สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2563

Ray Dalio estimates the corporate losses

Ray Dalio ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับผลกระทบของเศรษฐกิจสหรัฐจากวิกฤติการระบาดของไวรัส COVID-19
- เขาเชื่อว่าวิกฤตินี้ทำให้เกิดการเสียหายครั้งใหญ่ ในประวัติศาสตร์ ภาคองกร์ธุรกิจ จะเสียหายถึง $4 trillion เขาประเมินทั้งโลก(Global) เสียหาย $12 trillion
- ธุรกิจขนาดเล็กอาจจะล้มละลาย เจ้าของกิจการหมดตัว, ประชาชนจำนวนมากตกงาน
- การเกิดวิกฤติยิ่งยาวและใช้เวลานาน ทำให้ผลกระทบต่อสภาพคล่องของธุรกิจ
-รัฐบาลต้องอัดฉีดเงินสด ไปยังประชาชนและธุรกิจเพื่อเสริมสภาพคล่อง + การลด/ชะลอหนี้ในธุรกิจและประชาชน รวมไปถึงการ bailout ที่อาจจะเกิดขึ้น เขาประเมินรัฐบาลควรใช้งบ fiscal stimulus package อย่างน้อย $1.5 trillion - $2 trillion



-ด้านนโยบายการเงินจาก Fed ช่วยเรื่องการลดอัตราดอกเบี้ย ต้นทุนการกู้ยืม + QE แต่เขามองว่าเครื่องมือหรือประสิทธิภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจของ Fed ลดต่ำลงและมีจำกัดกว่าทุกครั้งที่เกิดวิกฤติ (ระดับ อัตราดอกเบี้ยต่ำติด 0, การซื้อ Bond ของเฟดไม่สามารถทำให้ราคาบอนด์ลงได้)
-โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใช้เงินเยอะ รัฐออกBond ระดมเงินมาเสริมกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ปัญหาคือการหาคนซื้อ ปัจจุบันเห็นราคา Bond ดีดสูงเพราะมีคนต้องการขายมากกว่าซื้อ แม้ global central banks จะทำโครงการ เพือเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนแต่เหมือนยังไม่ได้ผ
- Ray บอกว่า "the mechanics" กำลังมีปัญหา ไม่สามารถ ลดดอกเบี้ย พิมพ์แบงค์ อัดฉีดสภาพคล่องจากการใส่เงินเพิ่มเครดิตให้ธุรกิจเหมือนอดีตช่วง 1930s นอกจากนี้เขาอธิบายถึง Debt restructuring และการแจกเงิน Helicopter Money
- Helicopter Money ดำเนินการ พิมพ์เงินแจกให้ถึงมือประชาชนโดยตรง ไม่ผ่านกลไกดอกเบี้ย ตัวกลางธนาคารปล่อยกู้ เพื่อให้ประชาชนนำเงินมาใช้จ่าย ในระบบเศรษฐกิจ
-ด้านพอร์ตฟันด์ของ Bridgewater ไม่คาดคิดเหตุการณ์จะเกิด เขายอมรับว่ามองเห็นการถดถอย economic downturn แต่ไม่คิดจะมาจากสาเหตุ coronavirus pandemic และเกิดเร็วเช่นนี้ Ray คาดปีนี้ฟันด์พอร์ตมูลค่าลดลง 10-20%
- economic issue นำมาถึง social issue การรัฐบาลใช้เงินภาษี bailout บริษัทต่างๆจะเจอปัญหา ทั้งภาคธนาคาร, ท่องเที่ยว,สายการบิน ขนส่งเป็นต้น กลายเป็นประเด็นนำเงินภาษี มาช่วยคนรวยธุรกิจ ขณะที่ประชาชนจำนวนมากตกงาน ขาดรายได้

อ้างอิงจาก
https://www.cnbc.com/2020/03/19/investor-ray-dalio-estimates-the-corporate-losses-in-the-us-from-coronavirus-will-top-4-trillion.html


The Great Depression

วันนี้มีโอกาสได้ดู สารคดี Great Depression มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ เลยอยากแนะนำให้ได้ดูกัน ผมสรุปประเด็นหลักมาให้ คราวๆดังนี้

