สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561

บทความวิจัยพัฒนา กลยุทธ์การ Stop loss

Stop loss หรือการ Limit loss คือกลยุทธ์การจำกัดผลกระทบจากการขาดทุนที่มาจากความเสี่ยงในการเทรดแบบหนึ่งที่ถูกนำมาใช้แพร่หลาย เรื่องนี้เราสามารถทำความเข้าใจและเรียนรู้ เพื่อนำไปใช้พัฒนาระบบเทรดได้
เมื่อวันจันทร์พูดเรื่องการทดลองใช้ stop loss กับ leverage ไป มีคนถามถึง paper การทดลองอยากเอาไปศึกษาต่อ ผมเลยนำ link ที่บันทึกไว้มาแชร์ ย้ำว่าเป็นแค่บางส่วนนะครับ มีอีกหลายแหล่งที่เราสามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้ ถ้าสนใจลองศึกษาดูมีคนวิจัยพัฒนาเทคนิคต่างๆไว้เยอะเลย ซึ่งเราจะได้เห็นข้อเด่น และข้อจำกัด รวมถึงการ optimize โมเดลในการจัดการความเสี่ยง ถือเป็นการเปิดโลก เพิ่มเติมความรู้ไปในตัวครับ
ปล. จะใช้หรือไม่ใช้ stop loss ไม่ใช่ประเด็นนะครับเพราะมันเป็นแค่หนึ่งทางเลือกในการจัดการการขาดทุน แต่สำคัญคือถ้าเลือกจะใช้ ต้องใช้มันอย่างเข้าใจ ใช้ให้ถูกเหมาะสมกับพฤติกรรมของ asset และอย่าไปใช้มันเป็นแพะรับบาปหรือข้ออ้างในการล้างพอร์ต
-Assessing Stop-Loss and Re-Entry Strategies
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=2277722
-Taming Momentum Crashes: A Simple Stop-Loss Strategy
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=2407199
-The Value of Stop Loss Strategies
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=1214737
-Probability Weighting, Stop-Loss and the Disposition Effect
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=2823449
-'Stop-Loss' Strategies: Theory and Application to the Matif Bond Future Contract
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=1734757
-Stop-Loss Strategies with Serial Correlation, Regime Switching, and Transactions Costs
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=2695383
-The Value of Stop-Losses and Stop-Gains in Enhancing Risk-Adjusted Return
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=2285222
-Optimal Trading with a Trailing Stop
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=2895437
-Double-Sort Trading Strategy on Commodity Futures: Performance Evaluation and Stop-Loss Implementation
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=2614241
-When Do Stop-Loss Rules Stop Losses?
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=968338
-The Significance of Trading Frequency and Stop Loss in Trend Following Strategies
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=2349848
- Stop-Loss Orders and Price Cascades in Currency Markets
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=920687
-Stop-Loss Strategies and Derivatives Portfolios
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=1197002
-Determining Optimal Stop-Loss Thresholds via Bayesian Analysis of Drawdown Distributions
https://arxiv.org/pdf/1609.00869.pdf



Gold Demand Trends Q2 2018

ช่วงนี้ราคาทองคำกำลังอยู่โซนค่อนข้างต่ำปัจจุบัน 1211 (52 week range 1,365.4 -1,205.1) เมื่อเทียบกับปลายปี 2017 ที่ผ่านมา ท่ามกลาง story ช่วงนี้จะเห็นมีการยิงข่าวเชิงบวกออกมาเรื่อยๆทั้งยอดการสะสมทองคำของ Fund ,การซื้อทองคำของธนาคารกลางบางประเทศ ล่าสุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวอีกชิ้นที่น่าสนใจ เป็นตัวเลข Gold Demand ไตรมาส 2 ของปี 2018
รายงานโดย World Gold Council ซึ่งตัวเลข demand ของ Q2 ที่ออกมายังต่ำและอ่อนตัว 964.3t ทั้งความต้องการทองคำในกลุ่มต่างๆ ETF ,เครื่องประดับ(-2%), central bank(-7%) ส่วนกลุ่มเทคโนโลยีความต้องการทองคำปรับเพิ่ม +2% เทียบจากไตรมาสเดียวกันปีก่อนหน้า


ด้านตัวเลข Gold supply ไตรมาส 2 รายงานระบุปรับเพิ่ม +3% การเพิ่มติดต่อกัน 2 ไตรมาสปริมาณ supply เข้าแตะระดับ 1,120.2t.
พิจารณาเป็นข้อมูลประกอบการวางแผนการเทรดต่อไปครับ

