ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

โพสต์

กำลังแสดงโพสต์จาก ตุลาคม, 2012

เป้าหมายคือทุกอย่าง

เมื่อวันก่อนผมเขียนเรื่องการบริหารเวลา หลายท่านสนใจเข้่ามาแลกเปลี่ยนความคิดกันหลายคน นี่คือความสนุกของการได้เขียน เพราะมันไม่จบแค่ตัวหนังสือ แต่มันยังส่งผ่านและไหลเวียนกลับมาให้ได้ เกิดการแลกเปลี่ยน ทางความคิด ก่อให้เกิดปัญหาทั้งผู้อ่านและผู้เขียน ได้ตลอด ประเด็นหนึ่งที่ผมติดใจและอยากนำมาเขียนต่อ คือคำถามที่พี่ท่านหนึ่งโยนกลับมาว่า ถ้าตั้งเป้าหมายผิด ถึงจะบริหารเวลาดีแค่ไหนมันก็ไม่สำเร็จถูกไหม??? ถูกครับ เรื่องนี้จริงเลย เปรียบประดุจการขับรถ ต่อให้มีแผนที่ดี มี GPS ชั้นยอดแค่ไหนถ้ากำหนดพิกัด ล๊อคเป้าหมายผิด ก็ออกป่าออกทะเลหรือขับวนหลงทางได้เช่นกัน ซึ่งแน่นอนว่ามันจะนำมาซึ่งการเสียเวลา เสียกำลังใจ ไปเปล่าๆ เป้าหมายชัดเจน เป้าหมายเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แต่หลายคนก็ยังไม่สามารถวางเป้าหมายของตัวเองที่ชัดเจนได้ แต่วาดภาพวาดฝันไปถึงเรื่องการประสบความสำเร็จในชีวิตซะแล้ว โดยพยายามไปติดกับภาพตัวอย่างของคนที่ประสบความสำเร็จ เช่นความหรูหราของการกิน การอยู่ การใช้เงิน ทรัพย์สินเงินทองที่มากมาย ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป้าหมายความสำเร็จ มันไปจบที่เงินทองและทรัพย์สิน พอตั้งเป้าหมายผิด ก็หลงทางสิ่งที่ตา

Fibonacci Fan

วันนี้มีเครื่องมือ วิเคราะห์การเคลื่อนที่ของราคา(Price Movement) ที่ชื่อว่า Fibonacci Fan มากแนะนำกัน เป็นอีกเครื่องมือที่เราสามารถใช้ควบคู่ไปกับการอ่านแนวโน้ม หรือใช้กำหนดแนวรับแนวต้านได้อีกด้วย มาลองศึกษาดูกันนะครับ Fibonacci number นั้นมาจาก นักคณิตศาสตร์ชาวอิตาเลียน ลีโอนาโด ฟีโบนัชชี (Leonardo Fibonacci) ผู้ค้นพบลำดับฟีโบนัชชีในต้นศตวรรษที่ 13 เขาเรียนรู้ระบบเลขฐานสิบ และใช้การคำนวณตัวเลข มาอธิบายการสังเกตรูปทรงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ การศึกษาจากตัวอย่างจำนวนมาก ของเขาพบว่า การเกิดของ ปรากฏการณ์เหล่านี้มีรูปแบบที่เป็นปกติ และค่อนข้างสม่ำเสมอ โดยนำมาคิดเป็นตัวเลขทางคณิตศาสตร์ คือ 0, 1, 1, 2, 3, 5, 8, 13, 21, 34, 55, 89, 144, 233, 377, 610, 987, 1597, 2584, 4181, 6765, 10946, 17711, 28657, 46368, 75025, 121393, 196418, 317811 ซึ่งตัวเลขลำกับเกิดจากการนำ ตัวเลขสองตัวข้างหน้ามาบวกกัน เช่น 1+1 = 2, 1+2 = 3 ความน่าอัศจรรย์ ของลำดับเลข ฟีโบนัชชีคือ ลำดับที่จะมีอัตราส่วนจากการหารตัวเลขหลังด้วยตัวเลขหน้า แล้วได้ผลลัพธ์ที่เข้าใกล้ 1.618 ยิ่งตัวเลขมากขึ้นความใกล้เคียงยิ่งมากขึ้นแบบไม่ม