-1914-1918 สงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุด เศรษฐกิจถูกกระตุ้น กลับมาฟื้นตัวและขยายตัวมากช่วง 1920
บนแนวคิดอเมริกันดรีม ประชาชนมีเงินเก็บมีการใช้จ่ายซื้อบ้าน ซื้อรถ(ยุคแรกของรถยนต์) ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่นโทรทัศน์ เครื่องดูดฝุ่น
-ราคาหุ้นเติบโตสร้างผลตอบแทนครั้งใหญ่ คนสนใจเข้ามาลงทุนใน wallstreet เช่นเดียวกับสถาบันการเงิน ทำให้เกิดการเฟื้องฟู คนส่วนมากอยากเข้ามาหาเงินจากตลาดกระทิง หุ้นเกือบ 80% ถูกไล่ซื้อราคาพุ่งสูงขึ้น นักลงทุนเริ่มใช้เงินกู้(loan) เขามาดักซื้อหุ้นสะสมเพื่อหวังทำกำไร , ขณะเดียวกันธนาคารยินดีปล่อยกู้เพื่อหารายได้จากดอกเบี้ย. สถาบันการเงินนำเงินกู้เข้ามาเทรดหุ้นเพื่อหากำไร
-1929 ตลาดสหรัฐถึงจุดสูงสุดดัชนี Downjone +218% นับจากปี 1922 คนต่างเชื่อมั่นแต่แล้วเศรษฐกิจเกิดชะลอตัว ยอดส่งออกสหรัฐลดลง , บริษัทเริ่มมียอดขายลดลงรุนแรง ผลประกอบการไม่ดีแบบที่คาดหวัง




-ช่วงกลางปี 1929 เริ่มมีการพูดถึงการถดถอยทางเศรษฐกิจ recession จนมาถึง 24/10/1929 เกิด event สำคัญ black thursday การถล่มของ wall street แรงขายมหาศาล 12.9 ล้านหุ้น จากความ panic sell ดัชนีลดลง -11% ในวัน
-วันต่อๆมาเริ่มทรงตัวจนมาถึงสัปดาห์ถัดไปเกิด Black tuesday ความกังวลจากความขัดแย้งในยุโรปและการเกิดสงคราม ทำให้ตลาดหุ้นเจอแรงขายอย่างหนัก 16.4 ล้านหุ้น ดัชนีลดลง -12% สูญเสียมูลค่า 14 billion ในหนึ่งวัน
-นักลงทุนขาดทุนหนัก บางคนใช้เงินกู้ก็ต้องหมดตัว บางคนใช้เงินเก็บเงินเกษียณก็ต้องหมดไป
- จุดเริ่มต้นของ The great depression Dow jones ลงต่อเนื่องอีก 3 ปี(1929-1932) ดัชนีถดถอยลง -90% จากจุด Peak ช่วงต้นปี 1929
- เกิดหนี้เสีย ธนาคาร สถาบันการเงินมีปัญหาสภาพคล่อง สูญเงินฝากประชาชนในตลาดหุ้น ถ้าถอนเงินตอนนั้นได้เงินคืน 10 cent / เงินฝาก $1 ในบัญชี ธนาคารต้องปิดกิจการ ปิดสาขา บางแห่งล้มละลาย
-ภาวะตอนนั้น ไม่ว่าจะลงทุนในตลาดหุ้น, กู้เงินธนาคารซื้อบ้าน หรือแม้แต่ฝากเงินออมทรัพย์ เงินออมเกษียณ ก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย
-เศรษฐกิจถดถอย ธุรกิจกิจการต้องปิดตัว คนตกงาน อัตราการว่างงานติดอันดับ 24.9%
-Great depression ขยายผลกระทบวงกว้างไปหลายประเทศทั่วโลก
-ภาวะถดถอย เศรษฐกิจตกต่ำเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง การรุ่งโรจน์ขั่วอำนาจใหม่ เช่น ฮิตเลอร์
- การเกิดของพรรคนาซีเยอรมัน นำมาสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุโรป และเอเซีย
- 1930-1939 รัฐบาลสหรัฐตั้งหน่วยงานแก้ปัญหา ออกกฏระเบียบทางการเงิน และกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ จนฟื้นคืนภาวะปกติ

ชมสารคดีฉบับเต็มได้จาก

https://www.youtube.com/watch?v=bCEJ65H_1XE&

วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2563

การหาหุ้นปลอดภัยด้วย cross sectional momentum

มีคนถามประเด็นการหาหุ้นเทรด ในช่วงตลาดแบบนี้ ซึ่งบางทีเราเลือกหุ้นราคาถูกเพราะ มันลงจากปีก่อนหน้าเยอะ แต่ไม่ได้แปลว่ามันจะเป็นราคาที่ดีเสมอไป เพราะส่วนใหญ่ยิ่งซื้อยิ่งไหลลง เรียกว่าถัวเฉลี่ยกันจนหมดใจไปเลย

