สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันจันทร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2555

Instagram รวยได้ด้วยไอเดีย

ถ้าเอ่ยถึงชื่อ Instagarm คนที่ใช้อินเตอร์เน็ตคงไม่มีใครไม่รู้จัก app ตกแต่งและแชร์รูปภาพชื่อดังที่วันนี้หลายคนติดอกติดใจ ชื่นชอบในภาพถ่ายแบบสีแปลกอารมณ์ยุคสไตล์โพลาลอยด์ Instagram เป็นผลิตของสองผู้ประกอบการวัยหนุ่มคือคุณ Kevin Systrom และ Michel "Mike" Krieger สองนักพัฒนาโปรแกรมเมอร์ ที่ร่วมกันปั้นบริษัทจากความฝันและความชื่นชอบในการถ่ายภาพ จนกลายเป็น app ที่โด่งดังมีผู้ใช้มากมายทั่วโลก และทำให้เขาทั้งสองได้กลายเป็นเศรษฐีพันล้านเพียงชั่วข้ามคืนจากดีลการซื้อกิจการจาก เฟสบุ๊ค 

Kevin Systrom ได้เริ่มก่อตั้งบริษัทที่มีพนักงานเพียง 5 คนเมื่อ โดยได้รับเงินสนับสนุนจาก Baseline Ventures and Andreessen Horowitz ในตอนแรกพัฒนาโปรแกรม Burbn โปรแกรมตกแต่งภาพและแชร์สถานที่พร้อมข้อความ หลังจากนั้นไม่นาน Kevin Systrom ก็ได้รู้จักกับ Krieger ซึ่งเป็นผู้ใช้ Burbn และได้เข้ามาแลกเปลี่ยนไอเดียจนได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทและได้ช่วยกันสร้าง Instagram ในเวลาต่อมา 


Kevin Systrom และ Michael "Mike" Krieger เป็นอีกส่วนผสมที่ลงตัว ทั้งคู่เรียนจบจาก สแตนฟอร์ด โดย Kevin Systrom จบมาทางด้าน Manamgement Science & Engineer เคยผ่านประสบการทำงานกับ Google มาก่อนเคยมีส่วนร่วมในการพัฒนา App หลายตัวกับ Google ส่วน Michael Krieger เป็นชาวบราซีลจบทาง Symbolic Systems มีประสบการณ์ทำงานกับ Microsoft โดย Krieger มีความชำนาญเรื่องการออกแบบ UI และการตลาด ทำให้ทั้งสองสามารถช่วยกันสร้าง Instagarm ให้กลายเป็น app ที่ได้รับการยอมรับ โดยเริ่มต้นจากการเปิดตัว เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2010 บน App Store (iOS) เช่น Iphone Ipad โดยเป็น app ที่ตกแต่งภาพ(เช่น live filters, instant tilt shift) และแชร์ภาพผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์เช่น Facebook และ twitter จุดเด่นอยู่ที่การใช้งานง่าย รวดเร็วและมีลูกเล่นที่หลายหลาย เพิ่มความมั่นใจให้กับคนที่ถ่ายภาพธรรมดา ให้กลายเป็นภาพที่โดดเด่นและน่ามองจากเทคนิคการตกแต่งภาพเพียงไม่กี่ขั้นตอน

สอง CEO ผู้ปลุกปั้น Instagram 

การันตีความสำเร็จด้วยยอดผู้ใช้่บริการที่ถล่มถลายสูงถึง 30 ล้านดาวน์โหลดและมีปริมาณภาพมหาศาลเกือบ 400 ล้านภาพที่มีการแชร์และติดตาม ซึ่งปัจจุบัน Instagarm ได้ขยายการให้บริการ app ไปยัง ระบบ android os ซึ่งจะทำให้สามารถขยายฐานลูกค้าเพิ่มจากเดิมได้อีก เพียงแค่ 18 เดือน Instagarm ได้ทำให้สอง CEO กลายเป็นมหาเศรษฐีในช่วงข้ามคืน เมื่อ เฟสบุ๊ค ประกาศเสนอซื้อ Instagarm ด้วยเงินสูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์ ทำให้ Kevin Systrom ได้ส่วนแบ่งประมาณ 400 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วน Michael Kriegerจะได้รับเงินประมาณ 100 ล้านเหรียญ นับว่าเป็นรางวัลของความพยายามและความไม่ยอมแพ้ในการวิ่งตามความฝัน ของผู้ประกอบการวัยหนุ่มอย่างทั้งสอง

เรื่องของ Instagarm เป็นตัวอย่างที่ดีของคนที่มีความฝันและกล้าจะทำตามฝัน Kevin Systrom และ Michael Krieger สองหนุ่มอายุไม่ถึง 30 เขาอาจจะไม่คาดคิดว่าจะร่ำรวยและกลายเป็นเศรษฐีพันล้านในระยะเวลาอันรวดเร็วขนาดนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ทั้งสองคนเชื่อมั่นคือเป้าหมาย การได้พยายามอย่างเต็มความสามารถ จากจุดเริ่มต้นที่ไม่มีใครรู้จัก Instagarm จากวันที่ทั้งสองคนยังเป็นคนธรรมดาที่ยอมลาออกจากงานประจำเพื่อมาเดินตามทางที่ตัวเองฝัน จนมาถึงวันนี้


ผมเชื่อว่าถ้าเราตั้งใจไม่ว่าจะประกอบธุรกิจ หรือเรื่องของการลงทุนในตลาดหุ้น เราก็สามารถไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ได้ ถ้าใจไม่ยอมแพ้ บางที่การได้พยายามแล้วล้มเหลว อาจจะไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวหรือน่าผิดหวัง เท่ากับการไม่ได้เริ่มที่จะลองทำความความฝัน ความตั้งใจในชีวิตสักครั้ง....




วันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2555

จุดบรรจบของเทคนิคคอลและพื้นฐาน C-A-N-S-L-I-M # 2

ตอนที่สอง ผมจะกล่าวถึงเทคนิคการลงทุนแบบ C - A - N - S - L - I - M ของคุณ วิลเลียม โอนิล (William O’Neil) ปรมาจารย์ด้านการลงทุนของโลกอีกท่าน ผมชอบเทคนิควิธีนี้เพราะเป็นการผสมผสานทั้งเรื่องของปัจจัยพื้นฐาน การเติบโตของธุรกิจ บวกกับการพิจารณาแนวโน้มราคาหุ้นและแนวโน้มตลาด ควบคู่กันในการลงทุน ผมนำเอาเทคนิคนี้มาประยุกต์และใช้ในการลงทุนระยะยาวของตัวเอง 


โดยประยุกต์เอาแนวคิดและเทคนิคบางอย่างใส่ลงไปด้วย เพื่อให้เหมาะกับสภาวะตลาดหุ้นบ้านเราและเหมาะกับจริตการลงทุนของตัวผมเอง สิ่งที่เขียนในหัวข้อนี้เป็นเพียงตัวอย่างการประยุกต์เท่านั้น ไม่ใช่สิ่งที่ตายตัว เพื่อนๆสามารถศึกษาหลักการของ C - A - N - S - L - I - M ให้เข้าใจและลองนำไปประยุกต์ใช้ดูครับ



C - A - N - S - L - I - M ประกอบด้วยตัวแปรที่ต้องพิจารณา 7 ตัวได้แก่ 

1. C= Current quarterly earnings per share.
2. A = Annual earnings per share.
3. N = New product/management/price high.
4. S = Supply/Demand: Small Cap + Volume
5. L = Leader
6. I = Institutional Sponsorship
7. M = Market Direction

โดยจำแนกปัจจัยหลัก 5 ด้านคือ งบการเงิน,สภาพคล่อง,ผลิตภัณฑ์และการแข่งขันในตลาด,สภาวะตลาดและความเป็นที่ต้องการ เพื่ออธิบายวิธีการประยุกต์ใช้งาน

