สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2561

Optimal trading rule without overfitting

paper ที่ผมพูดถึงเมื่อคืน ตัวอย่างการหลีกเลี่ยง Overfitting ในการทำ optimization จาก backtest แนวคิดสไตล์นี้มีเยอะมาก ลองหาอ่านได้โดยเฉพาะเทคนิคใหม่ๆ
ตัวอย่างนี้คุณ Marcos López de Prado เขาใช้ discrete Ornstein-Uhlenbeck process (stochastic process) สร้าง Data เพื่อทดสอบ trading strategy และทำการ optimization ค่า Sharpe ratio โดยทำการสุ่มปรับค่าของ SL และ TP เพื่อให้ได้ที่ดีที่สุดตามเงื่อนไข บน time series data ที่สร้างจาก O-U process แทนการใช้ข้อมูลในอดีต(Historical data)

ขอไม่ลงรายละเอียดเชิงลึกมาก แต่อยากแนะนำให้ลองศึกษาดูเพราะเป็นแนวทางที่น่าสนใจ และทดสอบกลยุทธ์การเทรดบนสภาวะ random walk ได้ดีทีเดียว



ดาวน์โหลดได้จาก

Gold and inflation Q3 2018

ทองคำช่วงนี้ราคายังอยู่โซนต่ำ แถวระดับ $1200 ความน่าสนใจช่วงนี้จะเริ่มเห็นแรงเชียร์ บทวิเคราะห์เชิงบวกมากขึ้นตลอดเดือนที่ผ่านมา อย่างล่าสุด Francisco Blanch หัวหน้า นวค.ของ Bank of America Merrill Lynch มอง Gold จะไป $1350 ในปี 2019 ท่ามกลางเหตุผลต่างๆนานาๆเชิงบวก อันนี้คงรอดูต่อไปว่าปีหน้าทองจะกลับมาได้หรือเปล่า


วันนี้ผมได้อ่านบทความชิ้นหนึ่งของ Mark Rzepczynski พูดถึงความไม่ปกติแง่พฤติกรรมความสัมพันธ์ของราคาทองคำ กับเงินเฟ้อ(inflation) ที่ดูเหมือนแตกต่างจากอดีตที่ผ่าน เนื่องจากข้อมูล CPI ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ด้าน Core inflation ทั้ง US และ EU ก็ปรับขึ้นมาระดับ 2% แต่ราคาทองคำในปีนี้ ยังอยู่ระดับที่ต่ำและมีสัญญาณการถดถอยอยู่ เช่นเดียวกันจากการทำ QE ที่ผ่านมาการเข้าซื้อ Bond จำนวนมหาศาลของ ECB และ Fed นั้นน่าจะทำให้ตลาด fixed income มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นกว่าช่วงเศรษฐกิจปกติ
โดยสรุปคุณ Mark Rzepczynski ชี้ให้เห็นว่าราคาทองคำปัจจุบันมีบางอย่างแตกต่างไปจากพฤติกรรมในอดีต เหมือนตลาดยังเชื่อว่า inflation ยังถูกจำกัดและน่าจะกดอยู่ (ยังไม่เกิดภาวะเงินเฟ้อสูงในเวลานี้) ขณะที่ economic growth อาจจะชะลอตัว และ fixed income กลายเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่สร้างผลตอบแทนที่ดี ใน economic environment แบบนี้ต่อไป ตราบที่ยังไม่มีนโยบายการเงินจากธนาคารกลางเปลี่ยนแปลง

อ่านเพิ่มเติมที่

วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2561

It Was the Worst of Times: Diversification During a Century of Drawdowns


เช้านี้ผมเพิ่งมีโอกาสอ่าน paper ล่าสุดของ AQR จบพบว่าน่าสนใจอยากนำมาแนะนำ paper นี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับ การป้องกันความเสี่ยงและการถดถอยของพอร์ต จากตลาดหุ้นขาลงและฟองสบู่ โดยทีมวิจัยทำการวิเคราะห์ข้อมูล asset ต่างๆในรอบเกือบ 100 ปี ทดสอบประเมินผลกลยุทธ์การกระจายความเสี่ยง(Diversification)แบบดั่งเดิม(ผสมหลาย asset class) และการทำ Hedging (แบบต่างๆทั้งด้านกลยุทธ์และการใช้อนุพันธ์เช่น put options) เพื่อเปรียบเทียบและประเมินด้านต้นทุนและผลตอบแทนเชิงชดเชยที่ได้รับในช่วงตลาดเลวร้าย การวิจัยโฟกัสไปที่ความคุ้มค่าของการ trade off จากการทำ diversification และการ hedging เพื่อลดและป้อกัน equity drawdowns



ผลการทดลองน่าสนใจมากแต่ผมคงไม่นำมาเขียนในทีนี้เพราะ มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนต้องอธิบายกันเยอะ เดี่ยวคนไม่เข้าใจจะไปตีความผิด แต่ผมแนะนำให้ลองอ่าน paper นี้อ่านแบบวิชาการไม่ต้องรีบเชื่อหรือมีธง แค่ data ที่เขารวมหรือประมวลผลออกมา มันก็มีประโยชน์มากโขแล้ว ยังไม่นับรวมเทคนิคการป้องกันความเสี่ยงในแบบต่างๆหลาย level



สปอยให้นิด ผลการวิจัยค่อยข้างน่าสนใจ เช่นความเชื่อหลายอย่างในการทำ hedging ด้วย options ในพอร์ตหุ้นผลการลองอาจจะไม่เหมือนที่ เทรดเดอร์คิด เช่นเดียวกันผลการทำ diversification หรือแม้แต่สไตล์จัดพอร์ตแบบ Risk parity ก็ทำให้เห็นผลที่สนใจในหลายด้านเช่นกัน (ลองดูภาพที่ 7)
เข้าไปอ่านฉบับเต็มได้จาก link ด้านล่างครับ

