถูกจัดสรรกระจายความเสี่ยงไปลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงต่ำกว่า ไม่ใช่นำเงินทั้งหมดมาเก็งกำไรบนความเสี่ยงสูงตลอดเวลา เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น โอกาสผิดพลาดหมดตัวก็ย่อมมีได้เสมอ

ดังนั้นการเทรดเก็งกำไร สั้น รายวัน รายครึ่งวันนั้นไม่ผิด ไม่แปลว่าไม่ดี แต่สิ่งสำคัญที่ต้องมีคือ กลยุทธ มีแผน มองภาพใหญ่ให้ออก มีการฝึกฝน จิตใจเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เราต้องควบคุมอารมณ์ของเราให้คงที่นิ่งและสงบ นักเก็งกำไรที่เล่นสั้นไม่ได้หมายความว่าเขาใจร้อน ถือยาวไม่เป็น แต่ส่วนมากจะเป็นเพราะกลยุทธที่ต้องการหลีกเลี่ยง ความไม่แน่นอนในอนาคตที่มาไม่ถึง เหนือสิ่งอื่นใด ถ้าเทียบกันระหว่างการเก็งกำไรรายวัน กับการเทรดเป็นรอบ หรือการลงทุนระยะยาว ว่าแบบใดดีกว่ากัน สำหรับมุมมองผมแล้ว นั้นก็เหมือนเราพยายามจะเอา อาวุธ ปืนสั้น ปืนลูกซอง ปืนไรเฟิ้ล มาเทียบกัน ปืนเหมือนกันยิงได้เหมือนกัน แต่การใช้งานในภาวะต่างๆ ย่อมได้ผลต่างกัน สุดท้ายแล้วไม่ได้ขึ้นกับปืน ว่าชนิดไหนดีกว่ากัน แต่ขึ้นกับผู้ใช้จะเลือกใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์และทำให้บรรลุเป้าหมายต่างหาก

วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ทำด้วยใจใช่อยากรวย

ผู้หญิงคนหนึ่งเนื้อตัวมอมแมมแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าเก่า เธอเป็นกรรมกรเข้ามาก่อสร้างคอนโดหรู ย่านใจกลางเมือง เธอเดินกำเงินค่าแรงเป็นแบงค์ยี่สิบหลายใบในมือ เข้าร้านอาหารฟาสฟู๊ดดังเจ้าหนึ่งในห้างหรู ไม่ไกลจากไซต์ก่อสร้าง เพื่อซื้ออาหารแบบที่เห็นในโฆษณา แต่ภาพเหตุการณ์ที่ผมเห็นเป็นอะไรที่น่าสงสารเศร้าอย่างยิ่งเพราะ พนักงานขาย ปฏิบัติกับเธอแบบแล้งน้ำใจ ใช้น้ำเสียงที่ดุดัน พร้อมด้วยสายตาดูถูกดูแคลนจากลูกค้าบางคนในร้าน 



สิ่งที่ทำให้เธอเป็นจุดสนใจเพราะเงินในมือที่มีไม่มากพอ ทำให้ไม้สามารถเลือกชุดอาหารที่มีในเมนูได้ ยิ่งทำให้เธอประหม่าไปใหญ่ แต่เรื่องนี้จบสวย เพราะมีคุณป้าใจดีท่านหนึ่ง ที่ยืนต่อคิวในแถว อาสาเข้าช่วยเหลือ ให้คำแนะนำพร้อมออกเงินส่วนต่างให้เธอได้ซื้อแบบที่ต้องการกลับบ้าน ฟังเรื่องนี้อาจจะทำให้เราคิดสงสัยว่าทำไมคนจนแบบเธอ ต้องอยากมากินของแพงเกินฐานะแบบนี้ด้วย แต่สิ่งที่ผมได้ยินเธอบอกกับคุณป้าท่านนั้น หลังจากยกมือไหว้ขอบคุณ คือ ที่เธอมาซื้อเพราะวันนี้เป็นวันเกิดของลูกชาย ที่บ่นอยากกินมานานหลายปี แต่เธอไม่มีโอกาสซื้อให้  วันนี้เลยรวบรวมเงิน รวบรวมความกล้าเข้ามาซื้อทั้งอาหารและแลกซื้อของเล่นที่แถม ไปให้เป็นของขวัญลูกชาย


บางครั้ง ภาพความไม่เท่าเทียมกันในสังคมก็ยังมีให้เราเห็นได้เรื่อยๆ ฐานะการเงิน ดูจะกลายเป็นเครื่องวัดคุณค่าความเป็นคนมากกว่าจิตใจ เหตุการณ์นี้ทำให้ผมนึกถึงเรื่องของ ชายคนหนึ่งในอีกฝากของโลก คนที่ค้นพบว่าเขาต้องการทำธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสังคม แล้วก็ออกเดินตามความเชื่อ เปิดร้านอาหารเล็กๆ ทำสิ่งที่ตนเองรัก และยังได้ช่วยเหลือผู้อื่น