การเติบโตของงบการเงิน
ในสองตัวแปรคือ C และ A มีการพูดถึงการพิจารณาในส่วนของ ผลกำไรไตรมาสก่อน(C) และ กำไรต่อปีเพิ่มขึ้น(A) โดยในหลักการของ C - A - N - S - L - I - M แนะนำให้หาหุ้นที่มีกำไรเพิ่มจากไตรมาสก่อนหน้า 40-500% และมีการเติบโตต่อเนื่อง 5 ปีปีละไม่ต่ำกว่า 25% ซึ่งในสภาวะตลาดปัจจุบันและสภาพเศรษฐกิจแบบนี้การหาหุ้นตามเงื่อนไขนี้เป็นไปได้ยาก 

เรื่องของกำไรตัวผมยังพิจารณาในเรื่องของการเติบโตของงบการเงิน แต่ผมใช้การพิจารณาที่ลดระดับลงคือ ผมใช้การเติบโตของไตรมาสก่อนหน้าเพียง 1 ไตรมาส(%QoQ)และเติบโตเทียบระหว่างไตรมาสปัจจุบันกับไตรมาสปีก่อนหน้า 3 ไตรมาส(%QoQY) และดูการเติบโตของกำไรระดับปีที่เติบโตต่อเนื่อง 3 ปี(%YoY) จากนั้นก็ใช้โปรแกรม Scan เพื่อจำแนกหุ้นในปัจจัยแรกออกมา

สภาพคล่อง
ตามหลักอุปสงค์อุปทาน หุ้นดียิ่งมีน้อยราคายิ่งวิ่งแรง และหุ้นดีที่อยู่ในสายตาของนักลงทุนและนักวิเคราะห์ในช่วงแรกๆ ปริมาณการซื้อสะสมมันเพิ่มขึ้น ต่างจากหุ้นธรรมดาที่ไม่โดดเด่นขาย Volume ในการซื้อขาย ราคาหุ้นก็ไม่ขยับไปไหน หัวใจหลักคือการลงทุนให้หุ้นที่เติบโต ราคาพร้อมที่จะวิ่งไปข้างหน้า เพื่อให้ราคาเป็นตัวพิสูจน์เรื่องของการเติบโตของธุรกิจ 

สภาพคล่องก็คือ Supply/Demand(S) โดยผมพิจารณาหุ้นที่มี Free Float ไม่สูงเกินไป(โดยเฉพาะตัวที่ยังไม่มีการเพิ่มทุน หรือแตกพาร์ยิ่งดี) โดยให้เงื่อนไขของ %Free Float ไม่เกิน 45% เพื่อกรองหุ้นที่มีจำนวนหุ้นซื้อขายในตลาดที่มากออก เพื่อให้ได้หุ้นที่มีจำนวนหุ้นน้อยและมีโอกาสเคลื่อนที่ของราคาแรงยิ่งขึ้น


เริ่มจากสองปัจจัยแรก เราจะสามารถกรองหุ้นที่เข้าเงื่อนไขจาก 500 กว่าตัวลงไปได้เยอะครับ จากนั้นก็พิจารณาปัจจัยต่อไป ซึ่งจำเป็นต้องลงรายละเอียด รายตัวเพื่อทำความเข้าใจข้อมูลของหุ้นก่อนนำมาเปรียบเทียบ

ผลิตภัณฑ์และการแข่งขันในตลาด
ปัจจัยนี้เราจะทำการพิจารณา New product(N) และ Leader(L) ซึ่งเป็นการพิจารณาระดับตัวกิจการ ที่ต้องอาศัยการเข้าใจในธุรกิจระดับหนึ่ง เพื่อมโนภาพและคาดการณ์การเติบโตของอนาคต หุ้นทุกตัวที่เราจะซื้อควรพิจารณาเรื่องนี้ให้ถี่ถ้วนใช้เวลาในการศึกษาโมเดลธุรกิจ เพื่อหา Key Successful ให้พบ

New product(N) เป็นการโฟกัสไปที่ผลิตภัณฑ์และบริการที่บริษัทจดทะเบียนผลิตและจำหน่าย จำเป็นที่ต้องรู้ถึงเป้าหมายของกลุ่มลูกค้า ประเมินตลาดและการเติบโต รวมถึงเรื่องของการตั้งราคาสินค้าและการบริหารต้นทุน เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน การเลือกสินค้าที่เราคุ้นเคยและมีความเข้าใจในกิจการ จะช่วยในการประเมินเชิงคุณภาพได้ดีและแม่นยำยิ่งขึ้น ยิ่งถ้าเป็นผลิตภัณฑ์หรือสินค้าออกใหม่และได้รับความนิยมยิ่งดี หรืออาจจะเป็นสินค้าแบรนด์เดิมแต่มีการแตกไลน์สินค้าหรือเพิ่มฟีเจอร์ในสินค้า เพื่อขยายและจับกลุ่มลูกค้าเพื่อทำการตลาด ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ  ซึ่งผลิตภัณฑ์และบริการมากมายที่อยู่รอบตัวเราล้วนมีความเชื่อมโยงกับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นเป็นส่วนใหญ่


การเลือกผลิตภัณฑ์และบริการ ถ้าเราต้องการความแน่นอนในการเติบโตพยายามโฟกัสไปที่กลุ่ม mega-trend ของการบริโภค ที่อนาคตจะกลายเป็นตัวที่มีค่าและมีบทบาทในการขับเคลื่อนสังคมของผู้บริโภค การอ่านเกมส์ตรงนี้ออกช่วยให้เราได้หุ้นที่มีคุณภาพในการเติบโตได้ดียิ่งขึ้นไปอีก

Leader(L) ความแข็งแกร่งในกลุ่มอุตสาหกรรม เน้นไปที่หุ้นที่อยู่อันดับต้นของอุตสาหกรรมนั้นๆ เพื่อบ่งบอกถึงความสามารถในการแข่งขัน ยิ่งอยู่อันดับ Top 5 ยิ่งดีแต่ควรไม่เกิน Top 10 และมีลูกเล่นการตลาดมีผลิตภํณฑ์ที่แปลกใหม่เพื่อมาแย่งส่วนแบ่งการตลาด ยิ่งดี 

สภาวะตลาดและความเป็นที่ต้องการ
I Institutional sponsorship หมายถึงหุ้นที่กลุ่มสถาบันสนใจร่วมลงทุนระยะยาว แต่จากประสบการณ์ผม บางครั้งหุ้นดีๆหลายตัวก็เป็นที่สนใจของนักวิเคราะห์ของสถาบันในระยะหลังช้ากว่ากลุ่มนักลงทุน โดยเฉพาะหุ้นที่มีสภาพคล่องไม่มาก ดังนั้นตัวแปรนี้ผมไม่ค่อยให้ความสนใจเท่าไหร่ แต่ผมใช้ในการยืนยันความคิดว่าตัวเองได้ตัดสินใจถูก ยิ่งถ้าซื้อหุ้นตั้งแต่ยังไม่มีมวลชนสนใจ แต่ต่อมาอีก 2-3 ไตรมาสสถาบันเริ่มหรือกลุ่มนักลงทุนเริ่มพูดถึง สถาบันหรือรายใหญ่เริ่มสนใจร่วมลงทุน หรือ กูรูชมมีบทวิเคราะห์สำหรับหุ้นมาให้อ่าน แบบนั้นเป็นการยืนยันว่าเราคิดถูก

Market Direction ทิศทางตลาดโดยทั่วไป การซื้อหุ้นเติบโต ถ้าจะให้มั่นใจว่าได้ของดีมีประสิทธิ์ภาพควรซื้อ ไม่ควรซื้อในช่วงตลาดขาลงหรือตลาด Crash อย่าเห็นแก่ของถูกเพราะเราไม่มีทางรู้ว่าราคาหุ้นจะลงไปถึงไหน ตามสภาพตลาดที่ลดลง เราควรเริ่มสะสมหุ้นในช่วงที่ราคาตกไปจุดต่ำสุดแบบหยุดนิ่ง และเริ่มฟื้นตัว พร้อมกับสภาวะตลาดที่ฟื้นตัวตาม ตรงจุดนี้ผมใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคมาเป็นตัวหาจังหวะซื้อหุ้น โดยจะโฟกัสเฉพาะหุ้นที่ผ่านการกรองจาก 4 ปัจจัยเบื้องต้นแล้ว


