สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

Consistency Is King

วันนี้มีน้องเทรดเดอร์ เขียนเมลมาถามถึงเรื่องของเครื่องมือเทคนิคอลและการอ่านกราฟสำหรับการเทรด FX แต่จริงๆแนะนำว่า ระบบที่ดีไม่ใช่ระบบที่ถูกต้อง 80-90% อะไรแบบนั้นเพราะสุดท้ายมันไม่มีเครื่องมือหรือโมเดลอะไร จะไปจับทางตลาดได้เช่นนั้น แต่ระบบเทรดที่ดี บางทีอาจจะมีความถูกต้องระดับหนึ่ง แต่มีความน่าเชื่อถือหรือทำกำไรได้ต่อเนื่องบนความเสี่ยงที่จำกัดได้ ก็ถือว่า OK แล้ว

เริ่มต้นลองฝึกเทรดจากระบบที่ simple บนขนาด position size ที่เล็ก เพื่อลดผลกระทบจากการขาดทุน และทำให้เรากล้าตัดสินใจ(ไม่จิตตกมาก กรณีที่ขาดทุนหนัก) รวมถึงทำให้เรามี เงินทุน ในการเทรดได้ยาวนาน อย่าไปรีบกอบโกยในช่วงแรก เพราะสุดท้ายทำให้ over trading แล้วล้างพอร์ตหมดตัว




อย่างในภาพตัวอย่าง ผมพัฒนาระบบเทรด เทรดมาแล้วกว่า 5 ปี(ผ่านทุกภาวะแนวโน้มตลาด อย่าปี 2019 2020 อย่างโหด ก็ทำให้ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ) เราเน้นการคุมผลการเทรด จำกัดความเสี่ยงไม่ให้สูง DD ก็จะไม่ให้เกินเกณฑ์ ขณะเดียวกันพยายามเล่นกับ volatility เก็บรอบสร้างกำไรให้ต่อเนื่อง โดยวัดผลที่จำนวน pips ที่ได้ไม่ใช้ที่จำนวนตัวเงิน($) เอาตัวช่วยหรือ leverage ออกไปก่อน ฝึกแบบนี้ไปเรื่อยๆระยะยาว กับทุกสภาวะตลาด เดียวก็จะเกิดประสบการณ์ แล้วพัฒนาขึ้นได้เองครับ คราวนี้พอระบบสเถียร สามารถปรับ money management ให้เพิ่มลดไปตามสเกลความเสี่ยง เพื่อใช้โอกาสจากพฤติกรรมตลาดได้ต่อไป

ปล. นี้คือ step แรกทำ 1 ระบบ 1 asset ให้สเถียรก่อน จากนั้น step ต่อไปเริ่มวางกลยุทธ์การผสม เพื่อปรับเพิ่มประสิทธิ์ภาพ

The Founder (2016)

The Founder เป็นหนังชีวประวัติที่ถ่ายทอดเรื่องราวการก่อตั้งธุรกิจ ระดับโลกอย่าง McDonald เนื้อหาของเรื่องค่อนข้างสนุกกระชับ และถ่ายทอดช่วงเวลาที่สำคัญในการขยายธุรกิจ ได้น่าติดตามมาก โดยเฉพาะ Michael Keaton แสดงได้ดีจริงๆ

หนังเริ่มเล่าเรื่องของ Ray Kroc ชายวัยกลางคนผู้ที่มีอาชีพเป็นพนักงงานขายเครื่องทำนมปั่น เขาเดินทางไปทั่วหลายรัฐจนไปพบร้านอาหารชื่อ McDonald ของสองพี่น้อง ซึ่งเป็นร้านเล็กๆขายอาหารพื้นฐานสามัญ เช่น แฮมเบอร์เกอร์,มันฝรั่งทอด,ไอศกรีม,นมปั่น,กาแฟ เป็นต้น ด้วยราคาไม่แพง กินง่าย สะดวกและบริการรวดเร็วไม่ต้องรอนาน Ray มองเห็นโอกาสทางธุรกิจ การขยายกิจการไปทั่วอเมริกา ซึ่งเขาเชื่อมั่นว่ามันจะสำเร็จและกลายเป็นร้านอาหารที่ตอบโจทย์คนส่วนมาก สุดท้ายด้วยโมเดลธุรกิจและการบริหารแฟรนไชส์ทำให้ McDonald โด่งดังเป็นที่ยอมรับและสามารถเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ ขยายสาขาไปทั่วโลก




แต่กว่าจะสำเร็จไม่ง่าย ฝ่าฝันอุปสรรคปัญหามากมาย รวมถึงการตัดสินใจทางธุรกิจ ที่ต้องฉลาดและเด็ดขาด กล้าเสี่ยง เป็นที่มาของความสำเร็จในทุกวันนี้ของ McDonald (คล้ายกับ Microsoft ของบิลเกต เหมือนกันนะ ที่ตอนเริ่มต้นต้องโหดขิง ต้องกล้าฟันคู่แข่ง แต่พอรวยเป็นมหาเศรษฐีแล้วค่อยใจบุญ ค่อยช่วยเหลือคนอื่น)

ใครกำลังหาหนังสนุกๆดีๆ และให้แรงบันดาลใจทางธุรกิจแนะนำเรื่องนี้เลยครับ

https://www.youtube.com/watch?v=AX2uz2XYkbo

วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

ระบบเทรดที่ไม่สมบูรณ์แบบ

เมื่อวานได้ร่วมคุยกับทีมเทรดเดอร์สาย systematic trading น้องหลายคนรู้จักกันมาหลายปี รอบนี้ได้คุยกันเพื่อนำเรื่องการทำงานของระบบเทรดช่วงตลาด covid-19 crisis มาอภิปรายและแชร์ประสบการณ์กัน