ดังนั้นการหาหุ้นราคาปรับตัวลงมาเยอะ เทรดจำเป็นต้องเลือกหุ้นที่ดีมีความแข็งแกร่งด้วย นั้นคือการใช้เทคนิค cross sectional momentum ผมขออธิบายง่ายๆ คือหุ้นมี market discount ราคาปรับตัวลง แต่ความแข็งแกร่งจะดี คือไม่ถดถอยลงมากกว่า ดัชนี SET และดัชนีกลุ่มอุตสาหกรรม (ส่วนมากพวกนี้ ลงมาสักระยะ downside จะจำกัดแล้ว การเข้าซื้อขายก็ไปหา จังหวะจาก TS-MOM ก็ได้) ยิ่งถ้าอยากถือยาวลองเลือกตัวที่เป็นพวก low beta ประกอบ จากนั้นก็เทรดกลาง ยาว รอให้ได้สักนิด

หลักการเดียวกันถ้าจะ ซื้อเก็บหุ้นปันผลดี อย่าดูแค่ราคา ดูความแข็งแกร่งมันด้วย โดยหลีกหนีหุ้นขาลง ทั้งราคาและพื้นฐานกิจการ ก็ใช้ cross sectional momentum เบื้องต้นได้ โดยอย่าไปซื้อหุ้นที่ถดถอยราคาลงหนักต่อเนื่อง(-40 ขึ้น) และลงมากกว่าดัชนีหมวดอุตสาหกรรม และดัชนีตลาด


ตัวอย่างหุ้นสายการบิน มาให้ดูซึ่งช่วงนี้เผชิญกับ ความเสี่ยงและปัจจัยเชิงลบกดดันหนักมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2019 ถึงต้นปี 2020 นี้จากปัจจัยไวรัสโคโรน่า ถ้าเราไม่ต้องการใช้เครื่องมืออะไรมากก็ดู performance จากหน้า set factsheet ก็ได้เช่นกัน



ปล. ผมยกตัวอย่าง แอร์เอเซีย AAV กับ BGRIM ให้ดูเปรียบเทียบกัน ถึงพฤติกรรมราคาแบบ extream เท่านั้น ไม่ได้เชียร์ให้ซื้อขายหุ้น 2 ตัวนี้นะครับ

รายละเอียดการคำนวณและกลยุทธ์ cross sectional momentum ลองดูได้จาก

Asymmetric Returns & Black swan

บทความนี้ น่าจะช่วยอธิบายตัวอย่าง Asymmetric Returns ที่เมื่อวานผมมีโอกาสได้พูดถึง เชื่อว่าหลายคนเคยอ่านหนังสือ black swan ของ nassim taleb ไปแล้ว มีแปลมีสรุปไทยด้วย แต่เชื่อว่าบางทีอ่านจบยังไม่ get ว่านำไปใช้ในการเทรด การบริหารพอร์ตยังไง

บทสัมภาษณ์นี้ เป็นกรณีศึกษา Asymmetric Returns ที่ Mark Spitznagel (ลูกศิษย์เอก ของ taleb )เขาเป็นผู้ก่อตั้งและผู้บริหารเฮ็ดฟัน Universa Investments เขาอธิบาย แนวคิดการใช้เงินทุนบางส่วนแบบจำกัดในพอร์ตแบ่งไปเทรดอนุพันธ์ เช่น options (OTM) เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ขนาดใหญ่ ในกรณีเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติ แบบ black swan (Low probability event & Huge Impact) หรือเกิดวิกฤติการเงินจนทำให้ market crash (กลยุทธ์การทำนี้ไม่ง่ายนะครับ ต้องไปศึกษาเพิ่มไม่ใช่เทรดอนุพันธ์แล้วจะจบ ยิ่งไปเทรด Options OTM มันต้องไปสู้เรื่องราคาและการบริหารต้นทุนค่า premium ที่จ่ายเพื่อลดผลกระทบการขาดทุนอีก ยาวๆๆ บทความนี้ไม่ได้พูดไว้)

บทความนี้คุณ Spitznagel ยกกรณีปี 2008 ที่ฟันด์เขาสามารถทำผลตอบแทนได้อย่างงาม ขณะที่เจ้าอื่นๆขาดทุนหนัก เมื่อเฉลี่ยรวมกับผลตอบแทนภาวะตลาดปกติจากการกระจายความเสี่ยง ก็ทำให้ ภาพรวมระยะยาว performance ของพอร์ตดี(ระยะ 10 ปีชนะ S&P500 ได้)