ทำไมหยวนอ่อนถึงกระทบค่าเงิน AUD

สัปดาห์ที่แล้วลองนำข้อมูลค่าเงินหยวนของจีนมาวิเคราะห์ความสัมพันธ์กับค่าเงิน AUD ให้ดู อธิบายเรื่องความเชื่อมโยงเศรษฐกิจ ทั้งการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ออสเตเรียพึ่งพาจีน ดังนั้นเมื่อจีนเล่นเกมส์ค่าเงินอ่อน เพื่อสู้กับสหรัฐ ค่าเงิน Australia ก็เจอแรงกดดันตามไปในภาพใหญ่ปีนี้ลงไป -4.95% โดยเฉพาะช่วงระยะเวลานี้(ลองดูตัวเลขเศรษฐกิจออสเตเรียไตรมาส 1 และ2 ประกอบ) ขณะที่ปีนี้ค่าเงินหยวน CNY ลดลง -5.01% เทียบกับ USD


ลองอ่านบทความ why falling yuan raises economic jitters Australia นี้เพื่อดูรายละเอียดตัวเลขในหมวดต่างๆได้ มันอาจจะไม่ใช่บทสรุปหรือความสัมพันธ์แบบสมบูรณ์ 100% ตลอดเวลา แต่เรื่องพวกนี้เรานำมาใช้ประเมินความเสี่ยงและวางแผนรับมือได้ครับ

วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ภาพรวมเศรษฐกิจโลก

ภาพรวมเศรษฐกิจโลกการเติบโตยังแข็งแรง(Robust) แต่ต้องระวังปัจจัยเชิงลบและความเสี่ยง ซึ่งยังคงเพิ่มระดับความร้อนแรงขึ้น จากภาพสรุปของ Deutsche Bank Securities จะพบประเด็นมาแรงและน่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจหลายประเทศคือ Trade War ของโดนัล ทรัมป์ นั้นเอง
ส่วนเศรษฐกิจกลุ่ม EM ผลงานล่าสุดยังดูดีอยู่ อีกประเด็นปัจจัยเสี่ยงที่ตอนนี้พูดกันหนา คือเรื่องการถดถอย การปรับฐานใหญ่ของตลาดหุ้น ซึ่งอาจจะนำไปสู่การชะลอตัวของเศรษฐกิจและการลงทุน อันนี้ต้องจับตามองต่อ


อ้างอิงจาก
http://ritholtz.com/2018/07/growth-robust-but/

อีกด้านหนึ่งของ การใช้ชีวิต Slow Life

เจอมาเยอะมากกับประเภทที่ตัดสินคนกลุ่มวิถีชีวิตแบบ slowlife จากมุมมองความเชื่อเฉพาะบุคคล ไปติดภาพของการทำอะไรช้าๆ การนั่งกินกาแฟ แต่ถ้าเราได้พบได้รู้จักคนที่ยึดวิธีชีวิตของ slow life เข้าใจ principle ในการดำเนินชีวิตของเขา เราจะเข้าใจคนกลุ่มนี้มากขึ้น
มันไม่ได้ง่ายกับการต้องใช้ชีวิตแบบการมีทรัพยากรที่จำกัด ต้องพึ่งพาตัวเอง ซึ่งอาศัยทั้งวินัยและความรับผิดชอบอะไรหลายอย่าง ต้องคิดต้องวางแผนเยอะมาก ในสิ่งที่จะทำ(ไม่ใช่จะทำอะไรก็ทำตามใจหรือใช้เงินไปตามอารมณ์) แต่สิ่งสำคัญมันเป็นเรื่องของการให้ค่าความสำคัญในชีวิตกับสิ่งที่จะต้องยึดติดและสิ่งที่ควรปล่อยวาง
ผมเองยังไม่ได้ slow life มากถึง 50% แต่รู้จักพี่ๆหลายคนที่ใช้ชีวิตแบบนี้ ทั้ง slow life ทั้ง minimalism ไม่ได้ร่ำรวยไม่มีเงินหลายร้อยล้าน แต่ด้วยความที่พอประมาณ ไม่ได้คาดหวังอะไรเกินตัวมันทำให้ความสุขในแต่ละวันของพวกเขาเรียกว่าเต็มเปี่ยมเลย(นั้นคือเป้าหมายและรางวัลของการใช้ชีวิตแบบ slow life)


ที่น่าสนใจหลายคนที่ผมรู้จักหันไป slowlife หลังจากผ่านจุดที่ได้มาซึ่งความสำเร็จระดับหนึ่งแล้วทั้งนั้น แต่พอได้ชื่อเสียงมาเยอะมีรายได้เงินทองมาก มีลูกน้องบริวารมาก มันก็ทำให้ทุกข์มากตามไป ต้องคิดทุกวัน เครียดกับปัญหาทุกวัน จนต้นทุนของการได้มาซึ่งความสำเร็จ มันอาจจะมากไปกว่าสิ่งที่ได้รับ
คงไม่ได้ไปตัดสินใจว่า การใช้ชีวิตแบบไหนดี เพราะสุดท้ายเป้าหมาย ความต้องการในแต่ละคนคงไม่เหมือนกัน สิ่งสำคัญสำหรับตัวเราคือ อย่ารีบมีอคติ ด่วนตัดสิน เปิดใจทำความเข้าใจ ทดลองให้เยอะ ซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเองหาให้เหมาะ เลือกให้เจอ ในรูปแบบวิถีชีวิตที่เราอยากมีในอนาคต
ปล. อยากให้ลองอ่านบทความที่แชร์ น่าจะเห็นภาพมาขึ้น

