สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2563

Be hustle, Be humble

ระหว่างกินข้าวเที่ยว พี่ชายที่เคารพถามเรื่องวิธีสอนการเงินให้กับลูกที่กำลังจะจบมหาวิทยาลัย แนะนำไปหลายแนวทาง แต่ปัจจุบันมีทั้งหนังสือ ทั้งเว็บดีๆให้ความรู้ และมีเครื่องมือเช่น app ต่างๆมากมายช่วยอำนวยความสะดวก เหลือแค่ วินัย ในการบังคับตัวเองให้อดออม ให้ยั้งคิดในการใช้เงิน หรือบังคับอดทนรอเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน

สมัยผมเริ่มต้น ผมเริ่มจากเงินสี่ด้าน(Cashflow Quadrant)จากหนังสือพ่อรวยสอนลูก แต่กว่าจะทำได้แต่ละด้าน ต้องใช้เวลาต้องรอ แถมสมัยก่อนต้องเผชิญกับความเชื่อ ทัศนคติ ของคนรุ่นเดิมไม่น้อย



ปัจจุบัน คนยุคมิลเลเนี่ยล มี leverage จากอินเตอร์เน็ตและเทคโนโลยี มาช่วยเพิ่มโอกาส ทำให้อาจจะไม่ต้องรีบเลือก สามารถทำทั้ง 4 ด้าน พร้อมกันได้เลย(แล้วค่อยๆขยายสเกลต่อไป) เช่น

-E: เรียนจบทำงานประจำไปก่อน เพื่อเก็บเงิน รักษาฐานรายได้ที่มั่นคง
-S: หาเงินเพิ่มในช่วงเวลาว่าง เช่น การขายของออนไลน์, ขายขนม,รับจ้างฟรีแลนซ์,เปิดช่องยูทูป,ไกด์นำเที่ยวออนไลน์ ,ตัวแทนขายประกัน เป็นต้น
-B: มีเงินพอ ลองทำธุรกิจแบบ weekend entrepreneur (ใช้เงินไม่มาก,บางส่วน outsource ได้ และใช้เวลาไม่เกินไป)ทำได้ดีพอ เก่งพอ ลองเขียนหนังสือ หรือ ebook ขาย, หรือจะ หรือทำแบบ แฟรนไชน์
-I: นักลงทุน ปัจจุบันซื้อหุ้น ซื้อกองทุน เราสามารถใช้เงินไม่มาก ทะยอยสะสมลงทุนได้สะดวก กว่าอดีตมาก

ในยุคอดีตพูดเรื่องนี้ มันเหมือนการต้องเลือก หรือไม่ก็โดนกลุ่มธุรกิจเครือข่ายเอาภาพนี้ไปตีความ ชวนเชื่อให้ร่วมขายตรงกันซะเป็นส่วนใหญ่

ซึ่งจริงๆแล้ว Key สำคัญคือ "การบริหารเงิน" & "การสร้างรายได้หลายทาง" มันไม่จำเป็นต้องทำใหญ่ หรือไม่จำเป็นต้องเสี่ยงสูง(ไม่ต้องไปกู้เงินจำนวนมากมาทำ) เราควรเริ่มจากเล็กๆ ใช้เวลา อดทน เรียนรู้ ลองผิดลองถูกเรื่อยๆ แต่สำคัญเริ่มให้เร็ว ตั้งแต่อายุไม่มาก

ระบบ Cashflow Quadrant พอมัน work มันจะสร้างความมั่นคงทางการเงิน และมันจะเป็น Safety Net ทางการเงินให้เราและครอบครัวในอนาคต ครับ



Expedition Happiness

ถ้าถามถึงนิยามของคำว่า "ความสุข" เชื่อว่าแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปร้อยแปดพันเก้า แต่สำหรับ คุณ Felix Starck (จาก Pedal The World) และคุณ Selima Taibi มันคือการเดินทาง การออกไปพบปะสิ่งใหม่ๆ ทั้งผู้คนและสถานที่ เพื่อการเรียนรู้ และทำความเข้าใจชีวิต

ผมมีโอกาสได้ดู Expedition Happiness หนัง สารคดีที่ถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางของคู่รักชาวเยอรมันทั้งสอง พร้อมหมาคู่ใจ(Rudi) ที่เดินทางข้ามทวีป North America ด้วยรถโรงเรียน(American school bus) จุดเริ่มต้นจาก North Carolina(เมืองที่ซื้อรถโรงเรียนและลงแรงสร้างให้มันกลายเป็นบ้านติดล้อ) ไป Canada, Alaska, ผ่าน U.S. West Coast, Mexico เป้าหมายปลายทางคือจะไปประเทศ Argentina




ทั้งสองเผชิญอุปสรรคและประสบการณ์ต่างๆ มากมายระหว่างการเดินทาง มีทั้งรอยยิ้มและคาบน้ำตา เรียกว่าทำให้ดูสนุกและคุ้มค่ากับเวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่ง มันไม่ใช่หนัง art หรือหนัง hippy ทั่วไป แต่ภาพมุมสูง การตัดต่อ และเพลงประกอบนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ

