สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2558

great humility and great fear

บทสัมภาษณ์ของ ray dalio อันนี้ดี เลยขอมาสรุปความใส่ blog เอาไว้
ไม่แปลคำต่อคำ แต่ขอถอดความมาให้อ่านกัน
ผมว่ามันเป็นคำสอน ให้เทรดเดอร์พัฒนาตัวเองได้ดี 

เรยพูดถึงเรื่องของความสำเร็จของเขา ที่มันไม่ได้มาจากการรู้ไปทุกเรื่อง หรือพยายามติดกับแค่สิ่งที่ตัวเองรู้
แต่เขาชอบที่ทดลอง ลองผิดลองถูก เพื่อจะดิวกับความไม่รู้ของตัวเอง หรือการเข้าไปทำความเข้าใจกับสิ่งที่ตนยังไม่รู้


"People think that my success is ... because of what I know," Dalio explained.
"It's not. It's due more to how I deal with not knowing.


history repeats itself เราสามารถเรียนรู้จากอดีต จากความผิดพลาดที่เกิดก่อนหน้าได้เสมอ
การละวางตัวตน มีความอ่อนน้อมถ่อมตน มีความกลัวบ้างมันจะทำให้่เรารู้จักวางอัตตา และทำให้ไม่ประมาท 

อันนี้จริงนะ ผมเองบางทีมันมีช่วงเวลาหนึ่งเหมือนกัน คือ ช่วงมือขึ้น ระบบทำงานดี 
กำไรเยอะ ทำอะไรก็ถูกมากกว่าผิด มันทำให้เราโอหัง หรือเกิดความ ทนงตัวเองได้

สุดท้ายถ้ามันเกาะกินตัวเรามากๆ มันนำมาซึ่งอัตตา และนำมาซึ่งความประมาท 
สำหรับผมผมมองว่า การเรารู้ รู้มากกว่าคนอื่น ไม่ได้แปล ว่าเราต้องเก่งกว่าคนอื่น 
การเรารู้มาก แชร์มาก เจอทั้งคนเห็นด้วย และเห็นต่าง มันจะเกิดการแลกเปลี่ยน
เกิดการเรียนรู้ ร่วมกัน อภิปราย ตกผลึกและต่อยอด

การเราจะแข็งแกร่งกว่าคนอื่น ไม่ได้เกิดจากการตลาด ไม่ได้เกิดจากการสร้างภาพ หรือ อวดภูมิ อวดรู้
แต่มันเกิดจากข้างในตัวเรา เกิดจากทักษะ ที่ผ่านการฝึกฝนจำนวนมาก จนชำนาญ 
เกิดจากการลงมือทำ ลงมือปฏิบัติ จนสร้างเป็นปัญญาญาณ
เกิดความสามารถในการอยู่รอด ในการเอาชนะตลาด 

ตรงนี้ต่างหากสร้างกันยากและต้องพยายามอย่างไม่ลดละ ใช้เวลาในการทำ แต่เมื่อทำได้ไปถึง
ความเข้าใจคน เข้าใจตัวเองก็จะมากตาม ความพยายามอยากอวดรู้ อวดเก่ง ชิงดีชิงเด่น มันก็จะหายไปเอง 
เหมือนฝึกมาก ทำมากทั้งกาย ทั้งใจ มันก็เป็นการสลายอัตตา ไปในตัว 

สรุปความคราวๆมาเป็นแนวทางสำหรับ น้องๆที่อยากพัฒนาตัวเอง เข้าไปอ่านเพิ่มเติมได้ที่



วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2558

Something trader can learn from Game of Thrones.

ช่วงนี้กำลังอินกะ Game of Thrones เป็นซีรีย์ที่แม้บ้างครั้งจะบ้า จะโหด จะมีบทพูดที่ยืดยาว

หรือตัวละครเยอะ จนบางทีเราอาจจะจำชื่อไม่ได้ แต่ความสนุก และการน่าติดตามก็ยังคงอยู่

Game of Thrones ไม่ได้มีแค่ เลือดกับนม เท่านั้น แต่สาระ แง่คิด บางอย่างเราก็สามารถสังเคราะห์ได้จาก

การนั่งดูซีรีย์ ตอนแล้วตอนเล่า เช่นกัน

โดยเฉพาะ เทรดเดอร์หรือนักเก็งกำไร การออกล่าเงินในตลาดก็ไม่ต่างอะไรกับการทำสงคราม มีแพ้ มีชนะ สำคัญคือ รบอย่างฉลาดและรักษาตัวให้รอด อย่าตายเร็ว เราสามารถเรียนรู้อะไรได้ เยอะ ผมสรุปสำคัญๆมาให้ดังนี้



1. เพื่อนและที่ปรึกษา

ตัวละครเด่นๆที่รอดมาได้ และเอาชนะทุกปัญหา มักมีเพื่อนดีค่อยช่วย คอยให้คำปรึกษา

แม้บางครั้ง จะเป็นสิ่งที่ขัดใจและต้องถกเถียงกัน แต่ด้วยความหวังดี มันก็ทำให้เรารอดพ้นอุปสรรค์และก้าวเดินต่อไปได้

