สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2561

10 things I learned from "Cliff Asness" interview

- Cliff Asness วัย 52 ปี มหาเศรษฐีพันล้านเป็น ผู้บริหารของ AQR Capital มี AUM $226 billion เขาจบ Phd เป็นศิษย์เอกของ Eugene Fama โลดแล่นในตลาดกว่า 20 ปี
- สัมภาษณ์ยาวมาก แบ่ง 3 ด้านหลักเรื่องของทิศทางตลาด, กลยุทธ์ของ AQR และ Quant ในยุคปัจจุบัน
-1.ปี 2018 ไม่ใช้ปีที่ดีของ Quant Strategies เมื่อเทียบกับ 3 ปีก่อนหน้า ภาวะตลาดมีความผันผวน มีปัจจัยต่างๆกดดัน แต่ยังไม่ถึงกับเลวร้าย ต้องถอดใจ
-2. Asness พูดถึง trend following ต่อจากความเห็นของ david harding ที่ระบุว่า winton ลดน้ำหนักในกลยุทธ์ Trendfollowing +ลดค่า free ในกองทุนที่รันด้วยกลยุทธ์นี้เพราะมองว่าอนาคตอาจจะไม่สามารถทำผลงานได้ดี Asness แสดงความเห็นว่า trend following อาจจะทำผลงานไม่ดีเหมือนยุคอดีต แต่เขายังเชื่อว่าการเคลื่อนตัวของแนวโน้มยังมีอยู่ เปลี่ยนรูปไป reverse บ่อยขึ้นและมีความผันผวนมากขึ้น แต่การใช้กลยุทธ์ต้องระวัง
-3. การ diversification เชิงกลยุทธ์ สร้าง return ผสมกลยุทธ์ประเภทอื่นๆ เช่น factor, value ,momentum ร่วมกับ trend following พิจารณา liquidity และ Volatility ของตลาด ร่วมการจัดการความเสี่ยง กำหนดขนาดของเงินในแต่กลยุทธ์




-4. ไม่มี Quant Strategies ใดทำกำไรได้ตลอดทุกเดือน ทุกปี ภาวะตลาดเปลี่ยนย่อมมีผลต่อกลยุทธ์ focus ที่ผลงานระยะยาว ขณะเดียวกันต้องรู้จุดอ่อนข้อจำกัดของระบบ ไม่รีบถอดใจ ล้มเลิกช่วง bad day
-5. ระวัง data ming & survivorship bias เขาบอกยิ่งตลาดผันผวน performance ที่เกิดตลาดจริง แตกต่างจากผล backtesting (1/2 เท่า) ระวัง Quant Scam หลอกขายระบบดีเกินจริง ดีแต่ใน paper
- Quant Panic กรณี algorithm ขายพร้อมกันเหมือนอดีตอาจจะเกิดได้แต่เกิดยาก เกิดสร้าง short term volatility
-6. AQR เป็น Quant เน้นการทำวิจัย พัฒนานำความรู้เชิงวิชาการมาใช้ตลาดจริง
-7. AQR เน้น Big data การสร้าง good data หลายๆโดเมน ทั้ง fundamental , Economic, Price นำมาวิเคราะห์ เพื่อสร้าง alpha model ล่าสุด AQR ขยายส่วน Machine learning ด้วยการจ้าง Marcos López de Prado(คนนี้เป็นนักวิจัยและเขียนหนังสือ Advance in Finacial Machine learning) ผลงานของ Marcos สอดคล้องแนวทางของเขา ที่ไม่ใช่เอา AI มารันมั่วๆและทำนายราคาอนาค
-8. ความผิดพลาดสำคัญของ Asness คือติดกับความกลัวในอดีต hedge มากไปแม้จะไม่ขาดทุนแต่ก็ทำให้พลาดโอกาสทำเงิน ไม่ได้มากเท่าที่ควรในช่วงหลังวิกฤติ
-9. วิกฤติหรือความไม่ปกติของตลาด เกิดได้เสมอ อนาคตคงมีอีก หน้าที่ของเราคือการอยู่ให้รอด
-10. Asness แนะนำให้คนรุ่นใหม่กล้าตัดสินใจ กล้าลงมือทำให้แนวทางของตัวเอง เขาเล่าถึงการตัดสินใจทิ้งเงินเดือน ทิ้งอนาคตตำแหน่ง MD ของ Goldman sach มาเปิดบริษัท AQR เริ่มจากเงินทุนไม่กี่ล้าน พนักงาน 13 คน ปัจจุบัน บริษัทเติบโตมีพนักงานมากกว่า 1000 คน บริหารเงินราวๆ $226 billion มีนักวิจัย phd หัวกระทิจำนวนหลายร้อยทำงานร่วมกัน

อ่านฉบับเต็มจาก
https://www.bloomberg.com/news/features/2018-10-04/quant-investor-cliff-asness-hasn-t-smashed-his-screen-this-year-yet

Effect of raising interest rates

เมื่อวาน ได้มีโอกาสไปนั่งล้อมวงสนทนาออนไลน์กับพี่น้องนักลงทุนและเทรดเดอร์ ถึงผลกระทบที่เกิด ในปีหน้า ช่วงทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น
ของไทยเริ่มปรับเบาๆ ส่วน Fed ล่าสุดก็ปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 25 bps สู่ร้อยละ 2.25–2.50 ตามคาด ตามข่าวระบุปีหน้ามีแผนปรับขึ้น 2 ครั้ง
คุยกันหลายเรื่องหลายประเด็น ผมเองนั่งฟังคนเก่งๆที่ทำการบ้านมาพูด ก็ได้มุมมองเยอะดี โดยเฉพาะผลกระทบต่อกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ อย่าง การเงิน ,ธนาคาร,อสังหา เป็นต้น


ผมเองเมื่อวานเอาข้อมูล ที่อ่านเจอและสรุปเก็บไว้ไปแชร์ อันหนึ่งมาจาก economicshelp คิดว่ามีประโยชน์มาแปะไว้่หน้าเฟสอีกที อันนี้เป็น การวิเคราะห์ของ กูรูอเมริกา ข้อดีเขาแจกแจงด้านบวกด้านลบไว้ ให้เข้าใจง่าย ทำให้เราเห็นภาพได้ชัด รายละเอียด ลองไปแกะกันต่อเพิ่มเติม
ส่วนน้องเทรดเดอร์คนหนึ่งถามทิ้งไว้ว่าตลาดหุ้นจะจบรอบเพราะ Fed หรือไม่ แนะนำลองอ่านบทความ fed-actually-trying-cause-stock-market-crash ของ zerohedge หัวข้อนี้ดูครับ ส่วนตัวผมคงไม่ขอเดาหรือทำนายอะไร เตรียมตัวไว้ให้พร้อมดีที่สุด

https://www.economicshelp.org/macroeconomics/monetary-policy/effect-raising-interest-rates

วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2561

Inverted Yield Curves Aren’t a Crystal Ball

ประเด็นกำลังพูดถึงกันเยอะ อีกหนึ่งหัวข้อตามสื่อและเว็บไซต์ต่างประเทศ เห็นจะเป็นเรื่องของ Inverted Yield Curves ที่เมื่อวันจันทร์ เกิดการมุดของเส้น yield curve ของ US 5-Year Bond ลงต่ำกว่า 2Y Bond เป็นครั้งแรกในรอบสิบปี นับจากปี 2007
ตามมาด้วยการปรับลงหนักของตลาดหุ้นสหรัฐ เมื่อวาน S&P500 -3.25% นักวิเคราะห์บอกว่ามาจากความกังวลจาก inverted yield curve. (อาจจะไม่เกี่ยวกันก็ได้) เหมือน กูรู /นวค. บางกลุ่มพยายามสื่อว่ามันคือลาง หรือสัญญาณบอกเหตุในอนาคต รวมถึงความคาดหวังเชิงลบที่จะเกิด
บทความนี้ของ WSJ เขียนน่าสนใจดี โดยสรุปเขากล่าวว่า Inverted yield curves นั้นมันสามารถแกว่งได้ ปรับตัวได้ แต่มันไม่ใช่สาเหตุ ที่ทำให้เกิดการถดถอยทางเศรษฐกิจ


