สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันจันทร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

I Will Teach You To Be Rich โดย Ramit Sethi

วันนี้ระหว่างเดินทาง นั่งฟัง Ramit Sethi (New York Times bestselling author) เจ้าของหนังสือ "I Will Teach You To Be Rich" สัมภาษณ์และสนทนาในรายการ The Compound มีหลายประเด็นที่ชวนให้คิดต่อดี โดยเฉพาะเรื่อง การบริหารเงินส่วนบุคคล ที่ Ramit Sethi บอกเลยว่า เขาไม่เห็นด้วยกับวิธีคิดแบบเดิมๆ
ประเด็นหนึ่งที่ผมชอบคือ Ramit Sethi ชวนให้เราตั้งคำถามว่า
- อะไรคือสิ่งที่เราชอบใช้เงินมากที่สุด
- ลองจินตนาการว่าถ้าเราสามารถเพิ่มงบในการใช้จ่ายสิ่งนั้นเป็น 5 เท่า 10 เท่า แล้วมันจะสร้างความสุขสนุกสนานได้เพิ่มตามหรือไม่
เขาท้าทายให้เราลองทำแบบนี้ จริงๆเพื่อค้นหาว่า มันมี item อะไรที่เราใช้เงินเยอะ แต่มันไม่ได้ทำให้เรามีความสุขหรือ enjoy ซึ่งคนส่วนใหญ่ จะมี 2-3 สิ่งที่หมดเงินใช้จ่ายไปมากแต่ไม่ได้ทำให้มีความสุข เมื่อเทียบกับสิ่งอื่น
เมื่อพบ 2 รายการหลัก เขาก็แนะนำให้เรา ลองตัดเงินทุนที่นำไปใช้จ่ายกับมันลง เรื่อยๆ อย่างน้อยคุมได้ 10% ของรายได้ เพื่อนำเงินส่วนนั้น ไปใช้วางแผนทำอย่างอื่น เช่นการลงทุน หรือใช้ออมเงิน เพื่ออนาคตต่อไป



ซึ่ง Ramit Sethi บอกว่ามันดีกว่าการมานั่งประหยัด ตัดงบกับ สิ่งเล็กๆน้อย เช่นการไม่กินกาแฟลาเต้แก้วละ $3 เป็นต้น หรือประหยัดจนไม่มีโอกาสได้ enjoy กับชีวิต พบกับความเครียด ความกดดันมากเกินไป เขายกตัวอย่างกลุ่ม FIRE (Financial Independence Retire Early.)
สิ่งสำคัญคือการสร้าง systems mentality ที่ดี ทำให้จิตใจมีความสุขและรู้สึกดีกับการมีเงิน จากนั้นวางแผนการเงินอย่างเหมาะสม อย่างฉลาด(มีสติในการใช้จ่าย) ต่อไป

ยังมีอีกหลายประเด็น ลองฟังฉบับเต็ม
https://youtu.be/oA58eq9luJk

แนะนำ Ooca จิตแพทย์ออนไลน์

8 ปีก่อนเคยมีซีรีย์เรื่อง Web Therapy ของ Lisa Kudrow ออกฉาย เรตติ้งดีทีเดียวในอเมริกา ยังคิดเลยว่าน่าจะมีบริการแบบนี้ ในเมืองไทยบ้าง เพราะมันน่าจะช่วยคนที่มีข้อจำกัดหรือติดปัญหาในการเข้าถึง จิตแพทย์ได้ดีขึ้น
โดยเฉพาะอาชีพ อย่างเทรดเดอร์ ที่ต้องเผชิญกับแรงกดดัน จากผลงาน(ยามขาดทุน หรือผิดหวัง) และภาวะตลาดผันผวน รวมไปถึงแรงกดดันจากครอบครัว จิตแพทย์ หรือคนที่ช่วย พูดคุยแนะนำ ทบทวนความคิดและปัญหาด้านจิตใจของเรา น่าจะช่วยลดความเครียด และความกดดัน ได้มาก
วันนี้ไปเจอคลิปของ Ooca จิตแพทย์ออนไลน์ เป็น startup ที่น่าสนใจมาก ผมยังไม่เคยใช้บริการ แต่เดียวคงมีโอกาสได้ลอง เพราะตอนนี้น้องเทรดเดอร์ ที่รู้จักกำลังหา จิตแพทย์ เข้ามาช่วยให้คำปรึกษาอยู่ แต่ด้วยเวลาและชั่วโมงทำงาน ทำให้การไปพบแพทย์ตามโรงพยาบาล ไม่ง่าย คิดว่า Ooca น่าจะเป็นอีกทางเลือก