นอกจากนี้ เขายังได้พูดถึงโอกาสจะเกิด market crash รอบใหม่ ว่ามีโอกาสเป็นไปได้ โดยเฉพาะปัจจุบันจากความเสี่ยงในเศรษฐกิจโลก ที่เกิด แต่เขาไม่ได้ predict เพียงยกให้เห็นว่า เมื่อความไม่สมดุลเกิด โอกาสเปลี่ยนแปลงมีมาก แต่จะเกิด 5 ปี หรือ 10 ปีไม่มีใครบอกได้ เพียงแต่ยิ่งมันโป่งมาก ไม่สมดุลมาก การ crash ก็จะยิ่งรุนแรงตามไป ดังนั้น การเตรียมรับมือไว้ น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

เข้าไปอ่านเพิ่มเติมได้จาก
https://www.vanityfair.com/news/2020/02/nassim-taleb-protege-on-how-to-prepare-for-coming-market-crash
https://www.marketwatch.com/story/these-3-words-describe-one-black-swan-investors-approach-to-managing-his-5-billion-fund-through-a-market-crash-2020-02-13

What is the Bitcoin’s Risk-Free Interest Rate?

เช้านี้อ่านบทความกลยุทธ์การเทรดของ quantpedia อันหนึ่งน่าสนใจ แต่ออกตัวก่อนว่าไม่ได้แปลว่ามันทำแล้วจะ work ง่ายๆ แต่ก็เป็นกรณีศึกษาที่น่าแกะต่อ ผู้วิจัยต้องการสร้างระบบเทรดสร้างผลตอบแทนสเถียรและจำกัดความเสี่ยงในกลุ่ม Cryptocurrencies เป็นสินทรัพย์ประเภท volatile asset class

บทความมันยาวพอควร อธิบายเรื่อง Interest Rate และอื่นๆ แต่ Key หลัก คือการใช้ futures contract เพื่อสร้างความมั่นคงปิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของสินทรัพย์เช่นการโดน hack โดนโกง โดยใช้ regulated derivatives market ของ CME ร่วมกับ Arbitrage strategies ซึ่งเขาทำบนการ long บนสัญญา front-month contract ซึ่งราคาใกล้กับ BTC Spot price และมีสภาพคล่องที่ดี ร่วมกับการ short สัญญาประเภท back-month contract คล้ายการทำกำไรจาก calendar spreads



ผมไม่ลงเรื่องกลยุทธ์มาก ไม่อยากให้เทรดเดอร์รีบไปทำตามเพราะมันมีอะไรลึกมาก ถ้าอยากรู้ลองไปศึกษาต่อ แต่ Key บนความนี้ที่เลือก Arbitrage strategies เพราะเขาต้องการลงทุนใน Bitcoin + ต้องการสร้างผลตอบแทนที่มากกว่า อัตราดอกเบี้ยของธนาคาร แต่ไม่ต้องการความเสี่ยงที่สูงจาก volatility ของ asset (แต่ทำจริงต้องมีเงินทุนพอควรและระวังค่า fee จาก futures ที่เทรด)
ปล. Arbitrage ใน bitcoin มีคนทำเยอะ ทั้งระหว่าง exchage, ระหว่าง Cryptocurrency ด้วยกัน แต่มิติของ calendar spreads นี้ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่ใช้ประโยชน์จากความไม่ปกติของโครงสร้างราคา

ความไม่เป็นเหตุเป็นผลของตลาด

ราคาสินทรัพย์ เช่น หุ้น ทองคำ น้ำมัน ส่วนใหญ่ในภาวะไม่ปกติ มันจะยากที่จะหาความเป็นเหตุเป็นผล(สิ่งที่เราเห็นตามสื่อมันคือคำอธิบาย ผลที่เกิด) เพราะราคาตลาด(market price) มันเปลี่ยนแปลงไปตาม ความหวังในอนาคตของคนในตลาด ทั้งด้านบวก(positive)และลบ(negative expectation)

การพยายามไปหาคำตอบ หรือคำอธิบาย ให้ได้แท้จริงมันยาก ยิ่งพยายามจะไปคาดเดา หรือพยากรณ์ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรในภาวะแบบนี้ยิ่งยากไปอีก

ช่วงนี้มีแต่คนถามเรื่อง ตลาดหุ้น ว่าทำไมวันนี้ราคาลง ทำไมพรุ่งนี้ขึ้น ส่วนตัวผมไม่มีคำตอบให้จริงๆ ก็เทรดไปตามระบบ flow ไปกับสิ่งที่เกิด สังเกตและ ปรับตัววางแผนรับมือ

