สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2562

Machine Learning for Kids

ปัจจุบัน Machine Learning กลายเป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการวิเคราะห์ข้อมูล และการพัฒนา Application ซึ่งเราจะเห็นการประยุกต์ใช้ในงานด้านต่างๆมากขึ้น 

ไปเจอโปรเจคหนึ่งของอังกฤษ ชื่อ Machine Learning for Kids เขาสอนหลักการพื้นฐานแบบเบื้องต้นของ Machine Learning สำหรับเด็กประถม พร้อมตัวอย่างการเทรน machine learning models กับ data สำหรับ classifying text, numbers , recognising images. เพื่อหัดใช้ ML ในการสร้างเกมส์ สร้างโปรเจค




การเรียนสนุก ง่ายมากมีหลายบนเรียน หลายตัวอย่าง หลายโปรเจคให้ศึกษา ทั้งหมดไม่ต้อง setup อะไร เขียน code แบบ block ลากวางบนแพลตฟอร์มของ Scratch ซึ่งหลังบ้าน เชื่อมผ่าน API ประมวลผลข้อมูลบน IBM Watson Developer Cloud ทดลองออกแบบ พัฒนาโมเดลและรันผลดูได้ทันที

โปรเจคนี้น่าสนใจมาก ไม่ได้ลงลึกแต่สอนให้เด็กรู้จัก และเข้าใจ จากตัวอย่างและการลองทำ เพื่อเตรียมตัวรับมือ กับเทคโนโลยีในอนาคต

เข้าไปลองดูได้ที่
https://machinelearningforkids.co.uk/#!/about
https://www.youtube.com/watch?v=2drwelVD4Qw
https://offspring.lifehacker.com/teach-your-kid-machine-learning-with-these-free-lessons-1826836113

Brexit Scenarios


รายงานของสำนักต่างๆ แนวโน้มความคิดเห็น นวค.ไปคล้ายกันคือเชื่อว่าปีนี้ประเด็น Brexit จะเข้มข้นและหนักหน่วงขึ้น โดยเฉพาะแรงกดดันทางการเมืองที่ตกกับตัวคุณ Theresa May นายกของ UK (จะมีนัดโหวตจากสภาเพื่อพิจารณารับข้อตกลงกับ EU รอบแรก 15 มค. นี้)

นักข่าวและนักวิเคราะห์การเมืองมองความน่าจะเป็นของทางออกประเด็นนี้ เป็น 4 ทาง แน่นอนว่าทางบวกต่อ GBP และ FTSE 100 index เป็น Soft Brexit แต่ถ้าออกมา Hard Brexit ดูเหมือน ทั้ง EU และ UK คงจะต้องเหนื่อย ลากกันยาวต่อไปโดยเฉพาะ UK ที่ซีนาริโอออกมาอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองกันเลยทีเดียว



ล่าสุด 15-01-2019 ร่างข้อตกลง Brexit ไม่ผ่านการโหวตของสภา แพ้ไปด้วยคะแนนเสียง 432-202 ถือว่าเป็นความเสียหายทางการเมืองของพรรครัฐบาลพอควร โดยเฉพาะด้านเสถียรภาพและความเชื่อมั่น ทำให้ประเด็นหาทางออกเรื่องข้อตกลง Brexit ต้องยืดออกไปต่อขณะฝ่ายค้านเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาล นายก Theresa May ต่อ


ด้านค่าเงิน GBP เมื่อคืนผันผวนมาก GBPUSD ปรับตัวลงแรง รับข่าวไปทำจุดต่ำสุดของวันที่ 1.26685 แต่ก็ทำ V shape เด้งกลับด้วยแรงซื้อ ช่วงเวลาอันสั้น ยกไปที่แนวราคาเปิดของวัน 1.28859 ก่อนปิดวันที่ 1.28619 คงต้องติดตามกันต่อ

ดังนั้นปีนี้ Brexit ก็ยังจัดเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับต้นๆอยู่ ถ้าเทรด GBP หรือตลาดยุโรป ระมัดระวังและติดตามกันให้ดีครับ

อ่านข้อสรุปเพิ่มเติม
https://www.marketwatch.com/story/here-are-4-ways-brexit-could-play-out-in-1-chart-2019-01-07

Black rock survey -asset allocation

เมื่อวานอธิบายเรื่อง Fundflow การทำ data analysis จาก asset class ต่างๆเพื่อดูการเคลื่อนของเงิน รายคาบเวลา มีคำถามหนึ่ง น่าสนใจ เกี่ยวกับ การไหลของเงินของ smart money ในการหลบปัจจัยเสี่ยง 

วันนี้ผมไปอ่านเจอบทความของ Mark Rzepczynski เขาเขียนถึงผลการสำรวจ black rock ล่าสุดที่ไปถามเหล่า institutional investor จำนวน 230 คนมี AUM รวมทั้งหมดมากกว่า $7 trillion เกี่ยวกับการทำ asset allocation (รายงานไม่ได้ระบุช่วงเวลาของปีที่ทำการ survey)