Jerry Seinfeld ความสำเร็จที่ไม่ได้เกิดในข้ามคืน

Jerry Seinfeld เกิดในครอบครัวชาวยิว ขั้นกลาง เขาชอบเล่าเรื่องตลกมาตั้งแต่เด็ก สนใจอยากเป็น stand-up comedian และเริ่มฝึกจริงจัง ตอนเรียนมหาวิทยาลัยจากการแสดงในชมรมละคร บวกกับการใช้เวลากลางคืนเดินสายแสดงฟรีตามคลับในคืน open-mic nights หลังเรียนจบปริญญาตรี เขาไม่ได้ทำงานประจำตามแบบสังคมชาวยิว Jerry Seinfeld เลือกเดินตามฝัน ออกหางานแสดงตลก ตามคลับและเข้าคัดเลือกบทในรายการตลกทางทีวี เริ่มต้นฝีมือไม่ดี ชื่อชั้นไม่มี ทำให้ต้องแสดงฟรีตามคลับเปิดไมค์ เพื่อหาประสบการณ์ ส่วนกลางวันใช้เวลาทำงานหาเงินจากการเป็นเด็กเสริ๋ฟในร้านอาหาร


 เขาใช้เวลา 2-3 ปีอยู่อย่างยากลำบาก ทำงานอย่างหนักในเมืองนิวยอร์ค กว่าจะได้โอกาสแสดงในรายการทีวีในบทเล็กๆ และมีโอกาสได้ขึ้นไปเล่ามุขตลกในรายการ talk show หลังข่าวดังอย่าง The Tonight Show ของ Johnny Carson แค่ 5 นาที เขาซ้อมหนักและทำมันได้ดี จนสามารถแจ้งเกิดได้ เส้นทางอาชีพเขาก็เริ่มต้นขึ้นมีงานเข้ามาและได้ทำรายการโชว์ทางทีวีของตัวเองอย่าง "Seinfeld" ทางช่อง NBC จนเป็นที่รู้จักโด่งดัง ได้รับรางวัลและเงินทองมากมาย(รายได้ต่อปีช่วง 2017 ที่ $69 million)

ความสำเร็จมันไม่ได้มาง่ายๆจริงๆ ลองชมคลิปเส้นทางเริ่มต้นของเขาได้

บทเรียนความผิดพลาดของ Soros

วันนี้ไปเจอโพสหนึ่งที่อ้างอิงบทความข่าวย้อนอดีตปี 1998 ของ independent ที่เล่าถึงการขาดทุนใหญ่ และเรียกว่าเป็นอีกปีที่ย่ำแย่ของคุณ George Soros
โดยปี 1998 โซรอสมองว่าดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐ จะปรับตัวลงและลงหนักทำให้เขา betting ทางนั้น ปรากฏว่าช่วงปลายปีนั้น ดัชนี DJ30 บวกเพิ่มกว่า 13% หรือ 1000 จุด ทำให้ soros ขาดทุนจากการ short positions ในตลาดฟิวเจอร์ (ตลาดมันถล่มหลัง bullish เพียงแต่มันเกิดปี2000 หลังจาก soros ทำนายและ Short 2 ปีถัดมา) เช่นเดียวกันมีการขาดทุนจากตลาด Hong Kong (รวมถึงมีข่าวว่าขาดทุนหนักอื่นๆระดับ 2 พันล้านเหรียญ แต่ตัวเลขนี้ไม่มีการออกมายืนยัน)
ปีนั้นเรียกว่าเป็นปีที่ยากลำบากของ soros fund ซึ่งมีการชี้แจงในจดหมายถึงผู้ร่วมลงทุน soros ยังมีการแจ้งพิเศษกับนักลงทุนรายใหญ่ของฟันด์ว่า ลาพักชั่วคราว ("taking a temporary medical leave of absence") แหล่งข่าวอย่างคุณ Nicholas Roditi ผู้ลงทุนในกองทุน Quantum Fund ออกมายืนยันโดยระบุว่าปีนั้นผลตอบแทน -14% หลังได้ผลตอบแทน +50% จากปีก่อนหน้า