ถ้ากำลังมองหาความหมายในชีวิต แนะนำ "Expedition Happiness" ครับ

https://www.youtube.com/watch?v=PKRvZLjkRJA

การนอน กับอาชีพเทรดเดอร์

การนอน นี้เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับ เทรดเดอร์ โดยเฉพาะการเทรดในตลาดค่าเงิน(FX),ทองคำ หรือตลาดต่างประเทศ(US , DAX)

ยิ่งถ้าต้องรีบตื่นไปทำงานประจำ หรือทำธุรกิจส่วนตัวในตอนเช้า การเทรดดึก กว่าจะได้นอนตี 2 - 3 มันจะทำให้เหนื่อยมาก(บางวันขาดทุนหนัก เทรดพลาด หมกหมุ่นนอนไม่หลับเอาง่ายๆได้อีก) และถ้าทำต่อเนื่องหลายเดือน มันจะล้าสะสม มีผลต่อสุขภาพ บวกกับอาจจะทำให้ performance การเทรดและการตัดสินใจ ของเราแย่ลง ได้ บางวันเครื่องดับไปดื้อก็ได้




ดังนั้น ถ้าเป็น part-time trader ไม่มีเวลาพักงีบระหว่างวัน ต้องวางแผนเวลา การนอนและการเทรดให้ดี เช่น
-อาจจะเลือกกลยุทธ์การเทรดรอบกว้างขึ้นที่เหมาะกับเรา,
-อาจจะเทรดสินค้าบางตัวที่ active ในเฉพาะช่วงเวลา ไม่เกิน เที่ยงคืน
-หรืออาจจะเทรดแบบวัน เว้นวัน เทรดตามเป้าเช่นตั้งเป้าสัปดาห์ละ 1% ทำยอดได้ ก็พัก เป็นต้น

มีหลายวิธีเคยอธิบายไว้ลองอ่านบทความย้อนหลังได้ ในภาพเอาตัวอย่างตารางการนอนและเวลาตื่นที่เหมาะสมต่อสุขภาพแบบ กฎนอนหลับ 90 นาที มาฝากครับ

https://health.mthai.com/howto/health-care/24127.html
https://www.jeab.com/fit-firm/fit-life/sleep-90-min-rules

วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

Trader & Financial Freedom

เมื่อวานมีน้องท่านหนึ่งถามว่าถ้าเป็นเทรดเดอร์จะมีอิสรภาพทางการเงิน แบบไม่ต้องทำงานได้อย่างไร เพราะต้องนั้งเทรดตลอดเวลา ไม่เทรดก็ไม่ได้เงิน ??

เป็นคำถามที่ดีเพราะมันเป็นคำถามที่ผมถามตัวเองตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเดินทางนี้ละ สิ่งที่เรียนรู้ Key คือเรื่องการ management ตัวทรัพยากร เวลา(Time) และเงิน( Money)

สำหรับส่วนตัวผม จำแนกโหมดการเทรดของตัวเองเป็น 3 แบบ ผสมกันคือ
1. Passive trading
: ใช้เวลาเทรดติดตามต่อวันน้อย+จำนวนการเทรดน้อย (time horizon ยาว)+ payoff สองทาง(ํYiled +Capital gain) เงื่อนไขพวกนี้เราจะใช้การเลือก asset และ strategies ต่อไป
2. Active trading
: ใช้เวลาเทรด/ติดตามต่อวันมาก(อายุมากๆ สุขภาพไม่อำนวยหรือมีครอบครัว เริ่มทำให้ work ยากละ) + รอบการเทรดสูง + ระยะการเทรดสั้น + time horizon สั้นปรับตามสถานการณ์ตลาด
3. Automatic/Robot trading
: ใช้เวลาติดตามต่อวันน้อย + จำนวนการเทรดสูง + ระยะการเทรดสั้น + payoff สองทาง(ํYiled +Capital gain) + time horizon สั้นปรับตาม risk factor ปัจจุบัน

ดังนั้นในพอร์ตที่บริหาร จะจัดสัดส่วนเงินกระจายไปทั้ง 3 โหมด(สัดส่วนแตกต่างกันตามช่วงเวลา) แต่ Key คือ สร้างผลตอบแทนเหมาะสม และความเสี่ยงให้จำกัด แต่เป้าหมายสำคัญ คือ เรื่องเวลา เพราะทั้ง Passive trading และ Robot trading เราไม่จำเป็นต้องสร้างให้ Maximum return เพราะ return ที่เหมาะสม + เวลา เพิ่มส่วนเกิน ก็เป็นผลตอบแทน ที่สามารถนำเวลา ไปใช้สร้างมูลค่าอื่นให้ตัวเองได้มากมายแล้ว(ขณะเดียวกันลดการเสียสุขภาพและการใช้แรงงานตัวเองลง)

จุดนี้ทำให้แยกความสัมพันธ์ ของ เงิน และเวลา ออกมาจากกันได้(ไม่ต้องใช้ "เวลา" มากเพื่อสร้าง "เงิน") ซึ่งตอบสนองชีวิต หลังเกษียณ หรือ ไปสู่จุด อิสรภาพทางการเงิน ได้

