สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันจันทร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2560

Long Bets : Buffett & Hedgefund

อ่านจดหมายถึงผู้ร่วมลงทุนของ Berkshire Hathaway เขียนโดย Warren Buffett อันหนึ่งที่น่าสนใจคือเรื่อง long bets (เดิมพันการกุศล) ระหว่าง Buffett กับ Protege Partners, LLC ของ Ted Seides และ Scott Bessent ลงเงินกันคนละ $500,000
ประเด็นเริ่มต้นที่ Buffett วิจารณ์ถึงค่าธรรมเนียมที่สูงนักลงทุนจ่ายให้กับกองทุนเฮ็ดฟันด์ แต่ผลงานระยะยาวกลับออกมาไม่ได้ดีกว่า low-cost index fund

การเดิมพันนี้ว่าด้วยเรื่องที่ Buffett ทำนายไว้ตอนปี 2007 ว่าผลตอบแทนสะสมของ S&P500 อีก 10 ปีข้างหน้าจะดีกว่าหรือชนะผลตอบแทนของ hedgefund


และแล้วก็เกิดการพนันเพื่อการกุศลกันขึ้น โดยการตัดสินจะเทียบผลงานของ funds-of-funds ที่ Ted Seides เลือก 5 กองทุนกับ low-cost Vanguard S&P fund (ข้อตกลงคือไม่เปิดเผยชื่อของเหล่า funds-of-funds เพียงแต่ให้รู้ว่าเป็นตัวแทนของ hedgefund เท่านั้น)

โดยถ้าบัพเฟตชนะ เงินเดิมพันกลาง (เดิมพันฝั่งละ $500000) $1,000,000 บริจาคให้กับ Girls Incorporated of Omaha ถ้า แพ้ เงินกองกลางบริจาคให้กับ Absolute Return for Kids ผลการเดิมพันเข้าสู่ระยะปีสุดท้าย ผ่านมา 9 ปีผลค่อนข้างแน่นอนถ้าไม่เกิด วิกฤติการเงิน หรือ S&P500 ร่วงหนักขึ้นมาก่อนว่า บัพเฟตชนะและเงินเดิมพันคงได้บริจาคให้กับ Girls Incorporated of Omaha



เรื่องนี้ผมไม่ได้สนใจว่าใครแพ้หรือชนะ หรือใครผิดถูกครับ ไม่ได้เชียร์ข้างใด ฐานะผู้เรียนรู้ก็รับฟังหมดทั้งฝั่งเฮ็ดฟันด์และฝั่งคุณบัพเฟต แต้ถ้ามองในเกมส์ระยะยาว ต้องบอกว่า บัพเฟตสรุปไว้ได้น่าสนใจ โดยเฉพาะูเรื่อง “neutral” environment และการถือ “short” positions

ใครสนใจเรื่องนี้อยากลองเข้าไปอ่านดูได้จาก link ด้านล่าง เปิดมุมมองดีอีกมุม ผมคงไม่ขอเอามาลงเดี่ยวมันจะเป็นประเด็นถกเถียง ดราม่าอีก ไม่อยากไปแตะ เพราะบัพเฟตเขาก็วิจารณ์ต่อยาวโดยเฉพาะเรื่องค่าธรรมเนียม 2&20 ที่แกเหน็บยาว เช่นว่า “Fees never sleep.”, การโฆษณาและให้ค่าของพวกเฮ็ด์ฟันด์มากเดินจริง  และโยงไปถึง ลิง (1000 monkey) ...

ผลการศึกษาเรื่อง Stoploss

การศึกษาวิจัยเรื่อง Stoploss ในหุ้นของ Stotz Investment Research (ASIR) เขาทำการทดสอบด้วยการสุ่มเลือกหุ้น 10 ตัวเพื่อสร้างพอร์ตทดสอบจากกลุ่มหุ้นในตลาดหลักทั่วโลก ทำการทดสอบระยะเวลา 10 ปีตั้งแต่ปี 2005 - 2016 ครอบคลุมตลาดทุกสภาวะซึ่งในแต่ละปีจะมีการ re balancing และมีการสุ่มเลือกหุ้นใหม่เข้ามาแทน ผู้วิจัยทำ simulation จำนวน 1,000 พอร์ตโฟริโอ เพื่อวัดค่าสถิติและประเมินคะแนนจากความน่าจะเป็น