Jon Snow หรือ Arya Stark ต่างรอดมาได้ และมาถึงภาคนี้ได้ก็เพราะ มีคนช่วยดี

Arya Stark มี mentor ดีสอนเรื่องการต่อสู้ และแถมมีเพื่อน ช่วยในแผนอุบายต่างๆให้บรรลุตามหวังอีกด้วย



ในตลาดหุ้น ตลาดเก็งกำไร การเทรด คนเดียว ยากมากจะรอด แม้คุณจะเก่ง แค่ไหน ก็ต้องมีเพื่อนคอยคุยหรือปรึกษา

ยิ่ง ถ้าอ่อน เรียนรู้ช้า ยิ่งต้องมี คนคอยแนะนำหรือสอน อาจจะเป็นพี่เลี้ยงที่มีประสบการณ์ ใกล้ชิดพอจะคอยแนะนำตอบคำถาม


2. อย่าใช้อารมณ์

อันนี้สำคัญ ในเรื่องมีหลายตอน หลายฉากสะท้อนให้เห็น การอดทน การระงับจิตใจ

การไม่ทำศึก หรือเข้ารบกันเพียงเพราะ จะแก้แค้น เป็นต้น

หลายตอนเราจะเห็นแต่ละฝ่ายจะมีการวางหมาก cwayการรอคอย การใช้อุบาย

การเทรดก็เช่นกัน การใช้อารมณ์ โลภ อยากรวยเร็วๆ หรืออารมณ์โกรธ ขาดทุนหวังเอาคืนทั้งต้นทั้งดอก

ล้วนนำมาซึ่งความฉิบหายของพอร์ตทั้งนั้น


3. ความรู้สำคัญ

ความรู้ เป็นสิ่งสำคัญ ในเรื่องคำพูดหนึ่งที่เจอคือ Knowledge is power ในหลายตอน จะเห็นการรู้ในสิ่งที่ ฝ่ายตรงข้ามไม่รู้ เกิดความได้เปรียบและเป็นโอกาส

หรือแม้แต่ การวางตัว การรู้จังหวะ เวลาในการหมอบ ในการรุกต่อต้าน ก็ทำให้เกิด ผลที่เป็นประโยชน์ได้มากมายมหาศาลตัวละคร เจ้าเล่ห์ อย่าง Varys เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะเขาอยู่รอดได้และใช้ประโยชน์ได้ กับทุกฝ่าย

แม้แต่ Tyrion Lannister เห็นเจ้าชู้ ขี้เหล้าแบบนั้น เขาเองก็ยังขยัน อ่าน




เกมส์เก็งกำไร ก็ไม่ต่างกัน การรู้อาจจะไม่ต้องมาก แต่ต้องรู้จริงๆ ใช้ได้จริงๆ

ไม่ต้องรู้ทุกเรื่อง แต่ต้องรู้เข้าใจถ่องแท้ที่สุด เพราะการเอาชนะ หรือการสำเร็จ การเลือกใช้องค์ความรู้ที่มี และใช้ให้ได้จริงเป็นสิ่งสำคัญ

การรู้แบบ งูๆปลาๆ รู้แบบเป็น อยากทำตามแบบคนนั้นคนนี้ อาจจะไม่เกิดประโยชน์

แต่ถ้ารู้มาก รู้เยอะ และรู้จริงด้วย แบบนี้เรียกยอดเยี่ยม เพราะ ทำให้กว้างและลึก ความได้เปรียบในการแข่งขันก็จะสูง

โอกาสชนะ โอกาสรอดในตลาดก็จะมากตาม


4. ผู้ไม่มีแผลเป็น คือ ผู้ไม่มีประสบการณ์

Arya เป็นตัวละคร ที่เห็นถึงการเอาตัวรอดแบบสุดๆได้ดี

การต้องปลอมตัว การต้องหัดการต่อสู้ เพื่อเอาชีวิตรอด

ทั้งเรื่องร่างกาย และจิตใจ ให้แข็งแกร่ง บางบทเรียนต้องลงมือทำจริง เจ็บจริง และจดจำผลลัพธ์ที่เกิด

อย่ากลัวที่จะล้มเหลว หรือผิดพลาด



การเก็งกำไร เราเก่ง หรือพัฒนาตัวเองไม่ได้ จากการฟัง การอ่าน แต่จะพัฒนาได้ต้องลงมือทำ

เผชิญหน้า กับของจริง แต่แน่นอนว่า ต้องลงมือทำอย่างฉลาด ไม่เสี่ยงมากเกินตัวเกินกำลัง

เริ่มต้อง เริ่มเรียน เก็บประสบการณ์ก็ค่อยๆ เสี่ยง ใช้เงินที่น้อยๆที่สุด อย่ารีบหวังรวย ตามคำโฆษณาหรือคำชวนเชื่ออย่างเดียว


5. จงเตรียมตัว

Winter is coming; be prepared 

 เราจะได้ยินประโยคนี้บ่อย การรอด จากพวกที่คืบคานเข้ามาคือการเตรียมตัว ในตลาดเก็งกำไร การเดาอนาคต โอกาสถูกยากมาก ไม่ว่าจะมีธง หรือใช้ความเชื่อใดๆเป็นตัวตั้ง cwayinvestment 