ลองดูแนวและรายละเอียด ได้จาก link ด้านล่าง ใครสนใจลองไปโหลด app มาทดลองกัน
ปล. เป็นเทรดเดอร์นี้เครียดนะครับ ถ้าไม่มี support system ด้านจิตใจที่ดี จะเป็นปัญหามาก ส่วนตัวผมเจอมาเยอะหลายรายแล้ว ที่เป็นเทรดเดอร์แล้วต้องประสบปัญหาด้านจิตใจ ป่วยทั้งโรคเครียด โรคซีมเศร้า ก็มีทีเดียว

The 5 books Bill Gates recommends you read this summer

หนังสือ 5 เล่มที่ Bill Gates แนะนำให้อ่าน ซึ่ง summer book list ปี 2019 นี้มีน่าสนใจหลายเล่มเลย ส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยินมาก่อน(ไม่ใช่หนังสือเน้นการตลาด) เข้าไปอ่านรายละเอียดคราวๆ หมายตาเล่ม The Future of Capitalism เอาไว้ เดียวไปลองหามาอ่านดู

รายชื่อหนังสือ 5 เล่มได้แก่
“The Future of Capitalism” by Paul Collier
“Presidents of War” by Michael Beschloss
“Nine Pints” by Rose George
“Upheaval” by Jared Diamond
“A Gentleman in Moscow” by Amor Towles


อ่านคำแนะนำสำหรับหนังสือแต่ละเล่มจาก bill gates ได้ที่
https://www.cnbc.com/2019/05/20/bill-gates-2019-summer-reading-recommendations.html

ย้อนอดีต รำลึกความหลังกับ บันทึกการเทรด

เทรดเดอร์ค่าเงินรุ่นใหม่อาจจะไม่รู้จัก Effi lang แต่ชื่อของเทรดเดอร์ค่าเงินชาว บัลแกเรีย ในอดีต ก็เป็น อีกท่านที่ถ่ายทอดแนวคิดการเทรด และการบริหารพอร์ตแบบเรียล ดีๆ ไว้เยอะ
สมัยก่อนเฟสบุ๊คไม่มีไม่ฮิต เวลาหาความรู้ หรือแกะระบบเทรดไปที่ forexfactory ซึ่งในนั้นมีเทรดเดอร์ฝรั่งเก่งๆ ไม่น้อยที่มาให้ความรู้ ถ่ายทอดประสบการณ์ ผมเองเรียนเทคนิคการเทรด scalping มาจาก Effi lang เยอะมาก เขาอธิบายไอเดียและตัวอย่างได้น่าสนใจหลายประเด็น เช่นเทคนิคฝึกเก็บ Pips แล้วใช้ leverage ที่เหมาะสมสร้าง payoff แปรผันไปตามช่วงความเสี่ยงและโอกาส ของตลาดที่เกิด เป็นต้น(ไม่ใช่ต้องไปนั่งปวดหลัง เทรดเก็บกำไรน้อย เก็บสั้นได้ผลตอบแทนต่ำเสมอไป ขณะเดียวกันก็ไม่ไปโลภ over trading เกินไป)
หลายเรื่องแม้จะเก่าผ่านไป สิบกว่าปี แต่มันก็ยังนำมาปรับประยุกต์ใช้ได้ในตลาด fx ปัจจุบัน


The fastest way to success is a disciplined plan. So take a day, a week a month a year if you have to, but write a plan and keep a diary, because that’s the fastest way to mature as a trader.
, Effi lang 2009

วันอังคารที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

How the Tech Giants Make Their Billions

ข้อมูล รายได้จากธุรกิจ ของเหล่าบริษัทยักษ์ IT พร้อมการแสดงแบบ infographic จาก visualcapitalist.com โดยบริษัทของสหรัฐ Microsoft, Apple, and Amazon ต่างมีมูลค่าแตะระดับ $1 Trillion
จากข้อมูลบริษัท Facebook , Alphabet(หรือ Google) รายได้หลักมาจากการขายโฆษณา, ด้าน amazon รายได้หลักมาจาก online store ,ส่วน Microsoft รายได้หลักมาจากผลิตภัณฑ์ของ WIndow OS, Office และ Azure clould service

