สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2563

จะรู้ได้ไงว่าเรากำลัง "เครียด"

จากโพสเมื่อวาน น้องเทรดเดอร์คนหนึ่งถามเข้ามาทาง message ว่าผมเป็นคนอารมณ์ดี แล้วจะรู้ได้ไงครับว่าเครียดหรือไม่เครียด?

อ่านไปก็อดอมยิ้มไม่ได้ ผมเชื่อว่าทุกคนมี base line ของตัวเอง มันคงไม่มีสูตรหรือ solution แต่หลักง่ายๆของผมคือ ลองคิดย้อนไป ช่วงเวลาที่ทำให้ตัวเรา panic หรือต้องนอนไม่หลับ ทางภาวะอารมณ์เกิดหงุดหงิด เกิดจิตตก หรือคิดวนไปวนมาในเรื่องๆเดิมในหัว สัญญาณเหล่านี้ตามตำรา ถือว่าเข้าภาวะ เครียด หรือ จิตตกแล้ว




ถ้าจะเอาแบบ Quant แนะนำเทคนิคของน้องคนหนึ่ง เขาเป็น prop trader ให้ บล. ชื่อดัง น้องเขาใช้ smart watch หรือ สายรัดข้อมืออัจริยะ ที่ติดตามอัตราการเต้นของหัวใจ (Heart Rate) และแจ้งเตือนได้

จริงๆย้ำอีกทีการเป็นเทรดเดอร์ เทรดเงินจริง ตลาดจริง มันไม่ได้มีแต่สายรุ้งและ ยูนิคอน แบบที่ถูกทำให้เชื่อ จำเป็นต้องมีภาวะการบริหารจัดการทางอารมณ์ให้ดี มีแผนรับมือผลของความผิดพลาด สำคัญมากในยามภาวะวิกฤติ หรือช่วงเราเกิดปัญหา ในการเทรดครับ

ปล. ในภาพเป็น GARMIN Vivosport

บทเรียนจากการสูญเสีย

เวลาเทรดเดอร์เริ่มเข้ามาในตลาด ผมว่าทุกคนคล้ายกัน คือแบก "ความหวัง" "ความกดดัน" และ "ความโลภ" ไว้บนบ่า แต่มีไม่กี่คนที่อยู่รอด ระยะยาวได้ อันนี้คือสัจจะธรรม ที่ต้องตระหนัก อย่าปล่อยให้คำโฆษณาใดๆมาชวนเชื่อ หรือหลอกลวงเรา

แน่นอนว่าไม่ผิดที่จะเริ่มเรียนวิธีหาเงินทำเงิน แต่สิ่งที่ต้องเรียนก่อนเข้าไป สู้รบในตลาดจริง คือ วิธีการบริหารจัดการความเสี่ยง(Risk management) และการบริหารจัดการความโลภ( Emotion manangement)

เรื่องสลด ผมไม่อยากลงรายละเอียดเยอะแต่ลองไปอ่านได้ในบทความ ซึ่งเรื่องน่าเศร้าคือ ตลอดเวลาสิบกว่าปีที่ผมเทรดในตลาด ผมเจอข่าวแบบนี้เยอะมาก เกือบทุกปี

โดยสรุปข่าวนี้เล่าเรื่อง เทรดเดอร์มือใหม่คุณ Alexander Kearnอายุ 20 ปีที่เข้าไปเทรดอนุพันธ์ ล่าเงินในช่วงตลาดผันผวนแบบปัจจุบัน จากนั้นด้วยความผิดพลาด ทำให้ขาดทุนในการเทรด options พอร์ต -$730,000

ข่าวระบุผลการขาดทุนหนัก ทำให้เกิดความเครียด สุดท้ายจบชีวิตตัวเองด้วยการฆ่าตัวตาย(สาเหตุเชิงลึกเกี่ยวกับปัญหาทางจิตและอื่นๆ ยังรอการสอบสวน) เป็นเรื่องน่าเศร้า และทางครอบครัวผู้เสียชีวิตก็ออกมา เรียกร้องให้สอบสวน ขอคำตอบจากทางโบรกเกอร์ Robinhood ถึงสาเหตุที่เกิด เพราะครอบครัวไม่เชื่อว่า ลูกชายวัย 20 จะมีเงินเทรดมาก ถึงขาดทุนหลัก -$730,000 ได้ (แต่ใน options การขาดทุนไม่จำกัดมโหฬารนั้นเกิดขึ้นได้ตามมูลค่าของสัญญา)




นอกจากนี้ ยังมีการวิจารณ์ Robinhood อย่างหนักการทำบัญชีอนุพันธ์ให้เล็ก(ให้ leverage สูง ไม่บังคับการวางเงินมาก ไม่มีเงื่อนไขมาก ต่างจากเจ้าอื่นๆ) และโฆษณาชวนเชิญเทรดเดอร์หน้าใหม่ ให้นำเงินไปเทรดแบบเสี่ยงสูงในตลาด เฉพาะปี 2020 นี้มีผู้เปิดบัญชีเทรดใหม่ 3 million users และเน้นการโปรโมท กลุ่มเทรดเดอร์เสี่ยงสูงเช่นคนที่ทำกำไร 332% ในเวลาอันสั้นจากช่วงผ่านมาเป็นต้น