เพราะสุดท้าย โอกาสเกิดผลลัพธ์ หรือ การเปลี่ยนแปลงแบบรวดเร็ว มันเข้ามาได้เสมอ ตามทิศทางที่ผู้ชนะจะพาไป

การเป็นรายย่อย เราเป็นผู้ ตามเกมส์ ไม่ใช่ผู้ทำเกมส์ ดังนั้นไปมโน โลกสวยตามความเชื่อ ความคำบอกเล่าของคน

การเดาไม่ได้หรือไม่ทางจะถูก 100% แน่นอน


สิ่งที่ทำได้คือ อย่าประมาท วางแผนล่วงหน้าไว้เสมอ และเตรียมตัว รับความเสี่ยง หรือรับผลที่เกิดขึ้นเมื่อเราผิดพลาด

ผิดพลาด เป็นเรื่องปกติ แต่สำคัญคือ ผิดให้เป็น ผิดแล้วรับมือความเสียหายที่เกิดได้

ผู้ไม่มีแผลเป็น คือ ผู้ไม่มีประสบการณ์


6. อย่ายอมแพ้โดยง่ายดาย

อันนี้เราจะเห็นได้เยอะใน GOT โดยเฉพาะแต่ละก๊ก แต่ละฝ่ายพลัดกันแพ้ชนะ การยอมแพ้นี้ยากจริงๆ

บางฝ่ายแพ้ แล้วกลับไปสะสมกำลัง เปลี่ยนแผนเปลี่ยนกลยุทธ์ ฮึดขึ้นมาเอาชนะใหม่ได้ เสมอ


เกมส์การต่อสู้ในตลาดเก็งกำไรก็เช่นกัน การจะยอมแพ้ถอดใจ จากความผิดหวังง่ายๆ ไม่มีทางเลยที่จะทำให้เราพบกับความสำเร็จ

การเพิ่ม ความทนทาน ทนต่อความผิดหวัง เจ็บปวด เพื่อให้เราได้เรียนรู้จากความผิดพลาดได้มากๆ

มันจะยิ่งทำให้เราแข็งแกร่ง ทุกครั้งที่ล้มที่ผิดพลาด เรียนรู้ แล้วลุกขึ้นมาสู้ต่อไป


7. รู้จักยอมเสียบางสิ่งเพื่อแลกกับเป้าหมายอันยิ่งใหญ่

ยกตัวอย่างแม่มังกร Daenerys Targaryen เธอต้องเจอกับความทุกข์จากการถูกโค่นอำนาจ พ่อแม่ถูกฆ่า จนต้องหนีศรัตรูข้ามน้ำข้ามทะเลไป ต้องยอมแลกความสุข ยอมแม้กระทั่งการแต่งงานกับคนเถื่อน เพื่อให้อยู่รอดและได้รับการช่วยเหลือ

ยังไม่นับเรื่องที่ต้องเสียสละ ความสุขต่างๆ เพื่อเป้าหมายอันยิ่งใหญ่


ดังนั้นการจะประสบความสำเร็จ เป็นสิ่งที่ต้องแลกมา เสมอ เราต้องพร้อมจะเสียสละเวลา เสียสละความสบาย

เพื่อ อุทิศตัวในการฝึกฝน ในการเพาะบ่ม ความสามารถของตัวเรา เพื่อลงมือทำสิ่งที่ตั้งใจให้สำเร็จ

ไม่ใช่รักสบาย ช่างฝัน เอาแต่เฟ้อไปตามคำโฆษณาชวนเชื่อ หรือมุ่งแต่จะหาทางลัดที่คนนำมาหลอกล่อ เราแต่อย่างเดียว

วันจันทร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2558

ผลตอบแทนจากประสบการณ์

เมื่อคืนเป็นอีกคืนที่ happy มากเพราะพอร์ตน้ำมัน
ทำ cashflow ได้สูงเป็นสถิติ รอบหลายเดือน จากการรีบาวนด์กลับทิศทางยกตัวขึ้น
ทำให้ระบบ GRID เริ่มสร้างกำไร ปรับต้นทุนในโซนเทรด $40-$50 ได้

เมื่อย้อนไปอ่าน diary เขียนไว้ในปี 2013 ตอนนั้นเทรด crude oil ตอนโซน $99 เขียนแนวคิดวิธีการเทรดเรื่องการเก็บ cashflow ไว้ชัดเจน ที่ดีใจคือ ตัวเองยึดมั่นในระบบที่เราพัฒนา เทรดได้ตามแผน
ไม่ว่าน้ำมัน จะเข้าสู่ภาวะโหดร้ายแค่ไหน พอร์ตผมก็ยังไม่ล้าง อยู่รอดและทำกำไรได้ต่อเนื่อง แม้จะไม่มีกำไรไม้ละหมื่นละแสน