ดังนั้นไม่จำเป็นว่าเมื่อเกิด Inverted yield curves จะต้องเกิดเศรษฐกิจถดถอยทุกครั้ง 100% เพราะyield curves นั้นไม่สามารถทำนายอนาคตเศรษฐกิจและตลาดหุ้นได้ (อันนี้นักวิชาการจาก Fed ออกมาอธิบายก่อนหน้าอย่างละเอียดแล้ว)
บทความระบุว่าถ้าจะเกิด recessions จริงจะต้องมีปัจจัยสาเหตุอื่นๆ ประกอบ แต่ตอนนี้สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือเรื่องของ market assumption ที่มองว่าอนาคตข้างหน้าการโต(Growth) อาจจะจำกัด
สรุปก็ติดตามกันต่อ ไม่ต้องรีบ panic ตามสื่อ เชื่อว่าปีหน้าค่อนข้างจะท้าทายแน่ยังไงก็อย่าประมาทกันครับ

อ้างอิงจาก

10 Outrageous Predictions for 2019

ทีมนักกลยุทธ์และนักวิเคราะห์เศรษฐกิจของ saxo bank ทำรายงานที่ชื่อ 10 Outrageous Predictions for 2019 แบบสุดโต่งสุดๆแบบไม่ธรรมดา(และมีโอกาสจะเกิดได้เช่นกัน) มี 10 ข้อ ดังนี้

1.EU announces a debt jubilee
** ปัญหาหนี้ กระทบต่อสเถียรภาพเศรษฐกิจและการเมืองยูโร
2.Apple “secures funding” for Tesla at $520/share
**ฝันที่เป็นจริงของ Elon Musk เมื่อ apple หันมาร่วมมือพัฒนาธุรกิจ self driving car โดยการเข้าซื้อกิจการ Tesla
3.Trump tells Powell “you’re fired”
**ทรัมป์เหลืออดกันนโบายของ Fed
4.Prime Minister Corbyn sends GBPUSD to parity
**Corbyn ผู้นำจากพรรคแรงงานฝ่ายค้านขึ้นมาเป็นนายก UK คนใหม่ นำนโยบายประชานิยมและ universal basic income มาใช้ประเทศถังแตกเป็นหนี้สูง GBPUSD ร่วงลงรุนแรงระดับ 1.00
5.Corporate credit crunch pushes Netflix into GE’s vortex
**ระเบิดหนี้เอกชน หุ้นกู้ ที่ร่วงรุนแรงรุกลามสู่ราคาหุ้น กระทบ ETF และตลาดหุ้นสหรัฐ
6.Australian central bank launches QE on housing bust Down Under
** ตลาดอสังหาออสเตเรียเกิดฟองสบู่ระเบิด RBA ต้องทำ QE กู้วิกฤติ
7.Germany enters recession
** German car industry ถดถอยหนัก ยอดขายรถตกต่ำ ต้นทุนการผลิตในประเทศสูง ผลกระทบจากสงครามการค้ากับ US ทำให้เกิดปัญหาต่อผลประกอบการบริษัท คนตกงาน กระทบต่อ GDP เศรษฐกิจถดถอย

8.X-Class solar flare creates chaos and inflicts $2 trillion of damage
**solar flare รุนแรง เกิด solar storm strikes กระทบปัญหาโลกร้อนรุนแรง การทำงานดาวเทียมสื่อสารและ GPS เกิดความโกลาหลทั่วโลก
9.Global Transportation Tax (GTT) enacted as climate panic spreads
ปัญหาโลกร้อนรุนแรง เกิด GTT เก็บภาษีการขนส่งสินค้าข้ามทวีปที่ก่อให้เกิด มลพิษและคาร์บอน ส่งผลต่อต้นทุน อุตสาหกรรม tourism, airline, shipping
10.IMF and World Bank announce intent to stop measuring GDP, focus instead on productivity
เลิกใช้ GDP มาวัด productivity คิดจากผลการทำงานที่ได้เฉลี่ยของคนทั่วชาติแบบรายชั่วโมง(output per hour worked)แทน
สำนวนฝรั่งกล่าวว่า Only the Paranoid Survive ตรงนี้น่าสนใจเพราะอะไรที่มันไม่แน่นอน แล้วเรามอง worst case เพื่อเตรียมแผนรับมือในทุกสถานการณ์ มันย่อมช่วยเพิ่มโอกาสการอยู่รอดเรามากขึ้น

8 Silent Signs Stress Is Making You Sick

ว่ากันว่างานหนักไม่เคยฆ่าคน แต่ความเครียดจากการทำงานนี้ตัวการที่ทำให้ล้มป่วยจนตายได้ การเทรดอาจจะไม่ใช่งานหนัก แต่ไม่ว่าจะหุ้น อนุพันธ์ หรือค่าเงิน มันมีเรื่องความกดดัน มีเรื่องความคาดหวัง จากผลลัพธ์ โดยเฉพาะเมื่อเรา "ขาดทุน" แม้จะไม่ขายไม่ขาดทุนแต่เห็นพอร์ตแดงๆก็เครียดได้
การเป็นเทรดเดอร์ อีกด้านที่เราต้องคำนึงและให้ความสำคัญคือเรื่องของ "ความเครียด" ดังนั้นอย่าวัดระบบเทรดแค่ตัวเลข ลองพิจารณาดีๆว่าระบบเทรดที่เราใช้มันทำให้เรา เครียด เกินไป หรือไม่(อาจจะเกิดจากระดับความเสี่ยงที่สูง หรือภาวะความไม่แน่นอนต่างๆอันนี้พิจารณากันดีๆ) ถ้ามันเทรดแล้วเครียด ยิ่งเทรดยิ่งเครียดแบบนี้ไม่เหมาะ เราควรถอยหลังออกมาพิจารณาปัญหา และหาทางแก้ไขโดยด่วน


พอดีวันนี้มีคนมาปรึกษาเรื่องความเครียดจากการเทรด ผมจึงนำบทความจาก reader digest มาฝากกันเป็น วิธีการสังเกตตัวเราว่ากำลังตกในภาวะเครียดหรือไม่ โดยผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้สังเกตจาก
1. ตุ่มหรือผืนแดงตามตัว(break out hives)
2. น้ำหนักตัวขึ้นๆลงๆ(weight starts to fluctuate)
3. ปวดหัวบ่อยๆ(getting headaches)
4. ปวดท้อง รวนท้องบ่อยๆ อาการโรคกระเพาะประกอบ
5. เป็นหวัดง่าย เป็นหวัดบ่อย ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
6. เกิดสิวขึ้นตามหน้าตามตัว จากความไม่สมดุลของฮอร์โมน
7.สมองไม่โล่ง มึนๆงงๆสับสน
8. ผมร่วงหนัก เป็นกระจุก อาจจะทำให้หัวล้านกันได้เลย
สรุปสังเกตตัวเราดีๆ เพราะสุดท้ายสิ่งที่มาค่ามากที่สุดไม่ใช่ "เงิน" แต่เป็นสุขภาพและเวลาที่ได้อยู่บนโลกนี้กับครอบครัวและคนที่เรารัก

วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561

คำแนะนำข้อควรระวังสำหรับ retirement portfolio

การปรับตัวของตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงแนวคิดการจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ช่วงนี้เริ่มออกมามาก จากคำเตือนของเหล่ากูรูชื่อดังต่างๆ สำหรับคนทั่วไปโดยเฉพาะท่านใกล้เกษียณอาจจะเริ่มตั้งคำถามว่า ถ้าเกิดวิกฤติจริงๆควรจะทำยังไง??
Craig Kirsner คนนี้เป็น Retirement planner ชื่อดังของอเมริกา ซึ่งเขาแนะนำให้ preserve & protect พอร์ต retirement โดยเขาให้รายละเอียดว่า
1.Don’t let long periods of market calm fool you.
อย่าติดกับผลงานอดีต ระวังความคาดหวังว่าปีนี้ ปีหน้าจะต้องได้กำไรมากเหมือนปีก่อน ซึ่งความโลภและความคาดหวังนี้ทำให้ เกิดความประมาทและก้าวร้าวเสี่ยงเกินตัว เข้าไปลงทุนในหุ้นความเสี่ยงสูง สุดท้ายตลาดปรับตัวลงรุนแรง ทำให้มูลค่าพอร์ตลดลงหรือขาดทุนหนัก

2.Understand what rising interest rates might do.
ทำความเข้าใจผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ทิศทางที่จะเกิดในอนาคตค่อนข้างแน่นอนตามนโยบายของ Fed เขาแนะนำให้เอาปัจจัยนี้มาใช้วางแผนการลงทุน ระมัดระวังวิกฤติหนี้