ข้อมูลจากรายงานพบว่า money managers กังวลเรื่องของความเสี่ยง โดยเฉพาะสิ่งที่เกิดเมื่อปีก่อนหน้าที่หลาย asset มี performance ที่ไม่ค่อยดี มีการลดน้ำหนักเงินในตลาดหุ้น และเพิ่มเงินในกลุ่ม fixed income ในขณะที่ asset ประเภท private equity, real estate และ real assets สะท้อนการเพิ่มขึ้นจากเงินลงทุนของ money managers ที่เก็บ asset ประเภทนี้เข้าพอร์ต




Mark Rzepczynski เขาก็ตั้งคำถามที่น่าสนใจ แน่นอนว่าตอนนี้ส่วนใหญ่ตระหนัก ความเสี่ยงและความผันผวนเพิ่มขึ้นในราคา asset ส่วนใหญ่พยายามจะหลีกเลี่ยง แต่ทำไมถึงมีการเข้าลงทุน สะสมสินทรัพย์ที่มี liquid ต่ำในพอร์ตในช่วงปลาย financial & credit cycle

สุดท้ายคงติดตามกันต่อไป ดูเหมือนปี 2019 นี้ท่าทางจะไม่หมู และคงมีอะไรท้าทายแน่นอนครั

อ้างอิงจาก
https://mrzepczynski.blogspot.com/2019/01/where-are-institutional-investors-going.html

วันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2562

2018 Performance Review

เมื่อเช้ามีท่านหนึ่งขอข้อมูล return ของ major asset class เอาไว้ พอดีที่ capitalspectator.com เขารวบรวมเอาไว้ เลยนำมาแชร์กัน
ลองดูตัว return ของ asset หลักก็น่าสนใจเพราะปี 2018 นี้1 year performance ส่วนใหญ่จะติดลบ มี cash (3m T-bill) ที่เป็นบวก +1.8% ด้านค่าเงิน usd แม้ปลายปีเดือนสุดท้ายจะลงหนักราวๆ -1% แต่ทั้งปี 2018 +4.4%
ส่วนหุ้นสหรัฐ และหุ้นตลาด EM ไม่ต้องพูดถึงลบเกือบทั้งหมดเช่นกัน ที่น่าสนใจพอร์ต 60/40 ผลงาน 1yr return ก็ -2.6%


พวกเราลองใช้ข้อมูลตรวจสอบและเปรียบเทียบ Performance ของระบบเทรดเราได้ สำหรับพอร์ตหุ้นสหรัฐ , ทองคำ น้ำมัน และค่าเงิน ผลที่ได้ก็เก็บเป็นบทเรียน เอาไว้พัฒนาตัวเองกันต่อไป
ปล. เหมือนที่เคยแนะนำไปถ้าอยากพัฒนาตัวเอง จบปีอย่าลืมเขียน รีวิว ผลงานการเทรด จะช่วยทำให้เห็นข้อผิดพลาดได้ดียิ่งขึ้น บทเรียนและประสบการณ์จะช่วยทำให้เราพัฒนาตัวเองได้ดี


แจก Ebook ของขวัญปีใหม่ 2019

สวัสดีปีใหม่ 2019

ขอ อวยพรปีใหม่ให้กับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆทุกท่านที่ติดตาม ขอให้ทุกท่านมีความสุขและประสบความสำเร็จกับทุกเรื่องที่ปรารถนา ที่สำคัญขอให้มีพลังในการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองกันต่อไป

ผมมีของกำนัลปีใหม่เป็นหนังสือ ebook ลำดับที่ 6 มามอบให้กับทุกท่าน โดยหนังสือเล่มนี้เขียนจากบันทึกเทรดเดอร์ประจำวันของผมในช่วงปีที่ผ่านมา ความยาวกว่า 490 หน้าอัดแน่นด้วย เรื่องราวสำคัญ สาระและความรู้ที่ได้พบตลอดปี

ผมตั้งใจทำรวบรวมไว้ให้หวังว่าจะมีประโยชน์ ช่วยเพิ่มประสบการณ์และความรู้ ให้กับทุกท่านที่ติดตาม รวมถึงน้องๆมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มเข้ามาเป็นเทรดเดอร์ จะได้เห็นตลาดของจริงและสถานการณ์จริงที่เกิดในตลาดช่วงปีต่างๆที่ผ่านมา



สามารถดาวน์โหลดได้จาก link ด้านล่าง ครับ
https://goo.gl/8oj33a
สำหรับสมาชิกใหม่สามารถดาวน์โหลดเอกสาร yearbook ปีก่อนหน้า( 2013-2017)
https://github.com/chaipat-ncm/learn2trade/#ebook
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามกันมาหลายปี
มาเรียนรู้ไปด้วยกัน แล้วเก่งไปด้วยกันครับ
Mr.Chaipat

Volume footprint

เมื่อคืนได้ติวเทรดเดอร์ที่จะลงแข่งรายการปีหน้า 2019 ผมอธิบายการวิเคราะห์ volume นอกจากการดู volume profile แบบทั่วไปแล้ว อีกรูปแบบที่เราสามารถทำ volume analysis ในลักษณะการดู zone ราคาได้นั้นคือ การใช้ volume footprint

โดยดูแรงปะทะและดูการเกิดของ volumeในระดับ zone ราคาต่างๆตามช่วงเวลาที่เราสนใจ การวิเคราะห์ลักษณะนี้ถ้าไม่ได้ส่งต่อไปทำ data analysis เช่นการจัด weight เพื่อ คำนวณร่วมกับข้อมูลอื่นๆ เพื่อวางแผนการเทรด หรือทำ money management