ผลการทดสอบก็ดังภาพ พอร์ตที่ใช้ stoploss 30% ในการลงทุนชนะตัว benchmark 97% รอดผ่านวิกฤติการเงิน subprime 2008 และชนะพอร์ตปกติที่ไม่มี stoploss โดยชั้นล่างสุดของผลการสุ่ม(bottom decile) ของพอร์ต stoploss 30% มีผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 12.2% ซึ่งสูงกว่าค่า benchmark

ผมสนใจการทดสอบนี้ไม่ได้จะสรุปว่า stoploss ดีหรือไม่ดี แต่สิ่งที่อยากให้ดูคือ ถ้าเข้าใจพฤติกรรมของข้อมูล การวาง stoploss ที่เหมาะสมมันก็มีคุณมากกว่ามีโทษ ซึ่งจะเห็นว่าการวางไว้ที่ 30% ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา มันครอบคลุม volatility ของข้อมูลราคาจากตลาดหุ้นที่เกิด ผลมันเลยออกมาตามที่ผู้วิจัยเขาสรุป นั้นคือ จำกัด down size risk และเพิ่ม upside ของพอร์ตโดยรวม

แน่นอนว่า ถ้าเราวางแคบ ไปหรือกว้างไป ผลการทดสอบมันอาจจะไม่ออกมาเป็นแบบนี้ก็เป็นได้ ดังนั้นการใช้ stoploss มันจำเป็นต้องมาจากความเข้าใจ และหาจุดที่เหมาะสม


กลยุทธ์แบบต่างๆของ hedgefund

กลยุทธ์แบบต่างๆของ hedgefund ข้อมูลล่าสุดปี 2017 ที่ Hedge Fund Research, Inc. เขาทำการจำแนกไว้ อันนี้ที่ผมอ้างอิงในการพูดถึงเมื่อคืนนะครับ จะเห็นในตลาดมันมีผู้เล่นหลายประเภท แม้ในกลุ่ม smart money เองก็ยังมีหลากหลายกลยุทธ์ มันไม่จำเป็นทุกคนต้องคิดเหมือนกันหมด ทำเหมือนหรือตอบสนองกับสิ่งที่เกิดแบบเดียวกันทั้งหมด เสมอไป ทุกกลยุทธ์ต่างมีจุดแข็งและมีข้อจำกัดในตัวมันเอง
น้องสนใจอยากรู้จัก กลยุทธ์ประเภทไหนเพิ่มกดเข้าไปอ่านได้ หรือจะเอา keyword ไปค้นหาเพื่อ ศึกษาเพิ่มก็ทำได้เช่นกัน
ทุกวันนี้ อินเตอร์เน็ตมันช่วยทำให้เราเข้าถึงแหล่งความรู้ได้เยอะ ความรู้มันเรียนทันกันได้ ทำความเข้าใจนำมาฝึกฝน ก็จะทำให้เราพัฒนาขึ้นได้เอง



วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2560

Tail Protection for Long Investors

Trend following strategies ปกติ ความถูกต้องจะไม่สูง(low accuracy) แต่เน้นใช้ payoff ratio ที่สูงจากช่วง strong trend มาชดเชยส่วนการขาดทุนจากความผิดพลาดที่เกิด

แต่ปัญหาข้อจำกัดของ Trend following ในตลาดปัจจุบันซึ่งแตกต่างจากยุคอดีต(ที่ history repeat it self กันตลอดเวลา) คือเรื่องของค่า volatility ที่ทำให้เกิดการขาดทุนต่อเนื่อง การขาดทุนหนักการนำกลยุทธ์สาย Trend followingไปใช้ ต้องหาทางแก้โจทย์ หรือ ปิดจุดอ่อน และจำกัดความเสี่ยง ตรงนี้ให้ได้ เพื่อความอยู่รอดในทุกภาวะตลาด ระยะยาว



paper นี้ Tail Protection for Long Investors: Trend Convexity at Work อธิบายไอเดียการใช้กลยุทธ์ Trend following ได้น่าสนใจ ระดับการบริหารพอร์ต โดยพูดถึงทั้งด้านเรื่องของการทำ risk party และการทำ hedge ป้องกัน long tail risk ด้วย strangle options ร่วมกับ trend strategies