3.Be aware that the aging population could cool the economy.
สหรัฐเข้าภาวะคนแก่มากกว่าการเกิด เขายกตัวเลขมีคนเข้าสู่วัยเกษียณ 10000 คนต่อวัน จำนวนมากไม่มีเงินเก็บ ตัวเลขการใช้จ่ายของผู้บริโภคลดลง แน่นอนว่าจะกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ ไม่รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายของรัฐที่ต้องสนับสนุนคนเหล่านี้ ซึ่งเขามองว่ามันเป็นปัจจัยเสี่ยงในอนาคต ที่ต้องระวัง
โดยสรุป 3 ข้อจาก Craig Kirsner เขามองว่าการลงทุนเพื่อสร้างพอร์ตเกษียณจำเป็น แต่ควรทำด้วยความระมัดระวังโดยเฉพาะในปัจจุบัน ควรรู้ขนาดความเสี่ยงที่เรารับได้ ลดความเสี่ยงให้เหมาะ รักษาเงินทุนให้ดี สำหรับเงินก้อนสุดท้ายที่ต้องใช้ไปตลอดชีวิต



อ่านเพิ่มเติม

7 things I learned from The Wealthy Barber

The Wealthy Barber เขียนโดยคุณ David Chilton (1989) เขาทำงานเป็นผู้วางแผนทางการเงิน ตั้งใจเขียนเป็นแบบนวนิยาย ที่สนุกและเข้าใจง่ายเพื่อให้เข้าถึงคนธรรมดาทั่วไป เนื้อหาครอบคลุมประเด็นหลัก ตั้งแต่การออมเงิน การใช้จ่ายเงิน การกู้เงินเพื่อทำธุรกิจ การลงทุน และการจัดการเงินหลังเกษียณ แบบไม่ BS ไม่ขายฝัน สอนให้คนเข้าใจในความเสี่ยงการสร้างความมั่นคั่งแบบค่อยเป็นค่อยไป ผมสรุปประเด็นสำคัญไว้ 7 ข้อดังต่อไปนี้
1. หลักพื้นฐานและวินัย
การจะรวยได้ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดข้ามคืน แต่ไม่ใช่เรื่องยาก หรือเป็นไปไม่ได้ มันเริ่มจากหลักพื้นฐานคือ การใช้เงินอย่างประหยัด อดออมและลงทุน แล้วอาศัยการวางแผน การลงมือทำอย่างตั้งใจ มีวินัย ต่อเนื่อง
2. กล้าแตกต่าง เพื่ออนาคต
สิ่งที่ยากในการมีวินัยทางการเงิน การออม ปัจจัยหนึ่งเกิดจากเมื่อเราปฏิบัติ แต่คนอื่นๆรอบข้างทำแตกต่างจากเรา เช่นซื้อรถใหม่ ซื้อเสื้อผ้าหรู กินอาหารแพง เราก็เกิดกิเลส อยากได้ ใช้เงินเพื่อสนองความยาก ทำให้หมดเงินไปอย่างฟุ่มเฟือย แทนที่จะนำเงินไปออมกินดอกเบี้ยหรือไปใช้ลงทุนกินปันผลต่อยอด ดังนั้นต้องกล้าเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้เงิน กล้าแตกต่างจากคนอื่นๆ หรืออีกทางอาจจะลองหาเพื่อนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน ในการสร้างอิสระภาพทางการเงิน เพื่ออนาคตที่ดี
3. ระวังการเป็นหนี้
มีเงินเยอะ หนี้เยอะ แม้ดูหรูหราไฮโซไม่ได้แปลว่ามีฐานะดี หนังสือแนะนำว่า ถ้าไม่จำเป็นอย่ารีบสร้างหนี้โดยเฉพาะหนี้ไม่ดี(Bad debt)เช่นจากบัตรเครดิต หนี้ที่ไม่ได้ก่อเกิดผลดีต่ออนาคต เช่นเดียวกันถ้ามีหนี้จำเป็น(Good debt)เช่น หนี้การศึกษา, หนี้ค่าบ้าน ก็ควรรีบประหยัด นำเงินรายได้ไปใช้หนี้เพื่อลดภาระดอกเบี้ยต้องจ่ายให้มากที่สุด เพราะตราบใดที่ต้องเสียเงินกับภาระหนี้จำนวนมาก ไม่มีทางที่สร้างความมั่นคงได้ในระยะยาว
เช่นเดียวกันถ้าทำธุรกิจการกู้หนี้จากธนาคารหรือใช้ line of credit ควรทำอย่างเหมาะสม อย่าใช้มากเกินไป อย่ากู้เงินเกินตัว กว่าการสร้างรายได้เพื่อชดเชย
4. รู้จักทำบัญชี
คนทั่วไป ไม่สนใจเรื่องการจดบันทึกรายรับรายจ่าย ซึ่งการติดตามตัวเลขเงินเหล่านี้สำคัญมากในการวางแผนและจัดการการเงิน ลดช่องโหว่เงินไหลออก บางอย่างเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงิน ลดรายจ่าย เพิ่มเงินสำหรับการออมและการลงทุนได้มากต่อปีเลยทีเดียว
5. ออมเงินให้เหมาะสม
การออมเงินควร วางแผนทำให้ได้ประจำต่อเนื่อง ควรทำเป็นจุดเริ่มต้นก่อนจะคิดใช้จ่ายเงินซื้อสิ่งของ เขาแนะนำอย่างน้อยควรออมให้ได้ 10-15% ของรายได้ต่อปี ไม่ต้องรอให้รวยและค่อยออม ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งได้เปรียบ

6. ลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทน
สูตรคลาสิก Formula 72 อัตราผลตอบแทนสะสมที่สร้างความมั่นคั่งระยะยาว (72/8=9 เงินโตเท่าตัวใน 9 ปีถ้าลงทุนได้รับผลตอบแทน 8% ต่อปี) เช่นเดียวกันต้องเลือกลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงเหมาะสม สร้างเงินทุนจากเงินออมและอดทนหวังผลระยะยาว(Long Term View)
7. ระวังทางลัด(Shortcut)
คนที่หวังจะหาอิสรภาพทางการเงิน สร้างความมั่งคั่ง มีแรงจูงใจ มักโดนหลอก ให้วิ่งหาทางลัดได้ง่าย อาจจะอยากได้มาก รวยเร็ว สุดท้ายถ้ามันเสี่ยงสูง หรือเป็นของปลอมตามกระแส โอกาสหมดตัวก็มีมากเช่นกัน
ยังมีอีกหลายหัวข้อที่น่าสนใจ ยังไงมีโอกาสลองหาหนังสือมาอ่านกันต่อนะครับ

2018 ฺBad Year

ข้อมูลจาก Deutsche Bank แสดงให้เห็นว่าทำไม การเทรดหรือการลงทุนในสินทรัพย์เดียว มันจึงไม่ง่ายที่สร้างผลตอบแทนสะสมที่เติบโต ดูจากสถิติย้อนหลังตั้งแต่ 1990 โดยเฉพาะช่วง วิกฤติการเงิน 1-2 ปี มากกว่า 50% จาก asset class นั้นมีผลตอบแทนติดลบ(negative returns)

ส่วนในปี 2018 ยังต้องลุ้นหนักในเดือนสุดท้าย ข้อมูลล่าสุดจะพบ 90% จาก asset class จำนวน 70 ชนิด ผลตอบแทนเป็น negative returns ที่น่าสนใจคือทั้ง stocks(major indexes ต่างลงมามากพอควรชวง 2 เดือนที่ผ่านมา) , Crude Oil, Gold แม้จะมีการเคลื่อนที่ที่ไม่สัมพันธ์กัน แต่ก็มีโอกาสที่จะเห็น การจบปีด้วย negative returns สูงเช่นกันในปี 2018


ขณะเดียวกันข้อมูลปี 2017 แสดงให้เห็นว่ามีแค่ 1% เท่านั้นที่มีผลตอบแทนติดลบ ดังนั้นเมือเทียบระหว่างปี 2017 กับปี 2018 ในด้านข้อมูลสถิติ จะทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยยะ
ไม่ได้สรุปอะไรมากจาก บทความ นี้แต่ก็ใช้เป็นข้อมูลประกอบในการติดตามตลาดต่อไป

ปล. asset ผลตอบแทนรายปีติดลบ ไม่ได้แปลว่าเทรดแล้วจะต้องขาดทุนเสมอไป ถ้าไม่ได้ Buy & Hold ยาว

https://www.marketwatch.com/story/how-bad-has-2018-been-for-investors-the-worst-ever-according-to-one-metric-2018-11-26