ปล. ส่วนตัวผมไม่ได้เลือก ทุกวันนี้ยังทำ 3 แบบผสมกัน เพื่อใช้ประโยชน์จากจุดเด่นของทั้งสามโหมด คุมน้ำหนักของแต่ละโหมด ไม่เท่ากันแปรผันไปตามแผนกลยุทธ์ภาพรวม
ปล. การมี portfolio ที่ดีมี framework ที่ชัดช่วย mindset ของเทรดเดอร์ด้วย ไม่ให้ over trading หวังรวยเร็ว สบายเร็ว แบบเสี่ยงโชคเล่นพนัน





อิสรภาพทางการเงิน

กระทู้นี้ถามถึงจำนวนเงินเท่าไหร่ถึงจะมีอิสรภาพทางการเงิน ไม่ต้องทำงาน มีหลายคอมเมนต์ที่น่าสนใจ แบ่ง 2 แบบหลักๆ
1-ใช้เท่าไหร่เก็บเท่านั้น
ถ้าใช้เงินปีละ 500k ประเมินว่าจะใช้ชีวิตอยู่ต่อหลังหยุดทำงานสัก 20 ปี ก็ต้องมีเงินก้อนสัก 500k*20 = 10 ล้าน
>วิธีคิดนี้ตรงไปตรงมาแต่ อันตรายเพราะ ถ้าครบ 20 ปี เงินหมดนี้ปัญหา , อีกประการคือการเก็บเงินก้อนขนาด 10 ล้านด้วยเงินเดือนระดับพนักงานทั่วไป โอกาสเกิดจริงไม่ง่าย
2-ใช้ประโยชน์จากดอกเบี้ย
ความคิดเห็นแบบนี้ สไตล์ให้เงินทำงานแทนเรา แนะนำให้คิดรายจ่ายอนาคต และประเมินย้อนจาก ผลตอบแทนความเสี่ยงต่ำที่ไม่ทำให้ เงินทุน เงินออมหาย เช่น ถ้าจะใช้ชีวิตปีละ 500k บาท, จากอัตราดอกเบี้ยความเสี่ยงต่ำ(Risk free rate) 2% จะต้องออมเงินให้ได้ 500k*(100/2) = 25 ล้าน
> วิธีนี้ถ้าออมเงินได้ก็สบาย จะอยู่ต่อไปกี่ปีก็ได้ เพราะเงินจะงอกไปเอง แต่ข้อจำกัด การหาเงินก้อนใหญ่ไม่ง่าย + อัตราดอกเบี้ยต่ำ ถ้าอนาคตเงินเฟ้อสูง ค่าครองชีพแพง โอกาสจะมีเงินพอใช้ก็จะยากขึ้น



สรุป จากผมไล่อ่าน ทั้งสองประเภทขึ้นกับ 4 ปัจจัย ได้แก่ = {รายได้ ,เงินออม ,ค่าใช้จ่าย และผลตอบแทนจากเงินออม}
ส่วนตัวคิดว่า ถ้าเราจะวางแผนการเงินให้กับตัวเราลองเอา 4 factor มา hack จะพบว่าเราก็สร้างแนวทางของเราเองได้ เช่น
1. หารายได้หลายทาง เพิ่มเงินออม เช่นใช้ประโยชน์จาก internet หรือจะเป็น Weekend Entrepreneur
2. ทำงานที่ได้รายได้เป็น usd หรืออัตราค่าจ้างสูงแบบต่างประเทศ
3. ลดค่าใช้จ่าย อันนี้ Key สำคัญถ้า พอเพียงใช้จ่ายเหมาะสม ชีวิตก็ไม่จำเป็นต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินจำนวนมาก แต่จุดนี้เป็น life style และ principle ที่แต่ละคนต้องใช้เวลาฝึก ให้ละกิเลส วัตถุนิยมและสู้กับโฆษณาการตลาดปัจจุบัน
4. หาความรู้ด้านการเงิน การลงทุน สร้าง return พัฒนาระบบให้มีผลตอบแทนเฉลี่ยที่ดี ระดับ 5-7% นี้ก็สร้างความแตกต่างได้เยอะแล้ว ถ้าสามารถจำกัดค่าใช้จ่าย 400k กรณีพอร์ตทำผลตอบแทนเฉลี่ย 7%(ค่าเฉลี่ย 20ปี return ของ DJ30,) มีเงินออม 6 ล้านก็พอสร้างอิสรภาพทางการเงินในแบบพอเพียงได้แล้ว(คนเก่งๆอาจจะสร้าง avg return 10-15% จุดนี้ยิ่งมีประสิทธิภาพไปใหญ่)
แต่ Key ต้องมีความรู้ความเข้าใจ ปัจจุบันพบเยอะเลย ที่อายุ 55-60 แล้วเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น ไม่มีทักษะไม่มีความรู้ ซื้อขายตามโพยตามคำชวนเชื่อ ก็ติดดอย ถั่วเฉลี่ยจนหมดตัว หมดเงินกันไป