ประเด็นหนึ่งที่ผมนำไปแชร์คือเรื่องความไม่ perfect ส่วนใหญ่ที่ผมพบเทรดเดอร์พยายามจะหาระบบที่สมบูรณ์แบบ แม่นยำ ผิดพลาดน้อยที่สุด บางคนไปหาโมเดลมา prediction ตลาดและหลอกตัวเองว่าโมเดลเราเทพ แม่นมากโดยอิงการทำ back testing จากข้อมูลอดีต

แต่เหมือนที่ไมค์ ไทสันกล่าว "Everybody has a plan until they get punched in the mouth." ตลาดหุ้นของจริงมันไม่ง่าย หลายอย่างมันไม่ได้เป็นไปตามตำราไม่ได้เป็นไปตามบทวิเคราะห์ ไม่ได้เป็นไปตามที่เราคิด แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องทิ้งระบบเทรด ผิดได้ ขาดทุนได้แต่ต้องผิดให้เป็น




สัจจะธรรมคือ ระบบเทรดหรือเทรดเดอร์ส่วนใหญ่ทำกำไรได้ทั้งนั้นยามตลาดขาขึ้นหรือกลับตัวขึ้น สิ่งสำคัญคือผลที่เกิดยามตลาดหุ้นขาลง หรือตลาดผันผวนต่างหากที่เป็น Key ชี้วัด

สิ่งที่เทรดเดอร์ต้องทำคือ เริ่มจากระบบที่เรียบง่าย ทดลองเทรดจริงในตลาดจริงกับข้อมูลราคาจริง(Real time data) ใช้เวลาในการพัฒนา ในการวิเคราะห์ผลการเทรดที่ผิดพลาด และพัฒนาระบบเทรดให้รองรับความเสี่ยง ความผันผวนที่เกิดให้ดี

ดังนั้นการสร้างระบบเทรด ที่ดีที่อยู่รอด มันจึงไม่ง่าย และไม่ได้เกิดข้ามสัปดาห์ รวมถึงมันไม่ใช่ระบบที่ perfect ด้วยค่าสถิติที่เลิศหรูเกินจริง


วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

Bull trap 101

เทรดเดอร์ ที่ท่องยุทธจักรมาพอสมควรน่าจะเคยได้ยินคำว่า Bull trap หรือกับดักตลาดกระทิง ไม่มีอะไรซับซ้อนตามตำราว่ากันว่า อะไรที่ดูเหมือนจะกระทิง ราคาจะวิ่งแรงเบรกแนวต้าน ยิ่งดูเหมือนมันจะคึกคักหรือดีเกินจริง บนความไม่แน่นอน(หรือความผันผวนแฝงตัว) สภาวะนั้นย่อมจะเกิด กับดักทำให้คนเชื่อ หรือไล่ราคาซื้อตาม และสุดท้ายตลาดก็วิ่งกลับตัวในทางตรงข้าม

สิ่งที่น่าสนใจคือ Bull trap มักเกิดบ่อยช่วงปลายตลาดกระทิง ช่วงที่ตลาดมีภาวะทิศทางไม่แน่นอนหลังการ sell off รอบใหญ่ นอกไปจากนั้น Bull trap ยังเป็นส่วนหนึ่งที่ตำราเทคนิคอล ใช้อธิบายสถานะของการเกิด Bubble อีกด้วย



เอาเรื่องนี้มาฝาก เพราะช่วงนี้ ต่างประเทศโดยเฉพาะอเมริกา มีการพูดถึงคำนี้บ่อยๆ ส่วนตลาดจะเป็นยังไงต่อไป จะขึ้นหรือลง คงต้องรอดูกัน ไม่ประมาทดีที่สุดครับ

ปัญหา Low interest rates

ตอนนี้กำลังวางแผน หาที่พักเงิน สู้กับ ช่วงอัตราดอกเบี้ยต่ำ(low interest rate) อ่านเจอหลายบทความหลาย paper สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือความเป็น New Normal ในตลาดตอนนี้ ที่กูรูฝรั่งบอกว่าปัจจุบัน อาจจะไม่มี Safe Haven อีกต่อไป ไม่ว่าจะ Bond หรือ Cash (สกุลต่างๆ) ล้วนเผชิญกับแรงกดดันและความผันผวนที่เกิด ในช่วง covid-19
จากบทความของคุณ Ben Carlson เขานำเสนอข้อมูลพันธ์บัตรและดอกเบี้ยจากอดีต สิ่งที่น่าสนใจจะเห็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลง จากเดิมเชื่อ 10ํY Gov Bond จะสู้ Bear Market ได้ แต่หลังจาก 2008 การทำ QE และการลดดอกเบี้ยของ Fed ทำให้ เกิดผลกระทบต่อพันธ์บัตร ดังภาพปี 2020 ตลาด Bond ผันผวนและ 10Y Yield อยู่ที่เพียง 1.6% อาจจะสูงถ้าเทียบอัตราดอกเบี้ยที่ 0 แต่ต่ำมากเมื่อเทียบกับ Bear Market ในอดีตที่นักลงทุนสามารถนำเงินไปหลบ เช่น 1987 Great Depression ที่ 8.8% หรือช่วง Subprime crisis ที่ 4.5%



ซึ่งตารางที่ 2 แสดงให้เห็น แม้จะมีเงินออม $1 Million เพื่อเก็บสะสมใน 10 year treasuries ผลตอบแทนรายปี ต่ำลงมากจนเรียกว่า แทบจะไม่พอกับค่าใช้จ่าย หรือจะใช้พึ่งพาเพื่อดำรงชีวิตหลังเกษียณเลยทีเดียว(สร้างแรงกดดันให้พอร์ตเกษียณ ไปอีก)
ปัญหา Low interest rates นี้ หรือ ภาวะไม่ปกติที่เกิด แม้ covid-19 จะผ่านไป ท่ามกลางนโยบายทางการเงินสุดโต่งเพื่อสู้กับวิกฤติและภาวะหนี้สาธารณะที่สูง เราก็ยังคงเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดต่อ ไป



อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่
https://awealthofcommonsense.com/2020/04/occams-razor-on-interest-rates-and-the-stock-market/?