**การเทรดเงินจริง ได้จริงเสียจริง ในภาวะตลาดผันผวน นั้นมันยาก!! และอารมณ์มัน Go Dark เร็วมาก ผมอยากฝากข่าวนี้ไว้ให้เตือนใจน้องๆเทรดเดอร์มือใหม่ เหมือนที่ย้ำมาเสมอ คือ อย่าประมาท อย่าคิดว่าใครๆก็ทำเงินง่ายๆ แบบที่โฆษณาชวนเชื่อกันครับ


อ้างอิง

https://www.albanyherald.com/news/business/apparent-suicide-by-20-year-old-robinhood-trader-who-saw-a-negative-730-000-balance/article_20e7a502-8940-541e-a532-77c0130ad484.html

 


อย่าเพิ่งยอมแพ้ แม้ปีนี้จะขาดทุน

ปกติเราพูดถึงเซียนกูรูตามหน้าสื่อมักจะพบแต่เรื่องของความเทพความสุดยอด แท้จริงแล้วทุกคนย่อมเคยผิดพลาด เขียนบันทึกนี้ไว้เพื่อจะเตือนตัวเองให้ไม่ประมาท และ focus ไปที่การเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทักษะความสามารถกันต่อไป

บทความข่าวย้อนอดีตของ independent ที่เล่าถึงการขาดทุนใหญ่ ของคุณ George Soros

โดยปี 1998 โซรอสมองว่าดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐ จะปรับตัวลงและลงหนักทำให้เขา betting ทางนั้น ปรากฏว่าช่วงปลายปีนั้น ดัชนี DJ30 บวกเพิ่มกว่า 13% หรือ 1000 จุด ทำให้ soros ขาดทุนจากการ short positions ในตลาดฟิวเจอร์ (ตลาดมันถล่มหลัง bullish เพียงแต่มันเกิดปี2000 หลังจาก soros ทำนายและ Short 2 ปีถัดมา) เช่นเดียวกันมีการขาดทุนจากตลาด Hong Kong (รวมถึงมีข่าวว่าขาดทุนหนักอื่นๆระดับ 2 พันล้านเหรียญ แต่ตัวเลขนี้ไม่มีการออกมายืนยัน)




ปีนั้นเรียกว่าเป็นปีที่ยากลำบากของ soros fund ซึ่งมีการชี้แจงในจดหมายถึงผู้ร่วมลงทุน soros ยังมีการแจ้งพิเศษกับนักลงทุนรายใหญ่ของฟันด์ว่า ลาพักชั่วคราว ("taking a temporary medical leave of absence") แหล่งข่าวอย่างคุณ Nicholas Roditi ผู้ลงทุนในกองทุน Quantum Fund ออกมายืนยันโดยระบุว่าปีนั้นผลตอบแทน -14% หลังได้ผลตอบแทน +50% จากปีก่อนหน้า

เนื้อหาเพิ่มเติมยังค้นหาจากเว็บอื่นๆได้อีก ช่วงนั้นจะมีประเด็นของ Druckenmiller และ Quantum Fund กับการขาดทุนค่าเงิน ruble ที่ Russia ก่อนจะมาขาดทุนในช่วงฟองสบู่ดอทคอม ด้วย

อ้างอิงจาก
https://www-independent-co-uk.cdn.ampproject.org/…/soros-br…
https://www.wsj.com/articles/SB911868622802238000
https://www.nytimes.com/…/international-business-soros-s-qu…
https://money.cnn.com/1998/09/16/investing/q_hedgefunds/

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2563

Multi-Strategies

แนวคิด Multi-Strategies มีการใช้มานาน มีหลาย paper หลายบทความให้เราศึกษา อย่างผมใช้ Robot trading ทำให้ง่ายต่อรันหรือเทรดด้วย หลายกลยุทธ์ ในพอร์ตเดียวกัน

แต่ไอเดียหลักคือการ diversify ไม่ใช่แค่ asset class แตกต่าง แต่เราสามารถกระจาย trading strategies ที่หลากหลาย ในช่วงเวลาเดียวกัน สินค้าเดียวกัน(หรือแตกต่างกัน) เพื่อดีลกับ Risk Factor ในช่วงเวลานั้นๆ ซึ่งสัจจะธรรมคือ แต่ละกลยุทธ์ล้วนมีข้อจำกัดและมีจุดเด่น ที่ตอบสนองได้ดีในภาวะตลาดแตกต่างกัน Key คือการบริหารจัดการให้เกิดประสิทธิภาพเพื่อให้เกิด Alpha