เครื่องมือในการวิเคราะห์เทคนิคที่ผมใช้ก็ไม่มีอะไรที่ซับซ้อนแต่เน้นไปที่การเข้าซื้อให้ถูกแนวโน้มตลาด ถูกแนวโน้มของราคา(Trend Following)โดยใช้เทคนิคของ MEMA (Multi Exponential Moving Average) 

โดยใช้ EMA120 (แทนไตรมาส), EMA30(แทนเดือน), EMA7(แทนสัปดาห์) หลักการคือ ถ้าหุ้นกำลังเติบโต ราคาจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นไปตามแนวโน้มขาบวกในระยะยาว โดยซื้อหุ้นเมื่อ EMA30 > EMA120 และขายออกเมื่อมีการปรับตัวลงแบบหมดแนวโน้ม EMA120 < EMA30 นั้นคือราคาลดลงต่อเนื่องเกือบไตรมาสบ่งบอกความผิดปกติของหุ้นเติบโต โดยเมื่อมีสัญญาณขาย เราควรกลับไปพิจารณาเงื่อนไขเชิงปัจจัยพื้นฐานประกอบ เพื่อหาความผิดปกติก่อนตัดสินใจขาย

แน่นอนว่าถ้าต้องการซื้อสะสมแบบหลายครั้ง ก็จะใช้แนวคิดการซื้อเมื่อแนวโน้มย่อยเป็นบวกโดยสามารถซื้อสะสมได้เมื่อ EMA30 > EMA120 และ EMA7> EMA30 โดยซื้อสะสมต่อเนื่องตราบใดที่ราคาหุ้นยังโตได้ต่อเนื่อง แต่สิ่งที่ต้องตระหนักคือยิ่งเราเข้าช้าจากจุดยก EMA30 > EMA120 เท่าใด โอกาสที่การอิ่มตัวในการเติบโตของราคาก็จะมีมากเท่านั้น ดังนั้นมีความเสี่ยงในการปรับลงของราคาเพิ่มมากขึ้นตามเช่นกัน 



เงื่อนไขการวิเคราะห์ทางเทคนิคของผมนี้ ดูไม่ซับซ้อนเพราะความซับซ้อนอยู่ทีการเลือกหุ้นให้ตรง เลือกหุ้นเติบโตให้ได้ เมื่อมันเติบโตด้วยปัจจัยพื้นฐาน ราคาจะเป็นตัวสะท้อนและเพิ่มไปเอง หุ้นที่ผ่านการกรองด้วยปัจจัยอื่นๆมาแล้วว่า ยืนยันการเติบโต มีแนวโน้มเป็นบวก ร่วมกับช่วงตลาดหุ้นมีแนวโน้มเติบโตเป็นบวก กราฟเทคนิคอลช่วยในการสังเกตการเปลี่ยนแปลงของราคาเท่านั้น ไม่ใช่ใช้เพื่อการคาดเดาอนาคตแต่อย่างใด 


อ้างอิงจาก






วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2555

จุดบรรจบของเทคนิคคอลและพื้นฐาน C-A-N-S-L-I-M # 1


ผมเป็นนักลงทุนแนวเก็งกำไร เป็นเทรดเดอร์ชื่นชอบการทำกำไรตามรอบกำลังของหุ้น แน่นอนว่าสิ่งที่ต้องทำทุกวันก็คือการติดตามราคาหุ้นเป้าหมาย(ไม่ใช่การขวนขวายซื้อขายหุ้นทุกวัน) ใน watch list ทุกวันต้องดูกราฟวันละหลายรอบต่อตัว สิริแล้วก็เป็นร้อยต่อวัน และหลาย time frame เพื่อคำนวณความน่าจะเป็นและหาจังหวะเข้าซื้อขาย สิ่งที่ทำไม่ใช่งานที่สบาย นั่งชิวๆและได้เงินเหมือนที่หลายคนเข้าใจครับ
การลงทุนระยะสั้นแบบเก็งกำไร หรือใช้คำว่าเล่นหุ้น เป็นอะไรที่ใช้เวลาและความพยายามค่อนข้างมาก สำหรับผมมันคือการเอาใจใส่อย่าใกล้ชิดกับปัจจุบัน เพื่อหาจังหวะที่ดีที่สุด ที่จะสร้างผลกำไรในรอบนั้นให้เรามากที่สุด ดังนั้นมันจึงห่างไกลกับคำว่า "อิสระภาพ" หรือการปล่อยให้เงินทำงาน สร้างรายได้เข้ามาอย่างเพียงพอและตัวเราก็สามารถไปประกอบอาชีพหรือทำอย่างอื่นที่ต้องการได้ โดยปราศจากการความกังวลเรื่องราคาหุ้น เรื่องผลตอบแทน แต่เมื่อใดก็ตามที่เรายังต้องวิเคราะห์และติดตามราคาหุ้นมันตลอดนั้นก็หมายถึงเรายังต้องทำงานกับมัน ยังติดอยู่กับกรอบอีกกรอบหนึ่งแทน


คำถามที่ตามมาคือ ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วจะมาเทรดหุ้นเก็งกำไรให้เหนื่อยทำไม? น่าจะลงทุนระยะยาวซื้อและถือลืม ติดตามหุ้นไม่ต้องบ่อย ดูแค่พื้นฐานและงบการเงิน เพื่อที่จะได้มีเวลาไปทำอย่างอื่น มีอิสระภาพที่แท้จริง ถูกครับผมเห็นด้วย แต่ถ้าเทียบผลตอบแทนของนักเก็งกำไรที่มีประสบการณ์และพัฒนาระบบเทรดอยู่ตัวแล้ว ผลตอบแทนมันมีมีมาก คุ้มค่ากว่า โดยเฉพาะคนที่เริ่มต้นจากพอร์ตขนาดเล็ก การไปหวังกำไรจากปันผลแต่อย่างเดียวหรือทำกำไรสองปีครั้ง บางทีอาจจะใช้เวลานาน(ถ้ารอได้ก็เป็นเรื่องดี) 


ยังไม่นับการเสียโอกาสจากช่วงการ crash ของตลาดยามเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจหรือ fundflow ไหลออก แต่ถ้าคิดจะเร่งการเติบโตการลงทุนเก็งกำไรรายรอบอย่างเป็นระบบ จะสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าและสามารถขยายการเติบโตของพอร์ตได้มากกว่า แต่ก็ต้องแรกมาซึ่งความพยายามและการทำงานอย่างหนัก นั้นก็สมเหตุสมผลตามกฏของธรรมชาติ ที่ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ


เหนือสิ่งอื่นใดเมื่อขนาดพอร์ตโตถึงเป้าหมายที่อยู่ตัว ผมเองก็เลือกการลงทุนระยะยาวเป็นหลักเช่นกัน เพราะนั้นหมายถึงการได้เกษียณตัวเองออกไปกิจกรรม หรือทำสิ่งที่เราอยากทำได้เต็มที่ มีเวลาว่างและมีอิสระภาพทางการเงินอย่างแท้จริง ดังนั้นผมเองจึงไม่เคยคิดละเลยเรื่องปัจจัยพื้นฐานของหุ้น และมองว่าการลงทุนระยะยาวหรือการลงทุนแนว Value investor เป็นเรื่องไร้สาระ ผมชื่นชอบจะนำข้อดีของทั้งสองทางมาประยุกต์ใช้ 