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2563

หมดตัวเพราะอยากรวย

กล่าวกันว่าไม่มีช่วงเวลาใดที่ดีที่สุดเหมือนในช่วงวิกฤติสำหรับการเรียนรู้เรื่อง Risk Management เพราะเป็นช่วงตลาดเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และมักให้บทเรียนกับเทรดเดอร์ ที่คิดว่าตัวเองสามารถคาดเดาทิศทางตลาด คาดเดาอนาคตได้ ด้วยโมเดลและความเชื่อที่มี
Story นี้เป็นเรื่องของชายคนหนึ่งที่คิดว่า ราคาน้ำมันถูก เขาเดิมพันเงินเก็บ เงินออมเกษียณ ทั้งหมดที่มี ในการซื้อ oil ETF สิ่งที่เกิด ราคาน้ำมันไม่ได้หยุดแค่ $20 ไม่ได้เป็นการลดลงเฉพาะสัญญา Futures ที่จะหมดอายุ แต่กลายเป็นว่า ราคาลงต่อรุนแรง ทำให้ราคา ETF ลงหนักราคาไม่ recover สิ่งที่เกิดชายคนนี้เปิด Position กว่า $175000 ช่วงบ่ายของวันศุกร์ต้องขาดทุนหนักทันทีจากราคาน้ำมันร่วงหนัก โดยวันจันทร์ผ่านมาเหลือมูลค่าสถานะแค่ $1885 (ไม่แน่ใจว่าเขาใช้ leverage เท่าไหร่ หรือไม่ ถ้าไม่ใช้ ก็น่าจะมีลุ้นถือ ETF ในอนาคตได้) สิ่งที่น่ากลัวคือ การเสี่ยงเกินตัว จนอาจจะทำให้ผลขาดทุนกระทบต่อครอบครัว อีกด้วย



แม้ราคาจะลงมาในจุดต่ำที่สุด หรือแม้จะเกิดความกลัว จนทุกคนในตลาดพูดถึง ถ้ากล้าเทรด/ลงทุน ตามความเชื่อแบบปราศจากการป้องกันความเสี่ยงที่ดี สุดท้ายก็หมดตัวได้
นี้เป็นอีกหนึ่งในหลายพันตัวอย่าง ที่สอนเราได้ดี ไม่ว่าจะมั่นใจแค่ไหนหรือคิดว่าเราเก่งเพียงใด ความเสี่ยงในตลาด ก็ยังมีและเข้ามากระทบเราได้เสมอ
อ้างอิง

บริษัทเทรดน้ำมันยักษ์ใหญ่ จ่อล้มละลาย


ราคาน้ำมันตลาดโลก กำลังเป็น talk of the town สิ่งที่น่ากลัวกว่าราคาน้ำมันป่วน คือบริษัทค้าน้ำมันล้มละลาย ที่กำลังเกิดขึ้นแล้ว

ถ้าใครเทรดน้ำมันแบบผม หรือติดตามอ่านข่าวตลาดน้ำมันน่าจะเคยได้ยินชื่อบริษัท ฮินเหลียง เทรดดิ้ง (Hin Leong Trading) เป็นบริษัทค้าขายน้ำมันอิสระใหญ่ที่สุดในประเทศสิงคโปร์ เป็นที่ภาคภูมิใจของสิงคโปร ฐานะผู้เล่นรายใหญ่ที่มีบทบาทในตลาดน้ำมัน



วันนี้ ฮินเหลียง เทรดดิ้ง ป่วนหนัก ยื่นล้มละลายหลังหลังขาดทุนถึง - $800 ล้าน ในการซื้อขายนํ้ามันล่วงหน้า (Oil Futures) รวมถึง บริษัทในเครือ โอเชียนแทงเกอร์ส ล้มละลาย ข่าวระบุบริษัทเป็นหนี้ค้างชำระถึง 4.05 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่มีสินทรัพย์เพียง $714 ล้าน ต่อให้ขายทุกอย่างจนหมด ยังมีหนี้ค้างกว่า 3.34 พันล้าน



สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่แค่บริษัทนี้ล้ม แต่เป็นความกังวลที่ลาก เจ้าหนี้ คือ ธนาคารขนาดใหญ่และสถาบันการเงินกว่า 20 แห่ง ของสิงคโปร และเอเซีย รวมถึง นักลงทุน ล้มไปด้วย นั้นหมายถึงหายนะของเศรษฐกิจสิงคโปร เลยทีเดียว

นอกจากรัฐบาลสิงคโปรจะไม่ช่วย bailout แล้ว ยังเปิดการสอบสวนบริษัท Hin Leong Trading ของมหาเศรษฐีพันล้าน ลิม อูน ควิน (Lim Oon Kuin) อีกด้วย

ระเบิดลูกนี้น่ากลัวมาก คงรอติดตามว่าจะจบอย่างไร แต่นี้คืออีกหนึ่งผลกระทบเต็มๆจากความเสี่ยง ในการเทรดน้ำมัน ที่กำลังเผชิญความผันผวน หนักจากภาวะ covid-19

อ้างอิง

กองทุน Oil ETF

ราคาน้ำมันโลก กำลังป่วน ด้าน WTI Futures May 2020 วันสุดท้ายถึงกับติดลบ ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์(เพราะไม่มีความต้องการรับส่งมอบ) แม้สัญญา WTI June 2020 เช้านี้ยืน $22.12 +8.27%
กองทุนน้ำมัน ETF ไทยส่วนใหญ่จะใช้บริการลงทุนต่อใน Invesco DB Oil Fund คิดว่าน่าจะไม่มีปัญหาขาดทุนหนักจากการถือ WTI Futures เดือน May เพราะพวกนี้จะมีการขายสัญญาใกล้หมดอายุ และเปลี่ยนไปถือสัญญาไกล เดือนอื่นๆแทน ตัว font 


อีกประการหลายกองมีการผสมส่วนของเงินสดและพันธบัตร เพื่อลดความผันผวนของพอร์ต ตรงนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากราคาน้ำมันในตลาดได้อีกทาง