You Don’t Need a Breakthrough, You Need a Microshift

ได้อ่านบทความนี้แล้วรู้สึกชอบอยากเอามาเขียนสรุปเก็บไว้ บทความนี้คุณ Brianna Wiest เขียนถึง Microshift หรือการเปลี่ยนแปลงทีละน้อยๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป ว่ามันก็สามารถทำให้เกิดผลอันยิ่งใหญ่ได้ ถ้าเราทำมันอย่างต่อเนื่อง
บางคนอาจจะรู้สึกว่ากำลังติด อยู่กับวังวนชีวิต จมติดกับพฤติกรรม อะไรบางอย่างที่มันดูเหมือนจะไม่ได้มีผลดีต่อชีวิต ไม่ได้เป็นสิ่งที่ตัวเราต้องการ แทนที่จะไปรอโอกาส รอให้ Breakthrough รู้ solution ทุกอย่างเกิดความรู้สึกฮึกเหิมจะลงมือทำอะไรบางอย่างแล้วเปลี่ยนชีวิตไปทันที
คุณ Wiest แนะนำว่าให้เริ่มลงมือทำเลย ทำทีละเล็กๆแล้วพยายามทำมันทุกวันต่อเนื่อง ฝืนตัวเองต่อสู้กับความขี้เกียจและข้ออ้าง จนมันเกิด passion เกิดความรู้สึกว่าเราก็ทำได้ จากนั้นสร้างวินัย จนเข้าสู่จุดที่เริ่มพัฒนาทำให้ดี ทำให้ได้มากกว่าก่อนหน้า สุดท้ายมันไปถึงเป้าหมายได้เอง
ตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจเช่นถ้าอยากมีเงิน $1 million ไม่ใช่ไปรอโชคจากการซื้อหวย หรือจ้องจะลาออกจากงานไปทำธุรกิจทันที ลองเริ่มจากการเก็บเงินแค่วันละ $10 ให้ได้จริงจัง แล้วขยับไปสร้างโอกาสสร้างเงินในวิธีอื่นๆควบคู่ไป


กรณีเดียวกันถ้าอยากมีสุขภาพดี เริ่มจากกินน้ำให้ได้วันละ 2 แก้ว เข้านอนให้เร็วกว่าปกติให้ได้สัก 30 นาที ถ้าอยากออกกำลังกายไม่ต้องรีบหัดวิ่ง 10k เอาแค่ใส่ร้องเท้าแล้วออกเดินให้ได้ 5 นาทีทุกวันก่อน เป็นต้น
แนวคิดนี้นำไปใช้พัฒนาตัวเอง ในด้านต่างๆแม้กระทั่งเรื่องของการเทรด ได้เช่นกัน เราอยากเก่งอยากทำโน้นทำนี่ แต่พอเห็นสิ่งต้องทำ เห็นเส้นทางต้องไปมันดูยาก ดูใหญ่ ทำให้เราท้อ ทำให้เราหมดพลัง สุดท้ายมันจมอยู่ที่เดิมแม้เวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่า แต่ถ้าเราเริ่มวันนี้ ทำสิ่งเล็กๆค่อยๆเดิน ไม่ต้องไปรีบแข่งกับใคร สิ่งเล็กๆเท่านี้ พอทำให้ต่อเนื่องทุกวันมันเกิดพลังเกิดโมเมนตรัมที่ทำให้ ชีวิตเราเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ถ้ามันไปได้ถูกทางสักวันย่อมถึงเป้าหมาย ได้เช่นกันครับ

เข้าไปอ่านบทความฉบับเต็มได้ที่

Learning From Mistakes

วันนี้กลับไปอ่าน principles ของคุณ Ray Dalio อีกรอบพร้อมเตรียมตัวอย่างงานวิจัย ที่เรานำหลักการเรียนรู้จากความผิดพลาดที่เกิด มาประยุกต์ใช้กับ machnie learning เพื่อพัฒนาระบบเทรด
ส่วนตัวชอบแนวคิดข้อนี้ของคุณ ray dalio มากเพราะการบันทึก ติดตามและศึกษา mistakes ที่เกิดมันช่วยทำให้พัฒนาผลการทำงานของระบบเทรด และตัวเทรดเดอร์ ได้ดีมาก
ถ้าใครกำลังอยู่ช่วงหัดเทรด พยายามจดบันทึกผลการเทรด โดยเฉพาะสิ่งที่ผิดพลาดเอาไว้ เพื่อใช้ทบทวนถึงสาเหตุที่เกิดและสร้างเป็นบทเรียนในการเทรด (เพื่อจะไม่ผิดพลาดซ้ำ)แทนที่จะรีบลืม หรือไปนั่งโฟกัสแต่ผลกำไร จำนวนเงินที่ทำได้อย่างเดียว



วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2561

In the long run

อธิบายหลักการเขียน Trader Journal ให้กลุ่มเทรดเดอร์มือใหม่ฟัง มีท่านหนึ่งถามผมว่า เริ่มเขียนบทความและบันทึกมานานแค่ไหนแล้ว และเคยเบื่อไหม??
ลองมานั่งนึกกลับไป ส่วนตัวผมเริ่มจดบันทึกการเทรด มาตั้งแต่เริ่มหัดเทรด สมัยเริ่มต้นนี้จริงจังมากกับ turtle system จำได้ก่อนเกิด subprime ประมาณ 2 ปีทดสอบระบบและจดบันทึกลงสมุดขนาด A4 ได้หลายเล่มเลย ก็เขียนมาตั้งแต่ตอนนั้น ตอนนี้ก็หลายสิบปีแล้ว ยังไม่เบื่อ ใช้เวลาตอนเช้านั่งเขียนอ่าน นั่งเขียนทุกวัน
เริ่มต้นเขียนแบบเอาไว้อ่านเอง แต่มาปรับปรุงเป็นบทความจริงจัง แบบให้คนอื่นๆอ่านได้ ก็ตอน 8-9 ปีที่แล้ว สมัยนั้นเฟสบุ๊คยังไม่ฮิต ยังเป็นยุคของ Hi5 และ Myspace ด้านหุ้นด้านเก็งกำไร ส่วนใหญ่จะอยู่บนสินธร ในพันทิป (สินธรยุคนั้นไม่เหมือนสมัยนี้นะครับ) และก็เขียนบทความลง bloggang ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับหุ้นและทองคำ
สิ่งหนึ่งที่ได้รับจากการเขียนคือการได้รีวิว ผลการเทรดและสิ่งที่เกิด ทำให้เราได้เก็บประสบการณ์หลายอย่าง ที่สามารถใช้เป็น template ในการศึกษา ได้ จริงๆก็ผ่านมาแล้วหลายเรื่อง หลาย event ทำให้เราตัดสินใจและเทรดได้ดีขึ้นกว่าอดีต โดยเฉพาะเมื่อเรียนรู้จากความผิดพลาด สำคัญมันทำให้ ไม่ naive ไม่มโน โลกสวย เพราะตลาดหุ้น ตลาดเก็งกำไร มันไม่มีกำไรที่ง่ายได้ อะไรแบบนั้น
อีกประเด็นที่ทำให้ journal มีประโยชน์มากคือเรื่องการวิเคราะห์ข้อมูล จดทั้ง Price ทั้ง Fundametal และ sentimental มันไม่ใช่แค่ดูกราฟแล้วจบ แต่มันยังมีอะไรหลายอย่าง ในแต่ละช่วงเวลาให้เราศึกษาได้
สิ่งที่ยาก ไม่ใช่การจดบันทึก แต่มันเป็นการทำให้ได้ทุกวันต่อเนื่อง (ซึ่งส่วนใหญ่ทำ 1 เดือน 2 เดือนก็อาจจะเลิก) มันคือเรื่องของวินัยและความจริงจัง จากเดือน เป็นปี เป็นสิบปี ถ้าเราทำตรงนี้ได้ การพัฒนาและความยั่งยืนมันจะเกิดแน่นอนครับ


ปล. ในภาพเป็นบทความเก่า ที่แชร์ออนไลน์ยุคแรกๆสมัยปี 2553 แม้ผ่านมานานหลายเรื่องย้อนไปอ่านก็ยังได้เห็นอะไรเยอะเลย

Gold and Inflation 2018

ทองคำช่วงนี้ราคายังอยู่โซนต่ำ แถวระดับ $1200 ความน่าสนใจช่วงนี้จะเริ่มเห็นแรงเชียร์ บทวิเคราะห์เชิงบวกมากขึ้นตลอดเดือนที่ผ่านมา อย่างล่าสุด Francisco Blanch หัวหน้า นวค.ของ Bank of America Merrill Lynch มอง Gold จะไป $1350 ในปี 2019 ท่ามกลางเหตุผลต่างๆนานาๆเชิงบวก อันนี้คงรอดูต่อไปว่าปีหน้าทองจะกลับมาได้หรือเปล่า
วันนี้ผมได้อ่านบทความชิ้นหนึ่งของ Mark Rzepczynski พูดถึงความไม่ปกติแง่พฤติกรรมความสัมพันธ์ของราคาทองคำ กับเงินเฟ้อ(inflation) ที่ดูเหมือนแตกต่างจากอดีตที่ผ่าน เนื่องจากข้อมูล CPI ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ด้าน Core inflation ทั้ง US และ EU ก็ปรับขึ้นมาระดับ 2% แต่ราคาทองคำในปีนี้ ยังอยู่ระดับที่ต่ำและมีสัญญาณการถดถอยอยู่ เช่นเดียวกันจากการทำ QE ที่ผ่านมาการเข้าซื้อ Bond จำนวนมหาศาลของ ECB และ Fed นั้นน่าจะทำให้ตลาด fixed income มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นกว่าช่วงเศรษฐกิจปกติ

โดยสรุปคุณ Mark Rzepczynski ชี้ให้เห็นว่าราคาทองคำปัจจุบันมีบางอย่างแตกต่างไปจากพฤติกรรมในอดีต เหมือนตลาดยังเชื่อว่า inflation ยังถูกจำกัดและน่าจะกดอยู่ (ยังไม่เกิดภาวะเงินเฟ้อสูงในเวลานี้) ขณะที่ economic growth อาจจะชะลอตัว และ fixed income กลายเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่สร้างผลตอบแทนที่ดี ใน economic environment แบบนี้ต่อไป ตราบที่ยังไม่มีนโยบายการเงินจากธนาคารกลางเปลี่ยนแปลง
อ่านเพิ่มเติมที่

วันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ทอสอบ GRID(+Machine Learning) บน MT4 TFEX

สาธิต GRID(+ML) บน MT4 TFEX S50 คลิปผลการทดลองตัวอย่างการทำงานจริงของระบบ GRID โดย กลยุทธ์หลักเพื่อใช้ในการเป็น Hedging Layer สะสมสัญญาเพื่อป้องกันความเสี่ยงในพอร์ตหลัก(ผสมกับการเก็บ cashflow จาก Market volatile) 

ซึ่งใช้จุดเด่นของ MT4 TFEX ในการจัด Order แบบ GRID (แตกต่างจาก FIFO แบบอดีต)

- Non Linear GRID Trading
- No SL,TP , No Pending Order
- Dynamic Zone based on Machine Learning
- Dynamic Exit strategies
- Low Risk (Balance = 500000, RPT 100000 per Unit, SLD>40%ofCV,Max = 5 Contract)
- Stop loss By Time (time based exit strategies)