ยังมีอีกหลายอย่างที่เราทำได้ และทำไม่ยาก ซึ่งถ้าจริงจังจะทำ มันสร้าง อิสรภาพทางการเงินแบบพอเพียง เหมาะสมกับฐานนะให้ตัวเราได้จริงๆ

https://pantip.com/topic/40028997


How (NOT) To Predict Stock Prices

การวิเคราะห์ข้อมูล มันมีประโยชน์เสมอ ถ้าเราเข้าใจสิ่งที่ทำ ลองมองกลับมุม แทนจะใช้ Deep learning แบบ LSTM หรือ Variational autoencoder LSTM ไป ทำนายอนาคต ทำนายราคาหุ้น ราคา asset ในภาวะที่เราควบคุมไม่ได้ เพื่อหา upside เปลี่ยนไปใช้ทำนาย / ประเมิน anomaly ใน P/L Timeseries ประเมินระบบ ประเมิน performance ของพอร์ตเพื่อป้องกัน down side แทน (เพราะถ้าถูกเราป้องกันผลกระทบการขาดทุนได้ แต่ถ้าโมเดลผิด เราก็เสมอตัวไม่เสี่ยงเกิน)



บทความนี้สรุปดี แทนที่จะไป prediction ค่า value ก็เปลี่ยนไปจำแนก movement แทน(binary classification problem) หรือไม่ก็ทำ ensemble of models แบบหลายโมเดล หลายกลยุทธ์ปรับไปตาม market behavior




วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

New Normal ในยุคอัตราดอกเบี้ยติด 0

อ่านกระทู้นี้แล้ว มีหลายคอมเมนต์น่าสนใจ จนอยากเขียนบันทึกเก็บไว้

โดยเฉพาะมุมมองของคนทั้งใช้เวลาทั้งชีวิต ใกล้เกษียณ ทำงานเก็บเงิน 10 ล้าน หวังใช้ชีวิตอยู่จาก fix income ฝากธนาคารรอกินดอกจากเงินก้อนนี้ มาเจอภาวะปัจจุบัน ดอกเบี้ย 0-0.5% (เงินเฟ้อ 2%) ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยบนเงินทั้งก้อน 10 ล้าน ยังเท่ากับ ค่าแรงขั้นต่ำรายปี และไม่พอค่าครองชีพในเมืองใหญ่+ค่าหมอค่ายา

สรุปคือ มีเงินสด 10 ล้าน ถ้าไม่มี "ระบบ/ความรู้" ที่ขยายให้เงินทำงาน สร้างผลตอบแทนเพื่อเติบโต ไม่นานก็หมดจากการใช้จ่าย(แน่นอนว่ามี service บริการแต่ก็ต้องมีความรู้จะเลือกใช้เช่นกัน เพราะบางโปรดักซ์ผลตอบแทนก็ไม่คุ้มกับค่า fee ที่จ่ายไป)

จะเรียกว่า New Normal ในยุคอัตราดอกเบี้ยติด 0 ต่ำเป็นประวัติการณ์ บวกกับเงินเฟ้อก็จะมาเงินฝืดก็น่ากลัว(นักเศรษฐศาสตร์อเมริกัน ประเมินความน่าจะเป็น 1-2 ปีว่าเศรษฐกิจโลกอาจจะเกิดได้ทั้ง inflation และ deflation) การเงินเก็บ อย่างเดียวไม่พอละ ต้องมีความรู้ในการบริหารจัดการเงิน เบื้องต้นด้วย

อาจจะไม่ต้องเป็น active trader หรือซีเรียสติดตามข้อมูลข่าวสารทุกวัน แต่อย่างน้อยต้องรู้จักลงทุนเป็น เห็น "โอกาส" และ "ความเสี่ยง" ไม่ปฏิเสธเรื่องของ "เงิน" และกล้าจะเสี่ยงแบบฉลาด เลือกลงทุนในหุ้นที่เหมาะสม เลือกซื้อกองทุน ถือ asset ที่ดี




แน่นอนว่ามันไม่ง่าย อย่าคาดหวังมากในช่วงภาวะเศรษฐกิจชะลอหนักอย่างปัจจุบัน + ราคาสินทรัพย์เช่น หุ้นที่มีราคาแพง ผลที่ออกมามันอาจจะไม่สูง สวยหรูแบบโฆษณาก็ได้ แต่อย่างน้อยผลตอบแทนที่สร้างได้อันเหมาะสมกับความเสี่ยง เมื่อคูณกับเงินออมที่เรามี ย่อมสร้างความแตกต่าง และมีโอกาสสร้างการเติบโตของทรัพย์สิน สร้าง Wealth ในอนาคตให้เราได้


สรุป นอกจากมีเงิน ต้องมีความรู้ในการบริหารเงินร่วมด้วย

ปล. มีไม่ถึง 10 ล้าน แต่มีแผนบริหารเงินที่ดี ใช้จ่ายพอเพียง ก็ใช้ชีวิตสบายๆได้เช่นกัน

อ่านต่อ
https://pantip.com/topic/40021218



strategic thinking

strategic thinking คือกระบวนการคิดเชิงกลยุทธ์ เพื่อการวางแผนดำเนินงานหรือแก้ปัญหาให้บรรลุไปตามเป้าหมายบนแนวทางที่มีประสิทธิภาพที่สุด

พอดีอ่านเรื่องนี้ "How To Master Strategic Thinking Skills" มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ โดยเฉพาะเรื่องการพิจารณาปัจจุบัน การหัดตั้งคำถามกับตัวเองเพื่อการวางแผนในอนาคต เช่น "ตอนนี้สิ่งที่เราทำ มัน work กับตัวเราหรือไม่" โดยเอา strategic thinking มาประยุกต์ใช้