กรณีเทรดเดอร์ ที่เทรดด้วยมือเทรดเอง ก็สามารถใช้ Multi-Strategies ได้ เพียงแต่ปรับช่วงเวลา หรือ Time Horizon ของกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับ การเทรดเข้าออกของเรา แต่ต้องอิงกับ Basic การบริหารเงินที่เหมาะสม + การพัฒนาระบบเทรดแต่ละกลยุทธ์ให้มั่นใจว่ามันรอดจริงๆก่อน




ภาพเป็น paper ของ algoanalytics เฟริ์มอินเดียเจ้าหนึ่งที่ทำ Quantitative Trading แทนจะเน้นไปที่ Trend หรือ Momentum Factor อย่างเดียว เฟริ์มนี้ มองหา Investment Idea และรันกลยุทธ์แบบหลากหลายตามแผน โดยจัดสรรน้ำหนักของเงินทุน ลงในแต่ละกลยุทธ์แบบ Risk Parity อิงกับขนาดของความเสี่ยงในแต่ละระบบย่อย เพื่อให้เกิดผลรวมของ Return เป็นบวก และจำกัด Total Risk ของพอร์ตให้อยู่ในเกณฑ์ระดับรับได้

https://www.emccta.com/AlphaPlus.shtml

กองทุนรวมน้ำมัน

บันทึกนี้จะมาสรุปบทเรียน ที่สอนเรื่อง Multi-Strategies & Multiple Products จำได้ช่วงก่อนหน้ามีคนถามเรื่องการต้องการเข้าไปเทรดน้ำมัน(WTI) แต่ด้วยความที่ตลาดผันผวนมาก เลยแนะนำมือใหม่ให้ลองเทรดระยะกลางกับ กองทุนรวมน้ำมัน แทน (ส่วนตัวผมเทรดมาหลายปีแล้ว เทรด Futures และ CFDs มันบริหารความเสี่ยงได้)

ซึ่งตัวอย่างที่ทำ live บรรยายให้ดูคือเลือก กองทุนรวมน้ำมัน มาทำให้ดู เพราะ ซื้อขายสะดวก เปิดบัญชีกองทุนรวมของธนาคารหรือโบรกเกอร์ได้เลย (ถ้าใครมี account ต่างประเทศก็อาจจะลอง Oil ETFs โดยตรงเช่นของ USO[United States Oil Fund] , Invesco DB Oil Fund) เมืองไทยมี กองทุนรวมน้ำมัน ให้เลือกหลายค่าย เช่น SCBOil, I-OIL, K-OIL เขาก็กินค่าธรรมเนียมและไปลงต่อใน ETF อีกที




ตัวอย่างผมเลือก SCBOil เพราะเขาลงใน Invesco DB Oil Fund ความผันผวนไม่มาก ขนาดกองใหญ่และกองนี้ค่าธรรมเนียมพอรับได้ ข้อดีของการเทรด กองทุนรวมน้ำมัน คือ ไม่ใช้ leverage วางเงินซื้อหน่วยลงทุนไม่สูงก็เทรดได้, ข้อเสียคือ price quote ราคาจะช้าไม่รู้ทันที ทำให้ไม่เหมาะกับการเทรดสั้น แต่เทรดตามรอบ momentum สามารถทำได้ , แน่นอนว่ากำไรอาจจะได้ไม่สูงเท่าการเทรด Futures แต่ผลกระทบจากความผันผวนของราคา ก็น้อยลงด้วย ขณะเดียวกัน ถ้ามองภาพระยะสั้นไม่ออก สามารถถือยาวข้ามไตรมาส โดยไม่มีวันหมดอายุและปัจจัยเชิงเวลามากระทบ

ในภาพผมเทรด oil futures ระยะสั้นได้กำไรจาก short พอปิด position ในช่วงปลายเดือน เมย. ตลาดผันผวนมาก แทนจะ long สัญญา รอบใหม่แบบ Mean reversion เราก็รอให้ราคานิ่งเข้า zone แล้วซื้อสะสม ETFs หรือ กองทุนรวม เพื่อถือตามรอบกลางแทน (ไม่เสียโอกาส ไม่ปะทะกับความเสี่ยงที่สูง ในภาวะตลาดผันผวน)

ไม่ขอลงรายละเอียดเยอะ หลายเรื่องอธิบายไปแล้ว แต่อยากให้เห็นไอเดีย ในการเทรด ที่สินค้าตัวหนึ่ง เรามีไอเดีย มองเห็นโอกาส เราสามารถวางกลยุทธ์เขาเทรดที่หลากหลาย Multi-Strategies และเลือกใช้ให้เหมาะกับ Products ตามระดับความเสี่ยงที่เรารับได้ ต่อไป