เนื้อหาเพิ่มเติมยังค้นหาจากเว็บอื่นๆได้อีก ช่วงนั้นจะมีประเด็นของ Druckenmiller และ Quantum Fund กับการขาดทุนค่าเงิน ruble ที่ Russia ก่อนจะมาขาดทุนในช่วงฟองสบู่ดอทคอม ด้วย
ปกติเราพูดถึงเซียนกูรูตามหน้าสื่อมักจะพบแต่เรื่องของความเทพความสุดยอด แท้จริงแล้วทุกคนย่อมเคยผิดพลาด เขียนบันทึกนี้ไว้เพื่อจะเตือนตัวเองให้ไม่ประมาท แล้วทำให้ตระหนักว่าเราทุกคนล้วนย่อมผิดพลาดได้ แต่การเรียนรู้และไม่ยอมแพ้ จะนำพาเราไปสู่ความสำเร็จได้ในสักวัน

วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

volatility analysis

พูดถึงการทำ volatility analysis กับการวิเคราะห์พฤติกรรมราคาเชิงสถิติขั้นสูง แนะนำ Volatility Laboratory (V-Lab) ไป พวกเราที่สนใจเข้าไปดูได้ที่ link ด้านล่าง ทดลองใช้งาน app ได้ฟรี มี data set ทั้ง Currency, Commodity, Stock Index ,ETFs และอื่นๆให้ลอง


Volatility Laboratory (V-Lab) ผลงานทีมวิจัยพัฒนาของ Stern NYU (ที่นี้ด้าน Quant ดังอยู่แล้ว) เขาเน้นเครื่องมือวิเคราะห์ volatility และ correlations บนโมเดลหลายประเภท แถมมี เอกสาร ให้อ่านเรื่องของทฤษฏีและการคำนวณของแต่ละโมเดลด้วย เช่นเรื่อง Value at Risk (VaR), Volatility Analysis,Volatility Clusters, Fat Tail เป็นต้น เว็บจะอธิบายแนวคิดหลักและยกโมเดลอย่าง GARCH , EGARCH มาประกอบ ตรงนี้อยากเห็นผลการคำนวณการกดเข้ารัน application ได้สะดวกมากไม่ต้องมาเขียน code รันโมเดลเอง


อยากศึกษาเรื่องของ volatility เพิ่มเติมก็ลองเข้าไปใช้งาไนด้ฟรีจาก link ด้านล่าง
https://vlab.stern.nyu.edu/

ปล. ภาพด้านล่างเป็นการอนุมาน Volatility ของ SET50 เราจะเห็นเลยว่าช่วงสองเดือนนี้ ไม่ธรรมดาจริงๆ
ปล. GARCH(p,q) คงไม่สอนนะครับอธิบายยาวไปอ่านดูในเว็บ vlab ส่วนการใช้ทำระบบเทรด ลองอ่านตัวอย่างของผมได้จาก link เคยอธิบายให้ฟังไปละ

นวัตกรรมที่อยากให้เกิดในตลาดหุ้นเมืองไทย

วันนี้มีพี่ท่านหนึ่ง ถามว่าอยากเห็นนวัตกรรมไหนเกิดขึ้นมากสุดในบ้านเรา จริงๆจะว่าไป นวัตกรรม นี้มันคงหมายถึงการสร้างขึ้นใหม่ พัฒนาขึ้นใหม่ ไม่ใช่การลอกเลียนหรือทำตาม แต่คงไม่เสียหายถ้าเราจะทำตามหรือลอกแบบดีๆของฝรั่งมา
ส่วนตัวอยากเห็นระบบบริการข้อมูลอย่างของ IEX (โด่งดังมากในยุค Flash Boys ของ Michael Lewis) มีการพัฒนาระบบเข้าถึงข้อมูลแบบเปิดผ่าน IEX-API ให้คนทั่วไปเข้าถึงข้อมูลราคาและการซื้อขายที่เกิดในตลาด อย่างเรียกว่าฟรีและไม่มีขั้นตอนของเอกสารอะไร เพราะเขามองว่าข้อมูลพวกนี้คือข้อมูลสาธารณะ

แถมเตรียมระบบ Realtime Data Service ประสิทธิภาพสูงไว้ให้ เชื่อมต่อผ่าน API สถิติที่แสดงก็น่าสนใจเพราะระบบรองรับบริการข้อมูลสูงถึง 262 TB ต่อเดือน 3.5 million messages ต่อวินาที ฐานข้อมูลระดับ 1.1 trillion record หรือ 72 TB


ผมมีโอกาสได้นำข้อมูลมาใช้ และทดลองทำอะไรเยอะพอควรแล้วเลยอยากมาแนะนำ สำหรับคนสนใจลองเข้าไปดูโดยเฉพาะงานวิจัยที่ใช้ Market data พวก Bid Offer , volume และมีข้อมูลระดับละเอียดเฉพาะหุ้น รวมไปถึงข้อมูลพื้นฐานงบการเงิน ซึ่ง IEX-API ใช้งานสะดวกเชื่อมต่อ รองรับได้หลายภาษาหลาย platform มากซึ่งมีนักพัฒนาทำไว้ใน GitHub ปัจจุบัน IEXAPI อยู่ Version 2 แล้ว