JUBILEE CAFE เป็นธุรกิจร้านอาหารก่อตั้งและดำเนินกิจการโดย โจ อัลฟอร์ด ตั้งอยู่ที่เมือง Lawrence, Kansas USA เป็นร้านอาหารเช้า เปิดบริการ 07.00 เสริฟอาหารเช้าแบบร้านอาหารทั่วไป โดยมีเมนูอาหารเช้าให้เลือกเช่น ไข่,เบคอน,ซุป, บิสกิต, ขนมปังปิ้ง, กาแฟ ,น้ำส้ม ความน่าสนใจของร้านอาหารนี้ ไม่ปฎิเสธคนจน กรรมกร แรงงานต่างด้าว หรือคนไร้บ้าน เขาขายอาหารที่ราคาไม่แพง แต่มีคุณภาพดี และอิ่มอร่อย



คุณโจ เจ้าของร้าน

แถมให้รอยยิ้มและบริการด้วยคำพูดที่ดี กับคนทุกระดับ ทำให้คนไร้บ้าน หรือคนจนเหล่านั้นรู้สึกดี ไม่รู้สึกต่ำต้อย หรือโดนดูถูกเหมือนกับร้านอาหารอื่นๆ คุณ โจ อัลฟอร์ด ได้พูดถึงเรื่องนี้ ว่า "ถ้าเรากล่าวอรุณสวัสดิ์พร้อมกับเสิร์ฟกาแฟสักแก้วหนึ่งให้กับคนไร้บ้าน สิ่งเหล่านี้อาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นกับเขาในรอบสัปดาห์เลยก็ได้" มันทำให้เป็นการ แจกจ่ายความสุข ไปให้กับคนชั้นล่างเหล่านี้


บรรยากาศในร้าน

ร้านอาหาร JUBILEE CAFE เปิดบริการ อังคารถึงวันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 7.00 เช้าถึง 8.30 ที่สำคัญร้านอาหารนี้ ยังดำเนินการโดยอาสาสมัคร ที่เป็นนักเรียน นักศึกษา ในชุมชน มาช่วยกันบริการ และช่วยพ่อครัวปรุงอาหาร ในร้าน โดยอาสาสมัครเหล่านี้จะต้องมาเตรียมอาหาร ตั้งแต่ 05.00 ของทุกวัน โดยทุกคนจะถูกสอนให้ปฏิบัติกับลูกค้าทุกคน อย่างเท่าเทียม ด้วยความรักและความเมตตา แม้ว่าการแต่งกาย หรือหน้าตาของลูกค้า จะดูไม่ดีเพียงใด


นักเรียนอาสาสมัครในชุมชนที่เข้ามาช่วยงาน

ธุรกิจแบบนี้อาจจะไม่เกิดกำไร มากเท่ากับร้านอาหารหรูๆ ขายอาหารราคาแพงๆให้กับคนรวยๆ แต่ผมก็เชื่อว่า คุณ โจ อัลฟอร์ด แกก็คงมีความสุข ล้นทุกวัน เพราะดูจากวิดีโอ บรรยากาศในร้านอาจจะไม่ดูดี มีระดับ แต่มันเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่น ภาพการทักทาย พูดคุย ราวกับเป็นเพื่อนบ้านหรือครอบครัวเดียวกัน แม้แต่ตัวน้องๆนักเรียนที่อาสามาช่วยงาน การได้ทำงานแบบนี้ของเด็กฝรั่ง ทำให้พวกเขาได้เรียนรู้จักการใช้ชีวิต การช่วยเหลือผู้อื่น และเคารพ เห็นใจคนที่ด้อยกว่าตัวเรา นี่น่าจะเป็นโมเดล "ยิ่งให้ยิ่งได้รับ" ของจริง เพราะเป็นการให้ที่ไม่ได้หวังอะไรตอบแทน ต่างจากพวกยิ่งให้ ยิ่งกอบโกยคืนทีหลัง แบบที่สร้างภาพกันในสังคม


วีดีโอคลิปการให้สัมภาษณ์ของทีมงานและบรรยากาศในร้าน

การทำธุรกิจหรือการลงทุน เพื่อหาผลกำไร เราอาจจะไม่จำเป็นต้องมองเพียงผลกำไร ที่เป็นตัวเงินเพียงอย่างเดียว (แต่แน่นอนว่าย่อมต้องไม่ขาดทุน) ควรตระหนักถึงความสุขใจที่ได้ทำ ถ้ากิจกรรมหรือธุรกิจนั้น สร้างผลกำไรในรูปแบบของความสุข กับตัวเรา และลูกค้าได้แล้วนั้น มูลค่าของผลตอบแทนที่ได้รับ มันอาจจะมีค่ามากกว่าตัวเลขทางบัญชีหลายเท่านัก แถมอิ่มเอมใจทุกครั้งที่ได้ทำ เรียกว่าใช้ยังไงก็ใช้ไม่หมด ต่างจากการมองหาเพียงกำไร จนหลงลืมสำรวจตัวเราเองว่ายังมีความสุขดีไหม? ในสิ่งที่เราทำ หรือว่าสิ่งที่เราทำนั้นไปเบียดเบียน ใครให้ลำบากไหม? 