รีวิว Saving Capitalism

หลายปีที่ผ่านมาได้เห็นการตั้งคำถามว่าระบบทุนนิยม(Capitalism) มันยังทำงานได้ดีในระบบสังคมปัจจุบันอีกหรือไม่?ถี่ขึ้น ซึ่งคำถามนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของสารคดี เรื่อง Saving Capitalism ที่ออกเผยแพร่ในปี 2017 โดยเป็นสารคดีที่เล่าเรื่องผ่านคุณ Robert Reich อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ยุครัฐบาล บิล คลินตัน ( 1993 -1997)และเป็นอาจารย์ รวมถึงเป็นนักวิเคราะห์ นักวิจารณ์ทางการเมืองชื่อดัง
คุณ Reich ได้ออกหนังสือเรื่อง Saving Capitalism ซึ่งกลายเป็นหนังสือยอดนิยม ทำให้เขาได้ออกเดินสายโปรโมทและจัดกิจกรรม รับฟังความคิดเห็นของคนในหลายรัฐของอเมริกา รวมถึงคนในทุกระดับ ตั้งแต่ชั้นแรงงาน ชั้นกลาง นักศึกษาคนรุ่นใหม่ นักธุรกิจ และนักล๊อบบี้ยิสทางการเมือง
สารคดีนี้ เดินเรื่องเร็วสนุก สะท้อนให้เห็นปัญหาช่องว่างรายได้ของคนจนและคนรวย โดยสรุป คุณ Reich เชื่อว่าระบบทุนนิยมอเมริกากำลังมีปัญหา เมื่อคนจน คนชั้นกลาง ทำงานรายได้ไม่ได้เติบโต ตามรายจ่าย ค่าครองชีพ ขณะเดียวกัน คนรวยนักธุรกิจ รวยเอา รวยเอา รายได้การเติบโตเศรษฐกิจ วิ่งเข้ากระเป๋าคนรวย ผ่านช่องทางต่างๆ การใช้เส้นสายหาผลประโยชน์ จากนโยบายของรัฐ สนับสนุนเงินทุน การลดภาษีต่างๆ ซึ่งนักธุรกิจ บริษัทยักษ์ใหญ่จ่ายเงินสนับสนุน พรรคการเมืองสองฝ่าย รวมถึงมีจ้าง ล็อบบี้ยิสต์ เพื่ออำนวยผลประโยชน์ทางธุรกิจ โครงการ นโยบายที่ขัดธุรกิจ หรือส่งผลลบ แต่มีประโยชน์ต่อ คนชั้นกลาง ชั้นล่าง ก็ถูกทำให้ตกไปหรือผ่านได้ยาก หรือมีการออกกฏหมายเอี้อประโยชน์ทำให้แข่งขันได้ยาก ไม่ได้เสรีแบบระบบทุนนิยมเต็มรูปแบบ
นอกจากนี้ยังมีการพูดถึง ค่าแรงขั้นต่ำ และปัญหารายได้ภาคเกษตรกรอีกด้วย
ผมมีโอกาสได้ดู Saving Capitalism รู้สึกสนุกเพราะการถ่ายทอดผ่านบทสนทนา มุมมองของคนหลากหลายระดับ มันทำให้เห็นมิติของระบบเศรษฐกิจอเมริกา ที่บอกว่าเศรษฐกิจดี บางทีมันเหมือนจะดีแค่ตัวเลข แต่ระดับคนชั้นกลาง ชั้นล่าง อาจจะไม่ได้รับผลประโยชน์เท่าไหร่ จุดนี้กลายเป็นความเสี่ยงทางการเมือง และสังคม เหมือนที่คุณ ray dalio ได้ออกมาเตือนไว้
แนะนำให้ลองชมกันสำหรับคนอยากเห็น economic system ของอเมริกา

ชมตัวอย่างจาก
https://www.imdb.com/title/tt6185286


วันอังคารที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2561

Ray Dalio Sees Parallels to 1930s in Today’s Markets

บลูมเบริ์กลงบทสัมภาษณ์ของคุณ Ray dalio โดย Barry Ritholtz มีหลายประเด็นน่าสนใจ สรุปเบื้องต้นเก็บไว้ดังนี้
- debt cycle ในปัจจุบันคล้ายปี 1930 (late stages of this short-term business cycle)
- ตัวเลขหนี้จำนวนมหาศาลทำให้เผชิญปัญหา กรณีอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น
- อนาคต USD ลดทอนบทบาท(เงินสกุลอื่นจะขึ้นมามีบทบาทแทน แต่ ray ไม่ระบุรายละเอียด)และอาจจะด้อยค่าจากภาวะหนี้
-การสร้างหนี้ในอนาคตของรัฐบาลสหรัฐ จะยากขึ้น มีต้นทุนสูงขึ้นต้องเพิ่มผลตอบแทนเพื่อมาจูงใจเจ้าหนี้ต่างชาติ
- Low interest rates ตัวเร่งทำให้เกิดภาวะ leveraged long กระแสเงินทำให้เกิดการเพิ่มกำลังซื้อในตลาดหุ้น ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำจุดสูงสุดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งภาวะนี้ไม่คงอยู่ตลอดไป 



-ray แนะนำนักลงทุนเตรียมแผนรับมือ ลดความคาดหวังผลตอบแทนที่สูงเหมือนอดีต รวมบริหารความเสี่ยง balance portfolios [all weather strategies + risk parity]
-เมื่อเกิดปัญหาเศรษฐกิจรอบใหม่ จะนำมาซึ่งปัญหาการเมืองต่อเนื่อง สาเหตุจากความไม่เท่าเทียมกันระหว่างคนจนและคนรวย ก่อเกิดระบอบประชานิยม การต่อสู้ของคนสองกลุ่มในสังคมที่รุนแรงขึ้น
- คุณ ray dalio พูดถึง ภาวะเศรษฐกิจประเทศหลักของโลกปัจจุบันช่วง อัตราดอกเบี้ยระดับต่ำ +การอัดฉีดเงินทำ QE การใช้มาตรการเศรษฐกิจและเงินจำนวนมากไปแล้ว ทำให้ธนาคารกลางมีเครื่องมือแก้ปัญหาภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจได้จำกัด กรณีเกิดวิกฤติ
- ถ้าเกิดวิกฤติการเงินขึ้น ภูมิภาคยุโรปจะเผชิญปัญหาและความท้าทายที่สูง บวกกับความขัดแย้งและสเถียรภาพของยูโร
- ข้อมูลจากบลูมเบิรกระบุ Bridgewater ซื้อสะสมทองคำ(Gold) มีทองคำราว 5-10% ในพอร์ตเพื่อป้องกันความเสี่ยง (hedge against political risks)
- จุดสังเกตจากอดีต >> unemployment rate low , asset price high , debt buit up(aggressive growth), credit spread (yield on stock & Bond) , euphoria sentiment


วันจันทร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2561

Work Smart &Time Management

วันนี้ได้ฟัง podcast ของ Tim Ferriss เขาพูดถึง Work-Life Balance ได้น่าสนใจมาก เขากล่าวว่า การสมดุล"งานกับชีวิต" เป็นปัญหาที่ทุกคนต้องเผชิญ แนวคิดการ work hard มันอาจจะไม่ได้ใช้ได้เสมอไปกับทุกคน โดยเฉพาะ คนที่มีครอบครัวในวัย 30 ขึ้นไป
เพราะการมีเวลาจำกัด มีภาระในชีวิตที่มากกว่าตัวคนเดียว "เวลา" กลายเป็นสิ่งที่มีค่ามาก การไปทุ่มให้ทั้งหมดกับ งานที่ทำ มันจึงไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด ยังไม่นับรวมปัญหาสุขภาพที่เกิด จากความเครียดและการทำงานหนัก
Tim ยกตัวอย่าง CEO หลายคนที่ประสบความสำเร็จ คนเหล่านี้ใส่หมวกหลายใบ ทำทั้งงานจนสำเร็จและมีเวลาดูแลครอบครัว รวมถึงทำกิจกรรมอื่นๆเพื่อสังคมอีก
โดยสรุปเขาแนะนำให้หาแนวทาง Work-Life Balance ที่เฉพาะแต่ละคน โดยเราต้องมีเป้าหมาย มีแผนชีวิตและที่สำคัญ ไม่จำเป็นต้องแบ่งแบบ 50-50 หรือคงที่เสมอไป อาจจะแปรผันตามช่วงเวลาอายุ เช่น วัย 30 วัย 40 แผนเปลี่ยนได้ ตามสถานะการณ์ แต่สิ่งสำคัญคือต้องคิดและวางแผน
ด้านการทำงานเขาแนะนำ Work Smart แทน Work Hard รู้จักบริหารจัดการเวลา อย่างมีประสิทธิภาพ บวกกับการสร้างวินัย บังคับตัวเราให้โฟกัสในแผน ตั้งใจทำงานให้เสร็จตามช่วงเวลาที่วางไว้อย่างมีคุณภาพ นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องของการใช้ เทคโนโลยี ช่วยให้ทำงานได้เกิดสะดวก ทุกที่ ทุกเวลาทำให้ยืดหยุ่น สุดท้ายถ้า work smart ในองค์กรหรือบริษัทที่ดี ไม่จ้องเอาเปรียบใช้งานพนักงานมากเกินไป ชีวิตมันก็จะลงตัวได้มีความสุข และสามารถก้าวหน้า พัฒนาตัวเองได้เช่นกัน