โดยบริษัทที่มี revernue สูงสุดนั้นคือ Apple ที่ 265.6 billionจากข้อมูลที่รายได้หลักมาจากการขาย Iphone (63% หรือ 166.7 billion) แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ Apple มีตลาดในจีน สัดส่วนสูงถึง 20% ต่างจากบริษัท Tech อื่นๆที่เรียกว่ามีส่วนแบ่งในจีนน้อยมาก ดังนั้น ถ้า trade war ระหว่างสหรัฐและจีน ประทุแรง Apple คงหนีไม่พ้นที่โดนผลกระทบไปด้วย ซึ่งตอนนี้วิบากกรรมไปตกกับ Huawei ของจีนที่โดน สหรัฐเล่นงานอย่างหนัก


อ่านเพิ่มเติม

5 things I learned from Mother Roaster

โพสก่อนหน้าเรื่อง Mother Roaster มีหลายคนชวยคุยต่อเยอะ Key Takeaway สำหรับผมนะ
1. เริ่มจากที่ชอบ
ป้าบอกชัด ป้าชอบกินกาแฟ เริ่มจากตรงนั้น
2. หาจุดแตกต่าง 
ไม่เหมือน ไม่ทำตามใคร กลายเป็น indy ไปเอง ป้าใช้ข้อจำกัดเรื่องเงินทุน มาเป็นจุด pivot เลือกแนวทางแบบ แมนนวล ลดต้นทุนค่าเครื่องชงหลักแสน จับตลาด นีช ป้าค่อยๆทำ แต่มีอุปกรณ์ชงหลากหลายวิธี เม็ดกาแฟ หลายสิบสายพันธ์ ซึ่งร้านใหญ่ที่เน้นขายเยอะ ขายเร็วคงทำแบบป้าไม่ได้
3. จำกัดความเสี่ยง
ป้าเลือกทำเล ที่ดี ใกล้ MRT ใกล้โรงเรียน อยู่ริมถนนสายหลัก แต่เปิดร้านไม่ใหญ่ เป็นแค่ stand ไม่มีที่นั่ง ไม่ติดแอร์ ไม่เสียค่าเช่าแพง ไม่ต้องตกแต่งอะไรมากมาย ไม่ต้องจ้างพนักงานเยอะ
4. อายุ 60 ไม่สายที่ลงมือทำ
เชื่อว่าก่อนหน้า ป้าคงทำอะไรมาหลายอย่างก่อนจะมาเปิดร้านกาแฟ  มาเรียนชงกาแฟสดแบบสมัยใหม่ 
ในวัยเกิน 60 
ถ้าชอบ ถ้าอยากทำ บางทีไม่ต้องรีบลาออกจากงาน หรือกู้เงินหลายล้านมาทำก็ได้ ค่อยสะสมเงินทุน ค่อยๆเรียนรู้ กันไป
5. จบ...
คำพูดป้า มันชัดเจนในตัว เรียบเรียงความคิดชัดเจนมาก ฟังจากหลายสัมภาษณ์ ป้าเชื่อมั่นในแนวทางและแกก็ลงมือทำ ในแบบที่เหมาะสมกับทางของตัวเอง เท่านั้นก็จบ ไม่มีกระบวนท่าเยอะ ไม่มีศัพท์หรือเทคนิคการชงยากๆ เอาเท่าที่ตัวเองถนัด ฝึกทำบ่อยๆ ละเอียด ใส่ใจให้มันออกมาดี ลูกค้าชอบ ขายได้เอง


ทำความรู้จักร้าน ได้จาก

ดูคลิปสัมภาษณ์

Happy Trader & The wealth of Sapiens

- Financial wealth (เงิน,ทางเลือกในการซื้อสิ่งต้องการ)
- Social wealth (ชื่อเสียง/การยอมรับ)
- Time wealth (เวลา+อิสระภาพ) 
- Physical wealth (สุขภาพ: กาย&จิต)
สามปีที่แล้วผมทำคลิปเรื่อง Happy trader ครบรอบ 11 ปีในการเทรด บางคนฟังแล้วบอก ไร้สาระ ไม่เป็นไรไม่ว่ากันแต่อยากชวนให้พิจราณาการเป็น เทรดเดอร์ ต้องนั่งเทรดทั้งวันทั้งคืน ทำงานหนักเกินไป อาจจะได้เงินเยอะ แต่อาจจะสูญเสีย เรื่อง "เวลา" และ "สุขภาพ" สุดท้ายก็ไม่ work เพราะไม่ว่าจะ เวลา หรือสุขภาพ ล้วนเมื่อสูญเสียไปแล้ว มันหาคืนไม่ได้ ต่างจาก "เงิน" ที่ขาดทุน ยังหาโอกาสแก้คืนกลับมาได้