เข้าดูตัวอย่างการทำงานได้จาก link 

Update Global Macro Economic Q3/2018

Global Economic Data สำคัญที่ต้องติดตามดู นำเสนอโดย Shane Oliver แห่ง AMP Capital

1. Global business conditions PMI
Global PMI ของกลุ่มอุตสาหกรรมหลักและบริการในประเทศหลักของโลก นั้นชะลอและ slow down จากจุด Peak สะท้อนถึง global growth ในอนาคตที่อาจจะไม่สดใสนักในปีนี้



2.Global inflation
ติดตามการเพิ่มของ inflation ในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลก ในภาพจะพบ สหรัฐและจีน Inflation ยังอยู่ระดับ 2% ส่วนยุโรป ค่า inflation เริ่มยกกลับขึ้นมาระดับ 1% หลังนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันยังต่ำกว่าช่วงวิกฤติการเงินปี 2007-2008 อยู่ เช่นเดียวกับ ญุี่ปุ่นที่ inflation อยู่ระดับต่ำห่างจากเป้า 2% ก่อนหน้ามาก แม้จะปรับตัวขึ้นได้ในช่วงปี 2017 2018 จากนโยบายของ BOJ



3.US yield curve
ติดตามความไม่ปกติ ระดับ short rates วิ่งยกตัวขึ้นใกล้เคียงระดับใกล้เหนือ long rates สะท้อนพฤติกรรมตลาด ความเชื่อมั่นในอนาคตเศรษฐกิจระยะยาว ที่อาจจะดูไม่ดีนัก ส่วน GAP ของ 10Y bond yields และ the Fed Funds rate นั้น flat ระดับ 1.2% , ด้านGAP ของ 2Y bond yields และ the Fed Funds rate นั้นเพิ่มขึ้นแบบชัน ตรงนี้ใช้เป็น signal สำคัญ ที่ใช้ติดตามการเกิดภาวะวิกฤติเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด

4.US dollar
ปี 2018 US dollar ปรับตัวแข็งต่อเนื่องปัจจุบันระดับ 94 จากนโยบายและท่าทีของ Fed ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และภาวะช่วงการต่อรองทางการค้าจีนและสหรัฐ ถ้า US dollar แข็งต่อเนื่องรุนแรง กดดันค่าเงินประเทศ EM และประเทศ EM ที่หนี้สกุล USD อาจจะเข้าสู่ภาวะ Debt crisis หรือมีต้นทุนการชำระหนี้ที่สูงขึ้น กดดันการโตของเศรษฐกิจ

5. World trade growth
นโยบาย กำแพงภาษีของ Trump เพื่อต่อรองการขาดดุลกับประเทศต่างๆ เช่นทั้งจีน ยุโรป ญี่ปุ่น แคนนาดา เริ่มก่อให้เกิดแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก และผลกระทบต่อปริมาณการค้าขายระหว่างประเทศ ข้อมูลพบช่วง 2 ปีที่ผ่านมา World trade ปรับตัวลดลงจากจุด Peak อย่างมีนัยยะ นักวิเคราะห์มองว่าการตอบโต้ระหว่างกันในการขึ้นกำแพงภาษี เช่นกรณีจีนและสหรัฐอาจจะนำไปสู่ trade war ที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก


อ้างอิง
https://au.investing.com/analysis/five-charts-to-keep-an-eye-on-regarding-the-global-economy-200198910

Mania to Mania 2018

บทความนี้ของคุณ Michael Batnick เขาเขียนถึงความ mania ในปีนี้ ที่นักลงทุน นักเก็งกำไรได้เผชิญ เปิดเรื่องเขาพูดถึง cryptocurrency ที่ปลายปี 2017 ด้วยผลตอบแทนมหาศาลกลายเป็นความหวังใหม่ให้กับ นักลงทุนนักเก็งกำไรผู้ต้องการแสวงโชคตามกระแส แต่หลายสิ่งไม่ได้เป็นอย่างที่ฝัน เพราะแค่ปี 2018 ตลาด crytocurrency ก็เกิดภาวะถดถอยของราคาเหรียญคริปโตสกุลหลัก


เช่น Ethereum ที่ Peak สุดขีดช่วงเดือนมค. 2018 ราคาบวกไปถึง 16,915% ด้วยเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่ไหลเข้าไปในตลาดคริปโตช่วงปี 2017 แต่แล้วราคาก็กลับร่วงลงหนัก ถึงปัจจุบันเดือน กย. ราคาปรับลงถึง -90% จากจุด Peak ช่วงเดือน กพ. (แต่ยังสูงจากจุดเริ่มต้นถึง 2,000% )ทรงการถดถอยเกิดในเหรียบคริปโตตัวอื่นๆเช่นกันโดยเฉพาะกลุ่ม alter coin ทำเอานักเก็งกำไรนักลงทุนรายย่อยที่เพิ่งเข้าไปในตลาดขาดทุนหนักตามๆกัน แต่บางกลุ่มโดยเฉพาะนักลงทุนมือเก่าที่อยู่ในตลาดคริปโตมานาน มีต้นทุนต่ำยังเชื่อว่านี้มันคือการปรับฐานหรือทำกำไร ส่วนฝ่ายตรงข้ามคริปโต มีความคิดเห็นที่น่าสนใจหลายท่าน อย่าง warren buffett ให้ความเห็นช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาว่า มันจะจบไม่สวย (“bad ending”)