แต่เวลาที่ผ่านไป การได้เทรดทุกวัน ติดตามตลาดทุกวัน มันสร้างประสบการณ์และการเรียนรู้มากมาย นี่ต่างหากคือกำไร ที่แท้จริง ที่ผมคาดหวัง เพราะผมเชื่อว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตลาดในปี 3 ปี 5 ปีข้างหน้าผมก็จะสามารถอยู่รอดและปรับตัวให้เข้ากับสภาวะที่เกิดได้ โดยไม่ต้องไปเสียจริต เสียเวลาเดาอนาคต

เล่นไปตามระบบ ไม่หวั่นไหวไปตามข่าว ตามบทวิเคราะห์ที่ออกตามสื่อหลัก

ถึงน้ำมันจะไป $10 จริงๆ ผมเชื่อว่าด้วยระบบเทรด และองค์ความรู้ที่มี โดยเฉพาะการบริหารจัดการความเสี่ยง สิ่งเหล่านี้ก็น่าจะทำให้ พอร์ตรอดและเติบโตได้  ถึงวันนั้นผมอาจจะเขียนหนังสือ จาก "$100 ถึง $10 คุณก็รอดได้" แจกฟรีให้อ่านกัน
ปล. ประโยชน์ของการทำ trader diary คือมันทำให้เราชัดเจนและสามารถทบทวนแนวคิด ทบทวนการทำงานของเราได้เป็นอย่างดี อยากให้เพื่อนๆน้องๆ ลงมือทำกันนะครับ

จงให้ความรู้แต่อย่าอวดรู้

อวดรู้ กับ การให้ความรู้มันเป็นคนละเรื่องกัน

สุดท้ายคนรับจะมองเห็น เจตนา ได้เอง

มีน้องคนหนึ่งมาปรึกษา บอกว่าอยากแชร์ความรู้ บ้าง แต่กลัวคนจะหาว่าอวดรู้ ผมแนะนำไปเลยว่า อย่าไปสนใจคนอื่นเลย ทำไปเถอะ เพราะสุดท้าย เจตนาดี มันมีคนมองเห็นเอง

แต่ก็ต้องยอมรับว่า ในโลกออนไลน์ มันมีทั้งคนอวดรู้ และให้ความรู้จริงๆ ก
รณีเป็นคนฟัง บางทีต้องแยกแยะดีๆ 
มองครั้งแรกอาจจะไม่เห็น แต่เวลา นี่จะเป็นตัวพิสูจน์ได้ดีเลย



ฝันให้ไกลไปให้ถึง

ว่าจะไปดู Furious 7 ทั้งที่ไม่เคยดูภาคอื่นๆเลยส่วนตัวผมไม่ชอบหนังสไตล์นี้เท่าไหร่ 


แต่จะไปดูเพราะ จา พนม ชอบจา พนมตรงที่ เขาสามารถพัฒนาศักย์ภาพตัวเอง ทำในสิ่งที่ตัวเองรักและชอบ จนมันก้าวขึ้นไปถึงจุดที่โดดเด่นระดับโลกได้ 


แน่นอนว่า มันไม่ได้มาง่ายๆ จา สัมภาษณ์เด็กๆบ้านจนเกิดในชนบท แต่เขาชอบหนัง action มาตั้งแต่เด็ก จากหนังจีนกำลังภายใน อย่างยุคของเฉินหลง เขาดูหนังจบกลับบ้านมาซ้อมมาหัดคิวบู้ และศึกษาศิลปะการต่อสู้ ซ้อมหนัก

และได้เข้าฝึกฝนการเป็น สตันกับ พันนา ฤทธิไกร ตอนเรียนจบม.ปลาย จากนั้นก็เดินเส้นทางนี้มาตลอด 


จนปี 2535 ได้เข้าวงการแสดง เป็นตัวประกอบ สตันแมน และบทแอ็กชั่น ในหนังไทยเล็กๆน้อยๆ (ตลอดเส้นทางในวงการบันเทิง เขาเป็นสตันแมนทนเจ็บตัวแลกเงิน ในหนังหลายสิบเรื่อง มากกว่าหนังที่เขาแสดงจริงเสียอีก) จนปี 2546 ได้แจ้งเกิดกับ องค์บากและตามมาด้วย  ต้มยำกุ้ง 


จุดขายไม่ใช่หน้าตา แต่คือ เล่นจริง เจ็บจริง ไม่ใช่ตัวแสดงแทน ทำให้ชื่อของ จา พนม กลายเป็นที่รู้จักทั้งไทยและต่างประเทศ แน่นอนว่าเมื่อดัง มีเงินมีชื่อเสียง ปัญหาต่างๆก็ตามเข้ามา ทั้งเรื่องธุรกิจ หนี้สิน และอื่นๆ แต่เขาก็ยังทำในสิ่งที่เขารักต่อไป 


ต้องทนเจ็บทนปวด เจออุปสรรคมากมาย แต่พอมาถึงวันนี้ วันที่ได้เล่นหนังระดับฮอลลีวู๊ด ได้ประกบกับดาราระดับโลก สร้างผลงานที่ทุกคนยอมรับ ผลตอบแทนมันก็คุ้มค่ากับที่ทนทำทนพยายามมา 