ถ้าเรากำลังรู้สึก ติดหล่ม หรือ หนักใจไปต่อไม่ถูก เช่น อยากเป็นเทรดเดอร์ เทรดทุกวัน ได้กำไรสลับขาดทุนแต่รู้สึกพอร์ตยังไม่โต กำไรสุทธิต่อปียังไม่พอ ค่าไฟ ลองใช้แนวทาง strategic cycle มาวิเคราะห์ดู เริ่มจาก
1. What : ลอง list สิ่งที่กำลังทำประจำ 5 งานหลัก เพื่อรีวิวแนวทางและกระบวนการที่เราใช้
2. Why : เขียนลงกระดาษ อธิบายสิ่งที่เราทำด้วยประโยคสั้นๆ Key คือ หาสิ่งที่เราทำแต่ไม่รู้ทำไปทำไม เพราะหลายอย่างเราทำตามคนอื่น โดยที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ทำไปทำไม สิ่งพวกนี้อันตรายต้องระวัง
3. Way : ทบทวนสิ่งที่เราทำและแนวทางปฏิบัติว่า มันเป็นทางที่ดีจริงๆหรือไม่ ,ด้านผลดีและผลลบที่เกิดจากการทำมันเหมาะสมหรือไม่ ขั้นนี้ใช้เวลา แต่เป็นการวิเคราะห์ที่เกิดประโยชน์มาก
4. Work : ประเมินสิ่งที่เราทำ กับ เป้าหมายที่เราต้องการ เพื่อหาคำตอบว่า สิ่งที่เราทำอยู่ มันใช่ หรือมันตอบโจทย์เป้าหมายที่เราต้องการจริงๆ หรือเปล่า



ผลที่ได้จากการประเมิน อย่างซื่อสัตย์ มันช่วยให้มีข้อมูลในการวางแผน หรือปรับเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมกับตัวเรามากขึ้นครับ

อ่านต่อ
https://www.fraserdove.com/master-strategic-thinking/


Two Sigma Financial Modeling Code Competition

เช้านี้นั่งอ่านบทความหนึ่ง ชื่อ "Two Sigma Financial Modeling Code Competition, 5th Place Winners’ Interview" เขาสัมภาษณ์ผู้ชนะอันดับ 5 ในการแข่งขันรายการ Two Sigma Financial Modeling Challenge รายการนี้แข่งขันปี 2016 -2017 ระยะยาวและ Two Sigma ซึ่งเป็น Quant Fund อันดับต้นของโลกก็จัดรางวัลให้เต็ม รวม $100,000 พร้อมโอกาสร่วมธุรกิจ ทำให้มีคนสนใจแข่งรายการนี้มากพอควรกว่า 2000 ทีม



บทความนี้ยาว ผมขอสรุป key สำคัญสั้น สำหรับผมสิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้ชนะอันดับ 5 ทีม Bestfitting เขาใช้เทคนิค lag-N features ในการทำ Feature Engineering ของข้อมูล Time Series , การทำ Quant โมเดล เขาเริ่มจากการทดลองสร้าง weak model ออกมาก่อน จากนั้นปรับปรุงเรื่อยๆ ให้ดีขึ้น level ต่อมาเป็น stable model แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เขาไม่ได้ปรับแบบเปลี่ยนใหม่ แต่เป็นการทำ Ensemble model ซึ่งรองรับความเป็น dynamic ของตลาดไม่ใช่การ prediction แบบโมเดลเดียว fit all , พัฒนา self-adaptive strategy สร้างตัวแปรใช้ปรับการโมเดลแปรผันตาม ค่า market volatile (volatility data) ออกแนวคล้าย reinforcement learning (แต่ไม่ได้สร้างโมเดลแบบ RL เต็มรูปแบบ)



บทความไม่ได้เจาะสูตรลับ แต่ถ้าอ่านให้จบ เข้าใจการทำ Quant โมเดลมากขึ้นครับ

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2563

จะรู้ได้ไงว่าเรากำลัง "เครียด"

จากโพสเมื่อวาน น้องเทรดเดอร์คนหนึ่งถามเข้ามาทาง message ว่าผมเป็นคนอารมณ์ดี แล้วจะรู้ได้ไงครับว่าเครียดหรือไม่เครียด?

อ่านไปก็อดอมยิ้มไม่ได้ ผมเชื่อว่าทุกคนมี base line ของตัวเอง มันคงไม่มีสูตรหรือ solution แต่หลักง่ายๆของผมคือ ลองคิดย้อนไป ช่วงเวลาที่ทำให้ตัวเรา panic หรือต้องนอนไม่หลับ ทางภาวะอารมณ์เกิดหงุดหงิด เกิดจิตตก หรือคิดวนไปวนมาในเรื่องๆเดิมในหัว สัญญาณเหล่านี้ตามตำรา ถือว่าเข้าภาวะ เครียด หรือ จิตตกแล้ว




ถ้าจะเอาแบบ Quant แนะนำเทคนิคของน้องคนหนึ่ง เขาเป็น prop trader ให้ บล. ชื่อดัง น้องเขาใช้ smart watch หรือ สายรัดข้อมืออัจริยะ ที่ติดตามอัตราการเต้นของหัวใจ (Heart Rate) และแจ้งเตือนได้