เงินทองทุกคนในโลกล้วนต้องการ ปฏิเสธไม่ได้ หรอกว่าถ้าอยู่ในสังคม สถานะคนธรรมดา เมื่อปราศจากเงินแล้ว จะดำรงค์อยู่ได้โดยสบาย แต่เงินเมื่อมีมาก ต้องการมันมากจนเกิดไป มันย่อมทำให้เราเกิดทุกข์ เลือกที่จะเดินทางสายกลาง ใช้ชีวิตแบบไม่ประมาท ทำสิ่งที่เรารักและมีความสุข เป็นเป้าหมายหลัก ดีที่สุดครับ


อ้างอิงจาก
http://scienceofthetime.com/2012/09/10/jubilee-cafe/
http://www.youtube.com/watch?v=J50r0wNGrh0

วันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Book Review: The quants

 พอดีช่วงนี้กำลังอ่านหนังสือเรื่อง "The Quants: How a New Breed of Math Whizzes Conquered Wall Street and Nearly Destroyed It" ของ Scott Patterson น่าสนใจเลยนำมาแนะนำต่อ เรื่องราวเกี่ยวกับ quantitative analysis ที่ถูกนำมาใช้ในการเก็งกำไรในตลาดหุ้น wall street เขียนโดย คุณ Scott Patterson


ในหนังสือ คุณ Scott Patterson ซึ่งเป็นนักข่าวสายการเงินที่คร่ำหวอด ได้สัมภาษณ์คนดังที่ประสบความสำเร็จสาย Quant หลายคนทั้งทีเป็น Developer , Trader และเป็นผู้จัดการกองทุน hedge fund ต่างๆ 

ได้แก่ Jim Simons จาก Renaissance Technologies (ไม่ได้สัมภาษณ์โดยตรงแต่เก็บข้อมูลและสักถามผ่านผู้ร่วมงาน), Ken Griffin จาก Citadel Investment Group, Cliff Asness จาก AQR Capital, Peter Muller จาก Morgan Stanley's PDT (process driven trading) hedge fund, and Boaz Weinstein จาก Saba Capital (previously at Deutsche Bank) แต่ละคนชื่อชั้นระดับตำนานของวงการ คนเหล่านี้แตกต่างจากนักลงทุนในวอลสตรีท ยุคนั้นตรง เป็นนักลงทุนแนวเก็งกำไร ที่ทำกำไรได้หลายพันล้าน จากความไม่เป็นเห็นเป็นผลของราคาหุ้น ที่เกิดในระยะสั้น ระยะกลาง ผ่านการวิเคราะห์ ประมวลผลข้อมูลด้วยโมเดลคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน บวกกับการทำงานของคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง เพื่อสร้างกลยุทธการซื้อขาย เข้าทำกำไร

ในหนังสือเล่มนี้ ผมชอบชื่นชอบเรื่องราวของ James Simons จาก Renaissance Technologies ที่่สุด เพราะ James Simons ถือเป็น idol คนหนึ่งของผม ในด้านการเก็งกำไร ชอบวิธีคิด ความเป็นเหตุเป็นผลและการยึดถือระบบการลงทุุนที่ตั้งอยู่บน สมการคณิตศาสตร์ของเขา James Simons เจ้าของ Renaissance Technologies บริหารกองทุน Hedge Fund ที่ใหญ่อันดับต้นๆของโลก เป็นเฮ็ดฟันด์สาย Quant เน้นการใช้โมเดลคณิตศาสตร์ในการเทรดเป็นหลัก บริษัทนี้จ้างหัวกระทิด้าน คณิตศาสตร์ และคอมพิวเตอร์มาทำงาน สร้างโมเดลการลงทุนและการเก็งกำไรในตลาดหุ้นและตลาดเงิน เรียกว่าเป็นเฮ็ดฟันด์ที่ประสบความสำเร็จมากในอเมริกา แน่นอนว่าความเครียดในการทำงานก็มีสูง เทรดเดอร์หลายคนนักคณิตศาสตร์ดีกรีระดับด๊อกเตอร์ที่ได้รับค่าตอบแทนสูง  ส่วนตัวคุณลุงไซมอน ค่อนข้าง low profile ไม่เปิดเผยตัว หรือข้อมูลกับสาธารณะมากนัก ไม่ชอบสัมภาษณ์ ไม่ออกรายการทีวี แบบกูรูคนอื่นๆ เขาหลงใหลคณิตศาสตร์และเป็นนักคณิตศาสตร์ระดับหัวกระทิของอเมริกา ปัจจุบันมีสินทรัพย์ถึง $10.6 billion คนนี้ถึงจะแก่แต่เก๋าเกมส์ จัดเป็นบุคคลในตำนานและเป็นเฮ็ดฟันที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่งของโลก 