เราก็สามารถใช้ดู market activity และ Depth of Market (DOM) ที่เกิดได้ โดยเฉพาะทิศทางการเดินของราคาสินทรัพย์ ทั้งในภาพใหญ่และภาพเล็ก รวมถึงการใช้ดูแนวรับ แนวต้าน หรือราคาที่มีนัยยะต่อการตัดสินใจของผู้เล่นในตลาด


volume footprint จะแตกต่างการดู volume รายช่วงเวลา ทั่วไปตรง มีการแยกมิติของระดับราคาที่สะท้อนความถูกแพง , market discount และความผันผวนจากกรอบการเคลื่อนไหวของราคาที่เกิด
ปล. ถ้าดูเรียลไทม์ในโปรแกรทรดบางตัวมีฟังก์ชั่นนี้ ถ้าไม่มีก็ต้องเขียนโปรแกรมเพื่อสร้างการจัดกลุ่มข้อมูล volume สำหรับการวิเคราะห์ footprint เอง

พฤติกรรมตลาดช่วงคริสต์มาส 2018

ภาพประกอบการอธิบายสรุปพฤติกรรมราคา fx ทีผมพูดถึงเมื่อคืนนะครับ โดยสรุปเหมือนได้กล่าวไป เดือนธันวาคม ปลายปี 2018 ภาวะความวิตกกังวลเข้ามาเต็มๆ บางกูรูเขาบอกว่าตลาดหุ้นสหรัฐ ยุโรป ญุี่ปุ่น เข้าภาวะตลาดหมีช่วงเริ่มต้นแล้ว (แต่ที่น่าสนใจคือ บางกูรู บางนวค. ยังไม่ได้เห็นตรงกัน มองว่า ผลประกอบการบริษัทเหล่านี้ยังดี แต่เนื่องจากราคาวิ่งสูงช่วง 2 ปี อาจจะเกิดแค่การปรับฐาน)
สิ่งที่ชัดเจนอีกประการคือ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจการเมืองสหรัฐประเด็น trade war พักเบรก, แต่สหรัฐมีประเด็นการ shutdown government ที่ร้อนมาล่าสุด เกิดจากขัดแย้งของสองขั่วการเมือง เรื่องงบประมาณสร้างกำแพงชายแดน , รวมถึงประเด็นการวิจารณ์ ลามไปถึงความคิดปลดประธานเฟด ของ โดนัล ทรัมป์ ปมไม่พอใจการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
พฤติกรรมราคาสินค้า ตอนนี้ สินทรัพย์ปลอดภัย เช่น JPY , GOLD, CHF ปรับบวกขึ้นรุนแรงในช่วง 1 เดือน โดยเฉพาะค่าเงิน JPY ที่แข็งค่า จนรัฐบาลญุี่ปุ่นออกมาแถลงความเชื่อมั่น พร้อมรับมือและติดตามความเคลื่อนไหวในตลาดเงินอย่างใกล้ชิด เฝ้าระวังว่ามีการเก็งกำไร จากภาพจะเห็น การเปลี่ยนแปลงรอบ week เทียบกับ 3 month ค่าเงิน JPY แข็งต่อเนื่อง เช่นเดียวกัน USDJPY อ่อนลงรุนแรง -2.7% รอบ 3 เดือน
เช่นเดียวกับ Gold สินทรัพย์ปลอดภัยปลายปีได้เฮ เก็บกำไร weekly +2.28% รอบ 3 เดือนแข็งแกร่ง +6.75%


ส่วนค่าเงิน AUD เดือน ธค. ยังอ่อนต่อเนื่อง weekly -1.6% ค่าเงิน USD ทำสถิติ low รอบ 4 เดือน แต่ค่าเงิน USDCAD วิ่งวกกลับทิศ บวกขึ้นมารุนแรงรอบ 3 เดือน(CAD อ่อนตัวลง) +5.32%
ด้านยุโรป รอบ 3 เดือนกดหนักกับ brexit story แต่ week ที่ผ่านมายกกลับมาได้ ก่อนคริตมาส + 0.5%
เหมือนที่ได้สอนไปการทำ data analysis กับการเทรดนั้นมีประโยชน์มาก ช่วยเราวางแผนได้เยอะ เพราะเมื่อเรามีเงินทุนจำกัด การบริหารจัดการเงินต้องทำอย่างฉลาด รองรับความผันผวนและความเสี่ยงที่เกิดให้ได้ การเทรดต้องสอดคล้องกับภาวะตลาดสถานการณ์ ที่เกิดไม่ใช่ไปนั่งมโนเทรดตามอารมณ์ ตามอคติ ที่สำคัญการทำการกระจายความเสี่ยง เช่นเทรด grid multi layer ,การกระจาย order ไม่ไปไล่เทรดซ้ำๆ ติดกันเกินไป ก็จะช่วยให้ รักษาระดับความเสี่ยง ลดโอกาสการขาดทุนหนักได้ดียิ่งขึ้นครับ
ปล1. สรุปคราวๆไว้เท่านี้ ไม่ได้ลงภาพรวมรายปี ลองไปทบทวนเหมือนที่บอก CAD, Gold และ AUD ปีนี้มีพฤติกรรมที่น่าสนใจ
ปล.2 รายปี ส่วนใหญ่ return เป็น ลบ บางตัวลบไม่มาก(1-5%) บางกลุ่มอย่าง AUD ลบหนัก แต่ตลาด volatility มีมากพอให้เทรดไม่ได้แห้ง ดังนั้นถ้าพอร์ต grid เรา บวกได้ แปลว่าเราเทรดบนกลยุทธ์ volatility trading ได้เหมาะสมระดับหนึ่งแล้ว ถ้าปีนี้ยังทำได้ไม่ดี ก็ต้องปรับแผนและกลยุทธ์ใหม่

วันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2561

10 things I learned from "Cliff Asness" interview

- Cliff Asness วัย 52 ปี มหาเศรษฐีพันล้านเป็น ผู้บริหารของ AQR Capital มี AUM $226 billion เขาจบ Phd เป็นศิษย์เอกของ Eugene Fama โลดแล่นในตลาดกว่า 20 ปี
- สัมภาษณ์ยาวมาก แบ่ง 3 ด้านหลักเรื่องของทิศทางตลาด, กลยุทธ์ของ AQR และ Quant ในยุคปัจจุบัน
-1.ปี 2018 ไม่ใช้ปีที่ดีของ Quant Strategies เมื่อเทียบกับ 3 ปีก่อนหน้า ภาวะตลาดมีความผันผวน มีปัจจัยต่างๆกดดัน แต่ยังไม่ถึงกับเลวร้าย ต้องถอดใจ
-2. Asness พูดถึง trend following ต่อจากความเห็นของ david harding ที่ระบุว่า winton ลดน้ำหนักในกลยุทธ์ Trendfollowing +ลดค่า free ในกองทุนที่รันด้วยกลยุทธ์นี้เพราะมองว่าอนาคตอาจจะไม่สามารถทำผลงานได้ดี Asness แสดงความเห็นว่า trend following อาจจะทำผลงานไม่ดีเหมือนยุคอดีต แต่เขายังเชื่อว่าการเคลื่อนตัวของแนวโน้มยังมีอยู่ เปลี่ยนรูปไป reverse บ่อยขึ้นและมีความผันผวนมากขึ้น แต่การใช้กลยุทธ์ต้องระวัง
-3. การ diversification เชิงกลยุทธ์ สร้าง return ผสมกลยุทธ์ประเภทอื่นๆ เช่น factor, value ,momentum ร่วมกับ trend following พิจารณา liquidity และ Volatility ของตลาด ร่วมการจัดการความเสี่ยง กำหนดขนาดของเงินในแต่กลยุทธ์




-4. ไม่มี Quant Strategies ใดทำกำไรได้ตลอดทุกเดือน ทุกปี ภาวะตลาดเปลี่ยนย่อมมีผลต่อกลยุทธ์ focus ที่ผลงานระยะยาว ขณะเดียวกันต้องรู้จุดอ่อนข้อจำกัดของระบบ ไม่รีบถอดใจ ล้มเลิกช่วง bad day
-5. ระวัง data ming & survivorship bias เขาบอกยิ่งตลาดผันผวน performance ที่เกิดตลาดจริง แตกต่างจากผล backtesting (1/2 เท่า) ระวัง Quant Scam หลอกขายระบบดีเกินจริง ดีแต่ใน paper
- Quant Panic กรณี algorithm ขายพร้อมกันเหมือนอดีตอาจจะเกิดได้แต่เกิดยาก เกิดสร้าง short term volatility
-6. AQR เป็น Quant เน้นการทำวิจัย พัฒนานำความรู้เชิงวิชาการมาใช้ตลาดจริง
-7. AQR เน้น Big data การสร้าง good data หลายๆโดเมน ทั้ง fundamental , Economic, Price นำมาวิเคราะห์ เพื่อสร้าง alpha model ล่าสุด AQR ขยายส่วน Machine learning ด้วยการจ้าง Marcos López de Prado(คนนี้เป็นนักวิจัยและเขียนหนังสือ Advance in Finacial Machine learning) ผลงานของ Marcos สอดคล้องแนวทางของเขา ที่ไม่ใช่เอา AI มารันมั่วๆและทำนายราคาอนาค
-8. ความผิดพลาดสำคัญของ Asness คือติดกับความกลัวในอดีต hedge มากไปแม้จะไม่ขาดทุนแต่ก็ทำให้พลาดโอกาสทำเงิน ไม่ได้มากเท่าที่ควรในช่วงหลังวิกฤติ
-9. วิกฤติหรือความไม่ปกติของตลาด เกิดได้เสมอ อนาคตคงมีอีก หน้าที่ของเราคือการอยู่ให้รอด
-10. Asness แนะนำให้คนรุ่นใหม่กล้าตัดสินใจ กล้าลงมือทำให้แนวทางของตัวเอง เขาเล่าถึงการตัดสินใจทิ้งเงินเดือน ทิ้งอนาคตตำแหน่ง MD ของ Goldman sach มาเปิดบริษัท AQR เริ่มจากเงินทุนไม่กี่ล้าน พนักงาน 13 คน ปัจจุบัน บริษัทเติบโตมีพนักงานมากกว่า 1000 คน บริหารเงินราวๆ $226 billion มีนักวิจัย phd หัวกระทิจำนวนหลายร้อยทำงานร่วมกัน