จริงๆย้ำอีกทีการเป็นเทรดเดอร์ เทรดเงินจริง ตลาดจริง มันไม่ได้มีแต่สายรุ้งและ ยูนิคอน แบบที่ถูกทำให้เชื่อ จำเป็นต้องมีภาวะการบริหารจัดการทางอารมณ์ให้ดี มีแผนรับมือผลของความผิดพลาด สำคัญมากในยามภาวะวิกฤติ หรือช่วงเราเกิดปัญหา ในการเทรดครับ

ปล. ในภาพเป็น GARMIN Vivosport

บทเรียนจากการสูญเสีย

เวลาเทรดเดอร์เริ่มเข้ามาในตลาด ผมว่าทุกคนคล้ายกัน คือแบก "ความหวัง" "ความกดดัน" และ "ความโลภ" ไว้บนบ่า แต่มีไม่กี่คนที่อยู่รอด ระยะยาวได้ อันนี้คือสัจจะธรรม ที่ต้องตระหนัก อย่าปล่อยให้คำโฆษณาใดๆมาชวนเชื่อ หรือหลอกลวงเรา

แน่นอนว่าไม่ผิดที่จะเริ่มเรียนวิธีหาเงินทำเงิน แต่สิ่งที่ต้องเรียนก่อนเข้าไป สู้รบในตลาดจริง คือ วิธีการบริหารจัดการความเสี่ยง(Risk management) และการบริหารจัดการความโลภ( Emotion manangement)

เรื่องสลด ผมไม่อยากลงรายละเอียดเยอะแต่ลองไปอ่านได้ในบทความ ซึ่งเรื่องน่าเศร้าคือ ตลอดเวลาสิบกว่าปีที่ผมเทรดในตลาด ผมเจอข่าวแบบนี้เยอะมาก เกือบทุกปี

โดยสรุปข่าวนี้เล่าเรื่อง เทรดเดอร์มือใหม่คุณ Alexander Kearnอายุ 20 ปีที่เข้าไปเทรดอนุพันธ์ ล่าเงินในช่วงตลาดผันผวนแบบปัจจุบัน จากนั้นด้วยความผิดพลาด ทำให้ขาดทุนในการเทรด options พอร์ต -$730,000

ข่าวระบุผลการขาดทุนหนัก ทำให้เกิดความเครียด สุดท้ายจบชีวิตตัวเองด้วยการฆ่าตัวตาย(สาเหตุเชิงลึกเกี่ยวกับปัญหาทางจิตและอื่นๆ ยังรอการสอบสวน) เป็นเรื่องน่าเศร้า และทางครอบครัวผู้เสียชีวิตก็ออกมา เรียกร้องให้สอบสวน ขอคำตอบจากทางโบรกเกอร์ Robinhood ถึงสาเหตุที่เกิด เพราะครอบครัวไม่เชื่อว่า ลูกชายวัย 20 จะมีเงินเทรดมาก ถึงขาดทุนหลัก -$730,000 ได้ (แต่ใน options การขาดทุนไม่จำกัดมโหฬารนั้นเกิดขึ้นได้ตามมูลค่าของสัญญา)




นอกจากนี้ ยังมีการวิจารณ์ Robinhood อย่างหนักการทำบัญชีอนุพันธ์ให้เล็ก(ให้ leverage สูง ไม่บังคับการวางเงินมาก ไม่มีเงื่อนไขมาก ต่างจากเจ้าอื่นๆ) และโฆษณาชวนเชิญเทรดเดอร์หน้าใหม่ ให้นำเงินไปเทรดแบบเสี่ยงสูงในตลาด เฉพาะปี 2020 นี้มีผู้เปิดบัญชีเทรดใหม่ 3 million users และเน้นการโปรโมท กลุ่มเทรดเดอร์เสี่ยงสูงเช่นคนที่ทำกำไร 332% ในเวลาอันสั้นจากช่วงผ่านมาเป็นต้น

**การเทรดเงินจริง ได้จริงเสียจริง ในภาวะตลาดผันผวน นั้นมันยาก!! และอารมณ์มัน Go Dark เร็วมาก ผมอยากฝากข่าวนี้ไว้ให้เตือนใจน้องๆเทรดเดอร์มือใหม่ เหมือนที่ย้ำมาเสมอ คือ อย่าประมาท อย่าคิดว่าใครๆก็ทำเงินง่ายๆ แบบที่โฆษณาชวนเชื่อกันครับ


อ้างอิง

https://www.albanyherald.com/news/business/apparent-suicide-by-20-year-old-robinhood-trader-who-saw-a-negative-730-000-balance/article_20e7a502-8940-541e-a532-77c0130ad484.html

 


อย่าเพิ่งยอมแพ้ แม้ปีนี้จะขาดทุน

ปกติเราพูดถึงเซียนกูรูตามหน้าสื่อมักจะพบแต่เรื่องของความเทพความสุดยอด แท้จริงแล้วทุกคนย่อมเคยผิดพลาด เขียนบันทึกนี้ไว้เพื่อจะเตือนตัวเองให้ไม่ประมาท และ focus ไปที่การเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทักษะความสามารถกันต่อไป