หลังจากลงทุนจนพอร์ตมีกำไรเติบโตต่อเนื่อง ปัจจุบันผมเริ่มจะสร้างพอร์ตลงทุนระยะยาว(แยกออกจากพอร์ตเก็งกำไรโดยสิ้นเชิง) โดยใช้หลักการประยุกต์ทั้งการวิเคราะห์พื้นฐานเพื่อเลือกหุ้นที่ดี มีแนวโน้มเติบโตและใช้การวิเคราะห์เชิงเทคนิคเพื่อหาจังหวะซื้อขาย แนวทางหนึ่งที่ผมนำมาประยุกต์ใช้ก็คือ C-A-N-S-L-I-M เป็นแนวทางการลงทุนของคุณวิลเลียม โอนิล (William O’Neil) เป็นนักลงทุนที่ผมชื่นชอบเพราะท่านใช้หลักของราคาและพื้นฐานมาประกอบการลงทุน ไม่สุดโต่งไปทางด้านใดด้านหนึ่ง และผลงานที่มาก็เป็นที่ประจักษ์ในแง่การบริหารกองทุน ที่มีฝีมือฉกาจสามารถเอาชนะตลาดได้ในระยะยาว หลักการคือการซื้อหุ้นที่เติบโต ทีศักยภาพ ซื้อหุ้นเมื่อราคาเริ่มออกตัวในช่วงบริษัทแข็งแกร่ง และขายหุ้นเมื่อบริษัทอ่อนแอลง ตอนถัดไปผมจะยกตัวอย่างการประยุกต์หลักการของ C-A-N-S-L-I-M เพื่อลงทุนระยะยาวให้ดูเป็นตัวอย่างครับ

ความไม่แน่นอน

ความไม่แน่นอน คือ สัจจะธรรมหนึ่งของชีวิตที่ผมเองพิสูจน์แล้วว่าเป็นความจริง ชีวิตผมเองก็เคยผ่านความไม่แน่นอนหลายอย่าง หลายครั้งที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิต บางเหตุการณ์เกิดขึ้นจากปัจจัยอื่นๆรอบตัวที่เราไม่สามารถควบคุมได้ หรือไม่ก็เป็นผลจากเหตุในอดีตที่เรากระทำไว้ แต่เมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้ว คงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปปฏิเสธหรือร้องโหวกเหวกโวยวายไม่ยอมรับมัน สิ่งหนึ่งที่ทำได้คงเป็นการยอมรับความจริง ยอมรับในความไม่แน่นอนและเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน






ความไม่แน่นอน มีอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง ถึงแม้ว่าเราจะพยายามจัดการ จัดระเบียบแบบแผนอย่างไรมันก็ย่อมจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ ตัวอย่างหนึ่งที่ผมเพิ่งจะได้ยินมาเป็นเรื่องราวของพี่คนหนึ่งซึ่งร่วมงานกันมานาน ที่ต้นเดือนยังเดินสายแจกการ์ดงานแต่งงานลูกสาวให้เพื่อนๆและคนรอบข้าง แต่แค่ผ่านไปสองสัปดาห์เรื่องราวที่ไม่คาดผันก็เกิดขึ้น เมื่อลูกสาวเธอประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต จากงานแต่งงานก็กลายเป็นงานศพ จากการ์ดสีชมพูกลิ่นหอมกลายเป็นการ์ดสีขาวดำ ลวดลายโศกเศร้า ความไม่นอนก็เล่นตลกกับชีวิต ทำเอาปรับตัวเกือบไม่ทัน


ชีวิตมีความไม่แน่นอน ไม่เที่ยงเป็นพื้นฐานดังนั้นการยึดติดกับอะไรมากเกินไปก็อาจจะไม่เป็นประโยชน์โดยเฉพาะเมื่อมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันปรากฏขึ้น ยิ่งในโลกธุรกิจด้วยแล้ว ทุกสิ่งนั้นล้วนมีโอกาสจะพลิกผันและแปรเปลี่ยนได้เสมอ หลายสิ่งที่ดูเหมือนจะแน่นอน ก็กลายเป็นความไม่แน่นอนได้เพียงชั่วข้ามคืน


ในโลกการลงทุนนั้น สิ่งที่จำเป็นที่สุดที่เราควรจะมีคือ "สติ" สติจะเป็นตัวทำให้เกิดปัญญา ทำให้นิ่งและอยู่กับปัจจุบัน เตรียมพร้อมรับมือเมื่อเหตุการณ์ไม่คาดคิดมาถึง ที่เกิดจากความไม่แน่นอน วันนี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 1210 จุด แต่หาใช่ว่ามันจะอยู่เช่นนี้ตลอดไป ความไม่นอนเกิดขึ้นได้เสมอ เราควรจะเตรียมกลยุทธในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินเช่นกรณี ตลาดเกิดลดลงแบบทันทีทันใด เมื่อเกิดเหตุการณ์แล้วเราจะรับมือ อย่างไร วางจุด Stop loss ในหุ้นแต่ละตัวไว้ตรงไหน หรือคิดที่จะบริหารจัดการเงินเช่นไร ถือหุ้นกี่% เงินสดกี่% สิ่งเหล่านี้เราควรมองหาคำตอบไว้ล่วงหน้าและควรพยายามจำลองสถานการณ์เพื่อเตรียมแผนรับมือ เพื่อลดความเสียหายเมื่อเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น อย่าประมาทวิ่งไล่ล่าหากำไรจนเพลินเพียงเพราะคิดว่า ตลาดหุ้นยังมีแนวโน้มเป็นบวก ดัชนียังอยู่ระดับสูงได้ต่อเนื่อง เพราะความแน่นอนคือความไม่แน่นอน ชีวิตนี้เราย่อมเผชิญกับความไม่แน่นอนได้วันยันค่ำครับ







วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2555

ต้องรอดเท่านั้น

ชอบคำอุปมาอุปมัยของพี่คนหนึ่งมาก ที่เปรียบ "ตลาดหุ้นเหมือนสนามรบในสวนสนุก" เพราะภาพจากภายนอกของคนที่สนใจ มักจะมองตลาดหุ้นสวยงามเกินกว่าความเป็นจริงเสมอ เพราะภาพของตลาดทุนที่มีเม็ดเงินสะพัดวันเป็นหมื่นล้าน มันจะยากแค่ไหนที่จะหลุดมาเป็นของเราสัก 1000 -10000 บาทต่อวัน(ได้ทุุกวันก็ไม่ต้องทำงานประจำแล้ว) แมงเม่าหน้าใหม่วัยกระเตาะต่างเคลิบเคลิมกับภาพลักษณ์ กับคำเชิญชวนให้ก้าวย่างเข้ามาในตลาดหุ้น เปรียบดั่งการเดินเข้าสวนสนุกของเด็กๆ ที่แค่ก้าวแรกที่ย่างเข้ามาก็จินตนาการไปถึงความสุข ความสนุกและความสมหวังอย่างเปลี่ยมล้นไปแล้ว



ยิ่งก้าวแรกเจอการบิ้วอารมณ์ให้โลภ ให้อยากเทรด อยากทำกำไร บวกกับการได้กำไร เล็กๆน้อยสลับขาดทุน บวกกับผู้หวังดีที่มีหุ้นเด็ดๆมาฝากทุกวัน เห็นคนโน้นคนนี้กำไรกัน จิตใจแมงเม่าหน้าใหม่ก็เริ่มผันผวน สนุกไปกับหุ้น สนุกกับการได้ๆเสียๆ ยิ่งเมามันกับการซื้อๆขายๆเพราะความโลภ ความกลัว จนหุ้นได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่แม้แต่เวลากิน เวลานอน คุณก็ต้องนึกถึง และยิ่งบวกกับการขาดทุนหนักๆมันยิ่ง กัดกินจิตใจของเราไปเรื่อยๆ แต่พอรู้ตัวอีกทีอาจจะผ่านไปปีสองปี จะพบว่าของจริงนั้นหนักหนากว่าที่คิดเยอะนัก 