ได้ดูฉาก action บางส่วนในหนังบอกได้เลยว่า จา พนม ทำผลงานระดับสุดยอดจริงๆ ผมว่าถ้าเทียบคิวบู้การต่อสู้ น่าจะเท่ากับเฉินหลงตอนที่อายุใกล้เคียงกันได้เลย ยิ่งจา พนมมีจุดเด่นที่การสปริงตัว การกระโดดที่ เฉินหลง มีไม่เท่า โอกาส ที่เขาจะก้าวไปต่อใน ระดับฮอลลีวู๊ด ก็น่าจะมีสูง 


การเดินเส้นทางนี้ของจา พนม เหมือนเป็นเส้นทางที่ไม่ง่าย หาคนแข่งได้น้อย เพราะ ถ้าบาดเจ็บ ก็อาจจะพิการ หรือหมดโอกาส ไปต่อได้ทันที ยังไม่นับรวมการเสี่ยงโดยไม่ใช่สตัน ไปเจอคิวบู้แบบสุดโต่ง ก็อาจจะตาย ได้เช่นกัน  แต่ก็อย่างว่า high risk high return

แต่คนเราเกิดมาแค่ครั้งเดียว การได้ลงมือทำ เพื่อไปถึงจุดหมายปลายทาง มันอาจจะคุ้มค่ากับความเสี่ยงที่ต้องเจอ
จา พนม ผมว่าเขาเป็นตัวอย่างที่ดี ในการทำตามความฝัน รู้รักอะไร ชอบอะไร ก็มุ่งมั่นทุ่มเททำให้ถึงที่สุด

อย่าประณีประณอมกับความขี้เกียจ หรือความกลัวกับอนาคตที่ไม่แน่นอน เพราถ้าเราตั้งใจ ศึกษาและ วางแผน มาอย่างดีแล้ว อนาคตโอกาสสำเร็จ มีแน่นอนครับ 




วันเสาร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2558

เรียนหุ้นจากหนัง

ผมจัดอันดับ หนังเกี่ยวกับหุ้นที่นักลงทุน หรือนักเก็งกำไรไม่ควรพลาดมาให้ 10 อันดับ
วันหยุด สงกรานต์ปีนี้ใคร ไม่ได้ไปไหนลองหา DVD มาชม แล้วอยากได้แง่คิดเพิ่มเติม
ดาวน์โหลด ebook สรุปเรื่องราวและแง่คิดได้ที่


----------------------------------------
1. Wall Street : 1987 
>> ว่าด้วยวีรกรรม ของ กอนดอน เก็กโก้ ที่สะท้อนภาพความโลภ ความต้องการไม่มีที่สิ้นสุด























2.Boiler Room 
>> การหลอกลวง หลอกขายหุ้นเน่า เพื่อ ฉกฉวยผลประโยชน์บนความโลภของคน 


3.The Scam
>> เรื่องจริงที่แมงเม่าต้องเจอ เล่ห์เลี่ยมทางการเงิน รวมถึงจุดจบของความโลภ


4. Rogue Trader 
>> ความโลภ ที่นำมาซึ่งการเลือกเดินเส้นทางผิด ยอมทรุจริตขายศักดิ์ศรีของตัวเอง


5.The Wolf Of Wall Street
>> ความโลภ ของมนุษย์ การหลอกลวงและเอาเปรียบกัน เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว



6.Wall Street2: Money Never Sleeps  
>> การแข่งขัน การหักหลัง และการชำระแค้น + จุดหักเปลี่ยนของเสือเฒ่า กอนดอน เก็กโก้


7. Inside Job
>> ต้นตอและอธิบายเหตุการณ์ วิกฤติการเงินปี 2008


8.Margin Call
>> ความประมาท ความโลภของมนุษย์ ที่นำมาซึ่งหายนะทางการเงิน ความเห็นแก่ตัวยอมทำทุกทางเพื่อเอาตัวรอด 


9. A good Year
>> Happy trader เมื่อความสุขที่แท้จริงในชีวิต ไม่ใช่แค่การมีเงิน



10. The Pursuit of Happyness
>> การเอาชนะความยากลำบาก ข้อจำกัดของชีวิต เพื่อความสุขของคนที่เรารัก



11.  The Shawshank Redemption
>> ความหวัง และความพยายาม เพื่อการมีชีวิตที่ดีกว่าในอนาคต  


12.  Money ball
>> การใช้ความสามารถ ใช้ระบบ เอาชนะเงินทุน เงินน้อยก็พบกับความสำเร็จได้
https://www.youtube.com/watch?v=AiAHlZVgXjk