ดังนั้น ทั้ง 4 ข้อด้านบนคือโจทย์ใหญ่ของการเป็นเทรดเดอร์ (หรือประกอบอาชีพใดๆก็ตามในโลกนี้) เราจึงจำเป็นต้องวางแผน หรือหาทางที่จะ optimize ให้ เกิดเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด บนความพอดี ความเหมาะสม (ไม่ได้แปรว่าไม่ต้องขยัน หรือทำงานหนัก แต่ต้องทำอย่างฉลาดและพอดี) ในทั้ง 4 ตัวแปร 

ซึ่งส่วนใหญ่ จำนวนไม่น้อยอาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญ หรือสนใจ เพราะบางทีเรามุ่งเน้นไปที่ "เงิน" โดยเข้าใจว่า เงิน คือ ความมั่งคั่ง หรือ คำตอบของทุกสิ่ง มารู้ตัวอีกทีก็อาจจะสายเกินไป
สุดท้าย ผมมีบทความหนึ่ง ที่อ่านเจอ พบว่าน่าสนใจมาก ชื่อ The wealth of Sapiens เขียนโดย Daniel P. Egan เป็น Director of Investing & Behavior Finance at Betterment บทความนี้น่าสนใจมาก แนะนำลองอ่านกัน


วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

Economic Data & Big Debt Crises

ตอบคำถาม น้องท่านหนึ่งที่ต้องการข้อมูลไปทำวิจัย โดยกรณีต้องทำระบบเทรดใน ค่าเงิน(fx) หรือสินค้าโภคภัณฑ์ เช่นน้ำมัน ทองคำ ต้องการหาแหล่งบริการข้อมูล economic data สำหรับทำ Quantitative Data Analysis ผมนำ มารีวิวแนะนำสั้นๆ 3 แหล่งที่จัดว่า ดี สมบูรณ์ และใช้งานได้ง่าย(บางอันอาจจะไม่ฟรี)

1. tradingeconomics.com
เว็บนี้รองรับทั้งการใช้งานแบบ user ทั่วไป สามารถเรียกดูตารางข้อมูล ดูกราฟผ่าน web app ได้ ข้อมูลค่อนข้างครบ แยกตามประเทศต่างๆ และมีระบบบริการข้อมูลทั้งแบบ download และ API ให้สามารถนำไปวิเคราะห์ขั้นสูงต่อได้อีก


2. db.nomics.world
เว็บนี้จัดว่าเด็ด มีข้อมูลจาก providers หลายเจ้ามากทั้งอเมริกา ยุโรปและจาก IMF WTO ทำให้มีประเภทข้อมูล econ เยอะจริงๆ โดย user สามารถดูข้อมูลบนเว็บ หรือใช้บริการผ่าน API ที่รองรับหลายภาษาสะดวกมาก ถ้าทำ quant ใช้ Python หรือ R เว็บนี้เป็น portal ดังนั้นเขาจะแยกข้อมูลตามประเภทและมี search engine ไว้บริการให้ค้นด้วย key word
3.assetmacro.com
เว็บนี้เน้น Economic & Financial Datasets ทำให้เขามี data ที่รวบรวมไว้เยอะมากครอบคลุม 120 ประเทศ จะดูผ่าน web app หรือโหลดผ่าน Excel หรือจะเรียกผ่าน API ก็ได้ ข้อดีเว็บนี้ออกแบบทำให้รองรับงาน Portfolio management และ Trading มาก เพราะมีการจำแนกข้อมูลรายประเทศ รายภูมิภาคและเชื่อมโยง ราคา asset กับข้อมูล economic ไว้ด้วยกันได้ อีก


สนใจลองเข้าไป ใช้งานหรือดาวน์โหลดมาใช้กันครับ โอกาสหน้ามีเวลา ผมจะนำเอาวิธีการใช้ data จากเว็บเหล่านี้มาวิเคราะห์ ตามแนวทางตัวอย่างใน Big Debt Crises ของ ray dalio กัน ซึ่งบอกเลยว่าสะดวกมากเพราะดึงผ่าน API และสามารถหา data มาทำตามตัวอย่างได้เกือบครบ ช่วยเราเข้าใจประเด็นการวิเคราะห์ในหนังสือมากขึ้น และนำไปต่อยอดใช้ได้จริงๆด้วย

2019 Q1ETF strategies

มุมมองของคุณ Yasmin Dahya , Head of Americas Beta Specialist team,J.P. Morgan Asset Management โดยสรุป ยังมองเรื่อง multi factor solution เป็นแกนหลักในปีนี้ แทนที่จะเน้นไปที่กลุ่มเดียว(single factor) ก็ผสม ทั้ง Quality Value Momentum factor ช่วยให้เกิดความเสถียรได้ดีในภาวะตลาดที่ผันผวน และมีความไม่แน่นอนรออยู่ วางเป้ายาว ดีกว่าการเน้นชนะตลาด(S&P500)