อ่านฉบับเต็มจาก
https://www.bloomberg.com/news/features/2018-10-04/quant-investor-cliff-asness-hasn-t-smashed-his-screen-this-year-yet

Effect of raising interest rates

เมื่อวาน ได้มีโอกาสไปนั่งล้อมวงสนทนาออนไลน์กับพี่น้องนักลงทุนและเทรดเดอร์ ถึงผลกระทบที่เกิด ในปีหน้า ช่วงทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น
ของไทยเริ่มปรับเบาๆ ส่วน Fed ล่าสุดก็ปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 25 bps สู่ร้อยละ 2.25–2.50 ตามคาด ตามข่าวระบุปีหน้ามีแผนปรับขึ้น 2 ครั้ง
คุยกันหลายเรื่องหลายประเด็น ผมเองนั่งฟังคนเก่งๆที่ทำการบ้านมาพูด ก็ได้มุมมองเยอะดี โดยเฉพาะผลกระทบต่อกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ อย่าง การเงิน ,ธนาคาร,อสังหา เป็นต้น


ผมเองเมื่อวานเอาข้อมูล ที่อ่านเจอและสรุปเก็บไว้ไปแชร์ อันหนึ่งมาจาก economicshelp คิดว่ามีประโยชน์มาแปะไว้่หน้าเฟสอีกที อันนี้เป็น การวิเคราะห์ของ กูรูอเมริกา ข้อดีเขาแจกแจงด้านบวกด้านลบไว้ ให้เข้าใจง่าย ทำให้เราเห็นภาพได้ชัด รายละเอียด ลองไปแกะกันต่อเพิ่มเติม
ส่วนน้องเทรดเดอร์คนหนึ่งถามทิ้งไว้ว่าตลาดหุ้นจะจบรอบเพราะ Fed หรือไม่ แนะนำลองอ่านบทความ fed-actually-trying-cause-stock-market-crash ของ zerohedge หัวข้อนี้ดูครับ ส่วนตัวผมคงไม่ขอเดาหรือทำนายอะไร เตรียมตัวไว้ให้พร้อมดีที่สุด

https://www.economicshelp.org/macroeconomics/monetary-policy/effect-raising-interest-rates

วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2561

Inverted Yield Curves Aren’t a Crystal Ball

ประเด็นกำลังพูดถึงกันเยอะ อีกหนึ่งหัวข้อตามสื่อและเว็บไซต์ต่างประเทศ เห็นจะเป็นเรื่องของ Inverted Yield Curves ที่เมื่อวันจันทร์ เกิดการมุดของเส้น yield curve ของ US 5-Year Bond ลงต่ำกว่า 2Y Bond เป็นครั้งแรกในรอบสิบปี นับจากปี 2007
ตามมาด้วยการปรับลงหนักของตลาดหุ้นสหรัฐ เมื่อวาน S&P500 -3.25% นักวิเคราะห์บอกว่ามาจากความกังวลจาก inverted yield curve. (อาจจะไม่เกี่ยวกันก็ได้) เหมือน กูรู /นวค. บางกลุ่มพยายามสื่อว่ามันคือลาง หรือสัญญาณบอกเหตุในอนาคต รวมถึงความคาดหวังเชิงลบที่จะเกิด
บทความนี้ของ WSJ เขียนน่าสนใจดี โดยสรุปเขากล่าวว่า Inverted yield curves นั้นมันสามารถแกว่งได้ ปรับตัวได้ แต่มันไม่ใช่สาเหตุ ที่ทำให้เกิดการถดถอยทางเศรษฐกิจ


ดังนั้นไม่จำเป็นว่าเมื่อเกิด Inverted yield curves จะต้องเกิดเศรษฐกิจถดถอยทุกครั้ง 100% เพราะyield curves นั้นไม่สามารถทำนายอนาคตเศรษฐกิจและตลาดหุ้นได้ (อันนี้นักวิชาการจาก Fed ออกมาอธิบายก่อนหน้าอย่างละเอียดแล้ว)
บทความระบุว่าถ้าจะเกิด recessions จริงจะต้องมีปัจจัยสาเหตุอื่นๆ ประกอบ แต่ตอนนี้สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือเรื่องของ market assumption ที่มองว่าอนาคตข้างหน้าการโต(Growth) อาจจะจำกัด
สรุปก็ติดตามกันต่อ ไม่ต้องรีบ panic ตามสื่อ เชื่อว่าปีหน้าค่อนข้างจะท้าทายแน่ยังไงก็อย่าประมาทกันครับ

อ้างอิงจาก

10 Outrageous Predictions for 2019

ทีมนักกลยุทธ์และนักวิเคราะห์เศรษฐกิจของ saxo bank ทำรายงานที่ชื่อ 10 Outrageous Predictions for 2019 แบบสุดโต่งสุดๆแบบไม่ธรรมดา(และมีโอกาสจะเกิดได้เช่นกัน) มี 10 ข้อ ดังนี้