My First Year Trading Full-Time: Ryan Trost

คืนนี้ระหว่างนั่งรอเทรดน้ำมัน เลยฟังคลิป Chat with trader ตอนล่าสุด Aaron สัมภาษณ์ Ryan Trost ซึ่งเป็น Prop Trader, ที่เพิ่งผ่าน 1 ปีของการเทรดที่ SMB Capital มีหลายหัวข้อน่าสนใจดี

หลายเรื่องเรานำมาประยุกต์ได้ โดยเฉพาะเรื่องของจิตวิทยาและการรับมือกับอารมณ์ Ryan Trost พูดเรื่องการ วัดอุณหภูมิ อารมณ์ระหว่างวัน และช่วงจบวัน เขาบอกว่าสำคัญมากที่เราจะต้องรู้ตัวเอง ต้องติดตามการ reaction ที่เกิดจากอารมณ์ บางวันแย่ เกิด consistent losses ขาดทุน ต้องไม่ down ไม่โมโห ต้องสามารถเข้าใจความผิดพลาดสิ่งที่เกิด และปรับแผนมาแก้ต่อได้




การจดบันทึกช่วยเขาได้มาก และเขาก็แนะนำให้เทรดเดอร์ พยายามติดตามเข้าใจอารมณ์ นอกจากการควบคุมผลที่เกิดตามมา เช่นความเครียด ความหงุดหงิด มันช่วยทำให้จิตไม่ตก ไม่มีผลต่อ การใช้ชีวิตปกติ กับครอบครัว (อันนี้คนขาดทุน ติดดอยหนักๆจะเข้าใจ บางทีตลาดปิด หมกหมุ่น นอนคิด นอนไม่หลับ ก็เกิดได้)

ชอบตอนนี้เพราะ ไม่ได้พูดอวดผลงานกำไร แต่พูดเรื่องผิดพลาด ขาดทุนและการจัดการกับการขาดทุนเยอะดี จะเห็นเฟริ์มแบบ SMB Capital เขาทำงานเป็นทีม ซึ่งไม่ใช่เทรดแบบเดียวกันหมด สไตล์เดียวกัน แล้วมาแข่งว่าใครเก่งกว่ากัน แต่มันเป็นการผสานเอาความต่าง มาเสริมกัน แลกเปลี่ยน trading idea กัน (ลองฟัง Prop Trader อีกหลายคนจากคลิปอื่นๆได้)

ยังมีอีกหลายประเด็นที่เราเรียนรู้ได้ ลองเข้าไปฟังกันที่ ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.youtube.com/watch?v=ahSTzg9pVP4

วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2563

FOMO (Fear of Missing Out) Effect

เมื่อวานมี Message หลายอันเข้ามาถามประเด็น "ตกรถ" อารมณ์ประมาณ ถ้าซื้อหุ้นไม่ทันต้องทำยังไง? ผมเขียนบทความนี้ไว้เมื่อเดือนที่แล้ว(SET 1300 จุด) สำหรับน้องๆเทรดเดอร์ที่ฝึกด้วยกันอ่าน วันนี้นำมาแบ่งปันสำหรับท่านที่เผชิญปัญหาเดียวกัน


1. ตั้งสติ จัดการกับอารมณ์ก่อน
- FOMO ตอนนี้เผชิญหลายอารมณ์มาก แตกต่างกันไปบ้างจะเครียด ผิดหวังเสียโอกาส, บ้างอิจฉาคนที่ได้กำไร,บ้างทุกข์เพราะตัดขาดทุนแล้วหุ้นดีดใส่หน้า ,บ้างโกรธโทษเซียนที่บอกให้รอมันย่อ
-ดังนั้น ตั้งสติวางอารมณ์ไว้ข้างๆ ก่อนตัดสินใจเทรด ก่อนหาเหตุผลเข้าข้างให้รีบซื้อจากเทคนิคอล เช่น เบรก 10 week, เส้น EMA ตัดกัน(เพราะซื้อแบบไม่คิด พอ volatility เพิ่มสูงก็จะดอยจะป่วนหนักอีก)
2. วางแผน
ตลาดวิ่งแรง ไม่มีเหตุผล นั้นปกติแต่ตัวเทรดเดอร์ต้องมีแผนมีเหตุผลในการเทรด ต้องรู้ว่าซื้อหุ้นเป้าหมายอะไร ถือสั้น ถือยาว จะเล่นรอบเก็งกำไร หรือจะเก็บปันผล ทุกอย่างต้องตกผลึก สังเคราะห์มาเป็นแผน เขียนใส่กระดาษ ให้ชัดก่อน
3. จัดการความเสี่ยง
- จิตใจ: ตกรถแล้ว ต้องยอมรับให้ได้ ว่าคุณซื้อหุ้นหลังคนอื่น ต้นทุนสูงกว่าคนซื้อหุ้นตอน 1100 1200 แน่นอน
- บริหารความเสี่ยง: คิดว่าถ้าซื้อหุ้นจำนวน xxxx หุ้น แล้วมันขาดทุน -40% เรารับผลการขาดทุนนั้นได้หรือไม่ ถ้าตัวเลขขาดทุนมันสูง แนะนำให้ลดขนาด position size ลงให้ผลการขาดทุนมันเหมาะสม
- เลือกหุ้นดี เน้นหุ้นกลุ่ม defensive เพราะถ้าซื้อแพง ต้องซื้อหุ้นที่ทนทานต่อการถดถอย อย่าไปซื้อหุ้นเล็ก หุ้นปั่น ด้วยเหตุผลที่ว่า upside มันเหลือมาก ราคายังต่ำกว่า All Time High เพราะ fact ตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ลากด้วย กองทุน และต่างชาติ กลุ่มนี้ไม่มาเล่นหุ้นเล็กหนี้เยอะแน่นอน
- จังหวะเข้ามีหลายแบบตาม trading strategies แต่ถ้าให้แนะนำ คือใช้ volatility based model อย่าไล่ราคา อย่าเข้าจุด High Volatility
4. มีวินัย ยึดติดกันแผน
- ตลาดรีบาวด์ V shape จากพฤติกรรมอดีต มันไม่ใช่ Strong Trend (อย่าไปสับสนกับ กราฟนาที กราฟชั่วโมง) แต่มันมาพร้อม High Volatility แน่นอน
- ดังนั้นเมื่อซื้อตอนนี้ ซื้อตอนราคาหุ้นออกตัวแรงแล้ว ถ้าราคาแกว่งแรง ต้องนิ่งพอที่จะถือ position นั้น แต่ถ้าคิดว่าไม่ OK อย่าเข้าไปซื้อ เพราะจะยิ่งทำให้ทุกข์ สับสน สุดท้ายขาดทุนเพิ่มไปอีก