ปล. อยากเรียนเรื่องกลยุทธ์ พัฒนาทักษะด้านนี้ต้องอ่าน paper ครับ อ่านจากกลุ่มคนที่เขาทำวิจัยกับตลาดจริงๆ เราจะเห็นการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา

https://www.researchgate.net/publication/303947130_Tail_protection_for_long_investors_Convexity_at_work

รีวิว Way of the Turtle Turtle

รีวิวหนังสือ Way of the Turtle Turtle หนังสือเรื่องการเทรดและการพัฒนาระบบของสาย Turtle trading system อีกเล่มที่ติดอันดับดีที่สุด ด้านกลยุทธ์การเทรด เล่มนี้เขียนโดยเทรดเดอร์/นักพัฒนาระบบดัง คุณ Curtis Faith ซึ่งเนื้อหาในเล่มอัดแน่น และครบเครื่องมาก 

หลักสอนที่มาจากประสบการณ์ตรง การเป็นนักเก็งกำไรที่เข้าใจความเสี่ยง การเทรดระยะกลางยาว การอยู่รอดและความสำเร็จอย่างยั่งยืน รวมถึง idea สำคัญการใช้เทคนิคอลแบบไม่คาดเดาอนาคต(ประเด็นที่นักเก็งกำไรจำนวนมากยังเข้าใจผิดอยู่)

.



ผมรีวิวประเด็นสำคัญ ในแต่ละส่วนไว้ให้ ถ้าสนใจลองเข้าไปฟัง นะครับ 

https://www.youtube.com/watch?v=vPDLFdpq0Q0

spreadsheet trader

ตอบคำถามเมื่อวาน มีน้องเทรดเดอร์สายโปรแกรมเมอร์ ถามมาว่า ใช้ spreadsheet ทำทดสอบระบบแบบ back testing ได้หรือไม่ ?

ตอบคือทำได้ครับ แต่ต้องเขียนโปรแกรมในการประมวลผลข้อมูลและการคำนวณค่า stat เอาเอง ส่วนตัวผม สมัยเริ่มทำ trading system ใหม่ๆก็เคยบอกแล้ว ผมทดสอบระบบใน excel ไม่ได้ใช้โปรแกรมอะไรซับซ้อนเหมือนกัน ดังนั้นถ้าไม่ต้องการทำอะไร ซับซ้อนมาก ใช้ spread sheet ทำก็ได้เช่นกัน แต่อาจจะต้อง hardcore ในการเขียนโปรแกรมหน่อย





วันนี้ทำตัวอย่างมาให้ดู ใน Google spread sheet
1.เขียน script ดึงข้อมูลจาก google finance หรือ quantdl
 2.เขียนสูตรคำนวณโมเดลการซื้อขาย ผมใช้ WMA และ Volume spread เพื่อทำระบบเทรดแบบ WMA Cross Over
3. จากนั้นก็เขียน script ให้มันประมวลผลการเทรดและคำนวณ equity curve และ balance curve



สรุป ถ้ามี skill แต่ ทุนน้อย ไม่มีเงินซื้อข้อมูล ซื้อโปรแกรมทดสอบ ก็แนะนำให้ลองใช้ spreadsheet ดูครับ


วันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2559

GRID Trading System (ฺbehind the scene)

GRID นี้ก็คือ Quant strategies ประเภทหนึ่งนะครับมีทั้งแบบ linear และ non linear เบื้องหลังจะพัฒนาระบบได้ดี หรือ advance แค่ไหนอันนี้ขึ้นกับความเข้าใจ โดยเฉพาะเรื่องของ probability(price stat) นำมาประยุกต์ใช้ได้ทั้งเกมส์รับและรุก ด้านเกมส์รับจะทำ grid ให้สมบูรณ์อมตะ มีค่า SF สูงก็ต้องคำนวณเงิน ไปให้ถึงจุด CP (low probability) เพื่อป้องกัน risk ส่วนจะเล่นเกมส์รุก ก็ต้องหันมาเรียนรู้เรื่องการวางแทกติกการใช้ volatility ที่เกิดใน active zone (high probability) มากๆ