เวลา สิ่งมีค่าที่ไม่ควรถูกลืม

  เคยรู้สึกบ้างไหมครับว่าผ่านไปไม่นานก็หมดสัปดาห์ เผลอเดี๊ยวเดียวก็จะหมดปีอีกแล้ว "เวลา" เป็นทรัพยากรที่มีค่าและมีจำกัด(ตามแต่อายุไขของแต่ละบุคคล) แต่ใน 1 วันทุกคนไม่ว่าจะยากดีมีจน ฐานะสูงส่งต่างกันแค่ไหนเราก็มีเวลาแค่ 24 ชั่วโมงเท่ากัน ประเด็นเรื่องของเวลา เคยถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นหลักในภาพยนต์เรื่อง "in time" โดยเฉพาะการวางโครงเรื่องวิธีคิดที่แตกต่างไปจากโลกปัจจุบัน คือให้เวลาเป็นสิ่งมีค่าสูงสุดของทุกคน มีเงินมากก็ซื้อเวลาได้มาก สามารถยืดเวลาตายได้ไปอีก หรือใช้เวลาในการซื้อหาสิ่งของ ใช้จับจ่ายแทนเงิน ทำงานแลกเวลา แน่นอนว่าถ้าเวลาหมดก็ต้องตายทันที แม้จะดูแฟนตาซีหลุดโลกไปบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่สะท้อนจากความเป็นจริงคือ "เวลา" เป็นสิ่งที่มีค่า แม้ในโลกปัจจุบันคนจำนวนมากอาจจะยังไม่เห็นค่าของมัน แต่ถ้าพิจารณาให้ดีจะพบว่า คนที่ประสบความสำเร็จในโลกนี้มากมาย คือคนที่ใช้เวลาเป็น ใช้เวลาอย่างคุ้มค่ากับงานที่ตนเองทำ ไม่ปล่อยเวลาให้หมดไป ผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์  ดังนั้นถ้าอยากจะประสบความสำเร็จ หรืออยากจะมีชีวิตที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ การเรียนรู้หลักการบริหารเวลา และใช้เวลาท

Gold@25-10-2012

บันทึกสภาวะตลาดทองคำ แนวโน้ม และรูปแบบราคา ประจำวันที่ 25-10-2012 บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อ ใช้ในการศึกษาวิจัย Gold Trading System Project  market sentiment  อาทิตย์ดูเหมือนตลาดหุ้นทั่วโลกจะไม่สดในนัก โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐ ที่หุ้นใหญ่หลายตัว เช่น Google Apple และอื่นๆ ผลประกอบการไตรมาส 3 ออกมาไม่สดใจต่ำกว่าคาดการณ์ บวกกับความกังวลเรื่องวิกฤติหนี้ยุโรป ที่ตอนนี้กำลังดูความชัดเจน  ของการขอรับเงินช่วยเหลือของสเปน ในขณะที่กรีซสามารถเจรจาขอเวลาเพิ่มอีก 2 ปีในการลดช่องว่างงบประมาณ 1.35 หมื่นล้านยูโรแล้ว แต่ยังเหลือการเจรจากับเจ้าหนี้เพื่อขอรับเงินช่วยเหลือ รอบถัดไปอีก 3.15 หมื่นล้านยูโร แต่สถานการณ์การเมืองภายในประเทศของกรีซ โดยเฉพาะการประท้วงของประชาชน ที่ไม่พอใจนโยบายรัดเข็มขัดของรัฐบาลก็ยังไม่มีทีว่าจะสงบลงได้ง่ายๆ ในขณะที่ค่าเงินดอลล่าห์สหรัฐก็แข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ จนมายืนระดับ 80 เหรียญได้อีกครั้ง ทำให้ราคาทองคำตกลงไปมากพอสมควร TF: 4 Hour ภาพใหญ่ทองคำแนวโน้มช่วงนี้หลังจากการปรับตัวลงทดสอบแนวรับ 1700 แล้วไม่ทะลุ ทำให้มีแรงซื้อกลับเข้ามา ราคาทองคำรีบาวนด์เด้งในกรอบ 1714-1700 ต่อไป  TF: 15 min