สรุป การตัดสินใจเทรดช่วงวิกฤติแบบนี้ อย่าคิดถึงกำไร คิดถึงความเสี่ยงก่อน เสมอ มันจะทำให้เราปลอดภัย + ไม่เสียโอกาส ครับ

Bill Ackman กับผลตอบแทน 9,530%

พอดีเมื่อวานมีน้องเทรดเดอร์ถาม กรณีข่าวของ Bill Ackman ที่สามารถทำผลตอบแทน 9,530% ในเดือน March จาก covid-19 crisis ช่วงตลาดสหรัฐร่วงรุนแรง โดยข่าวระบุว่าฟันด์เขาเปลี่ยนเงิน $27 million ให้กลายเป็นผลตอบแทน $2.6 billion จนสื่อเอาไปเล่นกันอย่างครึกโครม บางสื่อกว่าว่าเขาคือผู้ชนะในตลาด บางคนก็อ้างกว่าเป็นผู้ฉวยโอกาสจากวิกฤติบ้าง

บทความนี้ Aron Brown ผู้เขียนอธิบายได้เข้าใจง่ายดี โดยกล่าวว่า ตัวเลขผลตอบแทนที่เห็น จริงไม่สามารถอ้างว่าเป็นผลตอบแทนกำไร 9,530% จากเงิน $27 million เพราะกรณีนี้ Ackman ทำสัญญา ประกันจากมูลค่าสินทรัพย์รวมทั้งหมด โดยฟันด์ยอมจ่าย $40 million ต่อเดือนเป็นเวลา 5 ปี สำหรับ CDS (credit-default swap) contracts ถือว่าเป็นการประกันพอร์ตขนาด $8 billion ด้วยอัตรา 0.5% ต่อเดือนจากขนาด assets ที่ต้องการปกป้อง




เมื่อเกิดวิกฤติ covid-19 ในอเมริกา credit ratings ของเหล่า corporate bonds ตกลงต่ำกว่า investment grade หรือกลายเป็น junk ส่วนของการ Hedge ก็ payoff มูลค่า $2.6 billion หรือคิดเป็น 33% ของ asset ทั้งหมด (แต่ยังถือว่าเป็น Good Betting + Luck เพราะจ่าย insurance premium ไปแค่ $27 ล้านก็เกิดวิกฤติรุนแรงทันที)

ปล. เช่นเดียวกับกรณีของ Universa Investments LP ที่สื่อเอามาเล่นว่าได้ผลตอบแทน 4,144% ในช่วงเดือนเดียวกัน

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

https://www.bloomberg.com/opinion/articles/2020-05-29/astronomical-stock-returns-aren-t-what-they-seem

The Big Cycles Over The Last 500 Years

ติดตามบทสัมภาษณ์ของคุณ Ray Dalio มาตั้งแต่ปีก่อนช่วง Trade war สังเกตเห็นว่า เขาจะพูดถึงการเปลี่ยนผ่านที่ทำให้จีนขึ้นมาในอนาคตบ่อยมาก ปัจจุบันเหมือน covid-19 Crisis จะกลายเป็นตัวเร่งทำให้เกิดการเปลี่ยน New World Order ชัดเจนขึ้นโดยเฉพาะ ภาพการขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจเบอร์หนึ่งสหรัฐ และจีน นอกจากนี้ covid-19 ก็ทำให้สหรัฐเข้าสู่ภาวะอ่อนแอทางเศรษฐกิจอย่างหนัก อีกด้วย