นอกจากตลาด cryptocurrency ปีนี้เองยังมีหุ้น Tilray หุ้น marijuana สัญชาติ Canada ที่เติบโตชนิดเรียกว่าไม่ใครคาดคิด แซงหน้าบริษัทเก่าแก่ยักษ์ใหญ่หลายรายกว่า 59% ใน S&P500 ด้วย market cap ระดับ $11 billion ล่าสุดประกาศผลประกอบการไตรมาส $9.7 million. revenue growth โต 100% ยอดขายรอบปีที่ผ่านสูงถึง $28 million


โดยในเดือน กย. 2018 ราคาหุ้นพุ่งกระฉูดยอดซื้อขายสูงถึง 9.6 ล้านหุ้น(จาก freefloat 21 ล้านหุ้น) ราคาบวก +700% ทำจุดสูงสุดก่อนย่อลงมา นวค.มองว่านี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรม marijuana ทางการแพทย์และยาแบบถูกกฏหมาย
นี้คือความ mania ที่กำลังเกิดขึ้น จากความความหวังของคน ความโลภ และ story ที่ออกมา เราสามารถติดตามและศึกษาความบ้าคลั่งเหล่านี้ได้

Lehman Brothers' Last Weekend

วันนี้ผมได้ดูคลิปย้อนอดีต 10 ปีวิกฤติการเงิน 2008 ของ WSJ ตอนหนึ่งเกี่ยวกับ Lehman Brother บริษัทวานิชธนกิจ เก่าแก่อายุ 150 ปีเริ่มต้นธุรกิจปี 1850 จาก Henry ,Emanuel และ Mayer พี่น้องตระกูล Lehman จนปี 2008 มีมูลค่ากิจการหลายพันล้าน ต้องมาล้มละลายพร้อมการพังของ subprime mortgage market

คลิปสัมภาษณ์พนักงานระดับ senior และผู้จัดการฝ่ายชั้นกลางถึงเหตุการณ์ที่เกิดหลายคน ให้เล่าเหตุการณ์ในช่วง สุดท้ายก่อนจะถึงจุดจบ ที่น่าสนใจคือพนักงานเหล่านี้มีความรักองค์กร และทำงานมานานบางคน 10-25 ปี โดยพวกเขาไม่เชื่อว่าจะมีวันที่องค์กรใหญ่อย่าง Lehman Brother จะล้มละลาย แม้จะเข้าช่วงยากลำบากหลังแจ้งการขาดทุนกว่า $3.9 billion ช่วงวันที่ 10 กย. พนักงานยังเชื่อว่าจะมีการ bailout หรือควบรวมกิจการ ช่วงเจรจาต้นเดือนกย. ราคาหุ้น Lehman ที่ระดับ $15 ปรับตัวลงรุนแรงต่อเนื่อง นักลงทุนและพนักงานจำนวนไม่น้อยเข้าไปซื้อหุ้น ไปถั่วเฉลี่ยหุ้นเพราะไม่คิดว่าจะเกิดล้มละลาย สุดท้าย 15 กย. ราคาหุ้นลดลงต่ำกว่า $1 เมื่อตลาดรับข่าวผลการเจรจาจากซื้อกิจการ เสริมสภาพคล่องของสองธนาคารใหญ่อย่าง BOA (ฺBOA ไปได้ Merrill Lynch แทน)และ Barclays ไม่บรรลุข้อตกลง วาระสุดท้ายของ Lehman Brother ต้องยื่นล้มละลาย ปิดฉากกิจการ 150 ปี

ในวันที่ 15 กย. 2008 พนักงานจำนวนมาต้องตกงาน กลายเป็นข่าวใหญ่ เป็นสถิติการล้มละลายของบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยเกิดในอเมริกา ภายข่าวคนตกงานจำนวนมาก การปลดป้ายบริษัท, การด่าทอ ประจานผู้บริหาร ceo เหตุการณ์ข่าวนั้นทำให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความวิตกรุนแรงในตลาดหุ้น จุดเริ่มต้นของตลาดขาลงใน S&P500 ดัชนีปรับจาก 1255 ลงไปทำจุดต่ำสุดของปีที่ 750 จุดในปลายเดือน พย. 2008 ปรับตัวลดลงไป -41% ในปีนั้น


อยากเห็นบรรยากาศของ Lehman Brother ,อารมณ์ตลาด และบทสัมภาษณ์จากพนักงานบริษัท , ผู้บริหาร ลองเข้าไปชมในคลิปนีไ้ด้ครับ อย่างน้อยสอนให้เราเตือนใจได้หลายเรื่อง ทั้งการไม่ประมาทในการเทรด/การลงทุน หรือแม้แต่งานประจำที่เราทำ

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2561

Digital nomad & Travel Trader

เดินทางท่องเที่ยวและผจญภัยรอบโลก นี้มันเหมือนเป็นความฝันของหลายๆคน เมื่อวานมีน้องคนหนึ่งชวนคุยประเด็นนี้ และถามว่าเราจะวางแผนแบบเทรดไปเดินทางท่องเที่ยวและไปใช้ชีวิตในประเทศต่างๆอย่างไร
"Digital Nomad" เป็นสไตล์การทำงานยุคใหม่ที่เพิ่งเกิดและดูเหมือนจะบูมในช่วง 2-3 ปีนี้ เทคโนโลยีและธุรกิจ startup ไม่ว่าจะเป็น airbnb , coworking space และอื่นๆอำนวยเหล่า digital nomad มากประมาณกันว่าปัจจุบันมีจำนวน "Digital Nomad" มากกว่า 62,637 และประเทศไทยก็หนึ่งเป็น Hub ของเอเซีย
แนวคิดไม่ซับซ้อนมันคือการทำงานแบบไม่มี office ขอแค่มี wifi หรืออินเตอร์เน็ตดีๆ ก็เรียกว่าเริ่มต้นได้แล้ว สำคัญคือคุณมีอิสระในการออกแบบเวลาในการทำงานและใช้ชีวิต(แน่นอนว่าก็ต้องมีวินัยและความรับผิดชอบในงานด้วย) Digital Nomad มีหลายอาชีพมากโดยเฉพาะสายโปรแกรมเมอร์หรือนักพัฒนาและอื่นๆ ที่เดินทางไปทำงานในประเทศต่างๆ(3-4 วันต่อสัปดาห์) จากนั้นใช้เวลาว่างที่เหลือ Backpacking ท่องเที่ยวเรียนรู้วัฒนธรรมไปในตัว นอกจากประสบการณ์ชีวิต ยังได้เปรียบด้านค่าครองชีพที่ถูก ในหลายเมือง