ตลาดหุ้นนั้นเป็นดั่งสนามรบ ที่ตั้งอยู่บนกฏของการทฤษฎีการคัดเลือกตามธรรมชาติ ซึ่งผู้ที่จะอยู่รอดนั้นต้องหาแนวทางการลงทุน(จะสั้นจะยาวไม่สำคัญ ขึ้นกับจริตของผู้ลงทุน) ของตัวเองให้เจอ ต้องค้นพบตัวเอง ต้องรู้จักจิตใจตัวเองให้ดีก่อน ถึงจะได้ลิ้มรสความสำเร็จ ตลาดหุ้นเป็นแหล่งที่รวมของเสือ สิง กระทิง แรด ที่ผ่านร้อนผ่านหนาว มีประสบการณ์มาอย่างโชคโชนในตลาดมาก่อน ที่จ้องจะเอาชนะ จะช่วงชิงกำไรจากผู้แพ้ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งนั้นก็คือ แมงเม่าผู้อ่อนแอที่คิดแต่จะอยากได้เงินนั้นเอง 

เราอาจจะคิดว่าเราเป็นหนึ่งในรายย่อย ที่กำลังร่วมกันต่อสู้กับกองทุน ต่อสู้กับต่างชาติ ที่มีกำลังเงินเหนือกว่า(จินตนาการดั่งเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ที่รวมตัวต่อสู้เหล่าร้ายแบบ The Avengers ) แต่ความจริงหาเป็นอย่างนั้นไม่ ไม่ว่าจะรายใหญ่รายเล็ก นั้นก็ต้องต่อสู้กันเองเพื่อแสวงหากำไรเขากระเป๋าตนเองทั้งนั้น ดังนั้นคู่ต่อสู้ที่สำคัญไม่ใช่อื่นใดนั้นคือ ตัวของเราเอง ที่เราต้องดิ้นรน ต้องแสวงหาวิธีการเอาตัวรอด ต้องเอาชนะตัวเอง ชนะจิตใจ ชนะความท้อแท้ ความขี้เกียจ ความโลภ ความกลัว นั้นหมายถึงการไม่ขาดทุน ไม่หมดตัวจนต้องล้างพอร์ตและหันหน้าเดินจากตลาดหุ้นไปแบบผู้แพ้หรือไม่ก็ยอมแพ้กอดหุ้นติดดอย หลังจากขนเงินเก็บเงินออมทั้งมวลเข้ามาสู้ในสนามรบแห่งนี้

สิ่งที่ผมเขียนมาทั้งหมดอยากให้แง่คิดกับมือใหม่และมือเก่าที่ยังเป็นแมงเม่าว่าอย่าประมาทตลาดหุ้น อย่าย่ามใจว่าตัวเองจะเอาตัวรอด เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นกฎการคัดเลือกตามธรรมชาติ เราต้องพิสูจน์ให้ธรรมชาติเห็นว่าเราดีพอ ดีพอที่จะอยู่รอดด้วยความพยายาม ด้วยการไม่หยุดเรียนรู้ หยุดพัฒนาตนเอง เมื่อเราเข้มแข็ง เมื่อเรามีมุมมอง มีวิธีคิดและมีรูปแบบการลงทุนที่เหมาะกับตัวเราเองแล้ว สามารถปรับตัวได้กับตลาดหุ้น จิตใจเราจะนิ่งและมั่นคง เราก็จะสามารถเอาตัวรอดในสนามรบแห่งนี้และมีกำไรอย่างต่อเนื่องไปตามกำลังตามความเหมาะสมของตนเอง


วันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2555

ตลาดหุ้นไม่ใช่ตู้ ATM

หัวข้อข่าวจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งที่แสดงงานวิจัยของ มายด์แชร์เอเชียแปซิฟิคสาขาสิงคโปร์ โดยสำรวจจากกลุ่ม Gen Y ทั่วโลกและในประเทศไทย พบว่า Gen Y ไทยเด่นนักสร้างสรรค์ จำนวนมากมีทัศนคติของการไม่ต้องการเป็นลูกจ้าง พบอีกว่า GenY หลายคนสนใจเล่นหุ้นจำนวนมาก และหลายคนมีเงินฝากเกิน 10 ล้านบาทในขณะที่อายุยังไม่ถึง 30 ปี
อ่านแล้วก็ยังงงครับว่า GenY 10 ล้านก่อนอายุ 30 ปีในเมืองไทยมีมากขนาดไหน และที่ได้มาจากการประกอบธุรกิจ การเล่นหุ้น หรือมาจากมรดกของที่บ้าน แต่ที่แน่แท้และที่ผมเองประสบกับตัวคือ GenY กลุ่มอายุ 16-29 ปี สนใจเล่นหุ้นมากจริงๆ วัดได้จากคำถามจากทาง email และจากหน้าเพจที่น้องๆกลุ่มนี้ถามมาเยอะมาก แน่นอนว่าอาจจะด้วยความหอมหวานของเม็ดเงิน หรือได้เห็นภาพโฆษณาขายฝันว่าเป็นการทำเงินที่ง่ายๆไม่เหนื่อย ทำให้คนกลุ่มนี้เรียนจบมหาวิทยาลัย ไม่อยากทำงานประจำไม่อยากเป็นลูกจ้างใคร ไม่ได้มุ่งหน้าหางานทำ หรือประกอบธุรกิจแต่กับมุ่งหน้าเข้าหาเงินในตลาดหุ้นแทน

โลกความเป็นจริงมันไม่มีอะไรง่ายแบบนั้น ส่วนมากคนที่ชักชวนเราให้คนเข้ามามักฉายภาพการลงทุนแบบมีหลักการ ฉายภาพความหวัง ความฝัน ในอนาคต พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จในอดีต กำไรเป็นร้อยเท่า สองร้อยเท่าในไม่กี่ปี (หารู้ไม่ คนที่เขาเหล่านั้นซื้อหุ้นตอนดัชนี 400-500 ตอนหลังวิกฤตการเงิน ซื้อหุ้นอะไรก็ได้ใน set100 ก็ได้กำไรเกือบ 100% ได้เช่นกัน) แต่ลงท้ายคนส่วนใหญ่ที่เข้ามาก็มักจะหลงไหลไปกับความหวานของเม็ดเงิน จนสุดท้ายก็กลายมาเป็นนักเก็งกำไรแบบแมงเม่า ซึ่งไปติดภาพของการได้กำไรเยอะๆ เร็วๆ ไม่ต่างอะไรกับการซื้อหวย ทั้งที่ความเป็นจริงนั้นไม่ใช่เลย


ไม่ว่าคุณจะลงทุนระยะยาว หรือระยะสั้น จะเป็นนักลงทุนแบบเน้นหุ้นคุณค่า หรือเป็นนักเก็งกำไร สิ่งที่ต้องพยายามหาหรือสร้างมันให้ได้ คือโมเดลการทำกำไรแบบต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องมาก 100% 200% แต่จำเป็นต้องแน่นอนและสม่ำเสมอแบบนี้ ถึงจะเรียกว่า เราสามารถหากำไรจากตลาดหุ้นได้ ถ้าเป็นแบบได้ๆเสียๆ เวลาได้กำไรก็ดีใจยกใหญ่ ไม่กี่วันต่อมาก็ขาดทุนหมดไปแบบนี้ไม่เกิดประโยชน์ เพราะตลาดหุ้นไม่มีใครเสียทุกครั้งเสมอไป กำไรและขาดทุนมันจะสลับกันเข้ามาตลอด ทำให้เหล่าแมงเม่ายังมีความหวัง ยิ่งหวัง ยิ่งใช้อารมณ์ ยิ่งโลภ ยิ่งหายนะในระยะยาว เพราะเวลาขาดทุนคุณจะขาดทุนเยอะ แต่ยามได้กำไรก็ได้กำไรนิดเดียวเพราะรีบขายหมูไป 