ในบทความ The Big Cycles Over The Last 500 Years เขียนถึงโอกาสของการเปลี่ยนผ่านในอนาคตที่น่าสนใจ โดยเฉพาะประเด็นของการเปลี่ยนแปลงของ economic & geopolitical war ที่เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่าน


บทความนี้ Ray Dalio มองว่าจีนมีโอกาสก้าวขึ้นมามีบทบาทมากยิ่งขึ้น แม้จะไม่ได้ฝันธงว่าจะกลายเป็นมหาอำนาจเบอร์หนึ่งแทนอเมริกาในเร็ววัน ก็ตามแต่สิ่งที่มอง US empire กำลังเผชิญความท้าทาย ทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศ ที่ยิ่งประทุในช่วงวิกฤติปัจจุบัน ขณะเดียวกันดูเหมือนจีนจะมีปัญหาภายในประเทศที่น้อยกว่า และมีความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านด้าน เทคโนโลยี , เศรษฐกิจ สังคม และการทหาร ที่ได้เปรียบกว่าชาติอื่น




นอกจากนี้ในบทความเล่าถึงการล้มสลายและการเปลี่ยนอำนาจ ของ empire ในอดีตเช่น Dutch Empire และ British Empire ด้านประวัติเหตุการณ์ที่เกิด และข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ เช่น Currency , Debt, ปัญหา wealth gaps เป็นต้น

มีโอกาสแนะนำให้ลองอ่านกัน

https://www.linkedin.com/pulse/big-cycles-over-last-500-years-ray-dalio/?



วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2563

Survivorship Bias

ชวนน้องๆและเพื่อนๆเทรดเดอร์ที่ฝึกเทรดด้วยกันมาคุยเรื่อง "การขาดทุนและล้างพอร์ต" เวลาเกือบ 2 ชม. หมดเร็วมาก ได้ถกหลายประเด็นและได้ข้อมูลปัญหามาสังเคราะห์ต่อมามาย เป้าหมายการสนทนาพยายามจะเข้าถึงสาเหตุ หรือผลของความผิดพลาด เพื่อหลีกเลี่ยง Survivorship Bias แต่คุยเรื่องนี้ไม่ง่าย เพราะมันเจ็บปวด มันผิดหวัง ทำให้เรามักเลือกที่จะลืมมันมากกว่า จนจำ



เจ้า Survivorship Bias นี้เป็น Bias ที่น่ากลัว เพราะบางทีเรามองแต่ความสำเร็จ พยายามมองหาสูตรทำเงิน จนมองไม่ครบ ลืมคิดไปว่าวิธีเดียวกัน ระบบเดียวกัน มันไม่ได้จะ work กับทุกคน ทุกกรณี ทุกภาวะตลาด บางทีไปเอาแนวทางจากเซียน จากกูรู สมัยยุคอดีตมาใช้ ตลาดปัจจุบันอาจจะไม่ได้มีพฤติกรรมและสภาพแวดล้อมเช่นเดิม ผลที่ได้ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะสำเร็จตามนั้นเหมือนกัน




สุดท้าย ท้ายสุดบางทีการฟังคนที่ล้มเหลว คนที่ขาดทุนอาจจะทำให้เรามองเห็น แง่มุมบางอย่าง ที่จะก่อให้เกิดองค์ความรู้ ในการพัฒนา ในการป้องกันข้อผิดพลาด เพื่อการอยู่รอดที่ดีขึ้นต่อไป

Risk factors

บทความนี้ของ คุณ Kris Longmore แห่ง robotwealth น่าสนใจ จึงนำมาสรุปไว้ แนวคิดการเพิ่มความแข็งแรงของพอร์ต ในช่วงวิกฤติ ด้วยการวิเคราะห์ risk factors ที่กระทบกับ asset ในพอร์ต Key นอกจากการกระจายความเสี่ยงไปยัง asset ที่มีความสัมพันธ์ต่อกันให้น้อยที่สุดแล้ว ควรพิจารณาจากปัจจัย risk factors ที่มีความเข้มข้น/รุนแรงในปัจจุบันและอาจจะส่งผลกระทบต่อ ผลกำไรขาดทุนในพอร์ต

บทความนี้แนะนำ การเลือกถือ asset ที่กระจายไปตามผลกระทบเชิงลบจาก risk factors หลักได้แก่ Real interest rates , Inflation, Credit ,Liquidity ,Growth และ Political




ส่วนกลยุทธ์ที่เขาแนะนำคือการทำ long risk premia หรือซื้อสะสม asset หลายตัวที่ผสม risk factors แตกต่างกัน(มากกว่า 2-3 ประเภท) และใช้การปรับน้ำหนักเงิน แปรผันไปตามช่วงเวลาและภาวะเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของพอร์ต