ย้อนกลับมาที่ Trader นิดผมมีเพื่อนต่างชาติหลายคนเลย ที่เป็นสาย Digital Nomad หรือ Travel trader ซึ่งประเทศไทยหลายเมืองเป็นจุดหมายของคนเหล่านี้ การทำงานก็คือการเทรดเก็งกำไร ทั้งหุ้น ทองคำค่าเงิน เทรดผ่านอินเตอร์เน็ต ที่น่าสนใจคือ พวกนี้ตั้งเป้าเทรดเก็บ cashflow ต่อเดือนไม่สูงแค่พอใช้จ่าย เช่นเชียงใหม่ ค่าครองชีพเดือนละ $995(จากNomad List) อยู่กินแบบไฮโซซึ่งถูกมากเมื่อเทียบกับอเมริการะดับ $4000ขึ้น ตรงนี้จึงจุดดึงดูดใจ(ค่าเฉลี่ยจากคำบอกเล่าเทรดเดอร์สายนี้พวกเขาเทรดกัน 4 วันต่อสัปดาห์ก็ได้เป้า) ไม่ต้องใช้เวลานั่งเทรดทำเป้าทั้งวันทั้งคืน จากนั้น 3 วันต่อสัปดาห์หรือ 12 วันต่อเดือน นั้นคือ "กำไรเชิงเวลา" ที่คนเหล่านี้ใช้เพื่อการท่องเที่ยว และใช้ชีวิตเรียนรู้วัฒธรรมท้องถิ่นในประเทศต่างๆ แต่แน่นอนว่ามันไม่ใช่เทรดไปเล่นไป คนเหล่านี้ต้องมีวินัยและความรับผิดชอบในการเทรด การหาความรู้แบบเต็มที่เช่นกัน

เขียนมาถึงตรงนี้ผมมี app พร้อมข้อมูลดีๆจาก Nomad List มาฝาก เขารวมข้อมูลเมืองสำคัญ พร้อมข้อมูลค่าครองชีพ และรายละเอียดต่างๆในการประกอบอาชีพแบบ Digital Nomad ในแต่ละเมืองมาให้อย่างละเอียด เบื้องต้นท่านที่สนใจจะเดินทางนี้ ลองเข้าไปหาต้นทุนเพื่อวางแผนค่าใช้จ่าย แล้วนำตรงนั้นมาสร้างเป้าหมาย เพื่อหัดเทรด (บางทีตัวเลขอาจจะไม่ต้องสูงมากเหมือนในเว็บก็ได้) แน่นอนว่ามันคงไม่ได้ทำง่าย สำเร็จในข้ามคืน แต่ถ้ามุ่งมั่นทำได้ดีและทำกำไรต่อเนื่อง โอกาสในการเป็น Travel trader เพือเดินทางท่องโลก มันก็คงไม่ไกลเกินจริง...

https://nomadlist.com/
https://www.goatsontheroad.com/digital-nomad-guide-living-chiang-mai/
https://www.forbes.com/sites/jiawertz/2018/05/30/how-to-be-a-successful-digital-nomad/#1f0c606f9aa6

เตรียมแผนรับมือกับความเสี่ยง1: Gary Shilling

วันนี้ชื่อของ Gary Shilling กลับมาบนหน้าสื่อหลักอีกครั้ง เชื่อว่าคนส่วนใหญ่อาจจะไม่รู้จักไม่คุ้นหูกับชื่อนี้ แต่ถ้าเทรดเดอร์หรือนักลงทุนที่อยู่ในตลาดมาก่อนซับไพร์ม น่าจะพอจำแกได้ Gary Shilling เป็นนักเศรษฐศาสตร์(phd)และเป็นนักวิเคราะห์ ชายที่ออกมาเตือนเรื่องวิกฤติฟองสบู่ในซับไพร์มคนแรกๆ เขียนรายงานเตือนปัญหาและความไม่ปกติที่เกิดตั้งแต่ช่วงปี 2004 จนทำให้ Greg Lippmann เทรดเดอร์(ตัวละครเด่นเล่นโดย Ryan Gosling ใน Big Short) หลังอ่านรายงานและได้คุยกับ Gary Shilling ออกมา short โปรดักซ์อนุพันธ์ subprime mortgages ทำกำไรจากฟองสบู่ที่เกิดมหาศาล $1.5 billion ให้กับ Deutsche Bank ช่วยให้ธนาคารไม่ต้องรับการขาดทุนหนักจากวิกฤติครั้งนั้น
เช่นเดียวกันคุณ Shilling ยังเป็นที่ปรึกษาให้กับคุณ John Paulson ผู้จัดการกองทุนเฮ็ดฟันด์ทำการเทรด credit default swaps ในปี 2006-2007 เมื่อ debt default ฟันด์ทำกำไรไป $4 billion ในปี 2007 คุณ Paulson กล่าวว่านี้คือการเทรดที่ดีที่สุดในชีวิตของเขา