มาถึงตรงนี้คนที่ไม่คุ้นเคย อาจจะสงสัยว่า Quant ที่เรียกกันคืออะไร Quant นั้นคำย่อเรียกมาจาก Quantitative analysis  ที่นำข้อมูลเช่น ราคา , ปริมาณการซื้อขาย บน ช่วงเวลา นำมาผ่านสมการคณิตศาสตร์เพื่อประมวลผล ทั้งแบบการหาค่าความสัมพันธ์ สหสัมพันธ์ระหว่างสองตัวแปร ติดตามรูปแบบการเคลื่อนที่และพฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงของราคา รวมถึงการพยากรณ์แนวโน้มในอนาคต เป็นต้น โดยเป็นที่นิยมมากใน fund ต่างๆของอเมริกา ก็จะมีสาย Quantitative Trading โดยเฉพาะเน้นเอานักคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และนักคอมพิวเตอร์ มาสร้าง mathematical models เพื่อใช้เป็นกลยุทธในการทำกำไร จากการเปลี่ยนแปลงของหุ้น หรือสัญญาล่วงหน้า ที่พบบ่อยๆพวก Algorithmic trading เช่น High Frequency Trade, Statistic arbitrage เป็นต้น พวกนี้จะแตกต่างจากกองทุนที่ลงทุนแบบนักลงทุนที่เน้น การดูพื้นฐานกิจการ หรือโมเดลธุรกิจ(Fundamental) เพราะทุกอย่างที่ใช้ตัดสินใจซื้อขาย สำหรับ Quant นั้นอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลตัวเลขเป็นหลัก คนละแนวทางกับ  Warren Buffett หรือ Peter Lynch

อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว รู้สึกว่าสนุกดีเหมือนได้ไปผจญภัยในวอลสตรีท แต่เสียดายที่หนังสือเขียนแค่ถึงต้นปี 2007 ผลงานหลายๆเฮ็ดฟันด์ เรียกว่าสุดยอดเพราะตลาดยังอยู่ในช่วง super peak ถ้าเลยมาถึง 2008 ช่วง ซับไพร์ม ก็อยากรู้เหมือนกันว่า ผลจะเป็นอย่างไร กองทุนไหนจะเหลือรอดหรือเจ็บต้วน้อยที่สุด   ส่วนตัวผมศึกษาเรื่อง Quantitative analysis มาพอสมควรเพราะมีโอกาสได้ใช้ตอนทำงาน พอเข้ามาในตลาดหุ้นเลยนำเอามาประยุกต์ใช้ 

หลายอย่างอาจจะคล้ายคลึงกับเครื่องมือ Technical analysis ที่เราเคยผ่านตามา แต่แน่นอนว่ารายละเอียดแตกต่างกันมหาศาล เพราะมันไม่ได้สนใจแค่กราฟิค แค่ตัดขึ้นขายตัดลงซื้อ แต่จำเป็นต้องโฟกัสที่ทีสมการ และค่าพารามิเตอร์ต่างๆที่นำมาใช้ รวมถึงการสังเคราะห์และประมวลผลข้อมูล ให้ได้ค่าสัญญาณออกมาเพื่อนำมาใช้ แน่นอนว่าตลาดหุ้นไทยยังไม่อำนวยหรือเปิดมากขนาดนั้น โดยเฉพาะการเข้าถึงข้อมูลเรียลไทม์ แต่อนาคตผมว่าเราก็คงพัฒนากันมากขึ้นไปครับ หวังว่านะ



ตัวอย่างระบบเทรดแบบ volatility breakout system ที่ผมกำลังพัฒนาและทดลองใช้เทรดแบบเก็งกำไรรายวัน ในตลาดทองคำ พัฒนาระบบเทรดอัตโนมัติบน Mt4 platform 

ข่าวพ่อรวยมีปัญหา


 อ่านข่าวการยื่นล้มละลายกับศาลของบริษัท Rich Global ซึ่ง Robert Kiyosaki ผู้เขียน เจ้าของต้นตำรับ ตำนานหนังสือขายดีแบบ Rich Dad, Poor Dad เป็นเจ้าของเนื่องจากหนี้ จำนวน $24 million ที่ไม่สามารถชำระให้กับบริษัท Learning Annex บริษัทของ Bill Zanker. เล่นเอาแฟนหนังสือที่อยากเป็นแบบพ่อรวยต่างงง ไปตามๆกัน