ดังนั้นฝากไว้สำหรับใครที่ยังไม่เคยเข้าสู่ตลาดหุ้น และคิดจะลิ้มลอง อย่าประมาทอย่ามองตลาดหุ้นเป็นตู้ ATM ที่คิดจะกดเงินได้ตลอด 24 ชั่วโมง การทำกำไรมีจังหวะเวลาของมันที่สำคัญคือการเรียนรู้ที่จะเทรดซื้อขายในจังหวะที่ถูกต้อง เพื่อทำกำไรแบบแน่นอนและต่อเนื่อง ต้องรู้จักอดทนรอคอยในยามที่แนวโน้มหรือสถานะการณ์ตลาดไม่ชัดเจน ระยะยาวถ้าผลกำไรที่ได้มีความต่อเนื่อง อัตรากำไรทบต้น(สิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก) มันจะสร้างความมั่นคงให้กับฐานะการเงินของเราเองครับ

วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2555

โป๊กเกอร์กับการเล่นหุ้นเก็งกำไร 2

ตอนที่สองนี้ผมขอนำเอากลยุทธการเล่นโป๊กเกอร์มายกตัวอย่างเพื่อให้ได้เห็นภาพของการเล่นจริง ปกติอย่างที่ผมกล่าวอยู่เสมอการเล่นหุ้นและการเล่นโป๊กเกอร์ถ้ามีระบบ เข้าใจความเสี่ยงไม่เล่นไปตามอารมณ์ก็ไม่นับว่าเป็นการพนันแต่อย่างไร โป๊กเกอร์และหุ้นเก็งกำไร จะชนะได้แบบยั่งยืนผู้เล่นต้องเข้าใจเรื่องความน่าจะเป็นและมีความอดทน เพื่อรอทำกำไรหรือสร้างผลตอบแทนในช่วงเวลาที่ได้เปรียบ กล่าวคือถ้าเป็นหุ้นก็คือการเล่นเสี่ยงบนแนวโน้มขาขึ้น ปล่อยให้กำไรเกิดตามแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของราคา ถ้าเป็นโป๊กเกอร์ก็คือการที่เรากล้าเสี่ยงการเพิ่มเดิมพันเมื่อไพ่ในมือและไพ่บนโต๊ะจับคู่ออกมาดี มีความน่าจะเป็นที่จะชนะสูง และรู้จักหมอบเมื่อเห็นโอกาสที่จะแพ้

กลยุทธพื้นฐาน


หลักการดังที่ผมอธิบายไปแล้ว ต้องอดทนรอไพ่ที่ดี ผมขอสรุปกลยุทธพื้นฐานที่ดังนี้ 

1. ประเมินไพ่สองใบที่ได้รับ ถ้าหน้าไพ่สูงมีโอกาสดี เช่นอาจจะเกิดตอง อาจจะเกิดฟลัช(Flush) อาจจะเกิดคู่สูง หรือสเตรท เป็นต้น เราก็สามารถ Call หรือวางเดิมพันเพื่อดูไพ่และเล่นต่อไป ถ้าไพ่ต่ำความน่าจะเป็นน้อยก็ควรหมอบ

2. เมื่อไพ่สามใบ กลางโต๊ะออก ให้ประเมินความน่าจะเป็นของไพ่ที่เหนือกว่าเรา ถ้ามีไม่มากหรือโอกาสเกิดยาก ให้ลงเงินวางเดิมพัน ควรวางเงินให้เหมาะสมไม่ควรเสี่ยงเกินไป และควรประเมินจำนวนเงินที่เราจะตัดขาดทุนกรณีต้องหมอบเมื่อโอกาสความน่าจะเป็นที่ชนะลดลง

3. ควรประเมินเป้าหมายเงินผลตอบแทนจากกองกลางให้เหมาะสม กรณีไพ่ดีแต่ไม่มีคู่แข่งกล้า Call ตามหรือ วางเงินน้อย เราอาจจะเพิ่มเงินเดิมพันเพื่อดึงให้คู่แข่งวางเงินตาม เพื่อคุ้มค่ากับโอกาสที่เราได้ไพ่ดี แต่ก็ไม่ควรเพิ่มมากไปจนเกินอาการ หรือสูงจนไม่มีคู่แข่งคนไหนกล้าตาม



4. สังเกตการณ์วางเงินแบบเกทับ(Raise) ดูอาการของคู่ต่อสู้ ถ้ามีความน่าจะเป็นที่จะมีโอกาสเกิดไพ่สูงกว่าเรา ควรหมอบ

5. ประเมินความน่าจะเป็นของไพ่กองกลางใบที่ 4 และ 5 ทำเช่นเดียวกับข้อ 2 และ 3 ถ้าตามไปแล้วรู้สึกไพ่ยังมีความน่าจะเป็นต่ำ เช่นเปิดไพ่กลางโต๊ะมา 4 ใบไพ่เรายังไม่มีคู่ แบบนี้ควรที่จะหมอบหรือตัดขาดทุน ไม่ควรวางเงินตาม เพื่อลดโอกาสเสี่ยง 


6. ถ้ามั่นใจในการอ่านอาการหรือดู Poker Face และถ้าไพ่เราดีระดับหนึ่ง อาจจะลองใช้ความโลภ ยั่วคู่ต่อสู้ให้ตามเรา พยายามอย่า ALL IN หรือบุกมากจนเกินไปเพราะการแข่งขันโอกาสที่เราจะแพ้มีเสมอ ควรบริหารจัดการเงินให้เหมาะสม

7. กรณีไพ่ไม่ดี อย่าฝืนควรรู้จักรอ รู้จักหมอบเสมอ หรือถ้าโอกาส 50:50 เช่นติดไพ่คู่ต่ำคู่เดี่ยว ก็ให้ตามไปเรื่อยๆอย่าโลภ



จากกลยุทธ์เบื้องต้นที่ผมสรุปมา เราคงจะเห็นว่าการเล่นโป๊กเกอร์ให้รวย มีเงินกับบ้านนั้นอยู่บนพื้นฐานความน่าจะเป็น การควบคุมอารมณ์ ควบคุมความเสี่ยงและการบริหารจัดการเงิน ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรจากการเล่นหุ้นเก็งกำไร ที่ถ้าท่านต้องการจะประสบความสำเร็จก็จำเป็นที่จะต้องฝึกหัดในเรื่องเหล่านี้ จนเกิดเป็นทักษะเฉพาะของตัวเอง แต่ถ้าเราเล่นหุ้นไปตามอารมณ์ไม่มีระบบ ไม่มีแบบแผนมันก็ไม่ต่างอะไรกับการพนันดีๆนี่เองครับ




วันเสาร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2555

โป๊กเกอร์กับการเล่นหุ้นเก็งกำไร 1

เอ่ยถึงโป๊กเกอร์หลายคนอาจจะเบือนหน้าหนี เพราะคิดว่าผมกำลังจะมาสอนเรื่องการพนัน แต่แท้จริงแล้วผมอยากแนะนำการฝึกหัดทักษะการเล่นหุ้น ด้วยไพ่โป๊กเกอร์ให้เพื่อนๆได้รู้จักมากกว่า เพราะโป๊กเกอร์นั้นเป็นเกมส์การพนันที่ต่างจากการพนันทั่วไปที่อาศัยดวงในการชนะ เช่น หวย ไฮโล รูเล็ต สล็อต เป็นต้น ด้วยโป๊กเกอร์นั้นต้องอาศัยทั้งทักษะการคำนวณความน่าจะเป็น, จิตวิทยา และการบริหารจัดการเงิน ดังนั้นถ้าอยากเล่นหุ้นเก็งกำไรให้ดีและเก่ง โป๊กเกอร์ก็เป็นอีกตัวเลือกที่สามารถช่วยพัฒนาทักษะทั้ง 3 ของเราได้เป็นอย่างดี