IEX-API ดูเหมือนจะไม่มีลูกเล่น หรือซับซ้อนอะไร แต่ประโยชน์นี้มากโข ทั้งการนำข้อมูลไปใช้วิจัย พัฒนาและต่อยอด ทาง IEX โปรโมทมากตามปรัชญาเรื่องการเปิดเผย ความโปร่งใส่ เป็นธรรม และมาตรฐานสูงของเขา

work-life balance

วันนี้ได้คุยกับน้องที่รู้จัก เป็นเข้าทำงานเป็นเทรดเดอร์ให้กับบริษัทแห่งหนึ่ง สักประมาณ 2 ปี สิ่งที่สัมผัสได้คือน้องเขาดูเหน็ดเหนื่อยมาก ทั้งจากชั่วโมงทำงานและความเครียดต้องเร่งทำผลงานด้วย เขาเล่าว่าทำงานบางวันเริ่มตั้งแต่เช้าไปจบยังเที่ยงคืน แม้ไม่ได้นั่งติดจอตลอดแต่ก็ต้องตามดู ตามอ่านข่าว คิดแล้วรวมๆ 9-10 ชม. ต่อวันเลย ซึ่งถือว่าหนักมาพอควร แต่ด้วยความที่ยังอายุไม่มาก อยู่ในช่วง prime time ของชีวิต 22-30 ก็น่าจะผ่านไปได้ (ถ้าสุขภาพไม่พังไปก่อน)

พอพูดถึงเรื่องนี้ก็ทำให้นึกถึงบทความที่ได้อ่าน คือประเทศเกาหลีใต้กำลังทำโครงการ 52 hour work คือสร้างการรณรงค์ลดการโหมงานหนัก หรือทำงานมากไป(overwork) สร้าง work-life balance ซึ่งเกาหลีใต้ตัวเลขจากการสำรวจพบชั่วโมงการทำงานต่อปี สูงมากกว่า ค่าเฉลี่ยและมากกว่าประเทศอเมริกา และยุโรปจำนวนมาก

โดยรัฐบาลออกเป็นกฏเพื่อรักษาสิทธิ์ของประชาชนไม่ให้ถูก บังคับหรือทำให้แข่งขันทำงานหนัก โดยสูงสุดไม่เกิน 52 ชม.ต่อสัปดาห์ ค่าปกติ 40 ชม.+ Over time 12 ชม. ลดจากเดิมที่ 68 ชม.ต่อสัปดาห์ ถ้าบริษัทไหนให้ลูกจ้างงานเกินจะโดนค่าปรับจากรัฐ ราวๆ $17,815 และอาจจะมีโทษทางอาญาจำคุก 2 ปี เรียกว่าเอาจริงมาก


ซึ่งโครงการนี้ เน้นให้สังคมเกาหลีใต้ยุคใหม่เปลี่ยนแปลง ขับดันโดยเป็นนโยบายของ ปธน. Moon Jae-in เองเลยโครงการนี้ครอบคลุมทั้ง บริษัทเอกชน, สถาบันของรัฐ และราชการ โดยเริ่ม 1 กค. ปีนี้ เอกชนมีเวลาอีก 6 เดือนช่วงปรับเปลี่ยนตารางทำงาน ส่วนบริษัทขนาดเล็กจะเริ่มใช้กฏนี้ปี 2020
เป้าหมายต้องการลดตัวเลขประชาชนที่ตายและเจ็บป่วยจากการทำงานหนักเกินไป อุบัติเหตุจากการทำงาน, แม้แต่อุบัติเหตุบนถนนจากการนอนไม่พอ รวมถึงเพิ่ม productivity ,เพิ่มการจ้างงาน, เพิ่มจำนวนประชากรคุณภาพของครอบครัว
เมืองไทยกฎหมายบังคับ 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่จริงๆแล้วก็เหมือนที่รู้กัน งานบางงานไม่จบในวัน งานด่วนเจ้านายเร่ง ลูกค้าเร่ง หรือพวกงานต้องประเมินผลงานเพื่อคัดคน ต่างคนพยายามแข่งทำงาน แย่งกันก้าวหน้า งานเหล่านี้กินเวลาชีวิตไปมาโข เกิน 48 ชม.แน่นอน ว่าไปบ้านเราก็น่าจะลองหันมาศึกษาเรื่องนี้จริงจังกันบ้าง เพราะบางทีแข่งขันกันมากไป กดดันกันมากไป ก็อาจจะไม่ใช่ผลดีต่อตัวลูกจ้าง หรือประชาชน ในระยะยาวก็เป็นได้
อ่านเพิ่มเติม