อีกตัวอย่างของ Work-Life Balance ที่มีการกล่าวคืออิงแนวคิดของคุณ ray dalio ที่วาง principle การทำงานของบริษัท Bridgewater ด้านสมดุลชีวิตและงาน โดยในภาพจะเห็นว่า บริษัทมีผลงานดี ไม่ใช่มาจากการบังคับให้พนักงาน ทำงานหนัก หามรุ่งหามค่ำจนตายคาโต๊ะ แต่ตรงข้ามองค์กรสนับสนุนให้พนักงานทำงานอย่างฉลาด มีประสิทธิภาพ ทำงานแบบเป็นทีมช่วยเหลือกัน เพื่อสร้างงานคุณภาพดีทำงานอย่างมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี

อ่านเพิ่มเติม
https://tim.blog/2017/09/13/ray-dalio/

วิธีรับมือกับ overthinking

ภาวะตลาดหุ้น ตลาดอนุพันธ์ ช่วงนี้ถือว่าเทรดไม่ง่ายทั้งด้วยพฤติกรรมของราคา และประเด็น sentimental ความไม่ชัดเจนของอนาคตในหลายประเด็น รวมถึงปัจจัยเสี่ยงระดับโลก
เวลาเกิดภาวะแบบนี้ส่งผลกระทบต่อการเทรด โดยเฉพาะเรื่องการตัดสินใจ อาจจะไม่ flow เหมือนช่วงตลาดปกติ ยิ่งตลาดผันผวนมาก เกิดความกลัวที่จะผิดพลาด ความสับสนและการลังเลยิ่งมีมาก ทำให้คิดฟุ่งซ่านแบบ overthinking ซ้ำไปซ้ำมาไม่กล้าตัดสินใจ ตามมาด้วยปัญหาการเทรด "ค่อมรอบ" หรือ "ผิดจังหวะ"
วันนี้ผมมีแนวทางการฝึกสมองช่วยทำให้เราหยุด overthinking เพื่อเพิมประสิทธิภาพการตัดสินใจมาแนะนำ
1. เขียน สิ่งที่คิดในหัว
การคิดวนไปวนมา จากความสับสนความไม่มั่นใจ ทำให้เกิดความเครียด จากความไม่ชัดเจน สิ่งแรกที่ควรทำคือ เขียน สิ่งที่อยู่ในหัวเราลงในกระดาษ เพื่อลำดับภาพความคิดและปัญหาต่างๆลงไป ตรงนี้ถ้าเราเห็นสิ่งที่เราคิดมันวนซ้ำ หาทางจบไม่เจอ มันจะเป็นสัญญาเตือนว่ากำลัง overthinking
2. โฟกัสไปที่เป้าหมาย
การตัดสินใจบนภาวะความไม่แน่นอน บางทีเราไม่สามารถทำให้ได้ result ออกมาแบบ perfect ที่สุดอย่างสมบูรณ์ 100% ดังนั้นต้องมีเป้าหมาย หลัก 1 อย่างที่สมเหตุสมผล สามารถทำให้เกิดได้จริง หา solution เพื่อพิชิตเป้าหมายนั้น
3. เอาชนะความกลัวคิดลบ
ความกลัวผิดพลาดย่อมเกิดได้เสมอ การเอาชนะตรงจุดนี้คือการบริหารความเสี่ยง การคุมระดับเงินที่จะเทรด ถ้ามีความกังวลมาก จนระดับความเครียด แต่คิดว่าถ้าไม่เทรดเลยแล้วเสียโอกาสยิ่งเครียด ทุกข์ไปอีก สิ่งที่ควรทำก็คือ เทรด แต่เทรดในระดับ position size ที่เล็กลง หรืออาจจะใช้การทยอยเข้าออก ก็ได้เช่นกัน
4. ฝึกสมาธิ
เน้นการฝึกจิต ให้เกิดความนิ่ง หลีกเลี่ยงการแทรกแซงจากอารมณ์ที่ผุดมาจากสิ่งเล้าต่างๆ กรณีถ้ารู้สึกว่าเกิดภาวะ overthinking วนลูปในหัวให้โฟกัสไปที่การหายใจ หายใจลึกๆ 5-10 ครั้งเพื่อ หยุดคิด วนซ้่ำไปมา
การฝึกสมาธิและการบริหารการหายใจ ตรงนี้ช่วยให้เราคิดวิเคราะห์ได้ดี ตัดสินใจทำตามแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพ


5.หยุดคิดให้เป็น
อันนี้สำคัญ เทรดเดอร์เกิดปัญหาความเครียด ความกังวล บางคนกลายเป็นหมกหมุ่นกับผลการขาดทุน ผลการเทรดมากจน ทำให้ภาวะจิตตก นอนไม่หลับ เพราะความคิดมันวนซ้ำในหัว เช่นทำไมถึงทำแบบนั้น ทำไมไม่เทรดแบบนี้ ทำไมไม่ทำกำไรตอนนั้น ทำไมไม่ตัดขาดทุนตอนนี้ ผลที่เกิดแล้วกระทบจิตใจ ทำให้ความคิดตกค้าง
จุดนี้ถ้าเราไม่สามารถจัดการได้ จะไม่สามารถเป็นเทรดเดอร์ที่อยู่รอดระยะยาวได้ เพราะภาวะจิตสำคัญ ถ้าเทรดไม่มีความสุข คุณภาพชีวิตก็ไม่ดี แบบนี้ย่อมไม่เกิดประโยชน์อะไรในระยะยาว บางคนเกิดปัญหาสุขภาพกาย สุขภาพจิตตามมาอีก
ผมแชร์แนวทางให้พวกเราลองที่เผชิญปัญหาลงไปปรับใช้กันดูนะครับ

วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

กรณีศึกษา PG&E stock

กรณีไฟป่าครั้งใหญ่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ลามทำลายบ้านและชุนชนจำนวนมากกว่า 10000 หลัง ผู้คนกว่า 52,000 คนต้องอพยพ ไฟป่าครั้งนี้กินพื้นที่วงกว้างคร่าชีวิตคนไปกว่า 50 รายยังไม่รวมที่สูญหายอีกนับสิบ บาดเจ็บนับสิบ เมืองชุมชนชนบทขนาดเล็กต้องสูญหายจากไฟป่านี้

เหตุการณ์นี้เองมีผลกระทบต่อหุ้น PG&E หรือ Pacific Gas and Electric ผู้ให้บริการ gas กับลูกค้าในรัฐแคลิฟอร์เนียกว่า 16 million ต้องตกเป็นจำเลยถูกสอบสวนจากรัฐ กรณีเกิดความผิดพลาดระบบส่ง Gas จนทำให้เกิดการรุกไหม้ของไฟ ซึ่งอาจจะเป็นต้นเพลิงของไฟป่าครั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดว่าถ้าพบว่าผิดจริง อาจจะถูกฟ้องร้องจนต้องเสียค่าชดเชยกว่า $13 billion ซึ่งเงินประกันของบริษัทคุมครองเพียง $1.4 billion