ปีนี้ใครที่ลงทุนกองน้ำมันคงเหนื่อยหน่อย จนกว่าราคาน้ำมันกลับขึ้นมาได้

Virgin Atlantic & Virgin Australia กำลังเข้าตาจน

อุตสาหกรรมการบิน โดน covid-19 เล่นงานหนัก สายการบิน Virgin Atlantic & Virgin Australia ของ Richard Branson กำลังจะไปไม่รอด

Richard Branson มหาเศรษฐีระดับโลก เขาเขียนจดหมายขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล UK (Virgin Atlantic airline)และ Australia ให้ช่วย Bailout โดย Financial Times ระบุว่า Virgin Atlantic ได้ยืนขอกู้เงินประมาณ 500 ล้านปอนด์ แต่ถูกรัฐบาล UK ปฏิเสธ และให้ยื่นข้อเสนอใหม่ ส่วน Virgin Australia ได้ยืนขอเงินกู้มูลค่า 750 ล้านปอนด์ ก็ถูกปฏิเสธเช่นกัน โอกาสสูงมากที่ธุรกิจอาจจะไปไม่รอด และต้องปลดพนักงาน หลังมีการบังคับให้ลดเงินเดือนเพื่อ ลดต้นทุนบริษัทมาแล้วก่อนหน้า ล่าสุดพนักงานของทั้งสองสายการบิน 38,000 คน ต้องถูกพักงานชั่วคราว และสายการบินต้องพึ่งพารัฐบาลในการจ่ายเงินค่าจ้างในสัดส่วน 80% ของค่าจ้างในช่วงเวลาปกติ



Richard Branson โดยวิจารณ์ยับฐานะมหาเศรษฐี ระดับพันล้าน( 5.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ) แต่ต้องขอเงินภาษีไปสนับสนุนธุรกิจสายการบิน ซึ่ง Branson ตอบโต้ว่ามูลค่าสินทรัพย์เขาอยู่ในหุ้นของกิจการ เขาไม่มีเงินสดสภาพคล่องมากู้ธุรกิจ นอกจากนี้ Branson เสนอ นำ Necker Island เกาะส่วนตัวที่ตั้งรีสอร์ตหรู ในทะเลแคริบเบียนค้ำประกัน เพื่อหาเงินกู้มาอุ้มกิจการสายการบิน คงรอดูว่าจะมีความช่วยเหลือ มากู้ธุรกิจได้หรือไม่

อ้างอิง
https://www.cnbc.com/2020/04/20/richard-branson-says-he-needs-government-loan-for-virgin-atlantic.htm
https://www.bbc.com/news/business-52354865

วันอังคารที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2563

What coronavirus means for the global economy | Ray Dalio

เช้านี้ผมมีโอกาสได้ฟังคุณ Ray dalio ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับผลกระทบต่อการระบาดของ COVID-19 กับ ระบบเศรษฐกิจ มีหลายประเด็นน่าสนใจมาก และเป็นอีกมุมมองที่จะแตกต่างจากสื่อหลัก หรือมุมมองของกูรูท่านอื่นๆ แต่ผมเชื่อว่ามันมีประโยชน์ในการรับฟัง เลยทำบทสรุป มาให้ลองอ่านดูครับ

 สรุป
- วิกฤติ covid-19 คือ ซึนามิทางเศรษฐกิจ ที่มาจากการหยุดชะงักของกิจกรรมเศรษฐกิจ จาก social distancing ตามด้วยปัญหางบดุล ด้านรายได้หดหาย ขาดรายได้ ทำให้ไม่สมดุล ระหว่างรายได้กับรายจ่าย ทั้งสเกลของ รัฐบาล เอกชน และครัวเรือน
-ปัญหา เงิน(money) และเครดิต(credit)
- หนี้ถูกสร้างสูงขึ้นมากเรื่อยๆ ยิ่งทำให้เกิด Gap ที่อุดได้ยากในงบดุล ในอนาคตแม้ผ่านวิกฤติ covid-19 ต้องหา เงินมาชดเชย เป็นหนี้สาธารณะที่ประชาชนต้องจ่าย
- คล้ายช่วง 1930-1940 มันเป็นจุด stress test ปัจจุบันเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านสำคัญ(defining moment) ที่จะมี ผลต่ออนาคต ขึ้นกับการจัดการปัญหาสำคัญ เช่น
-ปัญหาทำให้เกิดช่องว่าง เศรษฐกิจ( เงิน(money) และเครดิต(credit)) ,
-ปัญหาช่องว่างทีทำให้เกิดปัญหาทางสังคม การแตกแยกระหว่างชนชั้น คนจนลำบากมากขึ้น เงินของรัฐสนับสนุนมาจากนโยบายการเมือง ซึ่งอาจจะไม่ทั่วถึง หรืออาจจะแยกไปกลุ่มของธุรกิจ คนรวยมาก ที่สนับสนุนพรรคการเมือง มากกว่า กลุ่มคนชั้นล่างอยู่วงนอกที่ได้รับการสนับสนุน
- ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง มาจากความไม่เท่าเทียมทางสังคม ทำให้เกิดการร่วมกลุ่ม เรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง(แบบสงบหรือแบบรุนแรง) , การขึ้นมาของอำนาจทางการเมืองใหม่
- New World Order (1945) บทบาทของขั่วอำนาจโลกเปลี่ยน คล้ายช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
- Ray dalio มองว่าในเทอม์ของ Money และ credit ที่เป็นรากฐานระบบเศรษฐกิจ สะท้อนให้เห็นปัจจุบันเราอยู่ในภาวะDepression คล้าย 1929-1932 , เศรษฐกิจแย่ การว่างงานสูง 1933 พิมพ์แบงค์จำนวนมาก , Fed ลดอัตราดอกเบี้ยลดติดศูนย์ เพิ่มเงินช่วยเหลือสภาพคล่อง แจกจ่ายเงินให้ประชาชน
-ประเด็น Depression คือ อดีตตลาดหุ้น ระบบเศรษฐกิขกลับ ฟื้นเหมือนเดิมอาจจะใช้เวลานาน 2-3 ปี (นานกว่า การถดถอย recession ปกติ)
- เกิดการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การสร้างปรับตัว และการคิดค้นหา solution ใหม่ สุดท้ายจะผ่านไปได้ ในอดีตที่เรย์รวบรวมข้อมูล 500 ปีแม้เกิด Depression  แต่ใน long term ภาวะเศรษฐกิจผ่านวิกฤติไปได้
-ประเมินความเสียหาย $20 trillion ขาดทุน ธุรกิจที่ไม่มีเงินและไม่มีเครดิต  ไม่ได้รับความช่วยเหลือ ก็จะล้มละลาย
- วิกฤติ covid-19 ซับซ้อนหนักกว่าวิกฤติการเงินเช่น ซับไพร์ม 2008 ปัญหามากกว่าธนาคาร สถาบันการเงิน ปัญหาโยงไปทั่วโลก กระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและคนในสังคม กระทบทุกอุตสาหกรรม ตามด้วยข้อจำกัดเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจ, การด้อยประสิทธิภาพของพันธ์บัตรรัฐบาล Fed ต้องออกมาซื้อทั้งสินทรัพย์ ทางการเงิน, หนี้รัฐบาล หนี้เอกชน เพื่ออุ้มระบบเศรษฐกิจไว้