วันพุธที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

Fearless Girl on Wall Street

คิดว่าเรื่องนี้น่าจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับหลายคนได้ดี เป็นเรื่องราวของ Lauren Simmons วัย 23 ปีเธอเป็น full-time trader ที่ตลาด NYSE ของ Rosenblatt Securities ความน่าสนใจคือเธอเป็น Floor trader ผู้หญิงคนเดียวในตอนนี้ และเป็นเทรดเดอร์ที่มี Licence อย่างเป็นทางการของ NYSE ที่อายุน้อยที่สุด โดย Lauren Simmons เธอจบปริญญาดรีด้าน Genetics สาขาโทด้าน Statistics จาก Kennesaw State University ตอนปี 2016 เมื่อเรียนจบแทนทำงานด้านการแพทย์ เธอเลือกจะลองทำงานในด้านการเงิน ที่เธอสนใจมาตั้งแต่เด็ก
ผมเห็นน้องบางคนอยากเข้าไปเทรดในอเมริกาใน wallstreet ปัจจุบันโอกาสก็ยังเปิดกว้างอยู่ถ้ามีความสามารถจริงๆ ลองเข้าไปอ่านสัมภาษณ์ถึงเส้นทางอาชีพของ Lauren เมื่อเธอมีความสนใจงานด้านนี้ เธอเริ่มศึกษา จากนั้นใช้ LinkedIn ที่เป็นเหมือนช่องทางในการเข้าถึง connection ก่อนได้รับโอกาสเข้าไปสอบสัมภาษณ์งานที่บริษัท Rosenblatt Securities จนได้รับเข้าทำงานและสอบข้อเขียนผ่านได้รับใบอนุญาติ(ของ floor brokers) ซึ่งเธอบอกว่ายากมาก สำหรับคนที่ไม่ได้เรียน ไม่มีประสบการณ์หรือมีพื้นฐานความรู้ด้านการเงินมาก่อน นอกจากนี้เธอยังได้รับเข้าเป็นสมาชิกทางการของตลาด NYSE ในปี 2017 (ปัจจุบันเธอทำงานได้ราวๆ 1 ปีกว่าแล้ว)


เธอพยายามนำเสนอจุดเด่น โดยเฉพาะเรื่องของทักษะการคิดเป็นระบบ พื้นฐานความรู้ด้านสถิติที่เธอเรียนมา รวมไปถึงความมั่นใจและการกล้าตัดสินใจ ซึ่งสำคัญมากในงาน Floor trader ที่ต้องแข่งขันสูง ดุเดือดและเธอต้องแบกน้ำหนักในการแข่งขันกับเหล่าเทรดเดอร์ชายทั้งหลาย ตรงนี้ Lauren บอกว่ามันคือความท้าทาย เธอพยายามทำให้ดีที่สุด และเธอเชื่อว่าการเป็น floor trader เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีบนเส้นทางอาชีพใน wall street
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่อง อายุและเพศ เธอบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องข้อจำกัดในการเป็นเทรดเดอร์เหมือนอดีต เธอมองว่าปัจจุบัน wallsteet เปิดกว้างมากขึ้น แม้จะมีปริมาณผู้หญิงในธุรกิจโลกการเงินไม่มากเมื่อเทียบกับเพศชาย แต่สุดท้ายสิ่งที่เป็นตัวตัดสินคือ เรื่องของความสามารถของการเป็นเทรดเดอร์ ซึ่งเธอมองว่าเพศหญิง ก็มีจุดเด่น ที่ได้เปรียบในการเทรด มากกว่าเพศชายในบางด้าน
ทุกคนต่างมีจุดเด่น ที่แตกต่างกัน แทนจะทำเหมือนๆกันเดินตามๆกัน ลองค้นหาจุดเด่นของเรา และพัฒนามันให้กลายเป็น edge เป็นข้อได้เปรียบให้เหนือกว่าคนอื่น เพื่อสร้างโอกาสที่ดีให้กับตัวเราในอนาคตต่อไป

อ่านเพิ่มเติม

Machine learning & High frequency trading

วันนี้ได้นั่งอ่านบทความเรื่อง Machine learning & High frequency trading มุมมองของ Dr. Henri Waelbroeck อดีตนักวิจัยด้าน นิวเคลียร์ฟิสิกส์ที่หันมาทำงานด้าน Quant เกี่ยวกับ HFT ยุคใหม่รวมถึงการพัฒนา AI ในการเทรด มีหลายประเด็นน่าสนใจเช่น

ไอเดีย Alpha Profiling ที่ Lab วิจัยของ Portware, LLC ใช้ Machine learning ด้วยเทคนิค Decision Trees Algorithms และ Bayesian scoring ในการวิเคราะห์ข้อมูลผลการเทรด ร่วมกับ real-time market data เพื่อ optimize เรื่องของ time ในตัว trading execution บนกลยุทธ์การเทรดของ Trader หรือ Portfolio manager


รวมไปถึงประเด็นเรื่อง prediction กับ noise data ที่เกิดในข้อมูลราคาบน dynamic system ที่คุณ Henri Waelbroeck ให้มุมมองจากประสบการณ์วิจัยกว่า 10 ปีได้น่าสนใจมาก
บทความอาจจะเก่า แต่มีหลายประเด็นที่มีประโยชน์ลองอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก link ด้านล่าง