บทความข่าวย้อนอดีตของ independent ที่เล่าถึงการขาดทุนใหญ่ ของคุณ George Soros

โดยปี 1998 โซรอสมองว่าดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐ จะปรับตัวลงและลงหนักทำให้เขา betting ทางนั้น ปรากฏว่าช่วงปลายปีนั้น ดัชนี DJ30 บวกเพิ่มกว่า 13% หรือ 1000 จุด ทำให้ soros ขาดทุนจากการ short positions ในตลาดฟิวเจอร์ (ตลาดมันถล่มหลัง bullish เพียงแต่มันเกิดปี2000 หลังจาก soros ทำนายและ Short 2 ปีถัดมา) เช่นเดียวกันมีการขาดทุนจากตลาด Hong Kong (รวมถึงมีข่าวว่าขาดทุนหนักอื่นๆระดับ 2 พันล้านเหรียญ แต่ตัวเลขนี้ไม่มีการออกมายืนยัน)




ปีนั้นเรียกว่าเป็นปีที่ยากลำบากของ soros fund ซึ่งมีการชี้แจงในจดหมายถึงผู้ร่วมลงทุน soros ยังมีการแจ้งพิเศษกับนักลงทุนรายใหญ่ของฟันด์ว่า ลาพักชั่วคราว ("taking a temporary medical leave of absence") แหล่งข่าวอย่างคุณ Nicholas Roditi ผู้ลงทุนในกองทุน Quantum Fund ออกมายืนยันโดยระบุว่าปีนั้นผลตอบแทน -14% หลังได้ผลตอบแทน +50% จากปีก่อนหน้า

เนื้อหาเพิ่มเติมยังค้นหาจากเว็บอื่นๆได้อีก ช่วงนั้นจะมีประเด็นของ Druckenmiller และ Quantum Fund กับการขาดทุนค่าเงิน ruble ที่ Russia ก่อนจะมาขาดทุนในช่วงฟองสบู่ดอทคอม ด้วย

อ้างอิงจาก
https://www-independent-co-uk.cdn.ampproject.org/…/soros-br…
https://www.wsj.com/articles/SB911868622802238000
https://www.nytimes.com/…/international-business-soros-s-qu…
https://money.cnn.com/1998/09/16/investing/q_hedgefunds/

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2563

Multi-Strategies

แนวคิด Multi-Strategies มีการใช้มานาน มีหลาย paper หลายบทความให้เราศึกษา อย่างผมใช้ Robot trading ทำให้ง่ายต่อรันหรือเทรดด้วย หลายกลยุทธ์ ในพอร์ตเดียวกัน

แต่ไอเดียหลักคือการ diversify ไม่ใช่แค่ asset class แตกต่าง แต่เราสามารถกระจาย trading strategies ที่หลากหลาย ในช่วงเวลาเดียวกัน สินค้าเดียวกัน(หรือแตกต่างกัน) เพื่อดีลกับ Risk Factor ในช่วงเวลานั้นๆ ซึ่งสัจจะธรรมคือ แต่ละกลยุทธ์ล้วนมีข้อจำกัดและมีจุดเด่น ที่ตอบสนองได้ดีในภาวะตลาดแตกต่างกัน Key คือการบริหารจัดการให้เกิดประสิทธิภาพเพื่อให้เกิด Alpha

กรณีเทรดเดอร์ ที่เทรดด้วยมือเทรดเอง ก็สามารถใช้ Multi-Strategies ได้ เพียงแต่ปรับช่วงเวลา หรือ Time Horizon ของกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับ การเทรดเข้าออกของเรา แต่ต้องอิงกับ Basic การบริหารเงินที่เหมาะสม + การพัฒนาระบบเทรดแต่ละกลยุทธ์ให้มั่นใจว่ามันรอดจริงๆก่อน




ภาพเป็น paper ของ algoanalytics เฟริ์มอินเดียเจ้าหนึ่งที่ทำ Quantitative Trading แทนจะเน้นไปที่ Trend หรือ Momentum Factor อย่างเดียว เฟริ์มนี้ มองหา Investment Idea และรันกลยุทธ์แบบหลากหลายตามแผน โดยจัดสรรน้ำหนักของเงินทุน ลงในแต่ละกลยุทธ์แบบ Risk Parity อิงกับขนาดของความเสี่ยงในแต่ละระบบย่อย เพื่อให้เกิดผลรวมของ Return เป็นบวก และจำกัด Total Risk ของพอร์ตให้อยู่ในเกณฑ์ระดับรับได้

https://www.emccta.com/AlphaPlus.shtml

กองทุนรวมน้ำมัน

บันทึกนี้จะมาสรุปบทเรียน ที่สอนเรื่อง Multi-Strategies & Multiple Products จำได้ช่วงก่อนหน้ามีคนถามเรื่องการต้องการเข้าไปเทรดน้ำมัน(WTI) แต่ด้วยความที่ตลาดผันผวนมาก เลยแนะนำมือใหม่ให้ลองเทรดระยะกลางกับ กองทุนรวมน้ำมัน แทน (ส่วนตัวผมเทรดมาหลายปีแล้ว เทรด Futures และ CFDs มันบริหารความเสี่ยงได้)