บริษัท Learning Annex เป็นบริษัทที่ช่วยและอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Kiyosaki ตั้งแต่การโปรโมทประชาสัมพันธ์หนังสือ จัดกิจกรรม ทอค์โชว์ การออกสื่อ รวมถึงการดำเนินการอบรมและจัดสัมนาด้วย แต่เหมือนจะเป็นเกมส์ทางธุรกิจเพราะ ทาง Mike Sullivan, CEO ของ Kiyosaki's Rich Dad Co., ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า Robert Kiyosaki มีส่วนรับผิดชอบเพียงไม่กี่ล้านเหรียญในบริษัท Rich Global ที่ยื่นล้มละลาย ทาง Robert Kiyosaki ยังคงไม่ตกยาก ยังมีทรัพย์สินอื่นๆเหลืออยู่ และบริษัทอื่นๆที่เขาเป็นเจ้าของก็ยังดำเนินการต่อได้ไม่มีปัญหาทางการเงินแต่อย่างใด แถมยังมีรายงานจากหนังสือพิมพ์บางฉบับวิเคราะห์ว่าแท้จริงปัญหาการยื่นล้มละลายครั้งนี้ อาจจะเกิดจากการที่ Kiyosaki ไม่ต้องการจ่ายส่วนแบ่งและค่าดำเนินการประชาสัมพันธ์กับบริษัท  Learning Annex ของ Bill Zanker อีกต่อไป เพราะช่วงหลังๆ Kiyosaki  ได้ใช้บริษัทของตนเองคือ Kiyosaki's Rich Dad ดำเนินกิจกรรมนี้แทน เรียกว่าอาจจะเป้นกลยุทธการตีจาก ผู้สนับสนุนเก่าอย่าง Bill Zanker ที่ส่งเสริมกันมาตั้งแต่ Rich Dad, Poor Dad ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก



งานนี้ก็เล่นเอาแฟนหนังสือ ต่างพากันตกใจ เพราะถ้าเกิดเจ้าของตำนาน Rich Dad, Poor Dad เกิดถังแตกแล้วละก็คงทำให้หลายคนเกิดความสงสัยในแนวคิดการบริหารเงินส่วนบุคคลของเขาในหนังสือเป็นแน่แท้ แต่โดยส่วนตัวแม้ Robert Kiyosaki จะล้มละลายผมว่า แนวคิดเกิน 80% ในหนังสือของเขาก็เป็นของจริงที่เชื่อถือได้ ผมเองก็เป็นอีกคนที่นับถือในแนวคิดของ Rich Dad, Poor Dad ผมมีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มนี้ตอนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยปี 1 มันทำให้ผมมีแนวคิดการดำเนินชีวิตที่แตกต่างไป มันทำให้ผมเริ่มสนใจจะแยกบัญชีธนาคาร เพื่อใช้สำหรับสะสมหรือออมเงิน และทำให้ผมเลือกทางเดินที่ไม่ต้องเป็นมนุษย์เงินเดือน และมีโอกาสได้เข้ามาในสนามการลงทุนและการเก็งกำไร ด้วยแนวคิดการใช้เงินต่อเงิน เงินสร้างเงินแบบทุกวันนี้



แน่นอนว่าชีวิตมันไม่มีอะไรแน่นอนเงินทอง เป็นของนอกกายมีได้ก็หมดได้ จะด้วยเหตุอันใดก็ตาม เราไม่ควรไปยึดติดกับเงินมากเกินไป ใช้จ่ายพอเพียง รักษาเงินให้คงอยู่งอกเงยตามสภาพ ตามความเหมาะสม ไม่ควรละเลยฟุ่มเฟือย หรือ เคร่งครัดหมกมุ่น กับการสร้างเงินหาเงินให้มาเกินพอดีไป เน้นที่การใช้ชีวิตเรียบง่าย มองหาความสุขในทุกวันก็น่าจะดีที่สุดครับ

วันพฤหัสบดีที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Gold@11-10-2012


 บันทึกสภาวะตลาดทองคำ แนวโน้ม และรูปแบบราคา ประจำวันที่ 11-10-2012 บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อ ใช้ในการศึกษาวิจัย Gold Trading System Project ไม่มีเจตนาชี้นำ หรือคาดเดาราคาในอนาคตแต่อย่างไร 


market sentiment 
สัปดาห์นี้เมืองไทยยังต้องลุ้นเรื่อง 3G กันอีกรอบ ไม่รู้ว่าจะเสร็จทันได้ใช้เมื่อไหร่ ทุกฝ่ายต่างมีเหตุผลหาเหตุผลมาประชันกัน เรื่องแบบนี้ก็ต้องรอกันไป ไม่แน่เราอาจจะได้ประมูลกันอีกทีตอน 5G ก็เป็นได้ 