- บริษัทหรืออุตสาหกรรมอยู่รอด มี 2 ประเภท ได้แก่กลุ่มแรกบริษัทมีหนี้น้อย low tech ไม่ได้ทำการผลิตที่ซับซ้อน เช่นผลิต อาหารกระป๋อง ผลิตสิ้นค้าพื้นฐาน กลุ่มสองบริษัทที่มีนวตกรรม เทคโนโลยีที่สำคัญในอนาคต และไม่มีปัญหาหนี้ ปัญหางบดุล พวกนี้จะปรับตัว และผ่านวิกฤติสุดท้ายอนาคตฟื้นตัวได้
-พิธีกรถามว่า ตลาดหุ้น(market) ยุคใหม่รันด้วย algorithmic trading ทำให้ตลาดที่แตกต่างจากอดีต จะมีผลยังไงต่อเศรษฐกิจการฟื้นตัว เรย์ตอบ เทคโนโลยีเปลี่ยน ทำงานได้เร็ว ได้ดีมีประสิทธิภาพ ซับซ้อนขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ อันนี้เป็นสิ่งเกิดขึ้นจริง Bridgewater ก็ใช้เทคโนโลยีในการ leverage เพื่อให้เกิดความได้เปรียบ เขาเล่าการสร้าง algorithm ในการตัดสินใจการเทรดในสินทรัพย์ การแก้ปัญหาจาก principle ที่พัฒนา เหมือนกับคน เป็นหุ้นส่วนร่วมทำงานกับระบบคอมพิวเตอร์ ช่วยคิดช่วยตัดสินใจ
-สรุปหนีผลกระทบจากเทคโนโลยีไม่ได้ แน่นอนจะมีคนผิดพลาด เช่นการใช้ ML ในการพยากรณ์ตลาด การเอาชนะตลาดแบบนี้ Ray เชื่อว่ามันไม่เวิร์ค ไม่สามารถชนะตลาดระยะยาว
- Key การสร้าง algorithmic ไม่ว่าจะแบบเดิม(expert system) หรือสาย ML ต้องมีความเข้าใจ Cause & Effect relationship ต้องมีมุมมองความเข้าใจสิ่งที่เกิด ภาพใหญ่ในการตัดสินใจ(decession making) รู้ว่าเมื่อตัดสินใจ  ผลที่เกิด จะรับมือจัดการกับผลกระทบที่เกิดอย่างไร(risk management)
- ตลาดยากขึ้น ไม่มีทางที่จะได้ผลตอบแทนสูงง่าย Ray dalio แนะนำให้นักลงทุนต้องยอมรับความเสี่ยง และ รู้จักกระจายความเสี่ยง(Diversification) นักลงทุนพยายามวิ่งหา asset ที่ให้ผลตอบแทนดีในตอนนั้น เชื่อทุ่มลงทุนตาม แต่มันปัญหาและจุดบอด ที่จะทำให้ขาดทุน




- มุมมองของ Ray ยังไม่เปลี่ยนมอง cash สภาพคล่องดี ผันผวนน้อย แต่ buy power จะยิ่งแย่ลงลดลง จากการ ด้อยค่าของเงิน เงินเฟ้อ  เป็นต้น เขาเชื่อว่าการถือสินทรัพย์ต่างๆ เช่น gold, bond และอื่นๆ กระจายความเสี่ยงออกไป ดีกว่าการถือเงินสดอย่างเดียว
- กระจายความเสี่ยงให้ดี(diversify well ), อ่อนน้อมถ่อมตน(Be Humble), ไม่คาดเดาตลาด(don't market time) และ ตระหนักถึงความเสี่ยงแฝงของเงินสด
-การผ่านวิกฤติรอบนี้ได้ แต่การฟื้นฟูไม่ง่าย คนจำนวนมากต้องการช่วยเหลือ แต่เงินมีจำกัด เช่นเดียวกันจะมี ชาติที่ได้ผลกระทบแตกต่างไม่เท่ากัน ชาติฟื้นเร็วได้เปรียบจะขยายอำนาจ สร้างความได้เปรียบ สุดท้ายนำไปสู่ การแข่งขัน , เกิดการพึ่งพาตัวเองมากขึ้น แยกการพึ่งพาประเทศอื่น เพื่อความเป็นเอกภาพและการอยู่รอด เรย์ เชื่อว่าทุกชาติควรจะร่วมมือกัน ช่วยกันมากกว่าแบ่งแยก ยิ่งช่วยกันมาก ร่วมมือกันมากยิ่งผ่านวิกฤติ สถานการณ์นี้ไปได้ดี
- ปัญหาทำให้คนตระหนักจุดอ่อน ข้อบกพร่องของระบบทุนนิยม นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงให้ดีขึ้น  Reform ให้เกิดความเท่าเทียม สร้างให้เกิด Productive จากการปรับโครงสร้างระบบทุนนิยม ทำให้ระบบไม่ สนับสนุนแค่คนบางกลุ่ม คนที่มีอำนาจหรือเส้นสาย
- เขาเชื่อการผ่านวิกฤติไม่ว่าคนด้านบน ชั้นกลาง ด้านล่าง ทุกคนต่างมีบทบาทและทำประโยชน์ แน่นอนต้องร่วมกัน ผสานความร่วมมือเพื่อฟื้นฟู หรือผ่านวิกฤติไปด้วยกัน