จะทำ GRID Trading System ให้สำเร็จ ต้องเข้าใจพฤติกรรมราคาของสินค้า เป็นอันดับแรก ควรจะเริ่มจากการทำ data analysis ก่อนเสมอ เพราะเมื่อเราเข้าใจ พฤติกรรมของราคา ในช่วงเวลาต่างๆ ภาวะปัจจัยแวดล้อมต่างๆ การวางแผนการเทรด การรับมือกับความเสี่ยง ก็จะดียิ่งขึ้น 

ในภาพข้อมูล GOLD ช่วงเวลา 10 ปี แยกประเภทตามช่วงปีต่างๆลองดูการเปลี่ยนแปลงของ ราคา และ volatility และลองตอบคำถามที่ผมตั้งโจทย์ให้ไปคิดนะครับ ว่า 
1. ผลตอบแทนของทองคำที่ผ่านมา มันแปรผันตรงกับ เวลาที่ถือครอง หรือไม่?
2. ทำไมทองคำ จึงเป็นสินค้าที่นิยมมีการเก็งกำไร จนมีมูลค่าการซื้อขายต่อวันจำนวนมาก
3. พฤติกรรมราคาทองคำก่อนหน้าวิกฤติการเงิน subprime และหลัง subprime เหมือนหรือต่างกันหรือไม่
4. Trend (การเปลี่ยนแปลงของ Mean) ช่วงระยะ 5 ปี เหมือนหรือแตกต่างกับ Trend ระยะ 10 ปีอย่างไร
5. ทองคำที่โซนราคา > 1500 มีค่า volatility เหมือนหรือแตกต่างกับทองคำที่โซน < 1000 อย่างไหร่

การสังเกต และหัดตั้งคำถาม จะนำมาซึ่งกระบวนการทดลองเพื่อหาคำตอบ ซึ่งคำตอบเหล่านั้นจะมีคุณค่าและทำให้เราสามารถนำไปใช้เพื่อสร้างกลยุทธ์และวางแผนการเทรด ได้ต่อไป





trading psychology 101

ชวนมาเรียนเรื่อง trading psychology สัปดาห์นี้ผมเตรียม vdo เรื่องจิตวิทยากับการเทรด จำนวน 8 ตอนความยาวกว่า 3 ชม. ไว้ให้สมาชิกได้ศึกษากัน 



สามารถเข้าไปชมได้ที่ช่องจาก link ด้านล่างครับ

https://www.youtube.com/playlist?list=PLm21We5eSHK82y_r0MLnUWl4ResegbJJ-



เทรดหุ้นโดยไม่ต้องตัดขาดทุน

มีคำถามมาทางกล่องข้อความ อยากให้แนะนำวิธีเทรดหุ้นโดยไม่ต้องตัดขาดทุน(stoploss)

จริงๆต้องเริ่มต้นทำความเข้าใจเรื่อง stoploss ก่อนนะครับ ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่มีหรือไม่มี stoploss ประเด็นหลักมันอยู่ที่การจัดการกับการขาดทุนที่เกิด ถ้าจะเอา stoploss ออกจากสมการง่ายมาก เราก็ต้อง จัดการความเสี่ยง(Risk) ที่เกิดจากความผิดพลาดให้ได้ก่อน 

วิธีการเอาแบบ basic กำปั้นทุบดินไม่ต้องพูดถึงประสิทธิ์ภาพการใช้เงินเลยนะ

step1 >> คิดว่าเรามีเงินทุน(balance) เท่าไหร่
step2 >> คำนวณค่าเรารับการขาดทุนสูงสุดได้เท่าไหร่ (ขาดทุนแล้วนอนหลับ ไม่หมดตัว ไม่เครียด)
step3>> เทรดหุ้นเท่าจำนวนเงิน ขาดทุนที่รับได้

ตย. คุณมีเงิน 1,000,000 รับการขาดทุนได้ 30000 บาท หรือก็คือ 3% ของเงินทั้งหมด
ดังนั้น ก็ไปเทรดหุ้น aa ด้วยเงินแค่ 30000 บาทราคาหุ้นละ 100 บาทซื้อได้ 300 หุ้น
>> สมมติเกิดขาดทุน worst case คือหุ้นมูลค่าเป็นศูนย์ หรือบริษัทล้มละลาย ก็จะเสียเงินสูงสุด 30000 บาทเท่านั้น เลือกหุ้นหรือสินค้าที่เทรดดีๆถ้ามันเกิดได้ยากก็แปลว่าโอกาสขาดทุนหมดเงินก็จะต่ำลง