เรื่องที่ร้อนแรงไม่แพ้กันคือปัญหาหนี้สเปน ที่หลายฝ่ายก็ลุ้นการที่สเปนจะ bailout แม้ว่าจะมีการเตรียมนโยบายและแผนงบประมาณใหม่แบบรัดเข็มขัดเพื่อให้เข้าเงื่อนไขมาแล้ว แต่รัฐบาลสเปนก็ยังไม่ได้ประกาศท่าทีชัดเจน แน่นอนว่าน่าจะมาแรงกดดันการเมืองภายในที่ประชาชนออกมาประท้วงกันมากมาย เหลียวไปมองใกล้บ้านแบบ กรีซตอนนี้ก็เละเทะไปใหม่ รัฐขาดสภาพคล่อง ในขณะที่ต้องการกู้เงินเพิ่มมาใช้จ่าย แต่ตัวเองก็ไม่สามารถลดหนี้ต่อ GDP ได้เพราะงบประมาณรายจ่ายประจำที่สูง จากนโยบายประชานิยมก่อนหน้า ทำเอายังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือรอบใหม่ การตกลงกับ ทรอยก้า ก็ยังไม่เป็นผล ขณะที่ถ้ารัฐบาลยอมจะต้องรัดเข็มขัด ตัดลดสวัสดิการณ์ประชาชนก็ไม่ยอม ออกมาประท้วงใหญ่ ล่าสุดกลุ่มสหภาพแรงงานกรีซ นัดหยุดงานครั้งใหญ่เพื่อประท้วงรัฐบาล 

ตัวเลขเศรษฐกิจกรีซก็แย่ไปทุกที ล่าสุดตัวเลขว่างงานค่อนข้างสูงมาก ในประวัติการณ์ไปแตะ 25.1% ในขณะที่ตัวเลข GDP ก็ไม่โตตาม ทำเอากลืนไม่เข้าคายไม่ออกไปทั้งกลุ่มยูโร ปัญหาหนี้ยุโรป กลายเป็นฝันร้ายที่หลอกหลอนกันอีกนาน และหนี้ยุโรปยังเป็นปัญหากดดันเศรษฐกิจทั่วโลก แม้ว่าหลายประเทศจะดาหน้ากันทำ QE ออกมาตราการทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแต่ผลลัพธ์ โดยเฉพาะการเรียกความเชื่อมั่นก็ยังไม่เป็นผลเท่าที่ควร


ฟากสหรัฐก็เป็นเรื่องของการเลือกตั้งประธานาธิบดี ล่าสุดโพลคะแนนนิยม นายมิตต์ รอมนีย์ตีตื้นขึ้นมาอยู่ที่ 47.4 เทียบกับ 47.9 ของประธานาธิบดีโอบามา เรียกว่ายังสูสีคู่คี่ตามๆกัน ยังต้องลุ้นกันอีกต่อไป 

TF: 4 Hour
ภาพใหญ่ทองคำแนวโน้มช่วงนี้ติดกรอบออกข้าง หลังจากไปทดสอบจุดสูงสุดใหม่ที่ 1796 แล้วย่อกลับมาแกว่งในกรอบ 1796 - 1752 




TF: 15 min
ทองคำระยะสั้นค่อนข้างแกว่งตัวแรงผัวผวนในกรอบ 1773 - 1764  





วันพุธที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ZigZag

ZigZag เป็นเครื่องมือดัชนีราคาประเภทที่นิยมนำมากรองหาการเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่ของราคา โดยเฉพาะการดูจุดกลับตัวหรือจุดย่อตัวที่อาจจะมีนัยยะสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงแนวโน้ม zigzag เป็นเครื่องมือที่พัฒนาจากโมเดลคณิตศาสตร์ไม่ซับซ้อน การใช้งานดัชนีตัวนี้อาจจะไม่ใช่พระเอกที่สามารถนำมากำหนดสัญญาณซื้่อขายได้เพียวๆตัวเดียว แต่ zigzag ก็สามารถรับบทเป็นพระรองตัวประกอบที่มีคุณค่าได้ดีทีเดียว


ZigZag เป็นเครื่องมือดัชนีราคาแบบ lagging เน้นไปที่การตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงข้อมูลแน่นอนว่าเมื่อจะได้ค่ามานั้น ราคาย่อมต้อง action ไปก่อน ดังนั้น ZigZag จึงเหมาะที่เป็นตัวกรอง โดยหลักการทำงานของ ZigZag คือการตั้งค่า %change ของการเปลี่ยนแปลง price movement ไว้ โดยค่าที่นิยมเช่น 3% 5% 8% 10% 15% เป็นต้น 