อ่านเพิ่มเติม
https://robotwealth.com/harvesting-risk-premia/

Prospect Theory Helps Explain Return Anomalies

paper นี้ของคุณ Barberis, Jin, and Wang ที่ผมพูดถึงเมื่อวาน ถ้าอยากทำความเข้าใจเรื่องของ anomaly ในราคา asset จุดน่าสนใจคือเขาทำโมเดลที่อนุมานทิศทางราคา โดยคำนึงถึงตัวแปรที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมความไม่ปกติ เช่น beta, volatility, skewness, และ ความคาดหวังผลตอบแทนอนาคต 




จากผลวิจัยพบ 3 จาก 22 ตัวที่โดดเด่นในกลุ่ม Anomalies ที่มีผลตอบพฤติกรรมราคา และที่สำคัญมีผลกระทบต่อพวกโมเดล ที่สร้างมาเพื่อการพยากรณ์ทิศทางราคาในอนาคตของสินทรัพย์ต่างๆ ดังนั้นในมุมของเทรดเดอร์ หรือนักพัฒนาระบบเทรด การเข้าใจตัว Anomalies หลักๆเอาไว้ก็จะช่วยให้เรา ไม่ประมาท ไม่มโน และสามารถสร้างระบบเทรดได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น




ปล. ทฤษฎีคาดหวัง (Prospect theory) เป็นอีกทฤษฏีที่เกี่ยวข้องกับ behavioral economics ที่น่าศึกษา พฤติกรรมของคนกับ การตัดสินใจถูกแทรกแซงทางอารมณ์/ประสบการณ์ความรู้สึกก่อนหน้า ในเกมส์ที่มีผลกำไรขาดทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง


สนใจศึกษาเข้าไปอ่านได้จาก
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=3477463

วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

Consistency Is King

วันนี้มีน้องเทรดเดอร์ เขียนเมลมาถามถึงเรื่องของเครื่องมือเทคนิคอลและการอ่านกราฟสำหรับการเทรด FX แต่จริงๆแนะนำว่า ระบบที่ดีไม่ใช่ระบบที่ถูกต้อง 80-90% อะไรแบบนั้นเพราะสุดท้ายมันไม่มีเครื่องมือหรือโมเดลอะไร จะไปจับทางตลาดได้เช่นนั้น แต่ระบบเทรดที่ดี บางทีอาจจะมีความถูกต้องระดับหนึ่ง แต่มีความน่าเชื่อถือหรือทำกำไรได้ต่อเนื่องบนความเสี่ยงที่จำกัดได้ ก็ถือว่า OK แล้ว

เริ่มต้นลองฝึกเทรดจากระบบที่ simple บนขนาด position size ที่เล็ก เพื่อลดผลกระทบจากการขาดทุน และทำให้เรากล้าตัดสินใจ(ไม่จิตตกมาก กรณีที่ขาดทุนหนัก) รวมถึงทำให้เรามี เงินทุน ในการเทรดได้ยาวนาน อย่าไปรีบกอบโกยในช่วงแรก เพราะสุดท้ายทำให้ over trading แล้วล้างพอร์ตหมดตัว





อย่างในภาพตัวอย่าง ผมพัฒนาระบบเทรด เทรดมาแล้วกว่า 5 ปี(ผ่านทุกภาวะแนวโน้มตลาด อย่าปี 2019 2020 อย่างโหด ก็ทำให้ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ) เราเน้นการคุมผลการเทรด จำกัดความเสี่ยงไม่ให้สูง DD ก็จะไม่ให้เกินเกณฑ์ ขณะเดียวกันพยายามเล่นกับ volatility เก็บรอบสร้างกำไรให้ต่อเนื่อง โดยวัดผลที่จำนวน pips ที่ได้ไม่ใช้ที่จำนวนตัวเงิน($) เอาตัวช่วยหรือ leverage ออกไปก่อน ฝึกแบบนี้ไปเรื่อยๆระยะยาว กับทุกสภาวะตลาด เดียวก็จะเกิดประสบการณ์ แล้วพัฒนาขึ้นได้เองครับ คราวนี้พอระบบสเถียร สามารถปรับ money management ให้เพิ่มลดไปตามสเกลความเสี่ยง เพื่อใช้โอกาสจากพฤติกรรมตลาดได้ต่อไป

ปล. นี้คือ step แรกทำ 1 ระบบ 1 asset ให้สเถียรก่อน จากนั้น step ต่อไปเริ่มวางกลยุทธ์การผสม เพื่อปรับเพิ่มประสิทธิ์ภาพ

The Founder (2016)