สามารถเข้าฟังฉบับเต็มได้ที่
https://www.youtube.com/watch?v=yrxYhv2O3wU




วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2563

Ray Dalio estimates the corporate losses

Ray Dalio ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับผลกระทบของเศรษฐกิจสหรัฐจากวิกฤติการระบาดของไวรัส COVID-19
- เขาเชื่อว่าวิกฤตินี้ทำให้เกิดการเสียหายครั้งใหญ่ ในประวัติศาสตร์ ภาคองกร์ธุรกิจ จะเสียหายถึง $4 trillion เขาประเมินทั้งโลก(Global) เสียหาย $12 trillion
- ธุรกิจขนาดเล็กอาจจะล้มละลาย เจ้าของกิจการหมดตัว, ประชาชนจำนวนมากตกงาน
- การเกิดวิกฤติยิ่งยาวและใช้เวลานาน ทำให้ผลกระทบต่อสภาพคล่องของธุรกิจ
-รัฐบาลต้องอัดฉีดเงินสด ไปยังประชาชนและธุรกิจเพื่อเสริมสภาพคล่อง + การลด/ชะลอหนี้ในธุรกิจและประชาชน รวมไปถึงการ bailout ที่อาจจะเกิดขึ้น เขาประเมินรัฐบาลควรใช้งบ fiscal stimulus package อย่างน้อย $1.5 trillion - $2 trillion



-ด้านนโยบายการเงินจาก Fed ช่วยเรื่องการลดอัตราดอกเบี้ย ต้นทุนการกู้ยืม + QE แต่เขามองว่าเครื่องมือหรือประสิทธิภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจของ Fed ลดต่ำลงและมีจำกัดกว่าทุกครั้งที่เกิดวิกฤติ (ระดับ อัตราดอกเบี้ยต่ำติด 0, การซื้อ Bond ของเฟดไม่สามารถทำให้ราคาบอนด์ลงได้)
-โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใช้เงินเยอะ รัฐออกBond ระดมเงินมาเสริมกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ปัญหาคือการหาคนซื้อ ปัจจุบันเห็นราคา Bond ดีดสูงเพราะมีคนต้องการขายมากกว่าซื้อ แม้ global central banks จะทำโครงการ เพือเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนแต่เหมือนยังไม่ได้ผ
- Ray บอกว่า "the mechanics" กำลังมีปัญหา ไม่สามารถ ลดดอกเบี้ย พิมพ์แบงค์ อัดฉีดสภาพคล่องจากการใส่เงินเพิ่มเครดิตให้ธุรกิจเหมือนอดีตช่วง 1930s นอกจากนี้เขาอธิบายถึง Debt restructuring และการแจกเงิน Helicopter Money
- Helicopter Money ดำเนินการ พิมพ์เงินแจกให้ถึงมือประชาชนโดยตรง ไม่ผ่านกลไกดอกเบี้ย ตัวกลางธนาคารปล่อยกู้ เพื่อให้ประชาชนนำเงินมาใช้จ่าย ในระบบเศรษฐกิจ
-ด้านพอร์ตฟันด์ของ Bridgewater ไม่คาดคิดเหตุการณ์จะเกิด เขายอมรับว่ามองเห็นการถดถอย economic downturn แต่ไม่คิดจะมาจากสาเหตุ coronavirus pandemic และเกิดเร็วเช่นนี้ Ray คาดปีนี้ฟันด์พอร์ตมูลค่าลดลง 10-20%
- economic issue นำมาถึง social issue การรัฐบาลใช้เงินภาษี bailout บริษัทต่างๆจะเจอปัญหา ทั้งภาคธนาคาร, ท่องเที่ยว,สายการบิน ขนส่งเป็นต้น กลายเป็นประเด็นนำเงินภาษี มาช่วยคนรวยธุรกิจ ขณะที่ประชาชนจำนวนมากตกงาน ขาดรายได้

อ้างอิงจาก
https://www.cnbc.com/2020/03/19/investor-ray-dalio-estimates-the-corporate-losses-in-the-us-from-coronavirus-will-top-4-trillion.html


The Great Depression

วันนี้มีโอกาสได้ดู สารคดี Great Depression มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ เลยอยากแนะนำให้ได้ดูกัน ผมสรุปประเด็นหลักมาให้ คราวๆดังนี้

-1914-1918 สงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุด เศรษฐกิจถูกกระตุ้น กลับมาฟื้นตัวและขยายตัวมากช่วง 1920
บนแนวคิดอเมริกันดรีม ประชาชนมีเงินเก็บมีการใช้จ่ายซื้อบ้าน ซื้อรถ(ยุคแรกของรถยนต์) ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่นโทรทัศน์ เครื่องดูดฝุ่น
-ราคาหุ้นเติบโตสร้างผลตอบแทนครั้งใหญ่ คนสนใจเข้ามาลงทุนใน wallstreet เช่นเดียวกับสถาบันการเงิน ทำให้เกิดการเฟื้องฟู คนส่วนมากอยากเข้ามาหาเงินจากตลาดกระทิง หุ้นเกือบ 80% ถูกไล่ซื้อราคาพุ่งสูงขึ้น นักลงทุนเริ่มใช้เงินกู้(loan) เขามาดักซื้อหุ้นสะสมเพื่อหวังทำกำไร , ขณะเดียวกันธนาคารยินดีปล่อยกู้เพื่อหารายได้จากดอกเบี้ย. สถาบันการเงินนำเงินกู้เข้ามาเทรดหุ้นเพื่อหากำไร
-1929 ตลาดสหรัฐถึงจุดสูงสุดดัชนี Downjone +218% นับจากปี 1922 คนต่างเชื่อมั่นแต่แล้วเศรษฐกิจเกิดชะลอตัว ยอดส่งออกสหรัฐลดลง , บริษัทเริ่มมียอดขายลดลงรุนแรง ผลประกอบการไม่ดีแบบที่คาดหวัง