สิ่งสำคัญคือ การไม่ใช้อารมณ์ เพราะช่วงนี้ อารมณ์ ถูกเล้าได้ง่าย สุดท้ายยิ่งหมกหมุ่น ยิ่งพยายามหาคำอธิบายหรือหาความชัดเจน จะยิ่งทำให้เครียดก็จะนำมาซึ่งความผิดพลาด

ยกตัวอย่างเคสของความไม่เป็นเหตุเป็นผล กรณีช่วง 4 ปีที่แล้ว ราคาน้ำมัน WTI ลงมาจากปีก่อนหน้า $120 / บาร์เรลมาระดับต่ำสุด $27 / บาร์เรล โดยปริมาณน้ำมัน 1 บาร์เรลเท่ากับ 159 ลิตร เมื่อเทียบราคากับ น้ำแร่ หรือ แม้แต่ ไวน์ เหล้าต่างประเทศ น้ำมันยังถูกกว่า แต่ตอนนั้นความกลัว และความไม่ปกติของตลาดก็ทำให้ ราคาน้ำมัน สะท้อนความไม่เป็นเหตุเป็นผ

Key สำคัญถ้าอยากอยู่รอดในตลาด ก็ต้องเรียนรู้เข้าใจสิ่งที่เป็น(Reality) มากกว่าสิ่งที่เราเชื่อ หรืออยากจะให้มันเป็น จากนั้นสร้างระบบในการเทรด + วางแผนจัดการความเสี่ยงให้เหมาะสม เท่านี้ไม่ว่าจะแย่แค่ไหน เราก็ผ่านไปได้ครับ




วันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

รวบรวม บทความเทคนิคอลและการทำระบบเทรด

ต่อจากโพสก่อนหน้า ทำให้เมื่อเช้ามีคำถามว่า "ทำไมพี่ไม่เขียนบทความเกี่ยวกับการใช้เทคนิคอลบ้าง" หลายท่านอาจจะเพิ่งเริ่มหัดเทรดหุ้น/Tfex/FX อาจจะเพิ่งเริ่มติดตาม จริงๆผมเขียนบทความเทคนิคอลและการทำระบบเทรดไว้เยอะมากครับเก็บบนเว็บไซต์ บางอันอาจจะเก่าบ้างยุค 2010 แต่หลักการก็ยังใช้ได้ สำหรับคนชอบอ่าน ถ้าสนใจลองเข้าไปศึกษากันได้ ส่วน vdo ก็เข้าไปดูใน Youtube ได้เลย
-------------------
0. ทำไมเทคนิคอลใช้ไม่ได้ผล
http://www.cwayinvestment.com/…/why-technical-analysis-fail…
1.เมื่อเทคนิคคอลไม่ง่ายอย่างที่คุณคิด!!!!
http://www.cwayinvestment.com/2011/01/blog-post_21.html
2. เทคนิคอล เป็นแค่ “ปาหี่” แบบเขาว่าจริงหรือ???
http://www.cwayinvestment.com/2013/08/blog-post.html
3. กุญแจ 4 ดอกสำหรับนักเก็งกำไร
http://www.cwayinvestment.com/2012/11/4.html
4.เรียนรู้การวิเคราะห์เทคนิคอล ด้วย Chartgame
http://www.cwayinvestment.com/2012/06/chartgame.html
5. 10 golden rule
http://www.cwayinvestment.com/…/10-golden-trading-rules.html
6. ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเทคนิคอล
http://www.cwayinvestment.com/2013/02/blog-post.html
7. The science of technical analysis
http://www.cwayinvestment.com/…/chatwithtraders-brian-shann…
----------------------
การวิเคราะห์ข้อมูลราคา(Price)
1.การวิเคราะห์แนวโน้มราคา 1
http://www.cwayinvestment.com/2011/07/1_4.html
2.การวิเคราะห์แนวโน้มราคา 2
http://www.cwayinvestment.com/2011/07/2.html
4. Candlesticks Pattern
http://www.cwayinvestment.com/…/12/candlesticks-pattern.html
5.เรขาคณิตพิชิตหุ้น
http://www.cwayinvestment.com/2012/01/blog-post_11.html
6. GAP http://www.cwayinvestment.com/2012/05/gap.html
7. Andrews Pitchfork
http://www.cwayinvestment.com/2012/10/andrews-pitchfork.html
8. Heikin Ashi
http://www.cwayinvestment.com/2013/08/heikin-ashi.html
9. Pivot Points
http://www.cwayinvestment.com/2013/02/pivot-points.html
9.5 Fibonacci
http://www.cwayinvestment.com/2012/10/fibonacci-fan.html
10. Price Indicator
http://www.cwayinvestment.com/2011/08/price-indicator-1.html
11. Moving Average
http://www.cwayinvestment.com/…/ema-exponential-moving-aver…
12. Bollinger band
http://www.cwayinvestment.com/2011/08/bollinger-band.html
13. Keltner Channels
http://www.cwayinvestment.com/2012/07/keltner-channels.html
14. MACD
http://www.cwayinvestment.com/2011/08/macd.html
15. Average Directional Index (ADX)
http://www.cwayinvestment.com/…/average-directional-index-a…
16. Momentum indicator http://www.cwayinvestment.com/2012/…/momentum-indicator.html
17. Relative Strength Index (RSI)
http://www.cwayinvestment.com/…/relative-strength-index-rsi…
18. STOCHASTIC OSCILLATOR
http://www.cwayinvestment.com/…/sto-stochastic-oscillator.h…
19. Commodity Channel Index (CCI)
http://www.cwayinvestment.com/2012/10/cci-indicator.html
20. Parabolic SAR
http://www.cwayinvestment.com/2012/11/parabolic-sar.html
21. Quantitative Qualitative Estimation (QQE)
http://www.cwayinvestment.com/…/quantitative-qualitative-es…
22. ZigZag
http://www.cwayinvestment.com/2012/10/zigzag.html
-----------------------------
การวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณการซื้อขาย(Volume)
1. volume analysis
http://www.cwayinvestment.com/2011/04/volume-analysis.html
2. OBV (On Balance Volume)
http://www.cwayinvestment.com/…/…/obv-on-balance-volume.html
3.VAD (Variable_Accumulation_Distribution)
http://www.cwayinvestment.com/…/vad-variableaccumulationdis…
4. Fund flow กระแสเงินต่างชาติ
http://www.cwayinvestment.com/2012/07/fund-flow1.html
http://www.cwayinvestment.com/2012/07/fund-flow2.html