แถมทำให้ ไม่ต้องรีบ stoploss เพราะถือยาวได้ มีเงินสำรองคุมความเสี่ยงทั้งหมดได้แล้ว รอกำไร ค่อยขาย ทำกำไรแบบนี้ รอดไม่ล้างพอร์ต 100% แต่ห้ามใช้ margin เพราะนั้นคือการไม่ได้วางเงินเต็มจำนวนทั้งหมด

มันไม่ใช่สูตรเทวดาดังนั้นต้องเข้าใจข้อจำกัดคือ ถ้ามีเงินน้อยแบบรายย่อย ผลตอบแทนที่ได้ก็น้อยตามเงินที่ลง(ลองดูว่ามันพอเลี้ยงชีพไหม) แถมมีค่าเสียโอกาสของเงินที่ต้องติดดอย เงินเรารอได้ไหมถ้าติด(ต้องเลือกหุ้นปันผล มีดอกเบี้ยมาชดเชย+หาซื้อหุ้นมันราคาไม่แพง หรือมี discount จากตลาดเช่นช่วง panic sell )

วิธีนี้ไม่เน้นรวยเร็ว แต่เน้นรอดปลอดภัย(สูง)ดังนั้นต้องทำใจยอมรับตรงนี้ด้วยครับ เพราะโลกนี้มันมีวิธีที่ดีที่สุด มันมีแต่วิธีที่เหมาะสมกับเราที่สุด




trading view & back testing tool

มีคนถามถึง โปรแกรมทดสอบระบบ อย่างง่าย ฟรี และไม่ต้องเขียนโปรแกรมยุ่งยาก(แหม ช่างอยากได้จริงๆ) ผมแนะนำ trading view ครับ เพราะมันทดสอบระบบ กลยุทธ์การซื้อขายเบื้องต้นได้ ง่ายด้วย script ไม่กี่บันทัด เรียกใช้ indicator มาผูกรวมกันได้ กรณีอยากรู้ว่า logic หรือ idea ของเงื่อนไขซื้อขาย มัน OK ไหมลองดูได้ อีกข้อดีคือ product เยอะ ตามสไตล์ trading view เพราะข้อนี้ผมถึงได้มาลองใช้ เนื่องจากจะทดสอบกับ ETF ก็เลยมาลองเล่นของเจ้านี้

Strategies tester เป็นฟีเจอร์ใหม่ที่ trading view เพิ่งออกมาไม่นาน โดยเพิ่มจาก pine script เดิมที่มีซึ่งเปิดให้นักพัฒนาไปเขียน code สร้าง indicator หรือ model บน platform (แต่ปัจจุบันยังสู้ MT4 MT5 เพราะ pine script มันมีข้อจำกัดในการ implement ระบบขั้นสูง )

การทำงานก็ง่ายเขียน code และ compile จากนั้น build ใส่ในกราฟ มันจะทดสอบกับข้อมูล ย้อนหลังให้ระดับหนึ่ง และ ก็รัน real time mode แบบ forward test บน web application ให้ด้วย รวมๆสำหรับ ของฟรีก็ OK มากเลย

อย่างในภาพผมก็เขียน code ทดลองซื้อขายแบบง่ายๆแบบ pyramid trading ก็ได้ผลดังภาพ จาก code ไม่ถึง 10 บรรทัด รวมๆก็สะดวกดี ผมว่าอนาคต เทรดเดอร์ไทย คงได้ใช้ ถ้าเขาเปิดให้บริการ เพราะ trading view เป็น chart platform ที่เราใช้กันประจำ เกือบทุกเว็บแม้แต่ใน streaming ก็เป็นตัวนี้เช่นกัน 



การใช้งาน trailing stop

เรียนเรื่องการใช้ trailing stop ในการเทรดกัน โดยเทคนิคนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเทรดและลดการขาดทุนกำไรจากความผันผวนของราคาได้ โดยบทเรียนแบ่งเป็น 3 ตอน ดังนี้
- introduction
- Type of trailing stop 
- Trailing stop method

เข้าชมได้จาก link ด้านล่าง
https://youtu.be/XzVdzoTUCz4
https://youtu.be/rfSUBRtyLIk
https://youtu.be/0YNJiHI4bQA




วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

กลยุทธ์อะไรดีที่สุด

-ถ้าเราไปฟังคนใช้ "Trend Following" ก็จะได้ยินคำโฆษณาและพูดแต่ข้อดีของมัน
-ถ้าเราไปฟังคนใช้ "Swing Trading" ก็จะได้ยินคำโฆษณาและพูดแต่ข้อดีของมัน
-ถ้าเราไปฟังคนใช้ "แท่งเทียน ใช้กราฟเปล่า" ก็จะได้ยินคำโฆษณาและพูดแต่ข้อดีของมัน
- ถ้าเราไปฟังคนใช้ "Grid system" ก็จะได้ยินคำโฆษณาและพูดแต่ข้อดีของมัน

ดังนั้นสาระคงไม่ใช่ "การเชื่อ" เคลิ้มไปตามผู้พูด หรือการมานั่งเปรียบเทียบว่ากลยุทธ์อะไรดีที่สุด แต่สาระคือ การเข้าใจ หาสิ่งที่เหมาะสมที่สุดกับตัวเรา 


อย่าใช้กลยุทธ์เพียงเพราะเชื่อว่ามันจะดี เชื่อมั่นตามคำบอกเล่าหรือ เชื่อเพียงเพราะท่องจำต่อๆกันมา
แต่ไม่เข้าใจ เมื่อไม่เข้าใจก็มองไม่เห็นข้อจำกัด ข้อเสียของกลยุทธ์ มองไม่เห็นความเสี่ยง

สุดท้ายพอเจ๊งขาดทุน ก็โทษเครื่องมือ โทษระบบ เปลี่ยนสำนัก เปลี่ยนกูรู หากลยุทธ์ใหม่ วนซ้ำพายเรือในอ่างไม่รู้จบ จนกว่าจำหมดแรงเลิกเป็นเทรดเดอร์ไป

ถ้าอยากศึกษากลยุทธ์ อย่าไปฟังแค่สรรพคุณข้อดี จงตั้งคำถาม ถึงข้อเสีย ข้อด้อยของกลยุทธ์ แล้วทำความเข้าใจ ก่อนจะนำมันมาใช้ แล้วให้เวลาในการทดลองลงมือปฏิบัติ ให้มากให้หนัก 





เมื่อเข้าใจถ่องแท้ สามารถใช้เป็นเลือกใช้ให้เหมาะกับตัวเราและเหมาะสม ถูกต้องกับสถานการณ์(พฤติกรรมราคา) มันจะพาเราไปสู่ความสำเร็จ ได้ครับ

Bear Market Survival Guide

แนะนำ paper หนึ่งให้ลองอ่านกันชื่อ Bear Market Survival Guide ของ vanguard  ที่ อยากให้อ่านเพราะอยากให้เห็นภาพว่าตอนวิกฤติมันเกิด ตลาดหมีมันมามันเป็นอย่างไร เราจะมีกลยุทธ์เอาตัวให้รอดอย่างไร 

ผมว่าปัญหาของนักเก็งกำไรรุ่นหลังคือ เราเริ่มเรียนแต่จะหากำไร แต่มักจะละเลยเรื่อง การเอาตัวรอด หรือการเล่นเกมส์รับ การบริหารความเสี่ยง


paper นี้พูดถึงวิกฤติตอน .dotcom ปี 2000–2001 ตอนนั้นตลาดสหรัฐวิ่งกระฉูดติดกันมานาน จนถึงจุดระเบิดร่วงลง -33% โดยผู้เขียนสรุปเทคนิค 6 ข้อสำคัญในการรับมือวิกฤติไว้

ประวัติศาสตร์มันสอนอะไรเราเยอะนะครับ การอยู่รอดมันไม่ได้มาจากการทำกำไรได้เยอะๆ เร็วๆ แต่มันมาจากการเข้าใจ และรู้จักวางแผน บริหารจัดการความเสี่ยง รับมือกับอนาคตที่เราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิด ลองศึกษาดูครับ

http://www.vanguard.com/pdf/bmsg.pdf

Wallstreet meet Silicon valley

ปัจจุบันมันกลายเป็น wall street ร่วมกับ silicon valley ไปแล้ว จะบอกว่ากลุ่มเนริ์ด ไม่มาทำอะไรแบบนี้ก็คงเป็นเรื่องปฏิเสธไม่ได้แล้วในตอนนี้