โดย Yasmin Dahya บอกว่าตอนนี้ value ยังถูก เพราะลงมาเยอะ แตะระดับ 3SD กระจายเงินมาสะสมกลุ่มนี้ เช่นเดียวกับการมีกลุ่ม momentum รอรับการวิ่งของตลาด ไม่หันหลังหนีตลาด(out of the market) เพื่อลดการเสียโอกาส ซึ่งจากสถิติระยะยาวหุ้นกลุ่ม value และ momentum ของอเมริกา ค่าความสัมพันธ์ -0.5 การผสมช่วยแง่การ balance ความเสี่ยงรวม

STP กับ ECN นั้นแตกต่างกันยังไง

พอดีเคยแนะนำว่าถ้าทำระบบเทรดประเภท robot trading ให้เกิดประสิทธิภาพ การเลือกบัญชีประเภทที่ quotes price นั้นเสถียรและมีประสิทธิภาพ(ไม่ต้องมานั่ง re-quote) รวมประเด็น spread และ slippage ที่เคยอธิบายไปแล้ว ที่นี้มีน้องคนหนึ่งถามว่า STP กับ ECN นั้นแตกต่างกันยังไง สรุปให้ฟังคราวๆประเภทของโปรโตคอลในแต่ละชนิดบัญชี
Straight Through Processing (STP) การที่โบรกเกอร์ส่ง order ยิงตรงเข้า market หรือ liquidity pool บนราคาได้มาจาก liquidity providers เจ้าใหญ่เช่นจาก สถาบันการเงิน หรือธนาคาร บางเจ้าอาจจะเป็นประเภทผสมทั้งแบบ Market maker + STP บน liquidity providers หลายแห่งโดยโบรกมี internal liquidity pool ของตัวเองเพื่อเลือกราคาที่ดีที่สุด แต่ข้อดีคือ ราคา เสถียร แม่นยำและดูโปร่งใส่กว่าประเภท Dealing Desk (DD) อย่างเดียว
Electronic Communications Network(ECN) ประเภทที่โบรกเกอร์ ใช้ราคาเทรดจาก ECN liquidity providers หรือ ECN participant(สถาบันการเงินหรือโบรกเกอร์อื่นๆ) รองรับ ECN Network ข้อดีไม่มี conflict of interest กับโบรกเกอร์ ราคาเปิด เทรดเดอร์รายย่อยสามารถมองเห็น bid/ask จริงที่เกิดได้จากการทำงานแลกเปลี่ยนกัน


บางเจ้าถ้าใช้ Pure ECN อาจจะมี source ประเภท ECN รองรับไม่มาก หรือสภาพคล่องต่ำ หรืออาจจะ match ตัง order ขนาดเล็กยาก ดังนั้นบางเจ้าจึงอาจจะมีขั้นต่ำขนาด lot size เช่น 0.1 lot
ทำให้ปัจจุบัน มีประเภทแบบ hybrid ผสมทั้ง STP + ECN จากหลาย liquidity providers และรองรับการส่ง order ไปยังหลายแหล่ง จากนั้นโบรกเกอร์ ซึ่งเป็น Market maker ก็จะสร้าง algorithm มาเลือก ราคา bid/ask ที่ดีที่สุดจาก liquidity providers
ทั้งสามประเภทบัญชี STP,ECN หรือ Hybrid(ECN+STP) ส่วนใหญ่จะเสียค่าคอม แต่ข้อดีคือเรื่องความแม่นยำ และความสเถียรของโครงสร้างราคา ในตลาดที่เทรด

อ่านเพิ่มเติม
https://www.financemagnates.com/forex/technology/market-making-stp-and-ecn-what-they-are-pros-and-cons/
https://www.fxstreet.com/education/top-20-fx-trading-basics-that-you-must-know-201605160000
https://www.dailyforex.com/forex-articles/2016/11/stp-ecn-forex-brokers-infographic/68163
https://www.forexfactory.com/showthread.php?t=178542
https://www.financemagnates.com/forex/brokers/finally-the-brokers-guide-explaining-what-market-maker-stp-and-ecn-brokers-really-are-part-22/