----------- 


วันศุกร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2558

เรียนหุ้นจากหนัง: Life Without Principle




ว่ากันว่าความโลภ เป็นเหมือนพลังวิเศษที่สามารถนำคนเรามาพบกัน Life Without Principle เป็นหนังฮ่องกงที่ใช้แนวคิดเรื่องความโลภและการกระหายเงิน มาดำเนินเรื่องผูกโยงเอาตัวละครต่างๆที่ไม่เกี่ยวข้องกันมาโยงไว้ด้วยกัน หนังเรื่องนี้เป็นหนังสไตล์ฮ่องกงโดยแท้ มีทั้งนักเลง ตำรวจ ความรัก การทรยศหักหลังและหุ้น ดำเนินเรื่องแบบหลายช่วงเวลาบนสถานการณ์เดียวกัน เพื่อแสดงให้เห็นพฤติกรรมของตัวละครที่มีต่อความโลภและเงินตรา ในเรื่องราวที่แตกต่างกันไป





Life Without Principle "เกมคน กลเงื่อนเงิน" เป็นเรื่องราวในช่วงปี 2554 นำเอาเรื่องของวิกฤตหนี้สินกรีซและความกังวลเรื่องวิกฤติการเงินในยุโรปมาเป็นตัวเดินเรื่อง ผสานกับความโลภและความอยากของตัวละคร ที่มีการกระทำเพื่อให้ได้เงินมาในรูปแบบที่แตกต่างกันไป โดยตัวละครแรกคือ พนักงานบริษัทหลักทรัพย์สาว (เดนีส โห) ที่ถูกกดดันจากหัวหน้าให้ขายหน่วยลงทุนที่ลงทุนในประเทศ BRIC ให้ได้ตามยอด ด้วยความกดดันทำให้เธอต้องพยายามหาลูกค้ามากมาย 








Teresa พนักงานบริษัทหลักทรัพย์





ซึ่งความต้องการจะขายหน่วยลงทุนในยามเศรษฐกิจไม่แน่นอน ทำให้เธอต้องยอมหรอกคุณป้าวัยเกษียณ ที่ต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝากประจำ จึงยอมนำเงินบำนาญและเงินออมมาลงทุนในกองทุน BRIC เพื่อรับผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับสูงกว่าดอกเบี้ยธนาคาร แต่แน่นอนว่าอะไรๆก็ไม่เป็นไปตามคาดเมื่อตลาดหุ้นทั่วโลกโดนข่าววิกฤติหนี้สินยุโรปกดดัน มูลค่าหน่วยลงทุนของกองทุนก็ลดลง หลายสิบเปอร์เซ็นต์ ผลตอบแทนที่คาดจะได้รับใน 6 เดือนก็ไม่อาจจะเป็นไปตามหวัง แถมต้องขาดทุนเสียเงินออม








คุณป้าที่ยอมเสี่ยงซื้อกองทุนเพียงเพราะหวังผลตอบแทนสูงๆ







เจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบ




และด้วยความต้องการเงินเทเรซ่า คนนี้ถึงกับยักยอกเงินลูกค้าที่เป็นนายหน้าปล่อยเงินกู้นอกระบบ ที่ไว้ใจฝากเงินไว้กับเธอถึง 5 ล้าน และนำกับไปปล่อยกู้อีก 5 ล้าน เมื่อพบว่า ลูกค้าคนนี้ถูกฆ่าชิงทรัพย์ตายที่ลานจอดรถ ลูกค้าคนนี้กำลังนำเงินไปปล่อยกู้ให้กับแก๊งมาเฟีย ที่ทำบ่อนพนันเถื่อนออนไลน์และเล่นเก็งกำไรหุ้น ด้วยข่าวปัญหาหนี้กรีซทำให้ตลาดหุ้นฮ่องกงตกอย่างรุนแรง ส่งผลให้ขาดทุนเป็นเงินหลายสิบล้านและถูกผู้มีอิทธิพลทวงเงิน จึงจำเป็นต้องวางแผนทำทีมากู้เงินและส่งให้ลูกน้องที่เป็นนักเลงหัวไม้ (หลิวชิงหวิน) มาปล้นเงินจากเจ้าหนี้เงินกู้ ผลก็คือ นักเลงหัวไม่พี่ หลิวชิงหวิน ได้เงิน 5 ล้านไปครอง และนำเงินไปเปิด Long ให้ตลาดอนุพันธ์ เมื่อดัชนีตลาดหุ้นฮ่องกงรีบาวน์บวกขึ้นมา ทำให้จากนักเลงหัวไม้ได้กลายมาเป็นเศรษฐี








เสือดำนักเลงหัวไม้ ที่ได้ดีเพราะหุ้น





ตัวละครตัวสุดท้ายที่สะท้อนปัญหาจากความต้องการที่เกินตัวคือ นายตำรวจหนุ่ม (Richie Ren) ที่ภรรยาต้องการซื้อคอนโดราคาแพง ทำให้ยอมกู้เงินธนาคารอัตราดอกเบี้ยแสนโหด ไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่มีราคาแพงจาก โดยใช้หุ้นที่มีไปคำประกัน เมื่อตลาดหุ้นตกทำให้ จำเป็นต้องจ่ายดอกเบี้ยคืนที่สูง ทำให้เกิดปัญหาการทะเลาะกันของคู่สามีภรรยา เกิดปัญหาในครอบครัว และความกังวลเรื่องเงิน แต่สุดท้ายเรื่องร้ายก็กลายเป็นดีเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น ก็มีคนสนใจเสนอซื้อคอนโดนั้นในราคาที่แพงกว่าเดิม