The Founder เป็นหนังชีวประวัติที่ถ่ายทอดเรื่องราวการก่อตั้งธุรกิจ ระดับโลกอย่าง McDonald เนื้อหาของเรื่องค่อนข้างสนุกกระชับ และถ่ายทอดช่วงเวลาที่สำคัญในการขยายธุรกิจ ได้น่าติดตามมาก โดยเฉพาะ Michael Keaton แสดงได้ดีจริงๆ

หนังเริ่มเล่าเรื่องของ Ray Kroc ชายวัยกลางคนผู้ที่มีอาชีพเป็นพนักงงานขายเครื่องทำนมปั่น เขาเดินทางไปทั่วหลายรัฐจนไปพบร้านอาหารชื่อ McDonald ของสองพี่น้อง ซึ่งเป็นร้านเล็กๆขายอาหารพื้นฐานสามัญ เช่น แฮมเบอร์เกอร์,มันฝรั่งทอด,ไอศกรีม,นมปั่น,กาแฟ เป็นต้น ด้วยราคาไม่แพง กินง่าย สะดวกและบริการรวดเร็วไม่ต้องรอนาน Ray มองเห็นโอกาสทางธุรกิจ การขยายกิจการไปทั่วอเมริกา ซึ่งเขาเชื่อมั่นว่ามันจะสำเร็จและกลายเป็นร้านอาหารที่ตอบโจทย์คนส่วนมาก สุดท้ายด้วยโมเดลธุรกิจและการบริหารแฟรนไชส์ทำให้ McDonald โด่งดังเป็นที่ยอมรับและสามารถเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ ขยายสาขาไปทั่วโลก




แต่กว่าจะสำเร็จไม่ง่าย ฝ่าฝันอุปสรรคปัญหามากมาย รวมถึงการตัดสินใจทางธุรกิจ ที่ต้องฉลาดและเด็ดขาด กล้าเสี่ยง เป็นที่มาของความสำเร็จในทุกวันนี้ของ McDonald (คล้ายกับ Microsoft ของบิลเกต เหมือนกันนะ ที่ตอนเริ่มต้นต้องโหดขิง ต้องกล้าฟันคู่แข่ง แต่พอรวยเป็นมหาเศรษฐีแล้วค่อยใจบุญ ค่อยช่วยเหลือคนอื่น)

ใครกำลังหาหนังสนุกๆดีๆ และให้แรงบันดาลใจทางธุรกิจแนะนำเรื่องนี้เลยครับ

https://www.youtube.com/watch?v=AX2uz2XYkbo

วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

ระบบเทรดที่ไม่สมบูรณ์แบบ

เมื่อวานได้ร่วมคุยกับทีมเทรดเดอร์สาย systematic trading น้องหลายคนรู้จักกันมาหลายปี รอบนี้ได้คุยกันเพื่อนำเรื่องการทำงานของระบบเทรดช่วงตลาด covid-19 crisis มาอภิปรายและแชร์ประสบการณ์กัน

ประเด็นหนึ่งที่ผมนำไปแชร์คือเรื่องความไม่ perfect ส่วนใหญ่ที่ผมพบเทรดเดอร์พยายามจะหาระบบที่สมบูรณ์แบบ แม่นยำ ผิดพลาดน้อยที่สุด บางคนไปหาโมเดลมา prediction ตลาดและหลอกตัวเองว่าโมเดลเราเทพ แม่นมากโดยอิงการทำ back testing จากข้อมูลอดีต

แต่เหมือนที่ไมค์ ไทสันกล่าว "Everybody has a plan until they get punched in the mouth." ตลาดหุ้นของจริงมันไม่ง่าย หลายอย่างมันไม่ได้เป็นไปตามตำราไม่ได้เป็นไปตามบทวิเคราะห์ ไม่ได้เป็นไปตามที่เราคิด แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องทิ้งระบบเทรด ผิดได้ ขาดทุนได้แต่ต้องผิดให้เป็น




สัจจะธรรมคือ ระบบเทรดหรือเทรดเดอร์ส่วนใหญ่ทำกำไรได้ทั้งนั้นยามตลาดขาขึ้นหรือกลับตัวขึ้น สิ่งสำคัญคือผลที่เกิดยามตลาดหุ้นขาลง หรือตลาดผันผวนต่างหากที่เป็น Key ชี้วัด

สิ่งที่เทรดเดอร์ต้องทำคือ เริ่มจากระบบที่เรียบง่าย ทดลองเทรดจริงในตลาดจริงกับข้อมูลราคาจริง(Real time data) ใช้เวลาในการพัฒนา ในการวิเคราะห์ผลการเทรดที่ผิดพลาด และพัฒนาระบบเทรดให้รองรับความเสี่ยง ความผันผวนที่เกิดให้ดี

ดังนั้นการสร้างระบบเทรด ที่ดีที่อยู่รอด มันจึงไม่ง่าย และไม่ได้เกิดข้ามสัปดาห์ รวมถึงมันไม่ใช่ระบบที่ perfect ด้วยค่าสถิติที่เลิศหรูเกินจริง