กรณีศึกษาจาก SEC เรื่องความเสี่ยง เมื่อ Hedgefund ทำนักลงทุนหมดตัว

SEC Bars Hedge Fund Manager Who Lost 88% In 3 Day
ไม่ว่าจะมือสมัครเล่นหรือมืออาชีพ เมื่อเข้ามาในตลาด "การจัดการความเสี่ยง" เป็นเรื่องสำคัญ ผมนำกรณีศึกษาเรื่องหนึ่งที่กำลังเป็นข่าวมาฝาก เป็นเรื่องของคุณ Matthew Rossi แห่ง SJL Capital เขาเป็นผู้ก่อตั้งและ Hedge Fund Manager มืออาชีพลงทะเบียนถูกระเบียบและรับบริหารเงินให้ลูกค้า แต่กลับหลอกลวงลูกค้า ใช้การโฆษณากลยุทธ์การบริหารพอร์ตแบบกระจายความเสี่ยง บวกกับ proprietary algorithm trading ชื่อ MarketDNA strategy เคลมว่าทำเงินในตลาดมาหลายสิบปี มาชวนเชื่อขายฝัน
สุดท้ายกลับนำเงินลูกค้าไปเทรด unhedged options เสี่ยงสูงแม้ช่วงแรกทำเงินกำไรมากกว่า 101% ในเวลาไม่หนึ่งเดือน แต่สุดท้ายไม่กี่เดือนต่อมาช่วง August 2016 ด้วย strategies ที่ใช้เทรด options เดียวกัน ทำขาดทุนกว่า 88% ในไม่กี่วัน ยื้อต่อได้ไม่นานถึงเดือน November พอร์ตของ Fund ก็ขาดทุนจนหมดเงิน


จนนักลงทุนสูญเงินลงทุนทั้งหมดกว่า $1.8 million และเข้าร้องเรียนกับ SEC แต่ Matthew Rossi กลับสร้างหลักฐานแต่งบัญชีปลอม และอ้างว่าการขาดทุนเกิดจาก rogue trader (คลาสิกมากได้กำไรก็เอาหน้าขาดทุนโทษลูกน้อง)
สุดท้าย SEC ลงโทษต่อ Hedge Fund Manager รายนี้และแบนด์ห้ามทำกิจกรรมเกี่ยวข้องกับการแนะนำการลงทุน การบริหารเงิน หรือธุรกิจใดๆ
เรื่องนี้สอนให้เราเห็นอะไรหลายอย่าง โดยเฉพาเรื่องความประมาท ในความเสี่ยง มั่นใจในการโชคดีทำเงินไม่กี่ครั้ง นำมาซึ่งความโลภ ความเชื่อที่ว่าโมเดลหรือระบบของเราจะเทพสามารถเอาชนะตลาดได้ โดยไม่แพ้ไม่ขาดทุน สุดท้ายไม่ว่าจะ hedge fund หรือเทรดเดอร์ธรรมดา ก็จบลงที่หายนะเช่นกัน


ลองไปอ่านเพิ่มเติมจาก link ด้านล่าง

https://www.zerohedge.com/news/2019-04-29/sec-bars-hedge-fund-manager-who-lost-88-his-clients-money-three-days
https://www.ai-cio.com/news/sec-bars-hedge-fund-manager-losing-big-risky-bets/
https://www.sec.gov/litigation/admin/2019/33-10628.pdf

ทางเดินที่เป็นของตัวเอง

บทความ The Problem With Most Financial Advice Why Personal Finance is a Bit Too…Personal นี้น่าสนใจ อ่านแล้วชอบอยากสรุปเก็บไว้ ซึ่งบทความนี้เขียนโดย Nick Maggiulli (Analytics Manager ) เนื้อหาค่อนข้างยาวประเด็นสรุปสำคัญดังนี้
- เขาบอกว่าเหล่ากูรูการเงินหรือผู้ให้คำแนะนำทางการเงิน(ของสหรัฐ) ส่วนใหญ่จะแนะนำหรือถ่ายทอดจากประสบการณ์ ความเชื่อของตัวเอง ซึ่งอาจจะไม่ใช้แนวทางทีเ่หมาะกับ ลูกค้าหรือนักลงทุนรายย่อย
- เคสนี้เขายกตัวอย่าง Financial Samurai (sam)กูรูการเงินสหรัฐชื่อดัง(เงินล้านก่อนสามสิบ) บอกว่าเส้นทางเงินล้านของ sam มันไม่ใช่ทุถคนทำได้ เข้าทำเงินเยอะกว่า 500k ได้จากการลงทุนช่วง Dot Com bubble และขยายเงินช่วงตลาดกระทิง ยังไม่นับรวมรายได้ที่สูงตั้งแต่อายุ 25 เฉลี่ยกว่า $160,000 ทำให้มีเงินลงทุนเยอะ แน่นอนว่าการมีเงิน ล้าน ก่อน 30 จึงไม่ยากแต่ไม่ใช่ใครทุกคน จะทำตามได้
- เขาบอกว่าอยากสร้าง wealth สิ่งหนีไม่พ้นคือต้องสร้างแหล่งรายได้ ให้เพิ่มมาก แน่นอนประหยัดดี แต่ถ้ามีรายได้น้อยแม้จะพยายาม หยุดไม่ซื้อกาแฟ lattes ตามร้านกินเลย อาจจะไม่ได้ช่วยมากเท่าไหร่ในแง่การเติบโตของทรัพย์สิน