ราคาหุ้น PG&E รับข่าวนี้ร่วงลงทันทีต่อเนื่องหลายวันติด จนราคาไปที่ระดับจุดต่ำสุดรอบ 15 ปี จากระดับ $48.5 ลงไประดับ $17.6 ช่วงเวลา 5 วันลดลง -65% โดน Morgan Stanley ปรับ downgrade ระดับ credit rating เหลือระดับใกล้ junk level แถมโดนนักวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ปรับลดราคาเป้าหมายจาก $67 ไปสู่ $27 แม้ราคาหุ้นจะดีดกลับมาได้บ้าง
PG&E เป็นหุ้นเก่าแก่อายุ 100 ปีและเป็นหุ้นกลุ่ม defensive stock ที่เคยมีกูรูแนะนำให้สะสมในพอร์ต ซึ่งในอดีตแม้ราคาไม่หวือหวา แต่ก็มีเครดิตดี ราคาแข็งแกร่งทนทานทุกภาวะตลาดและวิกฤติเศรษฐกิจ ตามลักษณะหุ้นสาธารณูปโภค ที่มีการขยายตัวตามจำนวนบ้านและอาคาร
เหตุการณ์นี้ บทเรียนเรื่องของ ความเสี่ยงเฉพาะ รวมถึงแรงขายที่มาจาก negative sentiment ที่ทุกคนหนีตายทั้งรายใหญ่ รายย่อย โยนหุ้นทิ้ง ราวกับหนีไฟ หลายเรื่องหลายเหตุการณ์ก็ไม่อาจจะคาดเดาได้ ดังนั้นเข้าไปซื้อหุ้นเรื่องการบริหารจัดการความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญเสมอ

อ้างอิง

วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

151 Trading Strategies

Paper รีวิวหนังสือนี้นะครับที่ผมพูดถึง 151 Trading Strategies เขียนโดย Zura Kakushadze
Quantigic Solutions LLC เขารวบรวมกลยุทธ์การเทรด ในสินค้าหลากหลาย เช่น stocks, options, fixed income, futures, ETFs, indexes, commodities, forex , Commodities, Cryptocurrencies ตั้งแต่กลยุทธ์พื้นฐาน ยันระดับการใช้ machine learning (ในCryptocurrencies ) โดยใน paper นี้เขาแจกเนื้อหากลยุทธ์ส่วนแรก 30 หน้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับ options trading แต่ส่วนที่เหลือถ้าสนใจคงต้องไปซื้อหนังสือฉบับมาอ่าน
คงไม่ได้บอกว่าทุกกลยุทธ์เอาไปใช้แล้วจะทำเงินล้านอะไรแบบนั้น แต่ด้วยโครงสร้างและโมเดล มันช่วยทำให้เราเข้าใจและเรียนรู้เพื่อต่อยอดได้

อีกประการที่น่าสนใจคือ reference ใน paper นี้ผู้เขียนรวบรวมอ้างอิงแหล่งกลยุทธ์การเทรด งานวิจัยที่เกี่ยวข้องต่างๆ่ มาไว้เยอะมาก มีหลาย ref เราสามารถเข้าไปขุดไปศึกษาต่อได้อีก เหมือนเคยบอกศึกษากลยุทธ์การเทรดสมัยใหม่ อ่านงานวิจัยเหล่านี้ช่วยเปิดโลก เปิดมุมมองให้เราได้มากครับ

เข้าไปดาวน์โหลดได้จาก

Berkshire 4.0

บทความนี้ bloomberg นำเสนอเรื่องการเลือกหุ้นเข้าพอร์ต ของ Berkshire ในยุคหลัง ที่ผู้เขียนบทความอธิบายการเปลี่ยนแปลงที่เกิด โดยในยุคก่อนวิกฤติการเงิน หุ้นหลักที่ Buffett เลือกเป็นกลุ่ม “simple” businesses เช่น Coca-Cola Co., the BNSF railroad, Dairy Queen, Deere & Co. ส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นกลุ่ม consumer ธุรกิจที่มีความได้เปรียบคู่แข่งและมีแบรนด์เป็นที่ยอมรับ


ยุคหลัง ภายใต้บทบาทที่เพิ่มขึ้นของ Todd Combs และ Ted Weschler Berkshireเข้าเก็บหุ้นกลุ่ม Bank และ Technology company จำนวนมากรวมกันแล้ว ราวๆ 67% ของพอร์ตและเพิ่มต่อเนื่อง เช่น Oracle Corp , Apple Inc. Delta Air Lines Inc , JPMorgan Chase & Co. ,Bank of America Corp., Wells Fargo และ PNC Financial Services Group Inc. ปีผ่านมาก็มีการซื้อสะสมหุ้นเหล่านี้เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยยะ เรียกว่ามุมมองในหุ้นกลุ่มนี้แตกต่างจากอดีตที่ Buffett และ Charles Munger เคยเขียนจดหมายถึง shareholders เหตุผลการไม่เข้าลงทุนหุ้นกลุ่ม Technology

วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

Principle to Algorithms

นั่งอ่านข้อความของคุณ ray dalio บนทวิตเตอร์ชอบโพสล่าสุดของแกมาก เกี่ยวกับการใช้ถอด Principle ของเราในเรื่องต่างๆ ให้กลายเป็น "Algorithm"
จากนั้นใช้มันช่วยพัฒนา ยกระดับการตัดสินใจ(decision making) ของเรา ใช้เพื่อการทดสอบ principle นั้นๆกับสถานการณ์ต่างๆที่เกิด, ที่สำคัญการสร้าง algorithm มีระบบชัดเจน ช่วยขจัดอารมณ์ ที่ก่อให้เกิดอคติ ในการตัดสินใจของเราได้อีกด้วย ดีกว่าการไปนั่งมโน หรือคิดไปตามความเชื่อที่ฟัง ได้รับรู้มาจากคนอื่น

การคิด วิเคราะห์ เป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน จนสามารถสร้างชุดความคิดเป็น algorithm ได้นั้นมันไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หรือเรื่องที่ไม่เกิดประโยชน์ ตรงข้ามการเรามีมุมมอง มี principle ในเรื่องใดที่ชัดเจน ถ่องแท้ การถ่ายทอดความคิด และการสร้าง algorithm มันจะไม่ใช่เรื่องยากเลย จะเริ่มจากการหัดเขียน Mindmap เรียบเรียงลำดับความคิดและสร้าง flowchart ประกอบก็ได้
สุดท้ายถ้า advance ขึ้นไปแปลง algorithm ในกระดาษเขียน code ภาษาคอมพิวเตอร์ให้เครื่องช่วยทำงาน ช่วงทดสอบ prinicple ของเรากับข้อมูล หรือ enviroment ต่างๆต่อไป

วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

8 things I learned from Perry Kaufman

เช้านี้นั่งฟัง podcast สัมภาษณ์รายการ BST หัวข้อ Strategy Development with Perry Kaufman บรรยายแนวทางการพัฒนาระบบเทรด ไว้ดีมากหลายประเด็น จากการถามตอบกว่า 60 นาที ผมสรุปประเด็นที่น่าสนใจมาแบ่งปัน ไว้ให้ไปศึกษากันดังนี้
1. Long Run
พัฒนาระบบที่ดี ไม่ใช่แค่ดูผล Backtesting หรือ optimize ให้มีค่าสถิติดีๆ ต้องเน้นการอยู่รอดและทำงานได้จริงแบบ long run ในตลาด Kaufman บอกว่าเขาทดสอบระบบในหลาย scenario เพื่อหาค่าผลลัพธ์แบบเฉลี่ย ถ้าค่าเฉลี่ยออกมามันใช้งานได้ ไม่จำเป็นต้องสุดยอด เขาเริ่มทดลองใช้เทรดจริงในตลาด
2. keep it simple
ไม่จำเป็นต้องสร้างเงื่อนไข การเทรดที่ซับซ้อน ยิ่งเยอะยิ่งยากต่อการปรับปรุง หรือวินิฉัยปัญหา เน้นเรียบง่าย แต่มีประสิทธิภาพ แต่ละส่วนมีบทบาทชัดเจน เช่น volatility filter มันทำหน้าที่กรองความผันผวน ซึ่งเสริมส่วนทำงานการวิเคราะห์ Trend เป็นต้น นอกจากนี้ถ้า เงื่อนไขใดซ้ำซ้อนไม่เกิดประโยชน์ ต่อผลลัพธ์ ก็ควรจะขจัดทิ้ง
3. Knowledge
การพัฒนาระบบเทรด ควรเริ่มจากความเข้าใจหลักการพื้นฐาน นั้นหมายรวมการหาข้อมูล การวิเคราะห์พฤติกรรมการเป็นไป การไหลของเงิน fundflow มูลเหตุจูงใจทางเศรษฐกิจ หรือปัจจัยอื่นๆ สิ่งเหล่านี้เป็นตัวขับดันราคาเกิดการเคลื่อนตัว ซึ่งถ้าเข้าใจตรงนี้ มี idea เริ่มต้นจะทำให้สามารถเลือกใช้กลยุทธ์(Trading Strategies) และวางแผนจัดการความเสี่ยงได้ดี สอดคล้องกับ reality ที่เกิด
4. System Optimization
กระบวนการทดสอบระบบ ควรทำเพื่อวัดสอบสมมติฐานหรือ idea ที่วาง มีกรอบชัดเจน ขณะเดียวกันระวังเรื่องของ data bias หรือเรื่องการ over fitting การทดสอบจำเป็นต้องออกแบบให้ดี หัวข้อนี้ Kaufman แนะนำหลายเทคนิคที่เข้าใช้เช่น ต้องมี idea กำหนดกลยุทธ์การเทรดก่อน แล้ววางการ optimze ตัว parameter ที่เหมาะสม เช่นค่า period ของ MA ด้วยการสเกลแบบ % เพิ่มจาก 25% 50% 100% แล้วดูผลลัพธ์ที่เกิดว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกลบ ต่อตัวแปรเป้าหมายอย่างไร
สิ่งสำคัญอย่าเน้นการปรับแต่งให้สร้าง Max Profit อย่างเดียวเพราะ best result จะนำมาซึ่งการ over fitting และนำไปใช้เทรดจริงไม่ได้ นอกจากนี้การวิเคราะห์ผล ควรขจัดพวกกำไรพิเศษ เกิดจาก price shock อันไม่ใช่ค่าเฉลี่ยปกติทั่วไป เพราะพวกนี้อาจจะทำให้เกิด bias ในการทดสอบ
5. Diversification
Kaufman แนะนำเรื่องของการกระจายความเสี่ยง แต่ไม่ใช่แค่บน asset แต่เขาแนะนำเรื่องการทำ Strategies Diversification ด้วยกล่าวคือ ไม่มีทางรู้ว่าภาวะตลาดเป็นอย่างไร สรุปสั้นๆทำ multi strategies ทั้งแบบสั้นและยาว ที่ตอบสนองได้ดีบนภาวะพฤติกรรมราคาต่างๆ เช่น Trend , Mean Reversion ,Stat Arbitage , DCA เป็นต้น แล้วกระจายเงินลงไปในกลยุทธ์ต่างๆ อย่างน้อย 3 กลยุทธ์ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ risk adjusted return ของพอร์ตออกมาดี [อันนี้ยาว แต่ไม่ขอลงรายละเอียดเยอะ แนวคิดคล้ายๆ complex system]
6. การบริหารจัดการเงินสำคัญ
เขาแนะนำเรื่องการบริหารความเสี่ยง ที่เหมาะสมกับผลตอบแทน และจัดบริหารเงิน เพื่อกำหนดขนาดการขาดทุนที่รับได้ สรุปสั้นๆในหุ้น Kaufman ใช้แบบ fix dollar กระจายเงินเท่ากันทุก position , ในอนุพันธ์หรือตลาด future เขาใช้ volatility based Model


7. กล้าทดลอง
Kaufman กล่าวว่าการฟัง หรือการลอกเอาระบบคนอื่นมาใช้ไม่ผิด การอ่าน การหาความรู้สำคัญต้องทำให้มาก แต่ยิ่งไปกว่านั้น ต้องทดลองปฏิบัติเพื่อเก็บประสบการณ์ ตรงนี้ทำให้เกิดการพัฒนา เกิดความเข้าใจถ่องแท้ ถ้าเริ่มต้นต้องเน้นการบริหารเงิน เทรดความเสี่ยงต่ำๆ เพื่อขาดทุนแล้วได้มีเงินทุนแก้ตัว หรือเทรดต่อได้ เช่นเดียวกันต้องหยืดหยุ่นรู้ว่าผิดพลาด ต้องกล้าที่จะแก้ไขปรับปรุง
8. Neural networks ช่วยพัฒนาระบบขั้นสูง
เทคนิคอย่าง NN หรือ GA ช่วยทำให้ได้ strategies ที่ผ่านการ optimize คำตอบที่ดี ถ้าผู้พัฒนามีความเข้าใจในการสร้างโมเดล เตรียม feature และกรอบ parameter แต่ข้อเสียคือ ซับซ้อน บางทีผลลัพธ์ทีไ่ด้มันไม่อาจจะอธิบายได้ด้วย logic พื้นฐาน ทำให้การนำไปใช้งานจริง เมื่อเกิดปัญหาการปรับปรุงทำได้ยาก เทรดเดอร์อาจจะไม่เชื่อมั่นในระบบ

Mr. Chaipat
ปล. ขอสรุปสั้นๆ เพราะมันยาวมาก แต่แนะนำให้ลองฟังกันได้ความรู้ดีครับ
http://bettersystemtrader.com/046-perry-kaufman/

Bitcoin 2018 New Low

15-11-2018
ราคา Bitcoinทำจุดต่ำสุดรอบปี หลุดแนว $6000 ไปปิดระดับ $5884 สิริรวม -10% กว่าๆ เช่นเดียวกับ cryptocurrencies สกุลหลักอื่นๆเช่น ethereum(-12.78%) ,ripple (-9.78%) , litecoin(-13.2%) สองวันแรงขายมหาศาล เข้ามาในตลาด cryptocurrency โดยเฉพาะ Bitcoin
จากภาพเป็นข้อมูลสภาวะตลาดล่าสุด เทียบกับช่วง Peak ปลายปี 2017 จะพบมูลค่าตลาด cryptocurrency ลดลงมากพอควร เช่นเดียวกับระดับราคาที่ถดถอยลงมาอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2018
ส่วนถ้าจะหาเหตุผลว่าราคาลงเพราะอะไร อันนี้คงตอบยากต่างคนต่างสำนักก็มีเหตุผลมาอธิบายกันไป สิ่งที่ชัดเจนและเป็น fact คือ แรงขาย ที่เกิดต่อเนื่องในรอบ 2 ไตรมาส คงรอติดตามกันต่อไป
เครดิตข้อมูลในภาพ


20-11-2018
Bitcoin ยังลงต่อหลังหลุด $5000 คืนนี้ ล่าสุดแนว 4500 ยังเหนี่ยว แม้จะโดนเทขายลงไปช่วงสั้นๆทำ low แถว 4200 แล้วมี volume ซื้อเข้ามาซื้อพยุงต่อได้ ล่าสุดยืน $4577 ส่วนคริปโตสกุลหลัก LTC ETH กอดคอลงไม่ต่างกัน สิริแล้วสัปดาห์นี้ลงไปราวๆ -30%





บันทึกราคาน้ำมัน Nov 2018

ราคาน้ำมันดิบ ลดลงรุนแรงเมื่อคืน WTI ลบไปราวๆ -7.0% ถือว่าเป็นการถดถอยภายในวันที่มากที่สุดในรอบหลายปี
ประเด็นกดดันยังเป็นเรื่องตัวอุปทานน้ำมันโลกลดลงในปีหน้า ส่วนด้าน OPEC ออกรายงานเชื่อว่าคาดการณ์ตัวเลขผลิตน้ำมันปีหน้าจากประเทศผู้ผลิตน้ำมันยังคงขยายตัว รวมถึงล่าสุดตัวเลขการผลิตจากสหรัฐ U.S. production เข้าระดับ 11.6 million barrels ต่อวัน ในช่วงเดือน พย. นี้
นวค.มองว่าอนาคตราคาน้ำมันยังไม่สู้ดี weake world demand และ oversupply บวกกับประเด็น trade war ความตรึงเครียดจะกดดันการเติบโตเศรษฐกิจโลกและการขยายการลงทุนทางธุรกิจ

ด้านราคาน้ำมัน WTI จากต้นเดือน ตุลาคม ไปทำจุดสูงสุดระดับ 76.75 หลังจากนั้นมีประเด็นเรื่องของซาอุ และการวิพากษ์วิจารณ์ของปธน.สหรัฐ ราคาน้ำมันรับประเด็น sentiment ไหลลงมาเรื่อยๆพร้อมแรงขายต่อเนื่อง หลุดแนว 70 และ 60 ล่าสุดทำจุดต่ำสุดระดับ $55 ใกล้โซน price cluster เดิมที่ระดับ $53 รอบนี้แรงขายกดดันทำให้ราคาถดถอยลงราวๆ -28% ในระยะเวลา 6 สัปดาห์ จากการวิเคราะห์ข้อมูล ราคา คงชัดเจนว่าเข้าภาวะการเปลี่ยน zone ดังนั้นปรับแผน ย้อนกลับมาเทรดโซนเดิมช่วงกลางปีต่อไป