โดยเมื่อราคาเคลื่อนที่เกิน % ที่ตั้งไว้โปรแกรมก็จะทำการสร้าง leg ของ Zigzag เพื่อแสดงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แต่เนื่องจาก zigzag เน้นไปที่การติดตามการเปลี่ยนแปลง นั้นหมายความว่า ปลาย leg ของ zigzag ไม่ใช่เส้นแสดงทิศทางที่แน่นอน เพราะถ้าราคาเปลี่ยนแปลงถึงระดับที่ตั้ง leg ก็จะสามารถกลับทิศได้ทันที 
ยกตัวอย่างเช่น เราตั้งค่า %change สำหรับ zigzag ที่ 5% ถ้าราคาหุ้นตกลงเกิน 5% เส้น zigzag ก็จะชี้ลงทันที แต่แน่นอนว่าถ้ามี volume ซื้อกลับเข้ามาดันราคา จนเปลี่ยนแปลง เกิน 5% ปลายเส้นก็จะเด้งกลับทิศทางไป 


ด้วยคุณสมบัติการกรองและการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทำให้ zigzag ไม่เหมาะที่จะนำมาใช้หาสัญญาณซื้อขายโดยตรงเพราะขาดความแน่นอน แต่  zigzag  ก็สามารถกรองค่าความผันผวนของราคาได้ โดยเราจะพบได้มากถ้าบริเวณนั้นมีการแกว่งค่าของเส้น  zigzag  ที่สูง และราคาเคลื่อนที่ไม่ชัดเจน นั้นเป็นการสะท้อนถึง ความผันผวนของแนวโน้ม หรือทิศทางแบบ sideway นั้นเอง




zigzag สามารถใช้งานได้ในหลาย timeframe และมีัการตอบสนองความช้าความเร็วของการเคลื่อนที่ราคา ในจังหวะต่างๆที่แตกต่างกัน ดังนั้นการตั้งค่า %change จึงไม่ใช่ค่าที่ตายตัว เราควรเลือกให้เหมาะสม ดีที่สุดคือการทำการทดสอบย้อนหลังกับข้อมูลเพื่อหา %change ที่เหมาะสม zigzag ยังถูกนำมาใช้ในการนับคลื่นสำหรับ Elliott Wave  โดยนิยมใช่ค่า 6% กับกราฟ Day เป็นต้น




อีกรูปแบบการใช้งานหนึ่งที่นิยมใช้กันมากคือการดูการกลับตัว โดยนำ zigzag มาใช่ร่วมกับ Fibonacci Retracement เพื่อใช้วัดการเคลื่อนที่ของราคาหุ้นผ่านแนว และใช้ติดตามการย่อตัวและการกลับตัวบนเส้นแนวรับ แนวต้านที่ได้จาก Fibonacci เป็นต้น และยังสามารถนำการกลับตัวนี้ไปใช้ร่วมกับ indicator ประเภท leading indicator ร่วมกับการดู over bought และ oversold ได้อีกด้วยครับ 






วันอังคารที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Archie Karas บทเรียนแห่งความผิดพลาด

เมื่อวานผมได้อ่านบทความเรื่อง ปริศนาเรื่องของโคตรเซียนตัวจริง ของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ได้เอ่ยถึงชื่อเซียนโป๊กเกอร์มืออาชีพ Archie Karas ทำให้ผมติดใจอยากนำเอาเรื่องราวของเขามาเขียนให้ได้อ่านกัน

แต่ก่อนอื่นอย่าเพิ่งตกใจที่ผมเอาเรื่องของ นักพนันมาเล่า เชื่อว่าหลายคนคงมีคำถามในใจว่า หุ้น มันเกี่ยวกับการพนันตรงไหน??? แท้จริงสาระที่ผมจะสื่อคือ ความประมาทและความโลภ ที่สามารถนำมาเป็นบทเรียนให้เรา โดยเฉพาะนักเก็งกำไร หรือ เทรดเดอร์ เรื่องของ Archie Karas สามารถสอนเราได้เป็นอย่างดี Archie Karas นั้นไม่ใช่นักพนันแบบที่เราจินตนาการภาพ เขาเป็น นักพนันมืออาชีพที่ทำเงินได้หลายร้อยล้านเหรียญ หาเลี้ยงชีพจากการเล่นพนัน พวกนี้ต่างจากนักพนันบ้านเราที่เล่นบ่อนผิดกฏหมายหรือไปเล่นตามบ่อนเขมร ตรงที่เขาเป็นมืออาชีพ มีเทคนิค มีกลยุทธในการเล่น ที่สำคัญพวกนี้มีการแข่งขันจัดอันดับโลก ดังนั้นการเล่นพนันพวกนี้ ไม่ใช่ดวงแต่ใช้กลยุทธกลวิธี

Archie Karas เป็นนักพนันอาชีพโดยเฉพาะฝีมือ โป๊กเกอร์ของเขานั้นไม่ธรรมดา เป็นมือวางอันดับ 1 ใน 5 ของ WSOP(World Series of Poker) ล่าสุดปี 2009 เขาได้อันดับที่ 5 และเป็นเซียนโป๊กเกอร์คนสำคัญของโลกที่ได้ติด Hall of Fame Poker เรื่องราวของ Archie Karas ถือได้ว่าเป็นตำนานบทหนึ่งในวงการโป๊กเกอร์โลก