- บทความนี้ nick ชี้ประเด็น survivorship bias ที่เหมือนว่าสื่อหรือคนส่วนใหญ่จะสนใจกับเคสพิเศษที่ นักลงทุนผู้ประสบความสำเร็จมาพูด แต่สิ่งที่ต้องไม่ลืม ก็มีคนอีกจำนวนมากที่อยู่ในตลาดช่วงเวลาเดียวกัน นั้นล้มเหลว
-เช่นเดียวกัน story ไม่น้อยมันเป็นเหมือนเรื่องแต่งที่มาอธิบายสิ่งที่เกิดแล้ว ดูดีเกินจริง ไม่น้อยมันมีเรื่องของโชคและการถูกที่ถูกเวลามาเกี่ยวด้วย ดังนั้นมันอาจจะไม่ได้แปลว่าถ้าเริ่มทำใหม่ ในวิธีเดียวกัน แล้วจะได้ผลลัพธ์ที่เหมือนกัน

สุดท้าย อยากประสบความสำเร็จ อยากรวย ต้องอ่านมา ศึกษามาก ทดลองทำมาก แล้วต่อยอดประยุกต์สร้างแนวทางของตัวเองให้เจอ เพราะดูเหมือนการไปลอกตามกัน ทำตามคำแนะนำของคนอื่น อาจจะไม่ได้การันตรีว่าเราจะสำเร็จได้เสมอไป
อ่านฉบับเต็ม

วันอาทิตย์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2562

William J. Bernstein, Efficient Frontier Advisors

หลบอากาศร้อนเข้าไปนั่งร้านกาแฟ ทำให้วันนี้ได้ฟัง podcast รายการ MIB ยาวกว่า 1.30ชม. จนจบ ถือว่าเป็นอีกตอนที่ดีและอยากแนะนำให้ลองฟังกันมาก MIB ตอนนี้ Barry Ritholtz สัมภาษณ์ Money Manager คุณ William J. Bernstein ผู้บริหารพอร์ตลงทุน นักเขียนและผู้ร่วมก่อตั้ง Efficient Frontier Advisors, (AUM $120 million) เขาเป็นหมอด้าน neurologist ที่หันเหเข้ามาสู่โลกการลงทุนอยู่ในตลาดกว่า 30 ปี และเป็นนักเขียนด้านประวัติศาตร์และทฤษฏีการเงินที่ชื่ออีกท่านของอเมริกา ผมเองมีโอกาสได้อ่านหนังสือของท่าน 2 เล่ม The Intelligent Asset Allocator และ The Four Pillars of Investing
podcast สัมภาษณ์ที่ดีมากแต่ยาวจริงๆพูดคุยหลายประเด็นที่น่าสนใจ ตั้งแต่เรื่องการลงทุน ประวัติศาสตร์ การเมือง ระบบทุนนิยม เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจอเมริกา ประเด็นที่น่าสนใจเรื่อง การบริหารพอร์ตในช่วงเศรษฐกิจต่างๆ ยุค 1932 หรือช่วงหลังปี 2000 



-key takeaway คือเขาเน้นการทำ asset allocation มากกว่าการพยายามไป asset selection หรือค้นหาหุ้นดาวเด่นที่ทำเงินไม่กี่ตัว
-แนวคิดการ asset allocation เขาเน้นการลงทุนที่กระจาย นำเอาหลักของ MPT มาใช้แต่พัฒนาแนวทาง MVO ต่อเพราะที่คุณ Bernstein บอกว่าเมื่อทุกคนพยายายาม optimize โดยเน้นที่ returns จากข้อมูลในอดีต แต่อนาคตมันเกิดความไม่ปกติ ไม่เหมือนอดีต ตรงนี้ทำให้ MVO เกิด error และทำให้หายนะ ดังนั้นต้องเน้นการคุม Risk เป็นหลักและสร้าง Efficient Frontier ที่ยั่งยืนได้
-นอกจากนี้ยังมีแนวคิด Four Pillars of Investing อันนี้ก็ดีมากเพราะเขาไม่ได้มองเหมือนนักลงทุนทั่วไป Bernstein เน้นการวิเคราะห์ Data มองภาพรวม จากทฤษฏีการเงิน+กลยุทธ์จัดการพอร์ต, ประวัติศาสตร์ของเศรษฐกิจการเมือง + จิตวิทยาตลาด + พื้นฐานธุรกิจ ซึ่งการวิเคราะห์นี้มีรายละเอียดในหนังสือ เขียนไว้ดีมากลองไปหามาอ่านกันได้