Volatility: how ‘algos’ changed the rhythm of the market

บทความนี้นะครับ ที่ได้พูดถึงเมือวาน แม้จะเป็นของเก่าของปีที่แล้วแต่ก็สามารถอธิบาย ประเด็นการใช้ technical analysis ในตลาดปัจจุบันทำไมแตกต่างหรือได้ผลลัพธ์ ไม่เหมือนในตำรา ที่เขียนกันมาเมื่อ 50 ปีที่(1970) แล้ว
เครื่องมือพวกนี้ ผู้พัฒนาเขาก็คิดค้นทดลองวิจัย กับข้อมูลตลาดในยุคหนึ่ง พอพฤติกรรมตลาดเปลี่ยน ผลการทำงานของเครื่องมือหรือความแม่นยำ มันย่อมเปลี่ยนตาม แต่ไม่ได้แปลว่า ใช้ไม่ได้ แต่เทรดเดอร์ต้องใช้ให้เป็น ต้องใช้ data driven strategy แทนการมโน หรือการยึดติดกับเครื่องมือ ราวกับว่ามันเป็นลูกแก้ววิเศษ


ลองอ่านบทความนี้ได้จาก link ด้านล่าง ยาวมากแต่จะทำให้เราเข้าใจพฤติกรรมตลาดในยุคปัจจุบันและอนาคตดีขึ้น โดยเฉพาะพฤติกรรมราคาที่มีความผันผวนสูง เกิดบ่อยและอ่อนไหวต่อ sentimental factor ทุกอย่างทั้งพฤติกรรมราคาและ volume ต่างเปลี่ยนแปลงได้เร็ว อันเกิดจากการเทรดพวก computer trading (กลายเป็นกลุ่มที่ครอง volume การเทรดอันดับต้นในหลายตลาด) หรือพวก HFT ซึ่งจากข้อมูลปัจจุบันพวกนี้มีบทบาทขึ้นเรื่อยๆ ในตลาด (และยุคนี้ไม่ใช่แค่เร็ว HFT ยังฉลาดเพราะ +AI ที่เทรนมาเพื่อ หาจุดเข้าออกบนการวิเคราะห์ order flow ที่เกิดเข้าไปด้วย)
อ่านจบลองคิดต่อ เราจะพัฒนาระบบเทรดหรือสร้างกลยุทธ์ยังไงให้ อยู่รอดในภาวะตลาดแบบนี้