Archie Karas เจ้าของฉายา The Greek สัญชาติ Greek-American เขาเดินทางเข้ามายัง ที่ลาสเวกัสในเดือนธันวาคมปี 1992 ด้วยเงินเริ่มต้นเพียง 50 เหรียญใช้เวลาเพียง 3 ปีสร้างผลตอบแทนได้ถึง $40 million ในช่วงต้นปี 1995 และก็ขาดทุนหมดไปทั้งหมดในปี 1995 เรียกว่าทำให้เขากลายเป็นที่กล่าวขานถึงในนาม “Greatest Loss of all time” จากหนังสือพิมพ์ นิวยอร์ค โพสต์ เทคนิคการเล่นโป๊กเกอร์ของ Archie Karas คือการเน้นความดุดัน และการใช้จิตวิทยากดดันคู่ต่อสู้โดยเฉพาะ ความกล้าได้กล้าเสีย และเป็นนักพนันที่มือหนัก คือใช้การเรียกเงินที่สูงในแต่ละการเดิมพัน 


บ่อยครั้งที่ Archie Karas เน้นการเอาชนะคู่แข่งด้วยเทคนิคการ Betting ด้วยเงินสูงๆเพื่อให้คู่แข่งหมอบไม่กล้าตาม หรือใช้การ All-in เพื่อกดดันคู่ต่อสู้เมื่อไพ่ บนโต๊ะถูกแจกครบ 5 ใบเรียกว่า เป็นการเดิมพันที่เสี่ยงสูง แน่นอนว่าหลายครั้งมันก็ทำให้เขาได้กำไร แบบมหาศาลจากการเล่นด้วยกลยุทธแบบนั้น และก็ทำให้เขาขาดทุนมาได้เช่นกัน Archie Karas ยังคงเป็นเจ้าของสถิติของลาสเวกัสเกี่ยวกับการเล่นโป๊กเกอร์ ตาที่มีเงินเดิมพันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ 1 ตา 1 ล้านดอลล่าร์  Archie Karas เคยให้สัมภาษณ์ว่าเขาไม่เคยกลัวการเสียเงินเพราะมั่นใจในฝีมือของตัวเอง


แน่นอนว่า มันเป็นเกมส์ที่เสี่ยงและบีบหัวใจน่าดู แต่ Archie Karas ก็ยังกล้าลองเพื่อจะเอาชนะคู่แข่งเขาวางเดิมพันที่สูงหลิ่วแบบคิดว่าคู่แข่งไม่กล้าตาม แต่ จอห์นนี่ ชาน ก็ยังกล้าเล่นและเอาชนะ Archie Karas ไปได้ เล่นเอาสะใจคนดูไปทั้งหมด 

อย่างที่เคยเล่าให้ฟังในบทความต่อก่อนหน้า โป๊กเกอร์ ก็เป็นเกมส์ที่ต้องอาศัยหลักความน่าจะเป็น, อาศัยกลยุทธการบริหารจัดการเงิน และเรื่องของจิตวิทยาไม่ต่างอะไรกับการเทรดหุ้นหรือเทรดอนุพันธ์ คนที่จะเป็นเซียนโป๊กเกอร์ได้ต้องฝึกหัดพวกนี้อย่างมาก เรื่องราวของ Archie Karas  นี้ผมนำมาสอนใจ ให้เห็นถึงความผิดพลาดที่ว่า แม้เราจะคิดว่าเราเก่งแค่ไหน หรือเราแน่ใจเพียงใด แต่อนาคตก็ไม่สามารถคาดเดาได้ สิ่งสำคัญคือ การไม่โลภ ไม่ประมาท 

เราควรต้องพอใจกับกำไรที่ได้ รักษากำไรที่ได้มาให้อยู่ อย่าทุ่มแทงเพื่อนำกำไรไปต่อกำไร แบบให้ได้เงินมากที่สุด เพราะเมื่อเราโลภอยากได้อีก มันจะทำให้ตาเราบอด มองไม่เห็นความเสี่ยงและวิ่งเข้าไปเล่นกับเกมส์ ที่เสี่ยงเกินไป จนสุดท้ายอาจจะต้องขาดทุนหมดตัว สิ่งสำคัญคือทำกำไรแบบพอเพียง สร้างกำไรที่แน่นอนต่อเนื่อง เพื่อความยั่งยืนของ พอร์ตลงทุนในอนาคต ดีกว่านำเอาความมั่นคงทางการเงินมาแขวนกับเส้นด้าย เสี่ยงมันไปทุกวัน แบบนั้นชีวิตเราก็ยากที่จะมีความสุขครับ 

"You've got to understand something. Money means nothing to me. I don't value it....I have no fear. I don't care if I lose it." 

Archie Karas