-ช่วงกลางปี 1929 เริ่มมีการพูดถึงการถดถอยทางเศรษฐกิจ recession จนมาถึง 24/10/1929 เกิด event สำคัญ black thursday การถล่มของ wall street แรงขายมหาศาล 12.9 ล้านหุ้น จากความ panic sell ดัชนีลดลง -11% ในวัน
-วันต่อๆมาเริ่มทรงตัวจนมาถึงสัปดาห์ถัดไปเกิด Black tuesday ความกังวลจากความขัดแย้งในยุโรปและการเกิดสงคราม ทำให้ตลาดหุ้นเจอแรงขายอย่างหนัก 16.4 ล้านหุ้น ดัชนีลดลง -12% สูญเสียมูลค่า 14 billion ในหนึ่งวัน
-นักลงทุนขาดทุนหนัก บางคนใช้เงินกู้ก็ต้องหมดตัว บางคนใช้เงินเก็บเงินเกษียณก็ต้องหมดไป
- จุดเริ่มต้นของ The great depression Dow jones ลงต่อเนื่องอีก 3 ปี(1929-1932) ดัชนีถดถอยลง -90% จากจุด Peak ช่วงต้นปี 1929
- เกิดหนี้เสีย ธนาคาร สถาบันการเงินมีปัญหาสภาพคล่อง สูญเงินฝากประชาชนในตลาดหุ้น ถ้าถอนเงินตอนนั้นได้เงินคืน 10 cent / เงินฝาก $1 ในบัญชี ธนาคารต้องปิดกิจการ ปิดสาขา บางแห่งล้มละลาย
-ภาวะตอนนั้น ไม่ว่าจะลงทุนในตลาดหุ้น, กู้เงินธนาคารซื้อบ้าน หรือแม้แต่ฝากเงินออมทรัพย์ เงินออมเกษียณ ก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย
-เศรษฐกิจถดถอย ธุรกิจกิจการต้องปิดตัว คนตกงาน อัตราการว่างงานติดอันดับ 24.9%
-Great depression ขยายผลกระทบวงกว้างไปหลายประเทศทั่วโลก
-ภาวะถดถอย เศรษฐกิจตกต่ำเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง การรุ่งโรจน์ขั่วอำนาจใหม่ เช่น ฮิตเลอร์
- การเกิดของพรรคนาซีเยอรมัน นำมาสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุโรป และเอเซีย
- 1930-1939 รัฐบาลสหรัฐตั้งหน่วยงานแก้ปัญหา ออกกฏระเบียบทางการเงิน และกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ จนฟื้นคืนภาวะปกติ

ชมสารคดีฉบับเต็มได้จาก

https://www.youtube.com/watch?v=bCEJ65H_1XE&

วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2563

การหาหุ้นปลอดภัยด้วย cross sectional momentum

มีคนถามประเด็นการหาหุ้นเทรด ในช่วงตลาดแบบนี้ ซึ่งบางทีเราเลือกหุ้นราคาถูกเพราะ มันลงจากปีก่อนหน้าเยอะ แต่ไม่ได้แปลว่ามันจะเป็นราคาที่ดีเสมอไป เพราะส่วนใหญ่ยิ่งซื้อยิ่งไหลลง เรียกว่าถัวเฉลี่ยกันจนหมดใจไปเลย

ดังนั้นการหาหุ้นราคาปรับตัวลงมาเยอะ เทรดจำเป็นต้องเลือกหุ้นที่ดีมีความแข็งแกร่งด้วย นั้นคือการใช้เทคนิค cross sectional momentum ผมขออธิบายง่ายๆ คือหุ้นมี market discount ราคาปรับตัวลง แต่ความแข็งแกร่งจะดี คือไม่ถดถอยลงมากกว่า ดัชนี SET และดัชนีกลุ่มอุตสาหกรรม (ส่วนมากพวกนี้ ลงมาสักระยะ downside จะจำกัดแล้ว การเข้าซื้อขายก็ไปหา จังหวะจาก TS-MOM ก็ได้) ยิ่งถ้าอยากถือยาวลองเลือกตัวที่เป็นพวก low beta ประกอบ จากนั้นก็เทรดกลาง ยาว รอให้ได้สักนิด

หลักการเดียวกันถ้าจะ ซื้อเก็บหุ้นปันผลดี อย่าดูแค่ราคา ดูความแข็งแกร่งมันด้วย โดยหลีกหนีหุ้นขาลง ทั้งราคาและพื้นฐานกิจการ ก็ใช้ cross sectional momentum เบื้องต้นได้ โดยอย่าไปซื้อหุ้นที่ถดถอยราคาลงหนักต่อเนื่อง(-40 ขึ้น) และลงมากกว่าดัชนีหมวดอุตสาหกรรม และดัชนีตลาด


ตัวอย่างหุ้นสายการบิน มาให้ดูซึ่งช่วงนี้เผชิญกับ ความเสี่ยงและปัจจัยเชิงลบกดดันหนักมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2019 ถึงต้นปี 2020 นี้จากปัจจัยไวรัสโคโรน่า ถ้าเราไม่ต้องการใช้เครื่องมืออะไรมากก็ดู performance จากหน้า set factsheet ก็ได้เช่นกัน