อย่างปัจจุบัน HFT ที่เน้นเร็ว เน้นได้เปรียบความเร็ว ก็ได้ทีมวิศวกร พัฒนาระบบประมวลผลและการรับส่งข้อมูลจากจนการ execute order มันเร็วขึ้นจาก microseconds ไป nano second

ที่พัฒนาไปมากในช่วงปีนี้คือ HFT ไม่เน้นเร็วอย่างเดียว มันเน้นฉลาด เพิ่มความสามารถด้วย Machine learning เข้าไป บวกกับเทคโนโลยี Big Data การประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ที่รวบรวมจากอินเตอร์เน็ตจาก social media ทำให้มันคิดประมวลผลสถานการณ์ที่เกิด ประเมิน sentiment ตลาดจากข่าว และจัดค่าน้ำหนักเพื่อคัดกรอง จากนั้นชิงตัดหน้าด้วยความเร็ว ในการเข้าซื้อขาย การเข้าออกที่เร็วและมีปริมาณมาก ทำให้เกิดผลต่อ volatility ตลาด เกิดการเคลื่อนที่ของพฤติกรรมราคา ทำให้ มีผลต่อการตัดสินใจ ของผู้เล่น อื่นๆในตลาดตามมา แล้ว HFT ก็ใช้ความได้เปรียบในการเข้าออก เพื่อเก็บกำไรที่ได้จากสถานการณ์ที่เกิด


ตรงนี้มันกลายเป็นกลยุทธ์แล้วเป็นความได้เปรียบมหาศาลของ smart player ระดับนี้ แน่นอนว่าอนาคต ความยากในการเทรดคงจะเพิ่มมากขึ้น การหาความรู้ใหม่ๆหรือพัฒนากลยุทธ์การเทรดของเราให้มีประสิทธิภาพแล้วรับมือกับตลาดยุคใหม่ได้ อยู่ตลอดมันจึงเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อความอยู่รอด

http://www.datanami.com/solution_content/hpe/financial-services/technology-stack-successful-high-frequency-traders



Traders: Millions By The Minute

เดือนนี้คำถามประเภทอยากเป็น Trader , Freedom trader, Full time trader เยอะมากในอีเมล พยายามตอบไปเท่าที่จะมีเวลาอำนวย แต่คำแนะนำหนึ่ง ของคนที่คิดจะเป็น Trader หรือนักเก็งกำไร คือ ผมอยากให้ดูสารคดีนี้ ซึ่งเป็นสารคดีของ BBC ที่ดีมาก เขาพูดถึงเทรดเดอร์แบบครบทุกประเภท ทั้งเทรดเดอร์อิสระ, แม่บ้านเทรดเดอร์, rookie trader ,prop trader , HFT , floor trader,Hedge fund manager ทั่วโลก จากตลาดหลักต่างๆ

คือเราจะได้เห็นภาพ เห็นแง่คิดของเส้นทางอาชีพเทรดเดอร์จริงๆครบมาก ทั้งเรื่องกระบวนการพัฒนาตัวเอง การทำงาน ชีวิตประจำวันและอื่นๆ สารคดีชื่อ 'Traders: Millions By The Minute' มี 2 ตอน ความยาวประมาณ120 นาที 



เนื่องจากผมดูแล้วมันเป็นสารคดีที่มีประโยชน์จริงๆ สำหรับ เทรดเดอร์ ผมเลยสรุปความเป็นภาษาไทยในแต่ละตอน แต่ละตัวละครในเรื่องไว้ให้ สำหรับคนที่ภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง แต่ถ้าใครอยากเห็นภาพการทำงาน เห็นภาพชีวิตจริงก็แนะนำให้ดู ตัวเต็มของ BBC รับรองว่าคุณเห็นภาพและเข้าใจ การเป็นเทรดเดอร์ หรือ นักเก็งกำไร มากขึ้น

สรุปภาษาไทย
https://youtu.be/-rGUnambuQk

ฺBBC
https://youtu.be/vyOulC3hxfM?list=PLEOpgnSH_jumj0fT0jR5OLETmSF2cuVPh