1.EU announces a debt jubilee
** ปัญหาหนี้ กระทบต่อสเถียรภาพเศรษฐกิจและการเมืองยูโร
2.Apple “secures funding” for Tesla at $520/share
**ฝันที่เป็นจริงของ Elon Musk เมื่อ apple หันมาร่วมมือพัฒนาธุรกิจ self driving car โดยการเข้าซื้อกิจการ Tesla
3.Trump tells Powell “you’re fired”
**ทรัมป์เหลืออดกันนโบายของ Fed
4.Prime Minister Corbyn sends GBPUSD to parity
**Corbyn ผู้นำจากพรรคแรงงานฝ่ายค้านขึ้นมาเป็นนายก UK คนใหม่ นำนโยบายประชานิยมและ universal basic income มาใช้ประเทศถังแตกเป็นหนี้สูง GBPUSD ร่วงลงรุนแรงระดับ 1.00
5.Corporate credit crunch pushes Netflix into GE’s vortex
**ระเบิดหนี้เอกชน หุ้นกู้ ที่ร่วงรุนแรงรุกลามสู่ราคาหุ้น กระทบ ETF และตลาดหุ้นสหรัฐ
6.Australian central bank launches QE on housing bust Down Under
** ตลาดอสังหาออสเตเรียเกิดฟองสบู่ระเบิด RBA ต้องทำ QE กู้วิกฤติ
7.Germany enters recession
** German car industry ถดถอยหนัก ยอดขายรถตกต่ำ ต้นทุนการผลิตในประเทศสูง ผลกระทบจากสงครามการค้ากับ US ทำให้เกิดปัญหาต่อผลประกอบการบริษัท คนตกงาน กระทบต่อ GDP เศรษฐกิจถดถอย

8.X-Class solar flare creates chaos and inflicts $2 trillion of damage
**solar flare รุนแรง เกิด solar storm strikes กระทบปัญหาโลกร้อนรุนแรง การทำงานดาวเทียมสื่อสารและ GPS เกิดความโกลาหลทั่วโลก
9.Global Transportation Tax (GTT) enacted as climate panic spreads
ปัญหาโลกร้อนรุนแรง เกิด GTT เก็บภาษีการขนส่งสินค้าข้ามทวีปที่ก่อให้เกิด มลพิษและคาร์บอน ส่งผลต่อต้นทุน อุตสาหกรรม tourism, airline, shipping
10.IMF and World Bank announce intent to stop measuring GDP, focus instead on productivity
เลิกใช้ GDP มาวัด productivity คิดจากผลการทำงานที่ได้เฉลี่ยของคนทั่วชาติแบบรายชั่วโมง(output per hour worked)แทน
สำนวนฝรั่งกล่าวว่า Only the Paranoid Survive ตรงนี้น่าสนใจเพราะอะไรที่มันไม่แน่นอน แล้วเรามอง worst case เพื่อเตรียมแผนรับมือในทุกสถานการณ์ มันย่อมช่วยเพิ่มโอกาสการอยู่รอดเรามากขึ้น

8 Silent Signs Stress Is Making You Sick

ว่ากันว่างานหนักไม่เคยฆ่าคน แต่ความเครียดจากการทำงานนี้ตัวการที่ทำให้ล้มป่วยจนตายได้ การเทรดอาจจะไม่ใช่งานหนัก แต่ไม่ว่าจะหุ้น อนุพันธ์ หรือค่าเงิน มันมีเรื่องความกดดัน มีเรื่องความคาดหวัง จากผลลัพธ์ โดยเฉพาะเมื่อเรา "ขาดทุน" แม้จะไม่ขายไม่ขาดทุนแต่เห็นพอร์ตแดงๆก็เครียดได้
การเป็นเทรดเดอร์ อีกด้านที่เราต้องคำนึงและให้ความสำคัญคือเรื่องของ "ความเครียด" ดังนั้นอย่าวัดระบบเทรดแค่ตัวเลข ลองพิจารณาดีๆว่าระบบเทรดที่เราใช้มันทำให้เรา เครียด เกินไป หรือไม่(อาจจะเกิดจากระดับความเสี่ยงที่สูง หรือภาวะความไม่แน่นอนต่างๆอันนี้พิจารณากันดีๆ) ถ้ามันเทรดแล้วเครียด ยิ่งเทรดยิ่งเครียดแบบนี้ไม่เหมาะ เราควรถอยหลังออกมาพิจารณาปัญหา และหาทางแก้ไขโดยด่วน


พอดีวันนี้มีคนมาปรึกษาเรื่องความเครียดจากการเทรด ผมจึงนำบทความจาก reader digest มาฝากกันเป็น วิธีการสังเกตตัวเราว่ากำลังตกในภาวะเครียดหรือไม่ โดยผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้สังเกตจาก
1. ตุ่มหรือผืนแดงตามตัว(break out hives)
2. น้ำหนักตัวขึ้นๆลงๆ(weight starts to fluctuate)
3. ปวดหัวบ่อยๆ(getting headaches)
4. ปวดท้อง รวนท้องบ่อยๆ อาการโรคกระเพาะประกอบ
5. เป็นหวัดง่าย เป็นหวัดบ่อย ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
6. เกิดสิวขึ้นตามหน้าตามตัว จากความไม่สมดุลของฮอร์โมน
7.สมองไม่โล่ง มึนๆงงๆสับสน
8. ผมร่วงหนัก เป็นกระจุก อาจจะทำให้หัวล้านกันได้เลย
สรุปสังเกตตัวเราดีๆ เพราะสุดท้ายสิ่งที่มาค่ามากที่สุดไม่ใช่ "เงิน" แต่เป็นสุขภาพและเวลาที่ได้อยู่บนโลกนี้กับครอบครัวและคนที่เรารัก

วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561

คำแนะนำข้อควรระวังสำหรับ retirement portfolio

การปรับตัวของตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงแนวคิดการจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ช่วงนี้เริ่มออกมามาก จากคำเตือนของเหล่ากูรูชื่อดังต่างๆ สำหรับคนทั่วไปโดยเฉพาะท่านใกล้เกษียณอาจจะเริ่มตั้งคำถามว่า ถ้าเกิดวิกฤติจริงๆควรจะทำยังไง??
Craig Kirsner คนนี้เป็น Retirement planner ชื่อดังของอเมริกา ซึ่งเขาแนะนำให้ preserve & protect พอร์ต retirement โดยเขาให้รายละเอียดว่า
1.Don’t let long periods of market calm fool you.
อย่าติดกับผลงานอดีต ระวังความคาดหวังว่าปีนี้ ปีหน้าจะต้องได้กำไรมากเหมือนปีก่อน ซึ่งความโลภและความคาดหวังนี้ทำให้ เกิดความประมาทและก้าวร้าวเสี่ยงเกินตัว เข้าไปลงทุนในหุ้นความเสี่ยงสูง สุดท้ายตลาดปรับตัวลงรุนแรง ทำให้มูลค่าพอร์ตลดลงหรือขาดทุนหนัก

2.Understand what rising interest rates might do.
ทำความเข้าใจผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ทิศทางที่จะเกิดในอนาคตค่อนข้างแน่นอนตามนโยบายของ Fed เขาแนะนำให้เอาปัจจัยนี้มาใช้วางแผนการลงทุน ระมัดระวังวิกฤติหนี้

3.Be aware that the aging population could cool the economy.
สหรัฐเข้าภาวะคนแก่มากกว่าการเกิด เขายกตัวเลขมีคนเข้าสู่วัยเกษียณ 10000 คนต่อวัน จำนวนมากไม่มีเงินเก็บ ตัวเลขการใช้จ่ายของผู้บริโภคลดลง แน่นอนว่าจะกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ ไม่รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายของรัฐที่ต้องสนับสนุนคนเหล่านี้ ซึ่งเขามองว่ามันเป็นปัจจัยเสี่ยงในอนาคต ที่ต้องระวัง
โดยสรุป 3 ข้อจาก Craig Kirsner เขามองว่าการลงทุนเพื่อสร้างพอร์ตเกษียณจำเป็น แต่ควรทำด้วยความระมัดระวังโดยเฉพาะในปัจจุบัน ควรรู้ขนาดความเสี่ยงที่เรารับได้ ลดความเสี่ยงให้เหมาะ รักษาเงินทุนให้ดี สำหรับเงินก้อนสุดท้ายที่ต้องใช้ไปตลอดชีวิต



อ่านเพิ่มเติม

7 things I learned from The Wealthy Barber

The Wealthy Barber เขียนโดยคุณ David Chilton (1989) เขาทำงานเป็นผู้วางแผนทางการเงิน ตั้งใจเขียนเป็นแบบนวนิยาย ที่สนุกและเข้าใจง่ายเพื่อให้เข้าถึงคนธรรมดาทั่วไป เนื้อหาครอบคลุมประเด็นหลัก ตั้งแต่การออมเงิน การใช้จ่ายเงิน การกู้เงินเพื่อทำธุรกิจ การลงทุน และการจัดการเงินหลังเกษียณ แบบไม่ BS ไม่ขายฝัน สอนให้คนเข้าใจในความเสี่ยงการสร้างความมั่นคั่งแบบค่อยเป็นค่อยไป ผมสรุปประเด็นสำคัญไว้ 7 ข้อดังต่อไปนี้
1. หลักพื้นฐานและวินัย
การจะรวยได้ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดข้ามคืน แต่ไม่ใช่เรื่องยาก หรือเป็นไปไม่ได้ มันเริ่มจากหลักพื้นฐานคือ การใช้เงินอย่างประหยัด อดออมและลงทุน แล้วอาศัยการวางแผน การลงมือทำอย่างตั้งใจ มีวินัย ต่อเนื่อง
2. กล้าแตกต่าง เพื่ออนาคต
สิ่งที่ยากในการมีวินัยทางการเงิน การออม ปัจจัยหนึ่งเกิดจากเมื่อเราปฏิบัติ แต่คนอื่นๆรอบข้างทำแตกต่างจากเรา เช่นซื้อรถใหม่ ซื้อเสื้อผ้าหรู กินอาหารแพง เราก็เกิดกิเลส อยากได้ ใช้เงินเพื่อสนองความยาก ทำให้หมดเงินไปอย่างฟุ่มเฟือย แทนที่จะนำเงินไปออมกินดอกเบี้ยหรือไปใช้ลงทุนกินปันผลต่อยอด ดังนั้นต้องกล้าเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้เงิน กล้าแตกต่างจากคนอื่นๆ หรืออีกทางอาจจะลองหาเพื่อนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน ในการสร้างอิสระภาพทางการเงิน เพื่ออนาคตที่ดี
3. ระวังการเป็นหนี้
มีเงินเยอะ หนี้เยอะ แม้ดูหรูหราไฮโซไม่ได้แปลว่ามีฐานะดี หนังสือแนะนำว่า ถ้าไม่จำเป็นอย่ารีบสร้างหนี้โดยเฉพาะหนี้ไม่ดี(Bad debt)เช่นจากบัตรเครดิต หนี้ที่ไม่ได้ก่อเกิดผลดีต่ออนาคต เช่นเดียวกันถ้ามีหนี้จำเป็น(Good debt)เช่น หนี้การศึกษา, หนี้ค่าบ้าน ก็ควรรีบประหยัด นำเงินรายได้ไปใช้หนี้เพื่อลดภาระดอกเบี้ยต้องจ่ายให้มากที่สุด เพราะตราบใดที่ต้องเสียเงินกับภาระหนี้จำนวนมาก ไม่มีทางที่สร้างความมั่นคงได้ในระยะยาว
เช่นเดียวกันถ้าทำธุรกิจการกู้หนี้จากธนาคารหรือใช้ line of credit ควรทำอย่างเหมาะสม อย่าใช้มากเกินไป อย่ากู้เงินเกินตัว กว่าการสร้างรายได้เพื่อชดเชย
4. รู้จักทำบัญชี
คนทั่วไป ไม่สนใจเรื่องการจดบันทึกรายรับรายจ่าย ซึ่งการติดตามตัวเลขเงินเหล่านี้สำคัญมากในการวางแผนและจัดการการเงิน ลดช่องโหว่เงินไหลออก บางอย่างเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงิน ลดรายจ่าย เพิ่มเงินสำหรับการออมและการลงทุนได้มากต่อปีเลยทีเดียว
5. ออมเงินให้เหมาะสม
การออมเงินควร วางแผนทำให้ได้ประจำต่อเนื่อง ควรทำเป็นจุดเริ่มต้นก่อนจะคิดใช้จ่ายเงินซื้อสิ่งของ เขาแนะนำอย่างน้อยควรออมให้ได้ 10-15% ของรายได้ต่อปี ไม่ต้องรอให้รวยและค่อยออม ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งได้เปรียบ

6. ลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทน
สูตรคลาสิก Formula 72 อัตราผลตอบแทนสะสมที่สร้างความมั่นคั่งระยะยาว (72/8=9 เงินโตเท่าตัวใน 9 ปีถ้าลงทุนได้รับผลตอบแทน 8% ต่อปี) เช่นเดียวกันต้องเลือกลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงเหมาะสม สร้างเงินทุนจากเงินออมและอดทนหวังผลระยะยาว(Long Term View)
7. ระวังทางลัด(Shortcut)
คนที่หวังจะหาอิสรภาพทางการเงิน สร้างความมั่งคั่ง มีแรงจูงใจ มักโดนหลอก ให้วิ่งหาทางลัดได้ง่าย อาจจะอยากได้มาก รวยเร็ว สุดท้ายถ้ามันเสี่ยงสูง หรือเป็นของปลอมตามกระแส โอกาสหมดตัวก็มีมากเช่นกัน
ยังมีอีกหลายหัวข้อที่น่าสนใจ ยังไงมีโอกาสลองหาหนังสือมาอ่านกันต่อนะครับ

2018 ฺBad Year

ข้อมูลจาก Deutsche Bank แสดงให้เห็นว่าทำไม การเทรดหรือการลงทุนในสินทรัพย์เดียว มันจึงไม่ง่ายที่สร้างผลตอบแทนสะสมที่เติบโต ดูจากสถิติย้อนหลังตั้งแต่ 1990 โดยเฉพาะช่วง วิกฤติการเงิน 1-2 ปี มากกว่า 50% จาก asset class นั้นมีผลตอบแทนติดลบ(negative returns)

ส่วนในปี 2018 ยังต้องลุ้นหนักในเดือนสุดท้าย ข้อมูลล่าสุดจะพบ 90% จาก asset class จำนวน 70 ชนิด ผลตอบแทนเป็น negative returns ที่น่าสนใจคือทั้ง stocks(major indexes ต่างลงมามากพอควรชวง 2 เดือนที่ผ่านมา) , Crude Oil, Gold แม้จะมีการเคลื่อนที่ที่ไม่สัมพันธ์กัน แต่ก็มีโอกาสที่จะเห็น การจบปีด้วย negative returns สูงเช่นกันในปี 2018


ขณะเดียวกันข้อมูลปี 2017 แสดงให้เห็นว่ามีแค่ 1% เท่านั้นที่มีผลตอบแทนติดลบ ดังนั้นเมือเทียบระหว่างปี 2017 กับปี 2018 ในด้านข้อมูลสถิติ จะทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยยะ
ไม่ได้สรุปอะไรมากจาก บทความ นี้แต่ก็ใช้เป็นข้อมูลประกอบในการติดตามตลาดต่อไป

ปล. asset ผลตอบแทนรายปีติดลบ ไม่ได้แปลว่าเทรดแล้วจะต้องขาดทุนเสมอไป ถ้าไม่ได้ Buy & Hold ยาว

https://www.marketwatch.com/story/how-bad-has-2018-been-for-investors-the-worst-ever-according-to-one-metric-2018-11-26