ปล. ผมยกตัวอย่าง แอร์เอเซีย AAV กับ BGRIM ให้ดูเปรียบเทียบกัน ถึงพฤติกรรมราคาแบบ extream เท่านั้น ไม่ได้เชียร์ให้ซื้อขายหุ้น 2 ตัวนี้นะครับ

รายละเอียดการคำนวณและกลยุทธ์ cross sectional momentum ลองดูได้จาก

Asymmetric Returns & Black swan

บทความนี้ น่าจะช่วยอธิบายตัวอย่าง Asymmetric Returns ที่เมื่อวานผมมีโอกาสได้พูดถึง เชื่อว่าหลายคนเคยอ่านหนังสือ black swan ของ nassim taleb ไปแล้ว มีแปลมีสรุปไทยด้วย แต่เชื่อว่าบางทีอ่านจบยังไม่ get ว่านำไปใช้ในการเทรด การบริหารพอร์ตยังไง

บทสัมภาษณ์นี้ เป็นกรณีศึกษา Asymmetric Returns ที่ Mark Spitznagel (ลูกศิษย์เอก ของ taleb )เขาเป็นผู้ก่อตั้งและผู้บริหารเฮ็ดฟัน Universa Investments เขาอธิบาย แนวคิดการใช้เงินทุนบางส่วนแบบจำกัดในพอร์ตแบ่งไปเทรดอนุพันธ์ เช่น options (OTM) เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ขนาดใหญ่ ในกรณีเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติ แบบ black swan (Low probability event & Huge Impact) หรือเกิดวิกฤติการเงินจนทำให้ market crash (กลยุทธ์การทำนี้ไม่ง่ายนะครับ ต้องไปศึกษาเพิ่มไม่ใช่เทรดอนุพันธ์แล้วจะจบ ยิ่งไปเทรด Options OTM มันต้องไปสู้เรื่องราคาและการบริหารต้นทุนค่า premium ที่จ่ายเพื่อลดผลกระทบการขาดทุนอีก ยาวๆๆ บทความนี้ไม่ได้พูดไว้)

บทความนี้คุณ Spitznagel ยกกรณีปี 2008 ที่ฟันด์เขาสามารถทำผลตอบแทนได้อย่างงาม ขณะที่เจ้าอื่นๆขาดทุนหนัก เมื่อเฉลี่ยรวมกับผลตอบแทนภาวะตลาดปกติจากการกระจายความเสี่ยง ก็ทำให้ ภาพรวมระยะยาว performance ของพอร์ตดี(ระยะ 10 ปีชนะ S&P500 ได้)





นอกจากนี้ เขายังได้พูดถึงโอกาสจะเกิด market crash รอบใหม่ ว่ามีโอกาสเป็นไปได้ โดยเฉพาะปัจจุบันจากความเสี่ยงในเศรษฐกิจโลก ที่เกิด แต่เขาไม่ได้ predict เพียงยกให้เห็นว่า เมื่อความไม่สมดุลเกิด โอกาสเปลี่ยนแปลงมีมาก แต่จะเกิด 5 ปี หรือ 10 ปีไม่มีใครบอกได้ เพียงแต่ยิ่งมันโป่งมาก ไม่สมดุลมาก การ crash ก็จะยิ่งรุนแรงตามไป ดังนั้น การเตรียมรับมือไว้ น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

เข้าไปอ่านเพิ่มเติมได้จาก
https://www.vanityfair.com/news/2020/02/nassim-taleb-protege-on-how-to-prepare-for-coming-market-crash
https://www.marketwatch.com/story/these-3-words-describe-one-black-swan-investors-approach-to-managing-his-5-billion-fund-through-a-market-crash-2020-02-13

What is the Bitcoin’s Risk-Free Interest Rate?

เช้านี้อ่านบทความกลยุทธ์การเทรดของ quantpedia อันหนึ่งน่าสนใจ แต่ออกตัวก่อนว่าไม่ได้แปลว่ามันทำแล้วจะ work ง่ายๆ แต่ก็เป็นกรณีศึกษาที่น่าแกะต่อ ผู้วิจัยต้องการสร้างระบบเทรดสร้างผลตอบแทนสเถียรและจำกัดความเสี่ยงในกลุ่ม Cryptocurrencies เป็นสินทรัพย์ประเภท volatile asset class

บทความมันยาวพอควร อธิบายเรื่อง Interest Rate และอื่นๆ แต่ Key หลัก คือการใช้ futures contract เพื่อสร้างความมั่นคงปิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของสินทรัพย์เช่นการโดน hack โดนโกง โดยใช้ regulated derivatives market ของ CME ร่วมกับ Arbitrage strategies ซึ่งเขาทำบนการ long บนสัญญา front-month contract ซึ่งราคาใกล้กับ BTC Spot price และมีสภาพคล่องที่ดี ร่วมกับการ short สัญญาประเภท back-month contract คล้ายการทำกำไรจาก calendar spreads



ผมไม่ลงเรื่องกลยุทธ์มาก ไม่อยากให้เทรดเดอร์รีบไปทำตามเพราะมันมีอะไรลึกมาก ถ้าอยากรู้ลองไปศึกษาต่อ แต่ Key บนความนี้ที่เลือก Arbitrage strategies เพราะเขาต้องการลงทุนใน Bitcoin + ต้องการสร้างผลตอบแทนที่มากกว่า อัตราดอกเบี้ยของธนาคาร แต่ไม่ต้องการความเสี่ยงที่สูงจาก volatility ของ asset (แต่ทำจริงต้องมีเงินทุนพอควรและระวังค่า fee จาก futures ที่เทรด)
ปล. Arbitrage ใน bitcoin มีคนทำเยอะ ทั้งระหว่าง exchage, ระหว่าง Cryptocurrency ด้วยกัน แต่มิติของ calendar spreads นี้ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่ใช้ประโยชน์จากความไม่ปกติของโครงสร้างราคา