ภรรยาของนายตำรวจหนุ่มที่ยอมกู้เงินเพื่อซื้อคอนโดหรู








นายตำรวจหนุ่ม ผู้สืบคดีฆาตกรรมเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบ





Life Without Principle เป็นหนังสไตล์ฮ่องกงแท้ใครที่ชอบแนวนี้ไม่ควรพลาด ดูสนุก มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหุ้นบ้างแต่ไม่มาก เพราะสีสันน่าจะอยู่ที่การกระทำและการตัดสินใจของตัวละคร อันเกิดจากการบีบรัดด้วยปัญหาการเงิน สิ่งที่ได้จากเรื่องนี้หลักๆคือ "อย่าโลภ" ยิ่งโลภโอกาสจะหายนะก็มีมากขึ้น ที่สำคัญคือลงทุนไม่ว่าจะรูปแบบใดต้องรู้จักความเสี่ยงและประเมินความเสี่ยงให้ได้ ไม่ใช่มองแค่กำไร ที่มีคนอวดอ้างว่าจะได้รับเท่านั้นเท่านี้ในอนาคต ยิ่งเห็นฉากที่หลายคนหมดอาลัยตายอยากจากการเจ๊งหุ้นเพราะตลาดหุ้นฮ่องกงล่วง ยิ่งสะท้อนความรุนแรงของผลเสียหายจากความโลภเป็นอย่างดี


ผมชอบฉากตัวเอก นักเลงหัวไม้ เรียนอ่านกราฟแท่งเทียนมาก ดูเหมือนเวอร์ที่เรียนรู้ได้เร็วขนาดนั้น แต่ด้วยการศึกษากราฟย้อนหลัง การดูสถิติทำให้ สามารถเปิด Position แบบ Long ในตลาดอนุพันธ์ ฮั่งเส็งอินเด็กซ์ฟิวเจอร์จนกำไร ทั้งๆที่ลูกพี่สั่ง Short นะ ถ้าเชื่อลูกพี่คงหมดตัว ตายตามกันไปแล้ว 








ฉากนี้จุดเปลี่ยนของชีวิตพี่เสือดำ จากนักเลง สู่เศรษฐี







วันเสาร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2558

เทรดเดอร์อาชีพ

การเป็นเทรดเดอร์อาชีพ มันไม่เกี่ยวกับกำไร/ขาดทุนอย่างเดียว แต่คนจำนวนไม่น้อย ยังไปเข้าใจว่า มันคือเรื่องสำคัญ ทำให้ยังติดกับการจะเป็นผู้ชนะทุกครั้ง แล้วยังชอบนำมาอวด มาแข่งขันกัน ทำให้คนที่ไม่มีไม่ได้อิจฉากันไปอีก

แต่จากที่ผมเห็นกำไรไม้เยอะๆเร็วๆที่มาโชว์ มันเป็นกำไรที่ไม่ได้มาจากความต่อเนื่อง มันมาจากภาวะตลาด มาจากปัจจัยเสริมอื่นๆเสมอ สำหรับผมกำไรแบบนั้นผมเรียกว่า "โชคดี"

คนเป็น full time trader หรือเทรดเป็นอาชีพ เราไม่สามารถเอาผลตอบแทนไป ผูกกับภาวะตลาดหรือโชคได้เลย ไม่ใช่ตลาดแย่ ก็ไม่มีกำไร ตลาดดี กำไรมากมายมีเงินเยอะ



เพราะถ้าเทรดเป็นอาชีพ ตลาดแย่ ตลาดเลวร้ายแค่ไหน ตัวเราก็ต้องกิน ลูกเมีย ครอบครัวก็ต้องกินต้องใช้เพื่อดำรงชีพ

ดังนั้น การพัฒนาทักษะ(การตัดสินใจ)+ พัฒนาระบบเทรด มันต้อง มีความแข็งแรงแข็งแกร่งมาก(เป็นที่มาที่ว่าทำไมงานของเทรดเดอร์อาชีพจึงไม่ง่ายไง เพราะต้องฝึกฝนต้องเรียนรู้และพัฒนาตัวเองตลอด) และไม่ขึ้นกับสภาวะตลาด และไม่ขึ้นกับโชคชะตา

จุดบอดของเทรดเดอร์ คือการ เอาจิต ไปผูกติด กับผลกำไรขาดทุน เพราะเมื่อจิต คุณติดกับตรงนั้น ในภาวะที่เกิดความไม่ปกติ เกิดช่วงที่เลวร้าย bad day จิตก็ไม่ปกติ จิตตก

สุดท้าย มันจะทำให้ ไม่สามารถดำเนินตามแผน หรือลุกออกมาจาก หลุมแห่งความผิดพลาดได้อีกเลย การขาดทุนใหญ่ มันไม่ใช่เรื่องของเงิน แต่มันเป็นเรื่องของใจ ถ้ายึดติดมา แผลในใจที่ค้างไว้จะยิ่งใหญ่ และลึก