ยังมีอีกหลายหัวข้อโดยเฉพาะเรื่องของ จิตวิทยาการลงทุนเช่นSurvivorship bias หรือเรื่องของ neuro finance ที่เขาฝากแนวคิดไว้ได้ดี ลองฟัง podcast ได้จาก

Forex and CFD Market Data 01

ตอบคำถามจากพี่ท่านหนึ่ง ต้องการหา data ของค่าเงินและ CFD มาทดลองทำระบบเทรด จริงๆเหมือนเคยได้เคยแชร์ไปว่ามีหลายเหล่งทั้งฟรีและเสียเงิน
แต่ถ้าเพิ่งเริ่มต้นใช้ระดับฟรีไปก่อน อย่างของ FXCM ซึ่งเป็นโบรกที่มีบริการ data service ให้ใช้ ทั้งแบบฟรีและเสียเงิน รวมถึงการใช้แบบขั้นสูงผ่าน API เรียกด้วย python เพื่อนำไปทำระบบเทรดต่อได้เลย สะดวกมาก
ปัจจุบัน FXCM มีบริการข้อมูลแบบฟรีและไม่ฟรี โดยแบบฟรีจะมีทั้งแบบ tick data คือข้อมูลละเอียดระดับ วินาที ไม่มีการจำแนกจัดเข้าตาม timeframe เหมาะกับการนำไปวิเคราะห์เชิงลึก แต่ข้อมูลตัวนี้ขนาดใหญ่ และแจกฟรีแค่ 1 ปี (อยากใช้ข้อมูลย้อนหลังทำงานต้องซื้อ tick data เอา)
อีกส่วนเป็น data แบบ OHLC จัดรูปตาม timeframe เลือกได้ต่ำสุดระดับ นาที ดาวนโหลดฟรีย้อนหลังได้ 5 ปี ถ้าโหลดผ่าน data downloader app ได้ 10 ปี
ส่วนข้อมูลอื่นๆพวก premuim ก็มีขายเช่น realtime data, volume, sentiment, Order Flow , Market Depth เป็นต้น



ถ้าต้องการใช้งานเข้าไป ดูได้จาก link ด้านล่างครับ
ปล. อนาคตถ้ามีโอกาส จะมาสอนการเขียน python เพื่อทำระบบเทรดอัตโนมัติ ผ่าน API ของ FXCM ต่อไป

Market Wizards , Top Trader on Social media

ช่วงสงกรานต์มีโอกาสได้สนทนาเรื่องการเทรดกับเพื่อนเทรดเดอร์ต่างชาติ โดยเฉพาะประเด็นในหนังสือ Market Wizards ที่คุณ jack รวบรวมบทสัมภาษณ์เหล่าเทรดเดอร์ไว้ เพราะเพื่อนผมคนนี้เคยเรียนการเทรดจาก Van Tharp ตำนานเทรดเดอร์ท่านหนึ่ง
มีหลายประเด็นที่แลกเปลี่ยนคุยกัน แต่หัวข้อหนึ่งที่น่าสนใจจากบทสนทนาคือ ปัจจุบันเหล่าพ่อมดเทรดเดอร์ มีมุมมองหรือแนวทางการเทรดยังไงกันบ้าง ผมเลยลองไปหาข้อมูล เหล่าพ่อมดที่ยัง active ในตลาดบนโลกออนไลน์มาเก็บไว ้ เท่าที่หาได้มีทั้งหมด 8 คน ได้แก่
@LindaRaschke >> Linda Raschke
@vantharp >> Van Tharp
@basso_tom >> Tom Basso
@markminervini >> Mark Minervini
@rjparkerjr09 >> Jerry Parker
@pborish >> Peter Borish
@opptrader1 >> Larry Benedict

แต่ละคนก็ล้วนมีชื่อเสียง ต่างสไตล์ต่างกลยุทธ์การเทรด สำหรับมือใหม่ หรือคนที่สนใจศึกษากลยุทธ์การเทรดเพิ่มเติมจากหนังสือ ลองไป follow กันได้ทาง twitter ครับ