โป๊กเกอร์ เป็นเกมส์ไพ่ที่ไม่ซับซ้อน แจกไพ่ให้ผู้เล่น 2 ใบและไพ่กองกลางอีก 5 ใบ จากนั้นจับคู่ 5 ใบของใครใหญ่กว่าก็ชนะไป เกมส์ที่ต้องต้องอาศัยไหวพริบ การวางแผน การหลอกล่อ และการอ่านจิตใจของคู่แข่ง ผ่านสีหน้า ท่าทาง และคำนวณความน่าจะเป็นโอกาสที่ชนะ รวมถึงกลยุทธการจัดการเงิน การวางเดิมพันที่จะสร้างผลประโยชน์ให้เราได้มากที่สุด เข้าสโลแกนคือถ้าไพ่ดีชนะต้องได้กำไรที่สมน้ำสมเนื้อ ในขณะเดียวกันถ้าไพ่ไม่ดีต้องแพ้ก็ต้อง เสียเงินให้น้อยที่สุด 

รูปตัวอย่างการเล่นจาก Wiki

ปัจจุบันโป๊กเกอร์เป็นเกมส์ไพ่ที่มีความนิยมมากที่สุด มีการแข่งขัน WSOP เป็นเวทีการแข่งขันของนักโป๊กเกอร์อาชีพระดับโลก แม้แต่ในโลกการเงินการลงทุน ก็ยังมีนักโป๊กเกอร์เก่งๆระดับโลกเข้ามาเป็นนักเก็งกำไรให้กับกองทุนที่ลงทุนหุ้นและสินทรัพย์ทั่วโลก ในกลุ่ม Hedge Fund ก็ใช้โป๊กเกอร์เป็นเกณฑ์ตัดสินเพื่อรับสมัครเทรดเดอร์เข้าทำงาน เพราะคนที่เล่นโป๊กเกอร์ได้ดี นั้นหมายถึงการมีคุณสมบัติที่ดี ทั้งด้านจิตใจ การตัดสินใจ และการบริหารจัดการเงิน ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้นำมาใช้ในการลงทุนเก็งกำไรในสินทรัพย์ต่างๆได้เช่นกัน โดย hedgefund manager ที่เป็นเซียนโป๊กเกอร์ที่ผมชื่่นชอบคือคุณ James Simons เจ้าของ Renaissance Technologies บริหารกองทุน Hedge Fund ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นเฮ็ดฟันสาย Quantitative เน้นการใช้โมเดลคณิตศาสตร์ในการเทรดเป็นหลัก คุณลุงไซมอน หลงใหลคณิตศาสตร์และเป็นนักคณิตศาสตร์ระดับหัวกระทิของอเมริกา ปัจจุบันมีสินทรัพย์ถึง $10.6 billion คนนี้ถึงจะแก่แต่เก๋า จัดเป็นบุคคลในตำนานและเป็นเฮ็ดฟันที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่งของโลก


James Simons 

การฝึกโป๊กเกอร์สำหรับเรานั้น ไม่จำเป็นต้องเข้าบ่อนไปเล่นพนันถึงเขมรหรือมาเก๊า อะไรประมาณนั้น จริงๆแล้วเราสามารถเล่น Poker online ได้โดยใช้เงินจำลองของเกมส์ แข่งกับผู้เล่นมากมายทั่วโลก วิธีนี้ก็สามารถพัฒนาทักษะด้านการคิดหาความน่าจะเป็น การวางแผน การบริหารจัดการเงินและจิตวิทยาได้เช่นกัน ปัจจุบันมีหลายเจ้าให้เลือกเล่นได้ฟรี เช่น pokerstars, zynga Texas HoldEm Poker เป็นต้น 



อ้างอิง



วันพุธที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2555

ความมุ่งมั่นและลงมือ คุณก็รวยได้

ผมว่าคนส่วนใหญ่เชื่อถือในโชคชะตา เชื่อในเรื่องของดวง ว่าเป็นตัวกำหนดอนาคตของเรา ยิ่งเชื่อมากยิ่งยึดติดมากเรายิ่งไขว่คว้าหาทางลัด หาที่พึ่ง หาสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาเสริมดวงเสริมบารมีเพื่อหวังจะร่ำรวย หวังจะประสบความสำเร็จ จนบางครั้งเราลืมที่จะหยุดและมองมาที่ตัวเราเอง เพื่อสำรวจหาข้อบกพร่อง หรืออุปสรรค์ที่ทำให้เราไม่สามารถไปถึงฝั่งฝัน แย่กว่านั้นบางคนไม่กล้าแม้จะลงมือทำ เพื่อจะได้ไปถึงเป้าหมาย แต่กับเลือกที่จะรอคอยโชคชะตาให้เข้ามาหาเพียงฝ่ายเดียว

เมื่อสองวันก่อนผมได้อ่านเจอเรื่องราวของ คนไทยที่สามารถทำรายได้จากการขาย THEME ของ WordPress ได้ในระดับ Power Elite และทำรายได้จากการขาย THEME ประมาณ $93,798 พัฒนา THEME มาแล้ว 44 ทีมมียอดขาย 32000 ครั้ง ชายคนนี้คือ คุณ Peerapong ซึ่งเป็นโปรแกรมเมอร์ไทย อายุ 28 ปี ที่พัฒนา THEME ขายไปทั่วโลกผ่าน ThemeForest ทำอาชีพนี้มา 2 ปี โดยคุณพีระพงษ์ จบบัญชี IT จากจุฬา เป็นโปรแกรมเมอร์มาก่อน 4 ปี เคยตกงานจากนั้นก็เริ่มมาพัฒนา THEME ของ Wordpress ขาย


ซึ่งก็เป็นธรรมเนียมคือต้องเริ่มจากความผิดหวัง เคยถูกปฏิเสธผลงานที่ทำหลายรอบจากผู้รีวิว ด้วยความพยายามที่ไม่ยอมแพ้ ( "So please, never give up even in the darkest day of your life.") จึงทำให้เขามีวันนี้ ที่ว่ากันว่ามีรายได้ถึงเดือนละล้านกว่าบาทเลยทีเดียว แต่กว่าจะได้รับการยอมรับก็ใช้เวลาระยะหนึ่ง โดยเขาทำงานวันละ 8-16 ชั่วโมงทุกวัน แต่เข้าไม่รู้สึกเหนื่อยเพราะรักในงานที่ตนเองทำ แม้ต้องทุ่มเทเป็นอย่างมาก ปัจจุบันผลงานของคุณพีระพงษ์เป็นที่ยอมรับไปทั่วโลกการันตีได้จากยอดขายที่มีอย่าต่อเนื่อง สไตล์การทำงานของคุณพีรพงษ์คือการทำงานคนเดียว เขียนโปรแกรม อยู่กับบ้านหรือออกไปทำที่ร้านกาแฟ เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ ใช้เวลาช่วงเช้าเย็นตอบอีเมลลูกค้าวันละประมาณ 100 ฉบับและทำการพัฒนา THEME ใหม่ๆในกลุ่ม business, portiflio ออกมาเรื่อยๆ

ตัวอย่างผลงาน

ผมว่าทัศนคติการไม่ยอมแพ้ ในงานที่ทำมีประโยชน์มากและเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ คุณพีระพงษ์ก็เป็นตัวอย่างที่ดีให้เราเห็น และน่าจะเป็นตัวอย่างสำหรับเด็กรุ่นใหม่ให้กล้าที่ออกจากกรอบลองทำอาชีพที่ตนเองรัก ที่ตนเองอยากทำ ไม่จำเป็นว่าต้องเป็น หมอ ตำรวจ ทนาย นักบัญชี เสมอไป 

ไม่ว่าจะทำงาน จะลงทุน หรือแม้แต่การประกอบธุรกิจเป็นเจ้าของกิจการ สิ่งสำคัญที่เราต้องพกติดตัวตลอดไว้ก็คือ "จิตใจที่กล้าแข็ง" กล้าจะเผชิญอุปสรรค์เผชิญความผิดหวัง เพื่อที่จะไปถึงเป้าหมายในสักวันครับ

เนื้อหาเพิ่มเติม
- http://www.blognone.com/node/31355
- http://notes.envato.com/authors/happy-peerapong-day-second-marketplace-author-to-sell-1000000/
- http://www.ipattt.com/2012/ipeerapong/



 

ขาดทุนเพราะอะไร???