ตอนนั้นในปี 2006 ตอนที่ Gary Shilling พยายามนำเสนอแนวคิดและผลการวิเคราะห์ข้อมูลของแกเกี่ยวกับ ซับไพร์มว่าจะเกิดวิกฤติ ตลาดและนักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ได้รับรู้หรือสนใจมากนั้น อาจจะเพราะมีคนเห็นราคายังวิ่งต่อ ตลาดยังร้อนแรงต่อไป คนส่วนใหญ่มีกำไร จึงไม่มีใครกลัว บวกกับส่วนใหญ่ คนที่ออกมาทำนายตลาดมักมีทฤษฏีนำเสนอความเป็นไปได้ที่จะเกิด แต่ไม่อาจจะกำหนดกรอบเวลาที่ถูกต้องได้ เช่นบอกจะเกิดวิกฤติปีนี้ แต่เมื่อไม่เกิด คนทั่วไปที่รับฟังยิ่งละเลยในสิ่งนั้น
ปัจจุบัน Gary Shilling เขาเป็น ceo ของ A. Gary Shilling & Co., Inc., ออกมาเตือนถึงโอกาสความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติการเงิน โดยเฉพาะตลาดที่มีเงินไหลเข้ามากและมีการใช้ big leverage ซึ่งแกชี้ไปที่ emerging markets , นอกจากนี้ คุณ Shilling ยังวิตกกังวลเรื่องหนี้ภาครัฐและเอกชนกว่า $8 trillion ของกลุ่มประเทศ EM โดยเฉพาะส่วนที่ต้องชำระในช่วงที่ us dollar แข็งและมีภาวะอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ราวๆปีหน้ากว่า $249 billion อาจจะเป็นตัวเร่งทำให้เกิดวิกฤติ

สรุป
นี้คือมุมมองและการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่ง คงไม่ต้องเชื่อตามทั้งหมดก็ได้ เพียงแต่ว่าควรรับฟังไว้ เพื่อจะได้ไม่ประมาท และใช้วางแผนรับมือกับความเสี่ยงที่จะเกิดต่อไปครับ


อ้างอิง
https://www.marketwatch.com/story/the-4-called-the-last-financial-crisis-heres-what-they-see-causing-the-next-one-2018-09-13
https://www.bloomberg.com/opinion/authors/ABe3_orQeyk/gary-shilling
https://www.businessinsider.com/where-are-they-now-the-big-short-edition-2011-11#greg-lippmann-1
https://www.nytimes.com/2009/12/06/business/economy/06shelf.html
https://www.bloomberg.com/news/articles/2018-05-23/emerging-market-stress-just-beginning-as-record-debt-wall-looms
https://www.bloomberg.com/news/videos/2018-07-31/fed-definitely-wants-to-see-rates-higher-gary-shilling-says-video
https://www.financialsense.com/gary-shilling/debt-10-years-after-bear-bust

10 Things I've Learned from Meb Faber - "Just Survive"

ใช้เวลาว่างยามเช้านั่งฟัง podcast ในร้านกาแฟ Flirting with Models รายการโปรดสัมภาษณ์แขกรับเชิญผบห.กองทุนสาย Quant คนดังคุณ Meb Faber แห่ง Cambria Investments ผู้ตีพิมพ์บทความวิจัยQuantitative Approach to Tactical Asset Allocation ที่มียอดดาวน์โหลดมากกว่า 200000 ครั้ง คุณ Corey Hoffstein สัมภาษณ์ถึงเรื่องราวต่างๆหลายเรื่องที่น่าสนใจ ผมสรุปโน๊ตประเด็นหลักไว้ ประมาณนี้
1. Trend following ยังไม่ตาย
อันนี้คุยกันถึง paper ที่ Faber เขียนเน้นการทดสอบตัวกลยุทธ์แบบ TSMOM ผสมกับการจัดการความเสี่ยงและทำ TAA บน 5 asset calss หลัก ทำการทดสอบและตีพิมพ์ จากนั้นตอนปี 2012 กลับมา revise เอาข้อมูลใหม่(OSS) มาทดสอบกับระบบเทรดเดิม ผลก็ยังออกมาว่าการเทรดสไตล์ TSMOM ระยะยาวบน Global asset ยังเอาชนะตัวอ้างอิงได้