การอยู่รอดในทุกสภาวะตลาด ในทุกสภาพเศรษฐกิจ เป็นเรื่องสำคัญ และสิ่งสำคัญมากที่สุดคือการสร้างผลกำไร หรือกระแสเงินสดที่ออกมา จากการเทรด ให้ได้ต่อเนื่องและแน่นอน ไม่ใช่กำไรก้อนใหญ่ๆเยอะๆเร็วๆ แบบที่โฆษณาหลอกล่อแมงเม่า ให้เข้ามาหลงเสพกัน


มันไม่ใช่ง่ายๆนะครับ การที่จะอยู่รอดในตลาดเก็งกำไร

ดังนั้นถ้าคุณคิดว่าตัวเองยังไม่พร้อม(ไม่ขยัน ไม่อดทน ไม่มี passion พอ) อย่ารีบลาออกจากงานประจำ มาเทรดเป็นอาชีพจะดีกว่า

ชมคลิปเพิ่มเติมที่
https://www.youtube.com/watch?v=Rf8bq22LKCQ&list=PLm21We5eSHK_EcKThzEiaLGX3yMrvun4I


New global debt crisis

ช่วงนี้เห็นมีแต่คนพูดว่า เศรษฐกิจจะแย่ บ้างก็มีคำว่าฟองสบู่ออกมาแล้ว (อสังหาบ้าง ,กลุ่ม IT ของอเมริกาบ้าง) ยังไม่นับประเด็นลบต่างๆก็ว่ากันไป 


ผมเองเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในตลาด สิ่งที่ทำไม่ได้ไปเต้นตามความคิดเห็นพวกนี้เท่าไหร่ แต่รับฟังข้อมูล มากกว่าข้อคิดเห็น
คล้ายกับที่ผมฟังเหตุผลของกูรูที่ออกมาเดาตลาดหุ้นจะไป 1700 1800 2000 จุดตอนต้นปีนั้นแหละ
คือใครว่าอะไรมา ผมฟังหมด จะฝ่ายเชียร์ หรือฝ่ายแช่ง แต่ผมไม่เชื่อกูรูหรือเซียนคนไหนสักคน
ผมจะเชื่อในการคิดการวิเคราะห์ของตัวเองมากกว่า แม้จะผิดจะถูกก็ไม่เป็นไรเพราะเราได้ลงมือทำด้วยตัวเอง(ผิดก็ได้เรียนรู้)


พอพูดเรื่องเศรษฐกิจไม่ดี พูดเรื่องปัญหาการเงิน เลยขอเอาตัวอย่างบทความน่าสนใจของ economist มาให้พวกเราดูกัน
เขาเขียนเรื่องของ new global debt crisis โดยยกงานวิจัยเรื่อง 
resilience indicator ของคุณ Rojas-Suarez ซึ่งทำวิจัยเก็บข้อมูลเทียบตั้งมาต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤติการเงินปี 2008
paper นี้เป็นตัว Update ข้อมูลล่าสุดปี 2014 ดังภาพ ลองเทียบกันดูว่าประเทศไหนดีขึ้นหรือแย่ลงเพียงใด โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเกิดใหม่
ที่หลังซับไพร์มนี่เป็นพระเอกอย่างหล่อเลย 


resilience indicator เหมือนเป็นดัชนีบ่งบอกความแข็งแรงของโครงสร้างเศรษฐกิจ ถ้ามีค่าเป็นบวกมาแปลว่ามีภูมิคุ้มกันที่ดี
การวิเคราะห์ความน่าจะเป็นของการเกิดวิกฤติทางการเงิน งานวิจัยเสนอการพิจารณาปัจจัยสำคัญๆได้แก่ 


1: current-account balance as a percentage of GDP.


2: ratio of total external debt to GDP. Both public and private debts are included.


3: ratio of short-term external debt to gross international reserves


4: ratio of general government fiscal balance to GDP.


5. ratio of government debt to GDP


6. squared value of the deviation of inflation from its announced target. (This is important, since it gives an indication of how constrained a central bank is to respond with counter-cyclical monetary policy.)


7: a measure of financial fragility, characterized by the presence of credit booms or busts. 
 {ไม่แปลนะครับ ลองไปทำการบ้านต่อเอาเอง} 

ดูเป็นไอเดีย ไม่ต้องตระหนกตกใจว่าจะเกิดวิกฤติหรือไม่ เพราะของแบบนี้จากประสบการณ์ผมผ่านมา 2 วิกฤติการเงินโลก ยังไม่เคยเห็นมีโมเดลใดเดาหรือทำนายการเกิดได้แม่นยำจริงๆ ส่วนใหญ่ต้องเฝ้าระวังกันเอาเอง กว่าจะรู้ตัวก็นั้นแหละ เละเทะแล้ว(แต่ละประเทศก็ปิดข้อมูล ก็ยื้อกันสุดๆนั้นแหละ)  แต่อย่างน้อยการอ่าน การศึกษาก็ทำให้เรา เราสามารถมีแนวทางในการเฝ้าระวังได้
พวกเราก็ลองดูงานวิจัยนี้เป็นตัวอย่างได้ครับ



----------------------------------------------