CCI indicator

วันนี้จะขอนำเอาเรื่องของ Commodity Channel Index (CCI) มาเล่าให้ฟัง เพราะหลายคนที่อีเมลเข้ามาพูดคุย สนใจเรื่องของการเทรดหุ้นแบบเก็งกำไรรายรอบ ถ้าจะให้แนะนำเครื่องมือ ก็จะคงไม่มีอะไรพิเศษ เพียงแต่นึกขึ้นมาได้ว่า CCI ก็เป็นอีกหนึ่งตัวที่เทรดเดอร์นิยมนำไปใช้ ในการหาสัญญาณซื้อขายในระบบเทรด และตัวนี้ผมยังไม่เคยกล่าวถึงมาก่อน วันนี้จึงนำมาสรุปให้อ่านกัน Commodity Channel Index (CCI) เป็นเครื่องมือดัชนีราคา ประเภท oscillator ที่ถูกพัฒนาโดยคุณ Donald Lambert เขาออกแบบทดสอบกับข้อมูลราคาในหุ้น ดัชนีตลาด ETF และสินค้าโภคภัณฑ์ ที่มีการเคลื่อนที่แบบเป็นรอบวัฏจักร เพื่อหาจังหวะจากคาบการแกว่งตัวของราคา หลักการทำงานของ CCI คือการหาค่าการกระจายตัวและการเบี่ยงเบนของราคาปัจจุบันจากราคาค่าเฉลี่ยเทียบกับการกระจายตัวของค่ากลาง ในคาบเวลา(interval) ที่สนใจ โดยมีสมการการคำนวณดังนี้ CCI = (Typical Price - SMA(n) of TP) / (.015 x Mean Deviation)  -Typical Price (TP) = (High + Low + Close)/3  -Constant = .015 -n = time interval คาบเวลาที่เราสนใจ  การปรับปรุงโมเดลของ CCI ให้ดีขึ้นคือการหาค่าเฉพาะของคาบเวลา ที่สอด

ก้าวแรกกับความล้มเหลว

ทุกคนล้วนมีความฝันมีไอเดีย อยากทำสิ่งต่างๆมากมายตามใจต้องการ แต่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถเดินตามฝัน ได้ลงมือทำฝันให้เป็นจริง และไปสู่เป้าหมายความสำเร็จ บางคนเลือกที่จะรอ เลือกที่จะเก็บฝันไว้ในใจ จนสุดท้ายเมื่อเวลาผ่านเลยไป เมื่อมีภาระและมีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลง ความฝันนั้นก็ต้องถูกฝังลืมไว้ในส่วนลึกของความทรงจำ การมีความฝัน และได้ลงมือทำเป็นสิ่งที่วิเศษแต่ใช้ว่า ทุกคนที่กล้าจะเดินทางตามความฝันจะสมหวัง และจบลงแบบสวยงามเหมือนในนิยาย มีหลายคนหกล้มหกลุก ไปได้เพียงครึ่งทางก็ต้องกลับมาสู่โลกความจริง บางคนผิดพลาดแค่เพียงก้าวแรกที่ออกเดิน ก็ท้อถอยหมดกำลังใจ ไม่สามารถไปต่อได้ เพราะนี้คือโลกแห่งความจริง ที่คนธรรมดา ไม่มีต้นทุนชีวิตที่สูง ไม่มีครอบครัวที่ร่ำรวยสนับสนุน เมื่อมีความฝัน มีความตั้งใจ อาจจะไม่เพียงพอ ให้ไปสู่ยังเป้าหมาย (แต่แน่นอนว่าดีกว่าคนที่ไม่ฝัน ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรในชีวิต หรือคนที่ฝันแต่ไม่กล้าแม้จะเริ่มลงมือทำ) สิ่งที่ต้องมีมากกว่านั้นคือ เรื่องของแผนและกลยุทธวิธีการ ที่จะพิชิตเป้าหมาย ยกตัวอย่างเช่น ทำร้านกาแฟ ไม่ใช่มีฝันมีใจอยากทำก็จะทำแล้วสำเร็จ แต่เราต้องทำงาน

ธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง

ความเปลี่ยนแปลงอันเป็นนิรันด์มีขึ้นก็มีลง มีลงย่อมมีขึ้น เป็นธรรมดาไม่ได้หมายความถึงเฉพาะราคาหุ้นเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงธุรกิจต่างๆอีกด้วย เมื่อเช้าตื่นมาอ่านข่าวต่างประเทศน่าสนใจ 2 ข่าวคือเรื่องของราคาหุ้นซุปตาร์แบบ Google inc และยุคเปลี่ยนผ่านของสื่อสิ่งพิมพ์ยักษ์ใหญ่แบบ 'นิวส์วีค' เลยอยากนำสองประเด็นนี้มาเล่าให้ฟังต่อ นิตยสารนิวสวีค เป็นอีกนิตยสารของอเมริกาที่อยู่ยงคงกระพันมาถึง 80 ปี สมัยเรียนเวลาว่างเข้าห้องสมุด ผมมักชอบหยิบนิตยสารนี้มาอ่าน ถึงแม้จะอ่านรู้เรื่้องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างในตอนนั้น แต่ได้ดูภาพสวยๆก็ม้วนใจแล้ว แถมด้วยประเด็นเด็ดแต่ละคอลัมภ์ที่น่าสนใจ ทำให้เราได้เปิดโลกทัศน์เพิ่มไปอีก นิตยสารนิวสวีค เป็นนิตยสารหัวสี คู่แข่งสำคัญของ ไทม์ มาโดยตลอด วันนีั้ประกาศยุติการพิมพ์นิตยสารข่าวในรูปแบบกระดาษ แต่ปรับเปลี่ยนมาเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายผ่านช่องทางสื่อออนไลน์และดิจิตอลแทนทั้งหมด แน่นอนว่าเบื้องหลังการแข่งขันทางธุรกิจที่ดุเดือดบวกกับผลประกอบการที่ลดลงและเติบโตยากในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ทำให้ประสบปัญหาทางการเงิน นิตยสารนิวสวีค ต้องทำการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยลดพนักงานและเ

ทำไมเล่นสั้นแล้วพอร์ตไม่โต

วันนี้ได้คุยประเด็น มุมมองตลาดกับพี่คนหนึ่ง น่าสนใจมาก เรื่องทำยังไงให้พอร์ตโต พี่ท่านนี้นำประเด็นหยิบยกเรื่องการได้กำไรมากมาย หลายสิบเปอร์เซนต์ ของแมงเม่าหลายคนในช่วงนี้มาเล่าให้ฟัง แกบอกว่าเจอแต่คนอวดกำไรหุ้นเล็ก หุ้นร้อน หรือวอเรนต์ เพราะตลาดกำลังขึ้นแรง โดยเฉพาะหุ้นเล็ก หุ้นน้อยวิ่งกันใหญ่  พอกำไรก็เอากำไรมาอวด มาโชว์กัน ที่น่าเป็นห่วงคือการโฆษณาว่าตลาดทำกำไรง่าย เข้าเช้าหาหุ้นตามข่าว ตามเว็บ ขายออกเย็น ก็ได้กำไร ผิดทางก็ไม่ต้องกลัวไม่ขายไม่ขาดทุนดอยสองสามวันไม่นานก็ออกได้  ยิ่งเห็นกำไร 10-20% ต่อวันมาเป็นตัวล่อ ก็ทำให้มีแต่คนอยากลอง ยิ่งตลาดขาขึ้นบวกเยอะๆ ความหวังยิ่งมาก ความนิยมชมชอบในการเสี่ยงดวงก็มากขึ้นไปทุกขณะ  ประเด็นแบบนี้น่าสนใจ อยากเอามาเขียนให้อ่าน เพราะเท่าที่คนเห็นคนที่บอกว่ากำไรบ่อยๆ เล่นสั้นๆ เข้าตัวนั้นตัวนี้ก็กำไร แต่ ทำไมจึงกลับไม่รวย พอร์ตไม่โต ประเด็นหลักๆที่ผมพบคือ นักเก็งกำไรแบบแมงเม่าสไตล์ เหล่านี้เน้นเล่นเอาสนุก เล่นเอามันส์ มากกว่าการมองผลกำไรระยะยาวในเกมส์สั้นๆ ถามว่าสนุกตรงไหน สนุกตรงกำไรนั้นเอง มันส์ตอนไหน มันส์ตอนได้คุย ได้โชว์ แต่แน่นอนว่าถ้าขาดทุนก็ท