การรับมือกับความไม่แน่นอนของตลาดหุ้น

ช่วงนี้เกือบ 90% บนหน้าเฟสบุ๊คจะเห็นมีแต่คนบ่นว่าตลาดหุ้นมันแย่ อาการจะหนักหน่อยสำหรับคนที่เพิ่มเริ่มเข้ามาในตลาดหุ้นช่วง 1700 1800 จุดช่วงปีที่ผ่านมา
ภาวะตลาดรถไฟเหาะดีลังกาลงหนักวัน บวกกลับวัน หรือลงหนัก 2 วัน พักวัน มันเกิดขึ้นได้เสมอยิ่งภาวะผันผวนมากเทรดเดอร์ต้องยิ่ง รักษาภาวะอารมณ์ของตัวเองให้ดี สิ่งช่วยได้คือการยึดมั่นตามแผนตามระบบ

ผมไปเจอโพสนี้ twitter ของเทรดเดอร์ เขาทำ flash card กระดาษที่เขียนด้วยลายมือติดตัวไว้ ลองเพ่งพยายามอ่านจะเห็นมันเป็นแผนเฝ้าระวัง Market crash นั้นเอง โดยเขาจะเขียนตั้งแต่ condition เพื่อสังเกตว่าเกิดการ crash จริงๆหรือยัง ตามมาด้วยสิ่งที่ต้องปฏิบัติ(อาจจะไม่ได้ละเอียดมาก แต่มันเน้นไปทางเตือนสติตัวเอง+การรับมืออารมณ์เป็นหลัก)



ถามว่ามีประโยชน์อย่างไร คำตอบคือ มีมากเพราะ ถ้ามันเกิด crash จริงๆ ลบหนักลงหนักๆ ยิ่งในตลาดที่มีการขายด้วย algorithmic trading ด้วยแล้ว ความ panic มันจะมาเยือน เทรดเดอร์อาจจะซ๊อคนิ่งจากภาวะขาดทุนตัวแดงที่เกิด พวกนี้เขาเลยทำ Emergency Card ขึ้นมาเตือนตัวเองพอ สถานการณ์มันเกิด เขาลงมือทำทันที ตัดสินใจตามแผนที่วางไว้ ไม่ใช่การตัดสินใจลงมือทำตามอารมณ์

เหมือนบอกบ่อยๆ ตลาดหุ้นมันคาดเดาไม่ได้ ส่วนผลกำไร ขาดทุน เราก็ควบคุมมันไม่ได้เช่นกัน สิ่งที่เราทำได้คือเตรียมตัวรับมือให้พร้อม และรู้จักควบคุมความเสี่ยง ควบคุมภาวะอารมณ์ ให้ผ่านช่วงที่ผันผวน
ดังนั้นคงไม่ได้เรื่องเลวร้าย ที่เราจะมี card หรือเขียนแผนรับมือภาวะเลวร้าย กรณีตลาด crash ตกลงหนักของตัวเองติดเอาไว้ อยากแนะนำให้พวกเราลองทำครับ แน่นอนว่ามันอาจจะไม่เกิด หรือมีโอกาสเกิดน้อย แต่เพื่อความพร้อมในการรับมือในอนาคตครับ

วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ความผิดพลาดของ Druckenmiller

คำกล่าวคลาสิก ที่ว่า "คนที่ไม่ทำผิดพลาด คือ คนที่ไม่เคยทำอะไรเลย" หรืออีกนัยยะคือ เมื่อเรามุ่งมั่นจะลงมือทำอะไรสักอย่าง ระหว่างทางย่อมเจอกับความผิดพลาดได้เสมอ สิ่งที่แตกต่างระหว่างผู้ชนะกับผู้แพ้ นั้นคือ การรับมือและการเรียนรู้กับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น


ขึ้นต้นด้วย ความผิดพลาดเพราะวันนี้ไปอ่านเจอบทความหนึ่งของคุณ Michael Batnick เป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ Ritholtz Wealth Management LLC เขาเขียนถึงเรื่องความผิดพลาดของนักเก็งกำไรระดับโลกอย่างคุณ Stanley Druckenmiller ชื่อเสียงสรรพคุณคงไม่ต้องบรรยายมากเพราะปัจจุบันเขาเป็นตำนานอีกคนที่มีผลงานเทรดเรคคอร์ดย้อนหลังระยะยาวที่ยอดเยี่ยม