ซึ่งตัวอย่างที่ทำ live บรรยายให้ดูคือเลือก กองทุนรวมน้ำมัน มาทำให้ดู เพราะ ซื้อขายสะดวก เปิดบัญชีกองทุนรวมของธนาคารหรือโบรกเกอร์ได้เลย (ถ้าใครมี account ต่างประเทศก็อาจจะลอง Oil ETFs โดยตรงเช่นของ USO[United States Oil Fund] , Invesco DB Oil Fund) เมืองไทยมี กองทุนรวมน้ำมัน ให้เลือกหลายค่าย เช่น SCBOil, I-OIL, K-OIL เขาก็กินค่าธรรมเนียมและไปลงต่อใน ETF อีกที




ตัวอย่างผมเลือก SCBOil เพราะเขาลงใน Invesco DB Oil Fund ความผันผวนไม่มาก ขนาดกองใหญ่และกองนี้ค่าธรรมเนียมพอรับได้ ข้อดีของการเทรด กองทุนรวมน้ำมัน คือ ไม่ใช้ leverage วางเงินซื้อหน่วยลงทุนไม่สูงก็เทรดได้, ข้อเสียคือ price quote ราคาจะช้าไม่รู้ทันที ทำให้ไม่เหมาะกับการเทรดสั้น แต่เทรดตามรอบ momentum สามารถทำได้ , แน่นอนว่ากำไรอาจจะได้ไม่สูงเท่าการเทรด Futures แต่ผลกระทบจากความผันผวนของราคา ก็น้อยลงด้วย ขณะเดียวกัน ถ้ามองภาพระยะสั้นไม่ออก สามารถถือยาวข้ามไตรมาส โดยไม่มีวันหมดอายุและปัจจัยเชิงเวลามากระทบ

ในภาพผมเทรด oil futures ระยะสั้นได้กำไรจาก short พอปิด position ในช่วงปลายเดือน เมย. ตลาดผันผวนมาก แทนจะ long สัญญา รอบใหม่แบบ Mean reversion เราก็รอให้ราคานิ่งเข้า zone แล้วซื้อสะสม ETFs หรือ กองทุนรวม เพื่อถือตามรอบกลางแทน (ไม่เสียโอกาส ไม่ปะทะกับความเสี่ยงที่สูง ในภาวะตลาดผันผวน)

ไม่ขอลงรายละเอียดเยอะ หลายเรื่องอธิบายไปแล้ว แต่อยากให้เห็นไอเดีย ในการเทรด ที่สินค้าตัวหนึ่ง เรามีไอเดีย มองเห็นโอกาส เราสามารถวางกลยุทธ์เขาเทรดที่หลากหลาย Multi-Strategies และเลือกใช้ให้เหมาะกับ Products ตามระดับความเสี่ยงที่เรารับได้ ต่อไป





My First Year Trading Full-Time: Ryan Trost

คืนนี้ระหว่างนั่งรอเทรดน้ำมัน เลยฟังคลิป Chat with trader ตอนล่าสุด Aaron สัมภาษณ์ Ryan Trost ซึ่งเป็น Prop Trader, ที่เพิ่งผ่าน 1 ปีของการเทรดที่ SMB Capital มีหลายหัวข้อน่าสนใจดี

หลายเรื่องเรานำมาประยุกต์ได้ โดยเฉพาะเรื่องของจิตวิทยาและการรับมือกับอารมณ์ Ryan Trost พูดเรื่องการ วัดอุณหภูมิ อารมณ์ระหว่างวัน และช่วงจบวัน เขาบอกว่าสำคัญมากที่เราจะต้องรู้ตัวเอง ต้องติดตามการ reaction ที่เกิดจากอารมณ์ บางวันแย่ เกิด consistent losses ขาดทุน ต้องไม่ down ไม่โมโห ต้องสามารถเข้าใจความผิดพลาดสิ่งที่เกิด และปรับแผนมาแก้ต่อได้




การจดบันทึกช่วยเขาได้มาก และเขาก็แนะนำให้เทรดเดอร์ พยายามติดตามเข้าใจอารมณ์ นอกจากการควบคุมผลที่เกิดตามมา เช่นความเครียด ความหงุดหงิด มันช่วยทำให้จิตไม่ตก ไม่มีผลต่อ การใช้ชีวิตปกติ กับครอบครัว (อันนี้คนขาดทุน ติดดอยหนักๆจะเข้าใจ บางทีตลาดปิด หมกหมุ่น นอนคิด นอนไม่หลับ ก็เกิดได้)

ชอบตอนนี้เพราะ ไม่ได้พูดอวดผลงานกำไร แต่พูดเรื่องผิดพลาด ขาดทุนและการจัดการกับการขาดทุนเยอะดี จะเห็นเฟริ์มแบบ SMB Capital เขาทำงานเป็นทีม ซึ่งไม่ใช่เทรดแบบเดียวกันหมด สไตล์เดียวกัน แล้วมาแข่งว่าใครเก่งกว่ากัน แต่มันเป็นการผสานเอาความต่าง มาเสริมกัน แลกเปลี่ยน trading idea กัน (ลองฟัง Prop Trader อีกหลายคนจากคลิปอื่นๆได้)

ยังมีอีกหลายประเด็นที่เราเรียนรู้ได้ ลองเข้าไปฟังกันที่ ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.youtube.com/watch?v=ahSTzg9pVP4