2. ไม่มีใครซื้อจุดต่ำสุดหรือขายจุดสูงสุดได้
นั้นคือประเด็นสำคัญที่ Faber ย้ำเรื่อง Trend Following มันเป็นการจับโอกาสจากการเคลื่อนตัวส่วนใหญ่ของ asset การเปลี่ยนแปลงตาม Fundflow ไม่ใช่การพยายาม outperform ตลาดจากโมเดลการพยากรณ์หรือหาจุดเปลี่ยนแปลงเฉพาะเช่น สัญญาณซื้อขายจากจุดกลับตัวสูงสุดต่ำสุดของราคา asset
3. ผลตอบแทนวัดระยะยาว
แน่นอนระยะสั้น คนส่วนใหญ่จะเทรดเดอร์หรือผจก.กองทุน ก็ต้องการชนะตลาด ต้องการมีผลงานที่ดี บางทีทำให้พยายามวิ่งไล่เข้าไปแลกกับความเสี่ยงมากไป จนผลออกมามันไม่ได้ดีหรือแย่ไป
4. S&P500 index & Global Asset
การวัดผลงานเทียบ S&P500 จริงๆมันก็คือ Trendfollowing ตัวหนึ่ง แต่การใช้ TrendFollowing หรือการเทรดบน TSMOM ไม่ใช่แค่เกาะตาม Trend เราสามารถเพิ่มประสิทธิ์ภาพ ลดความผันผวน ลด Drawdown ที่เกิดด้วยการทำ TAA บน global asset ตามปัจจัยความเสี่ยงที่เหมาะสม เพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาวที่ดี ลดการจำกัดความเสี่ยงเฉพาะในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง
5. ขจัดอารมณ์
เขาบอกว่าการมีแผนมีระบบเทรดสำคัญ เพราะถ้าไม่มีอะไรยึด มักจะพลาดตามอารมณ์ บ่อยครั้งมากภาวะ sentimental อาจจะทำให้คนไม่ต้องการซื้อ หรือขาย และทำให้เกิดความผิดพลาดเสียโอกาสตามมา
6. เรียนรู้จากประสบการณ์
ยิ่งอยู่ตลาดนานๆ จะพบสิ่งที่เกิดมาก ทดลองทำให้มากผิดก็เรียนรู้ไป สำคัญการศึกษาจากข้อมูลที่เกิดในอดีต เพื่อทำความเข้าใจภาวะสถานการณ์ ทดลองไอเดีย กลยุทธ์ต่างๆจากนั้นเลือกสิ่งที่มันเหมาะสมและทำงานได้ดีในระยะยาวไม่ใช่ระยะสั้นหรือภาวะใดภาวะหนึ่ง
7. ไม่ติดกับแค่ผิดหรือถูก
บ่อยครั้งถ้าสนใจแค่ผิดหรือถูกแบบ binary ในสินทรัพย์เดียวบนกรอบเวลาใดเวลาหนึ่ง มันจะทำให้เกิดข้อจำกัด โดยเฉพาะบางช่วงการผิด/ขาดทุน อาจจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงระยะสั้น เช่นจาก market volatile ซึ่งตรงนี้ ถ้าเราเพิ่ม factor พิเศษเช่น time เพิ่มระยะเวลาการรอคอย,มีการปรับเปลี่ยนทยอยลดน้ำหนักไปยัง asset อื่นๆที่มีเงื่อนไขแตกต่างไป ผลลัพธ์รวมสุดท้ายมันอาจจะดีขึ้น
8. ผสมและหลากหลาย
ไม่จำเป็นต้องจำกัดใน asset ประเภทเดียว เช่นเดียวกันสามารถผสมกลยุทธ์ long term,กับ ts-momentum เพื่อกระจายความเสี่ยงและใช้ประโยชน์โอกาสที่เกิดในทุกด้าน


9. เรียบง่าย ผสม ซับซ้อน
คุณ Faber บอกว่าเขาเริ่มจากสิ่งที่เรียบง่าย เช่น Buy&Hold ในสินทรัพย์ประเภท High Value หรือมี Market discount , คำนวณส่วนลดจากต้นทุนค่า fee และ tax จากนั้นค่อยเพิ่มความซับซ้อนของระบบเข้าไปโดยเฉพาะเรื่องการจัดการความเสี่ยง
10. การอยู่รอดสำคัญ
Faber เขียน blog มา 10 ปีเขาพบว่าหลาย Fund หลาย Start up ที่เขาเคยศึกษาหรือรีวิว หรือแม้แต่คนเขียน blog เพื่อนบ้าน ปัจจุบันกว่าครึ่งล้มหาย เลิกทำไปหมดแล้ว เช่นปี 2017 มีเหล่า fund manager ปิดตัวไปหลายเจ้าจากผลตอบแทนที่ย่ำแย่ แพ้ตลาดติดต่อกัน
ตรงนี้เขามองว่ามันเป็นเกมส์ระยะยาว ที่ต้องอาศัยความพยายามและการทุ่มเท จริงจัง สิ่งสำคัญคือทำผลงานออกมาให้เหมาะสมกับความเสี่ยง ไม่ต้องเทพมาก หรือเร่งมากและ just surive ก็พอแล้ว
ฟังฉบับเต็มที่
https://www.stitcher.com/po…/flirting-with-models/e/55064724


วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2561

The next financial crisis ,Ray Dalio

บทความนี้อ้างสัมภาษณ์ความคิดเห็นของ Ray dalio เกี่ยวกับวิกฤติการเงินรอบใหม่ โดยสรุปอาจจะเกิดในอนาคตอันไกล(ไม่น่าจะเกิน 2 ปี) ซึ่งจะเกิดแตกต่างจากวิกฤติการเงินอดีต ปัญหาจะซับซ้อนและยากที่จะแก้หรือกระตุ้นให้ กลับมาเหมือนเดิม อาจจะส่งผลให้เศรษฐกิจพักตัวยาว(slow growth) มีผลกระทบรุนแรงมากต่อสังคม เกิดปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ray dalio มองว่าความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในอนาคต และให้ความเห็นว่า Fed ไม่ควรรีบเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วเกินตลาดคาดหวัง
ตบท้ายด้วยประโยคสั้นๆ “I’d be more defensive rather than more aggressive,”


สถานการณ์ตอนนี้คำว่า crisis กลายเป็นประเด็นที่สื่อต่างๆนำมาถกเถียงและพูดถึงถี่ขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมันออกไปทางคล้ายๆกันคือ ทุกคนรับว่า asset มันราคาสูง(บางตัว over value) บวกกับอนาคตไปข้างหน้ามันมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะเมื่อสหรัฐโดยโดนัล ทรัมป์จะมาเปิด trade war ทั้งกับจีน ญี่ปุ่น ยุโรป กดดันเศรษฐกิจโลกเข้าไปอีก สุดท้ายเมื่อของกินของใช้แพง มันย้อนไปกระทบเศรษฐกิจของอเมริกา ซึ่งมีทั้งฝ่ายเชื่อว่ามีโอกาสจะเกิดการเปลี่ยนแปลง เกิดวิกฤติในเวลาอันใกล้ และบางฝ่ายเชื่อว่า อาจจะไปต่อได้อีกหลายปีหรือจนกว่า ภาวะเศรษฐกิจและการเมืองเข้าสู่จุดวิกฤติขั้นแตกหัก
สุดท้าย เทรดเดอร์รายย่อย มีสติไม่ประมาทดีที่สุดครับ
เข้าอ่านและฟังสัมภาษณ์ฉบับเต็มที่