คงติดตามทิศทางราคาน้ำมันต่อไป

วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ศิลปินไส้เปียก

วันนี้นั่งคุยกับรุ่นพี่คนหนึ่ง เขากำลังกังวลกับอนาคตของลูกที่เลือกไปเป็นศิลปินวาดภาพ แทนการทำงานบริษัท สิ่งที่พี่ท่านนี้กังวลคือแกกลัวว่า อนาคตหนทางศิลปินของลูก อาจจะสร้างรายได้ไม่พอเลี้ยงชีพ เข้าตามสโลแกนว่าศิลปินไส้แห้ง
เรื่องเดียวกันทำให้ผม นึกถึงธุรกิจหนึ่งที่ผมชอบมากจากการได้มีโอกาสติดตามดู shark tank(ตั้งแต่ซีซั่น 1-9) มันเป็นเรื่องของคุณ Steve Gadlin เขาเป็นนักวาดการ์ตูนและนักเล่าเรื่องตลก สิ่งที่เขาทำแตกต่างจากศิลปินทั่วไปคือ เขาใช้ความคิดสร้างสรรค์บวกกับเทคโนโลยี สร้างธุรกิจขึ้นมา อธิบายง่ายๆคือเปิดเว็บไซต์ I Want to Draw a Cat For You รับวาดภาพการ์ตูนแมว พร้อมคำบรรยายตลก(่joke)กวนๆฮาๆแบบเฉพาะ ขายให้ลูกค้าออนไลน์ โดยคิดค่าวาดภาพ $9.95 พร้อมส่งภายใน 24 ชั่วโมง ผลตอบรับดีมากเขาขายงานได้ถึง 1,200 ภาพผลงานของเขาถูกกล่าวถึงออนไลน์ ลูกค้ามีการแชร์ภาพ ส่งต่อออนไลน์ ทำให้ธุรกิจเขาเติบโต
ปี 2012 Steve นำธุรกิจนี้ไปออกรายการ shark tank เพื่อหาเงินทุนมาขยายธุรกิจ หาทีมงานวาดภาพและทำระบบสั่งสินค้าทางเว็บใหม่ เขานำเสนอไอเดียและแนวคิด ให้กับเหล่า shark จนสุดท้าย Mark Cuban ยอมลงทุน $25,000 เพื่อเป็นหุ้นส่วน 33% ของธุรกิจ


หลังออกรายการธุรกิจ I Want to Draw a Cat For You ของเขาบูมมาก เขาวาดภาพและข้อความประกอบขายได้กว่า 19,000 ภาพ รวมถึงสินค้าอื่นๆเช่น เสื้อยืด กระเป๋า สร้างรายได้กว่า $300,000 นอกจากนี้เขายังทำธุรกิจเสริมเช่น แต่งเพลง อีกด้วย แต่ปี 2015 Steve Gadlin ได้ขยายตัวไปทำธุรกิจรายการทีวี “Steve Gadlin’s Star Makers” ซึ่งได้รับเสียงตอบรับดี และเขายังคงดำเนินกิจการรับวาดภาพการ์ตูน แมวอยู่ แต่เพิ่มค่าจ้างเป็น $29.99 เพื่อลดปริมาณงานการวาดภาพลง
เรื่องของคุณ Steve และ I Want to Draw a Cat For You น่าจะเป็นอีกตัวอย่างของการใช้ ความคิดสร้างสรรค์ + อินเตอร์เน็ต(Social Media และ Web Ecommerce) ในการเป็น leverage สร้างธุรกิจในยุคใหม่ บริหารจัดการง่ายใช้ทรัพยากรเริ่มต้นไม่มาก น่าจะช่วยทำให้ศิลปินไส้ไม่แห้งและช่วยเพิ่มโอกาส ให้กับ อาชีพศิลปินโลกยุค 4.0 ต่อไป

ลองเข้าเว็บได้จาก lin k
http://iwanttodrawacatforyou.com/about-steve/
ตัวอย่างการ pitch และท่าเต้นกวนๆในรายการ shark tank

วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

BackTesting and Data-mining bias(Systematic Trading)

เมื่อคืนได้พูดถึงกระบวนการทดสอบระบบเทรด เพื่อทำให้เกิดความมั่นใจก่อนนำไปใช้งาน ประเด็นสำคัญที่ต้องระวังคือเรื่องของ Data-mining bias หรือการพยายามจะปรับ optimize ตัว algorithm เพื่อให้เกิดค่าที่ดีเกินจริงจากการ Over fitting กับข้อมูลที่นำมาทดสอบ


หลักการประยุกต์เหมือนที่ได้แนะนำไปมีหลากหลายวิธี เช่นการใช้การสร้างใช้ Bootstrapping จำลองข้อมูล,การทำ WFA, การทำ stress testing (จำแนกการทดสอบระบบกับจุดภาวะตลาดไม่ปกติ) สิ่งสำคัญควร focus ไปที่โอกาสของการขาดทุนและความเสี่ยงที่จะเกิดให้มาก เพราะตรงจุดนี้จะช่วยทำให้เราเตรียม tactic หรือแผนรับมือเสริมประกอบเพื่อช่วยลดผลกระทบจากการเทรดจริงได้
ดังกล่าวไปเรื่องของการ BackTesting และกระบวนการพัฒนาระบบเทรดไม่ใช่เรื่องใหม่ มี paper วิชาการที่นำเสนอเทคนิคต่างๆให้เราอ่านเยอะมากเลย ตั้งแค่ขั้นพื้นฐาน ยันขั้นสูง ลองเข้าไปดูเบื้องต้นได้จากใน link ข้างล่าง ผมคัด paper ที่ผมใช้งานประจำมาให้น้องๆได้เตรียมตัวศึกษาก่อนแข่งกัน
-Pseudo-Mathematics and Financial Charlatanism: The Effects of Backtest Overfitting on Out-of-Sample
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=2308659
-What to Look for in a Backtest
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=2308682
-Backtesting
https://papers.ssrn.com/sol3/Papers.cfm?abstract_id=2606462
-Backtest Overfitting in Financial Markets
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=2731886
-The Deflated Sharpe Ratio: Correcting for Selection Bias, Backtest Overfitting and Non-Normality
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=2460551
-Online Tools for Demonstration of Backtest Overfitting
https://papers.ssrn.com/sol3/Papers.cfm?abstract_id=2597421
-All that Glitters Is Not Gold: Comparing Backtest and Out-of-Sample Performance on a Large Cohort of Trading Algorithms
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=2745220
-Stock Portfolio Design and Backtest Overfitting
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=2739335
-The Probability of Backtest Overfitting
https://papers.ssrn.com/sol3/Papers.cfm?abstract_id=2326253
-Systematic Testing of Systematic Trading Strategies
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=3132229
-Portfolio Construction and Systematic Trading with Factor Entropy Pooling
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=1742559
-Statistical Overfitting and Backtest Performance
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=2507040
-Optimal Trading Rules Without Backtesting
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=2502613

Global Macro Views Q3/2018

อ่านบทความของคุณ Mark Rzepczynski CEO ของ AMPHI Research เจ้าของเว็บ Disciplined Systematic Global Macro Views เขียนเรียบเรียงภาวะตลาดและเศรษฐกิจ ล่าสุดที่ผ่านมาไว้น่าสนใจ
โดยสรุป เศรษฐกิจของสหรัฐตัวเลขออกมาเติบโต เช่นเดียวกับการขยับขึ้นของอัตราเงินเฟ้อเป็นไปตามเป้าของธนาคารกลาง ปัจจุบันอยู่ช่วงต้องจับตามองต่อไป ในภาวะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง เช่น ตลาดหุ้น พันธ์บัตร ค่าเงินดอลลาร์ เป็นต้น


ล่าสุดมีการปรับตัวของราคาหุ้น ในตลาดต่างๆของโลกโดยเฉพาะในตลาดสหรัฐ แต่ตัวเลขผลประกอบการส่วนใหญ่ของบริษัทยังออกมาดี (รอดูผลกระทบ repricing กับช่วงอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นต่อ) แต่ระมัดระวังความผันผวนที่จะเกิด
ด้านทองคำและสินแร่มีค่า ราคามีการปรับตัวขึ้นมา หลังจากทำจุดต่ำสุดของปี ไปสอดคล้องช่วงตลาดหุ้นปรับตัวลง แต่ภาพรวมยังไม่มีแนวโน้มที่แข็งแรงและมีความผันผวนอยู่ ส่วนตลาด Bond ชะลอตัวมีแรงขายออกมาแต่แนวโน้มยังเป็นบวก ค่าเงิน USD แข็งแกร่งแนวโน้มบวก รับช่วงพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed

อ่านเพิ่มเติม
https://mrzepczynski.blogspot.com/2018/11/the-october-repricing-causes-low-signal.html