อ้างอิง
https://medium.com/financial-times/volatility-how-algos-changed-the-rhythm-of-the-market-cf6a6974f202

ตัวอย่างระบบ GRID Trading Sytem

ระบบ GRID Trading Sytem มันยืดหยุ่นมีหลายลักษณะในการนำไปใช้เทรด ทั้งความแตกต่างในด้าน Entry&Exit Strategies และด้าน Money Management (ซึ่งเราต้องแยกกัน เพราะ level ความเสี่ยงมันไม่ได้ขึ้นกับกลยุทธ์ GRID แต่มันขึ้นกับการบริหารจัดการเงินและใช้ leverage)
ถ้าเราศึกษาเยอะๆจะพบถึงตัวอย่างการใช้งานที่หลากหลาย ยิ่งถ้านำมาทดลองเทรด จะสังเคราะห์ถึงข้อได้เปรียบและข้อจำกัด ของมัน จะช่วยให้ต่อยอดพัฒนา ระบบเทรดของตัวเองได้ดี

ผมยกตัวอย่างเรื่องนี้ เพราะไปเจอบทความหนึ่งเกี่ยวกับการพัฒนา GRID Trading คุณ Klymenko เขานำเสนอ บทความชื่อ RANGE-BASED GRID IN TREND DIRECTION และ CORRECTION-BASED GRID WITH MARTINGALE (เขาใจว่าไอเดียเขาเอามาจากหนังสือ GRID ของรัสเซีย)
มันคืองานวิจัย ทดลอง อ่านแล้วไม่ได้แปลว่าต้องไปเห็นด้วยหรือทำตาม ขณะเดียวกันก็ไม่ได้แปลว่า EA ของเขาจะ work แต่เราสามารถสกัดไอเดีย การพยายามจะลด risk ของการใช้ระบบ GRID ในการเทรดได้ คือไม่ได้ไปนั่งอม loss หรือ martingale สะสม Drawdown รอวันล้างพอร์ตอย่างเดียว

การใช้ระบบ GRID มารับกับ market volatie เป็นเรื่องไม่ง่าย ขณะเดียวกัน อยากให้ดูเทคนิคการ optimal ระดับ leverage ที่ผู้จัยพยายามจะพัฒนาให้หาจุดลงตัวระหว่าง RIsk และ Return เพราะเช่นปี 2019 ราคา FX มี volatility ไม่สูง จำนวน pips แกว่งเฉลี่ยต่ำ เขาเอา leverage มาบูต cashflow ที่ได้ โดยไม่ทำให้ล้างพอร์ตนี้เป็นเรื่องน่าสนใจ


ปล. ไม่แนะนำให้ไปเอา EA GRID เขามาใช้นะครับ แต่ลองศึกษาวิธีการเขียน code เพื่อเข้าเทรดแบบ grid และการจัดการ order แต่ละไม้แต่ละ zone ราคาได้

อ่านและดูตัวอย่าง algorithm ได้ที่
https://www.mql5.com/en/articles/6954

REIT และ Property Fund

เมื่อวานสอนเรื่อง REIT และ Property Fund เทคนิคการวิเคราะห์ธุรกิจและการเลือกกองหลักที่จัดเข้า WL กลุ่ม D (low beta และมี Yield เฉลี่ย 3Y ที่ดี) จากธุรกิจอสังหาแต่ละประเภท มีคำถามต่อ ว่าแล้ว REIT ของอเมริกาเป็นยังไง
เอา ข้อมูล Performance Chart นี้มาให้ดู จะเห็นว่าเฉลี่ย REITs ปี 2019 ของอเมริกา บวกกระจาย +28.9% เฉลี่ย 10 ปีที่ 12.0% นวค.อเมริกา บอกว่า ตลาดอสังหา ของอเมริกากำลังบูมขึ้นเต็มตัว หลังวิกฤติการเงินปี 2008 แต่ต้องไม่ลืมว่า volatility ของเขาก็สูงกว่า กองในไทยหลายเท่าด้วย
บ้านเรา volatility เฉลี่ยราวๆ 6-7 กว่าๆ ยิ่งบางกองเป็น free hold ที่ทำเลดี ธุรกิจดียิ่งต่ำไปอีก ถ้าผสมกับเทคนิคการจัดพอร์ตที่ดี กระจายเงินไปในกองที่มีคุณลักษณะเฉพาะต่างกัน(ท่องเที่ยว,ศูนย์การค้าและค้าปลีก,คลังสินค้า เป็นต้น) ก็จะลด Risk ลงไปได้อีก