ทำด้วยใจใช่อยากรวย

ผู้หญิงคนหนึ่งเนื้อตัวมอมแมมแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าเก่า เธอเป็นกรรมกรเข้ามาก่อสร้างคอนโดหรู ย่านใจกลางเมือง เธอเดินกำเงินค่าแรงเป็นแบงค์ยี่สิบหลายใบในมือ เข้าร้านอาหารฟาสฟู๊ดดังเจ้าหนึ่งในห้างหรู ไม่ไกลจากไซต์ก่อสร้าง เพื่อซื้ออาหารแบบที่เห็นในโฆษณา แต่ภาพเหตุการณ์ที่ผมเห็นเป็นอะไรที่น่าสงสารเศร้าอย่างยิ่งเพราะ พนักงานขาย ปฏิบัติกับเธอแบบแล้งน้ำใจ ใช้น้ำเสียงที่ดุดัน พร้อมด้วยสายตาดูถูกดูแคลนจากลูกค้าบางคนในร้าน  สิ่งที่ทำให้เธอเป็นจุดสนใจเพราะเงินในมือที่มีไม่มากพอ ทำให้ไม้สามารถเลือกชุดอาหารที่มีในเมนูได้ ยิ่งทำให้เธอประหม่าไปใหญ่ แต่เรื่องนี้จบสวย เพราะมีคุณป้าใจดีท่านหนึ่ง ที่ยืนต่อคิวในแถว อาสาเข้าช่วยเหลือ ให้คำแนะนำพร้อมออกเงินส่วนต่างให้เธอได้ซื้อแบบที่ต้องการกลับบ้าน ฟังเรื่องนี้อาจจะทำให้เราคิดสงสัยว่าทำไมคนจนแบบเธอ ต้องอยากมากินของแพงเกินฐานะแบบนี้ด้วย แต่สิ่งที่ผมได้ยินเธอบอกกับคุณป้าท่านนั้น หลังจากยกมือไหว้ขอบคุณ คือ ที่เธอมาซื้อเพราะวันนี้เป็นวันเกิดของลูกชาย ที่บ่นอยากกินมานานหลายปี แต่เธอไม่มีโอกาสซื้อให้   วันนี้เลยรวบรวมเงิน รวบรวมความกล้าเข้ามาซื้อทั้งอาหารและแลกซื้อของ

Book Review: The quants

 พอดีช่วงนี้กำลังอ่านหนังสือเรื่อง "The Quants: How a New Breed of Math Whizzes Conquered Wall Street and Nearly Destroyed It" ของ Scott Patterson น่าสนใจเลยนำมาแนะนำต่อ เรื่องราวเกี่ยวกับ quantitative analysis ที่ถูกนำมาใช้ในการเก็งกำไรในตลาดหุ้น wall street เขียนโดย คุณ Scott Patterson ในหนังสือ คุณ Scott Patterson ซึ่งเป็นนักข่าวสายการเงินที่คร่ำหวอด ได้สัมภาษณ์คนดังที่ประสบความสำเร็จสาย Quant หลายคนทั้งทีเป็น Developer , Trader และเป็นผู้จัดการกองทุน hedge fund ต่างๆ  ได้แก่ Jim Simons จาก Renaissance Technologies (ไม่ได้สัมภาษณ์โดยตรงแต่เก็บข้อมูลและสักถามผ่านผู้ร่วมงาน), Ken Griffin จาก Citadel Investment Group, Cliff Asness จาก AQR Capital, Peter Muller จาก Morgan Stanley's PDT (process driven trading) hedge fund, and Boaz Weinstein จาก Saba Capital (previously at Deutsche Bank) แต่ละคนชื่อชั้นระดับตำนานของวงการ คนเหล่านี้แตกต่างจากนักลงทุนในวอลสตรีท ยุคนั้นตรง เป็นนักลงทุนแนวเก็งกำไร ที่ทำกำไรได้หลายพันล้าน จากความไม่เป็นเห็นเป็นผลของราคาหุ้น ที่เกิดในระยะสั้น ระย