เรื่องราวนี้ย้อนไปช่วงฟองสบู่ดอทคอม ช่วงต้นปี January 1999 ที่คุณ Druckenmiller มองเห็นว่าตลาดมันกำลังเข้าฟองสบู่หุ้นมัน Over Value มากเขาจึงเข้า short หุ้นกลุ่ม Tech Stock มูลค่าราวๆ $200 million ด้วยความเชื่อมั่นว่าจะโกยผลตอบแทนได้มหาศาล แต่ผลออกตรงข้ามเพราะ position ที่เข้าไป short นั้นเปิดเร็วเกินไป หุ้นกลุ่ม Tech ยังวิ่งต่อจากต้นปีไปได้อย่างต่อเนื่อง เขาทนถือสถานะไม่ไหวต้องปิด ยอมรับขาดทุน ราวๆ $600 million ในเดือน May ตอนนั้น ผลตอบแทนพอร์ตลดลงราวๆ -18% แต่ดัชนี NASDAQ วิ่งต่อ +15% เช่นเดียวกับ S&P500 ที่ +10%
Druckenmiller ไม่ยอมแพ้เขาไม่ยอมเป็นหมูให้เฉือดเมื่อเขามองว่าคิดผิดเขาเริ่มเกมส์ใหม่ ไปไล่ล่าซื้อหุ้น tech stock ตามกำลังตลาดแทน ตอนนี้เขาเก็บหุ้นกลุ่มนี้ใน 2-3 เดือนต่อมา เขายกตัวอย่างหุ้น VeriSign ที่ซื้อจากช่วงราคา $50 จากนั้นหุ้นวิ่งต่อไปจุดสูงสุดที่ $251 ก่อนราคาจะระเบิดลงในช่วงฟองสบู่แตก หุ้นในพอร์ตของเขาเติบโตมีกำไรมูลค่าพุ่ง $6 billion เพียง 6 สัปดาห์ ราคาลงจนมูลค่าเหลือเพียง $3 billion
ความน่าสนใจตรงที่ Druckenmiller บอกว่านี้คือเกมส์ที่ผิดพลาด เขารู้อยู่แล้วว่ามันมีโอกาสจะเกิดแบบนั้น แต่บางครั้งด้วยความเป็นมนุษย์ ก็ยังตกเข้าไปเล่นตามเกมส์ของอารมณ์ อย่างบังคับตัวเองไม่ได้ สิ่งนี้เป็นเหมือนบทเรียนที่จะไม่ทำอีกในอนาคต
Michael Batnick เขียนเรื่องราวประสบการณ์ของ Stanley Druckenmiller ในหนังสือ Big Mistakes ถ้าใครสนใจลองไปหามาอ่านได้ ครับ

อ้างอิง
http://theirrelevantinvestor.com/2018/05/16/druckenmillers-big-mistake/
https://finance.yahoo.com/news/stanley-druckenmillers-big-mistake-164332280.html

กรณีศึกษาหุ้น GE เมื่อหุ้น 100 ปีที่ต้องพบกับฝันร้าย

ตลาดหุ้นสหรัฐ มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ อันหนึ่งคือเรื่องการที่หุ้นบริษัท GE หุ้นเก่าแก่ระดับตำนานโดนถอดออกจากการคำนวณดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์(Dow Jones industrial average) ซึ่งหุ้นบริษัท GE อยู่ใน DJ30 เป็นตัวแทนอุตสาหกรรมหลักสหรัฐมาตั้งแต่ปี 1896 (เป็นบริษัทจดทะเบียนเก่าแก่อายุระดับกว่า126ปี ) โดยทำสถิติอยู่ใน DJ30 ต่อเนื่องแบบไม่หลุดกว่า 111 ปี
ช่วงปีที่ผ่านมาแม้ตลาดหุ้นสหรัฐเข้าภาวะกระทิง แต่ด้านหุ้น GE ก็อาการสาหัส ราคาลงอย่างรุนแรง ปีนี้ -25% และราคาหุ้น -55% ในรอบ 12 เดือน สอดรับกับผลประกอบการที่ถดถอย ไม่สู้ดีเท่าไหร่
ส่วนหุ้นเข้ามาแทนที่ในดัชนี DJ30 คือหุ้นบริษัท Walgreens Boots Alliance.ซึ่งเป็นบริษัทจำหน่ายยาและเวชภัณฑ์รายใหญ่ของสหรัฐมีขนาด market cap ที่ $64 billion.
David Blitzer ผู้อำนวยการของ S&P Dow Jones Indices ให้สัมภาษณ์ว่าทุกวันนี้อุตสาหกรรมเปลียนไป การเกิดเปลี่ยนแปลงแบบนี้ย่อมเกิดได้ การเข้ามาของ Walgreens Boots Alliance จะเป็นอีกตัวแทนของกลุ่มอุตสาหกรรม consumer and health-care sectors ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในระบบเศรษฐกิจของสหรัฐ

ปล. เขียนบันทึกไว้เป็นอีกหนึ่ง กรณีศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน เพราะ GE เป็นอีกหนึ่งหุ้นแข็งแกร่งหุ้นยอดนิยม ที่เคยเป็นตัวอย่างและบทเรียนทั้งด้านราคาและพื้นฐานกิจการ


อ้างอิง
https://www.cnbc.com/2018/06/19/walgreens-replacing-ge-on-the-dow.html