คำว่าขาดทุนดูจะเป็นคำแสลงของนักลงทุนเก็งกำไรแทบทุกคน เพราะแน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากให้เกิดการขาดทุนเป็นแน่แท้ แต่การลงทุนไม่ว่าจะสั้นหรือยาว อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน เราไม่สามารถล่วงรู้ทุกสิ่งที่จะเกิดในวันข้างหน้าได้ ดังนั้นเราจึงจำเป็นที่จะต้องยอมรับกับคำว่าขาดทุน เหนือสิ่งอื่นใดเราจำเป็นต้องรู้จักความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการขาดทุน และเรียนรู้ที่จะหาวิธีควบคุมการขาดทุนไม่ให้เกิดบานปลาย เสียหายใหญ่โตต่อเงินลงทุนของเราเอง



ถ้าถามว่าทำยังไงให้ไม่ขาดทุน อาจจะพบว่าคำตอบคือเป็นไปได้ยาก ไม่มีการลงทุนไหนที่จะเชื่อมั่นได้ 100% ทุกอย่างในโลกการลงทุนผมว่ามันเป็นเรื่องของความน่าจะเป็น การลงทุนเก็งกำไรในจังหวะที่ความน่าจะเป็นที่จะชนะสูง ย่อมหมายถึงโอกาสที่ดี แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีความเสี่ยงที่จะไม่เป็นดังเราหวังได้เช่นกัน พูดถึงเรื่องนี้แล้วผมนึกถึงหนังเรื่อง limitless ที่พระเอกเป็นนักเขียนธรรมดาที่ยังไม่สามารถประสบความสำเร็จ สมองตีบตันขาดไอเดียและขาดความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน พอได้ไปกิน NZT ยาที่ทำให้คุณกลายเป็นอัจริยะข้ามคืน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองได้ 100% ทำให้ทุกอย่างเป็นเรื่องง่ายดาย เช่น เข้าใจคณิตศาสตร์ขั้นสูง เรียนภาษาต่างประเทศ ได้ใน 1 วัน อ่านหนังสือจบและจดจำได้ในไม่กี่นาที 



ฉากสนุกคือคุณ เอ๊ดดี้ มอร์รา ได้กลายเป็นเศรษฐีด้วยการเล่นหุ้นจากเงินลงทุนจำนวนน้อยนิด แต่กำไรมหาศาลจนกลายเป็นดาวรุ่งของวอลล์สตรีท ทำเอาเจ้าพ่อตลาดหุ้นสนใจให้เข้าไปช่วยทำงานด้วยกัน ที่เล่าเรื่องนี้มาเพราะมันมีแต่ในหนังในละคร ที่เราจะสามารถทำให้เกิดกำไรแบบไร้ขีดจำกัดนั้นได้ โดยปราศจากการขาดทุน ดังนั้นถ้าเราเป็นเพียงคนธรรมดาไม่ได้กินยาวิเศษสิ่งที่ทำได้คือ ต้องอยู่กับโลกความจริง อยู่กับปัจจุบัน เรียนรู้จากสิ่งที่เราเคยทำผิดพลาดเพื่อสั่งสมประสบการณ์ และหลีกเลี่ยงที่จะผิดพลาดซ้ำอีก แน่นอนว่าการขาดทุนก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ต้องเรียนรู้ ผมขอนำเสนอรูปแบบการขาดทุนที่เรียกว่าสากล 3 แบบที่นักเล่นหุ้นเก็งกำไรต้องเจอ ลองศึกษาดูนะครับ


1. ขาดทุนเพราะโลภ
อันนี้เป็นสาเหตใหญ่และเป็นสิ่งที่นักเล่นหุ้นต้องเจอ เป็นผลมาจากจิตใจ ประเภทที่ว่าคิดว่าซื้อแล้ว ยังไงก็ต้องกำไร ราคาหุ้นยังถูกยังวิ่งไปได้อีก หุ้นตัวนี้ใครๆก็ซื้อแล้วกำไร และอีกเหตุผลร้อยแปดที่จิตปรุงแต่งมาให้สอดคล้องรองรับกับความโลภในจิตใจ ใครที่เป็นมือใหม่เป็นแมงเม่าก็จะต้องเจอมากหน่อยเจอเยอะหน่อยเป็นธรรมดา ตราบใดที่ยังไม่สามารถควบคุมจิตใจ หรือพัฒนาทักษะด้านการควบคุมอารมณ์ได้ เมื่อนั้นโอกาสขาดทุนจากความโลภก็จะหายไป


2. ขาดทุนเพราะประมาท
การขาดทุนลักษณะนี้ค่อนข้างอันตราย บางครั้งอาจจะเกิดจากความชะล่าใจ การติดกับอัตตาคิดว่าตัวเองรู้แล้วเก่งแล้ว บางคนติดกับตรรกะเหตุผลมากมายที่เอามา สนับสนุนความคิดของตนเองก่อให้เกิดความประมาทในการซื้อหุ้น หรือขายหุ้น ขอยกตัวอย่างเช่น นายกคิดว่ายังไม่ขายก็ได้ แม้ว่ากราฟจะมีสัญญาญขายเพราะคิดว่า ผลประกอบการยังดี ข่าวดียังมีออกมา กูรูยังเชียร์ถือต่อได้ ผลคือ ราคาหุ้นลงอย่างรวดเร็วจนขาดทุนปานปลายขายไม่ทัน ถึงจุดที่ขาดทุนมากก็ยอมติดดอยเพราะไม่กล้าตัดขาดทุน เป็นต้น


3. ขาดทุนเพราะไม่รู้
ความไม่รู้ นี่เป็นอันตรายมากในโลกการลงทุน คนส่วนมากมักจะใช้การเชื่้อ เพื่อมาชดเชยความไม่รู้ โดยเฉพาะเรื่องของข่าว เรื่องของเหตุการณ์ และเรื่องของการเดาอนาคต ยิ่งเมื่อใดก็ตามที่สถานะการไม่แน่นอนมีความผันผวน เรามักจะมองหาผู้เพื่อมาเติมเต็มความไม่รู้ และสร้างความเชื่อมั่นในจิตใจ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากฝากไว้คือ ต้องยอมรับความจริงว่าในโลกการลงทุนก็มีการใช้ประโยชน์จากความไม่รู้ของนักลงทุนเสมอมา ดังนั้นการจะเชื่อข่าว หรือเชื่อข้อมูล เนื้อหาสาระที่มีการเผยแพร่ เราควรตั้งสติ พิจารณาให้รอบคอบ คิดแบบกระจกหกด้านก่อนจะเชื่อ อย่าซื้อหรือขายหุ้นเพียงเพราะได้ยิน ได้ฟัง คนอื่นบอกต่อ หรือได้คำแนะนำมาจากบุคคลที่สาม  เราควรจะคิดทบทวนแบบเป็นเหตุเป็นผลด้วยตัวเรา หมั่นตั้งคำถาม ข้อสงสัยกับสิ่งที่ได้รู้มา ตรวจสอบและหาข้อมูลเพิ่มเติม ก่อนจะตัดสินใจ และฝึกที่จะยอมรับผลอันเกิดจากการตัดสินใจของเราเอง เพื่อที่จะได้ไม่ขาดทุนจากความไม่รู้ และก็จะได้ไม่ต้องมาเสียใจบ่น รู้งี้ๆๆ ในภายหลัง


การเล่นหุ้น อย่ากลัวขาดทุน แต่ควรจำกัดความเสียหายจากการขาดทุนแต่ละครั้งให้ได้ เรียนรู้จะใช้ Money management และหมั่นเรียนรู้ข้อผิดพลาด ฝึกฝนจิตใจจะช่วยลดความเสียหายจากการขาดทุนได้มากครับ

วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2555

Thaitrade2014 Contest C2