ข่าวพ่อรวยมีปัญหา

  อ่านข่าวการยื่นล้มละลายกับศาลของบริษัท Rich Global ซึ่ง Robert Kiyosaki ผู้เขียน เจ้าของต้นตำรับ ตำนานหนังสือขายดีแบบ Rich Dad, Poor Dad เป็นเจ้าของเนื่องจากหนี้ จำนวน $24 million ที่ไม่สามารถชำระให้กับบริษัท Learning Annex บริษัทของ Bill Zanker. เล่นเอาแฟนหนังสือที่อยากเป็นแบบพ่อรวยต่างงง ไปตามๆกัน บริษัท Learning Annex เป็นบริษัทที่ช่วยและอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Kiyosaki ตั้งแต่การโปรโมทประชาสัมพันธ์หนังสือ จัดกิจกรรม ทอค์โชว์ การออกสื่อ รวมถึงการดำเนินการอบรมและจัดสัมนาด้วย แต่เหมือนจะเป็นเกมส์ทางธุรกิจเพราะ ทาง Mike Sullivan, CEO ของ Kiyosaki's Rich Dad Co., ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า Robert Kiyosaki มีส่วนรับผิดชอบเพียงไม่กี่ล้านเหรียญในบริษัท Rich Global ที่ยื่นล้มละลาย ทาง Robert Kiyosaki ยังคงไม่ตกยาก ยังมีทรัพย์สินอื่นๆเหลืออยู่ และบริษัทอื่นๆที่เขาเป็นเจ้าของก็ยังดำเนินการต่อได้ไม่มีปัญหาทางการเงินแต่อย่างใด แถมยังมีรายงานจากหนังสือพิมพ์บางฉบับวิเคราะห์ว่าแท้จริงปัญหาการยื่นล้มละลายครั้งนี้ อาจจะเกิดจากการที่ Kiyosaki ไม่ต้องการจ่ายส่วนแบ่งและค่าดำเนินการประชาสัมพันธ์กับบร

Gold@11-10-2012

  บันทึกสภาวะตลาดทองคำ แนวโน้ม และรูปแบบราคา ประจำวันที่ 11-10-2012 บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อ ใช้ในการศึกษาวิจัย Gold Trading System Project ไม่มีเจตนาชี้นำ หรือคาดเดาราคาในอนาคตแต่อย่างไร  market sentiment  สัปดาห์นี้เมืองไทยยังต้องลุ้นเรื่อง 3G กันอีกรอบ ไม่รู้ว่าจะเสร็จทันได้ใช้เมื่อไหร่ ทุกฝ่ายต่างมีเหตุผลหาเหตุผลมาประชันกัน เรื่องแบบนี้ก็ต้องรอกันไป ไม่แน่เราอาจจะได้ประมูลกันอีกทีตอน 5G ก็เป็นได้  เรื่องที่ร้อนแรงไม่แพ้กันคือปัญหาหนี้สเปน ที่หลายฝ่ายก็ลุ้นการที่สเปนจะ bailout แม้ว่าจะมีการเตรียมนโยบายและแผนงบประมาณใหม่แบบรัดเข็มขัดเพื่อให้เข้าเงื่อนไขมาแล้ว แต่รัฐบาลสเปนก็ยังไม่ได้ประกาศท่าทีชัดเจน แน่นอนว่าน่าจะมาแรงกดดันการเมืองภายในที่ประชาชนออกมาประท้วงกันมากมาย เหลียวไปมองใกล้บ้านแบบ กรีซตอนนี้ก็เละเทะไปใหม่ รัฐขาดสภาพคล่อง ในขณะที่ต้องการกู้เงินเพิ่มมาใช้จ่าย แต่ตัวเองก็ไม่สามารถลดหนี้ต่อ GDP ได้เพราะงบประมาณรายจ่ายประจำที่สูง จากนโยบายประชานิยมก่อนหน้า ทำเอายังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือรอบใหม่ การตกลงกับ ทรอยก้า ก็ยังไม่เป็นผล ขณะที่ถ้ารัฐบาลยอมจะต้องรัดเข็มขัด ตัดลดสวัสดิการณ์ปร