การเทรดให้ดีให้แม่น ก็สำคัญแต่ภาวะตลาดที่มีความเสี่ยงและความไม่แน่นอน การใช้แผนใช้กลยุทธ์บริหารความเสี่ยงและจัด asset allocation ที่เหมาะสม ก็ช่วยให้เกิดความมั่นคงและความต่อเนื่องของผลตอบแทนรวมได้ดีด้วยเช่นกันครับ
ปล. คนอื่นอาจจะซื้อคอนโดหลายล้านเพื่อปล่อยเช่า ส่วนตัวผมทยอยซื้อสะสม Pfund และ REIT ส่วนตัวทำระบบใน Pfund และ REIT มา 5 ปีละได้ return ในอัตราที่ดีที่เดียว ขณะเดียวกันก็มีจังหวะ ให้ปรับต้นทุนหรือหา market discount ได้เรื่อยๆทุกปี
อ้างอิงจาก

วันจันทร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2563

Bitcoin is going to disrupt payments.??

บทความจากคุณ charlie อธิบายถึงตอนปี 2010 กระแสสกุลเงินคริปโตและบิตคอย มาแรงมาก ท่ามกลางการก้าวกระโดดของราคาตลอดหลายปี บนความเชื่อที่ว่า จะมาแทน หรือดิสรัป โมเดลการจ่ายเงินแบบเดิม ซึ่งกระทบโดยตรงต่อ digital และ online payment

แต่สิ่งที่เกิด ค่อนข้างจะไม่เป็นไปตรามความเชื่อหรือสมมติฐานนั้น คุณ charlie bilello นำเสนอข้อมูล return ของราคาหุ้น VISA และ Mastercard ตั้งแต่ช่วงปี Jan 2009 ที่เริ่มมีการแลกเปลี่ยนและใช้ Bitcoin จนถึงปัจจุบันราว10 ปี กว่า ผลคือ Visa: +1,462% และราคาหุ้น Mastercard: +2,139% (ครับอ่านไม่ผิด ไม่ใช่หลักร้อยแต่เป็นหลักพันเปอร์เซนต์ ในขณะที่ความผันผวนต่ำกว่าบิตคอยหลายเท่านัก)
ธุรกิจของสองบริษัท ยังมีกำไรและขยายตัวได้ต่อเนื่อง เช่นเดียวกับนักลงทุน ที่ถือหุ้นในบริษัทเหล่านี้



สิ่งที่เห็นอาจจะไม่ใช่การ disruption แต่น่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ ทำให้สอดคล้องกับโลกออนไลน์และสังคมไร้เงินสด ในอนาคตมากกว่า ในขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์อ้างถึงตัวเลขการใช้ สกุลเงินคริปโต สำหรับการซื้อขายแลกเปลี่ยน สินค้า ในโลกจริง ที่ยังมีปริมาณน้อยมากในการนำไปใช้เมื่อเทียบกับ payment method อื่นๆ

ข้อมูลจาก
@charliebilello

การเพิ่มอัตราค่าแรงขั้นต่ำเพียง $1 สามารถลดอัตราการฆ่าตัวตายในกลุ่มคนทำงานได้ถึงเฉลี่ย 4%

ผลงานวิจัยเผยแพร่ใน Journal of Epidemiology and Community Health ระบุการเพิ่มอัตราค่าแรงขั้นต่ำเพียง $1 สามารถลดอัตราการฆ่าตัวตายในกลุ่มคนทำงานอายุระหว่าง 18 - 64 ปีที่จบการศึกษาระดับมัธยมปลายลงไป ได้ราว 3.4% to 5.9% (เทียบเท่ากับประชากรหลายพันคนต่อปี) งานวิจัยนี้ดูเหมือนจะถูกใช้เป็นแรงกระตุ้นในภาคการเมืองและผู้กำหนดนโยบายหันมาเพิ่มอัตราค่าแรงขั้นต่ำให้เหมาะสม (สอดคล้องกับการปรับเพิ่มของค่าครองชีพในเมืองใหญ่)



ดูจากการศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ของค่าแรงกับความสุขในชีวิตของคนในประเทศที่เจริญแล้ว หรือกำลังพัฒนาก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เงินรายได้ ที่เพียงพอ นั้นมีบทบาทสำคัญต่อความสุขที่จะเกิด
ขณะเดียวกันค่าครองชีพของอเมริกา ก็มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น จากภาพล่าสุดจะเห็นค่ารักษาพยาบาล, ต้นทุนการเลี้ยงดูบุตร และอื่นๆ ล้วนมีอัตราเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

อ้างอิง