ZigZag

ZigZag เป็นเครื่องมือดัชนีราคาประเภทที่นิยมนำมากรองหาการเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่ของราคา โดยเฉพาะการดูจุดกลับตัวหรือจุดย่อตัวที่อาจจะมีนัยยะสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงแนวโน้ม zigzag เป็นเครื่องมือที่พัฒนาจากโมเดลคณิตศาสตร์ไม่ซับซ้อน การใช้งานดัชนีตัวนี้อาจจะไม่ใช่พระเอกที่สามารถนำมากำหนดสัญญาณซื้่อขายได้เพียวๆตัวเดียว แต่ zigzag ก็สามารถรับบทเป็นพระรองตัวประกอบที่มีคุณค่าได้ดีทีเดียว ZigZag เป็นเครื่องมือดัชนีราคาแบบ lagging เน้นไปที่การตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงข้อมูลแน่นอนว่าเมื่อจะได้ค่ามานั้น ราคาย่อมต้อง action ไปก่อน ดังนั้น ZigZag จึงเหมาะที่เป็นตัวกรอง โดยหลักการทำงานของ ZigZag คือการตั้งค่า %change ของการเปลี่ยนแปลง  price movement ไว้ โดยค่าที่นิยมเช่น 3% 5% 8% 10% 15% เป็นต้น  โดยเมื่อราคาเคลื่อนที่เกิน % ที่ตั้งไว้โปรแกรมก็จะทำการสร้าง leg ของ Zigzag เพื่อแสดงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แต่เนื่องจาก zigzag เน้นไปที่การติดตามการเปลี่ยนแปลง นั้นหมายความว่า ปลาย leg ของ zigzag ไม่ใช่เส้นแสดงทิศทางที่แน่นอน เพราะถ้าราคาเปลี่ยนแปลงถึงระดับที่ตั้ง leg ก็จะสามารถกลับทิศได้ทันที  ยกตัวอย่างเช่น

Archie Karas บทเรียนแห่งความผิดพลาด

เมื่อวานผมได้อ่านบทความเรื่อง ปริศนาเรื่องของโคตรเซียนตัวจริง ของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ได้เอ่ยถึงชื่อเซียนโป๊กเกอร์มืออาชีพ Archie Karas ทำให้ผมติดใจอยากนำเอาเรื่องราวของเขามาเขียนให้ได้อ่านกัน แต่ก่อนอื่นอย่าเพิ่งตกใจที่ผมเอาเรื่องของ นักพนันมาเล่า เชื่อว่าหลายคนคงมีคำถามในใจว่า หุ้น มันเกี่ยวกับการพนันตรงไหน??? แท้จริงสาระที่ผมจะสื่อคือ ความประมาทและความโลภ ที่สามารถนำมาเป็นบทเรียนให้เรา โดยเฉพาะนักเก็งกำไร หรือ เทรดเดอร์ เรื่องของ Archie Karas สามารถสอนเราได้เป็นอย่างดี Archie Karas นั้นไม่ใช่นักพนันแบบที่เราจินตนาการภาพ เขาเป็น นักพนันมืออาชีพที่ทำเงินได้หลายร้อยล้านเหรียญ หาเลี้ยงชีพจากการเล่นพนัน พวกนี้ต่างจากนักพนันบ้านเราที่เล่นบ่อนผิดกฏหมายหรือไปเล่นตามบ่อนเขมร ตรงที่เขาเป็นมืออาชีพ มีเทคนิค มีกลยุทธในการเล่น ที่สำคัญพวกนี้มีการแข่งขันจัดอันดับโลก ดังนั้นการเล่นพนันพวกนี้ ไม่ใช่ดวงแต่ใช้กลยุทธกลวิธี Archie Karas เป็นนักพนันอาชีพโดยเฉพาะฝีมือ โป๊กเกอร์ของเขานั้นไม่ธรรมดา เป็นมือวางอันดับ 1 ใน 5 ของ WSOP(World Series of Poker) ล่าสุดปี 2009 เขาได้อันดับที่ 5 และเป็นเซียนโป๊กเกอร