สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันอาทิตย์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

Bull/Bear Ratio

ปี 2017 นี้ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐ S&P500 ร้อนแรงมาก +19.45% ผลประกอบการไตรมาสล่าสุดกลุ่มนำตลาดส่วนใหญ่ก็ยังออกมาดี เช่นเดียวกับ story ประเด็นการลดภาษี ของโดนัล ทรัมป์ ที่ตอนนี้เหมือนจะเป็นสิ่งที่ตลาดสหรัฐ กำลังจับตามองมาก หลังจากเป็นเชื้อเพลิงจุดชนวนพลักดันดัชนีมาตั้งแต่ช่วงเลือกตั้งปลายปีที่แล้ว ซึ่งปัจจุบันตามรายงานข้อมูลเจ้า Bull/Bear Ratio ของตลาดสหรัฐอยู่จุดสูงสุด

Bull/Bear Ratio เป็น market-sentiment indicator แนวคิดเบื้องหลังก็ไม่ซับซ้อน เป็นการหา ratio ที่สะท้อนมุมมองของ นักวิเคราะห์ กูรู และเซียน ต่างๆ โดยเป็นการเทียบระหว่างฝั่งที่มองว่าอนาคตดัชนีตลาดจะขึ้นต่อ(Bull) หรือ ตลาดปรับตัวลง(Bear) บางสายเขานำ weight ความนิยมในการเป็นผู้นำจิตวิญญาณของ นักวิเคราะห์ หรือกูรู คนนั้นๆมาคำนวณประกอบด้วย (แนวคิดนี้มีบริษัท startup ทำ data analysis +NLP จริงจังและทำเป็น application ขายบริการเลยนะครับ)



สูตรการคำนวณก็ตามภาพด้านล่างเลย ส่วนการตีความก็ตรงไปตรงมา ถ้าออกมา positive แปลว่า market sentiment ค่อนข้างดี ยังมีความคาดหวังและแรงเชียร์ต่อ ตรงนี้บางตำราแนะนำให้ใช้ร่วมกับการดู volume ประกอบ ประโยชน์ใช้ได้ทั้ง การบริหารความเสี่ยง , ใช้คำนวณ strength ของแนวโน้มดัชนี และอื่นๆ



คิดว่าน่าสนใจเผื่อว่าใครจะลองเอามาวิเคราะห์กับดัชนีตลาดหุ้น SET บ้านเราบ้าง

Bath bomb จากโครงงานวิทย์สู่ธุรกิจเงินล้าน

4 ปีที่แล้ว สองสาวพี่น้อง Caroline และ Isabel Bercaw วัย 10 , 11 ปีเริ่มต้นทำ Bath bomb ในโครงงานวิทยาศาสตร์ ด้วยความสนุกและรักการทดลอง ทำให้สองพี่น้องตัดสินใจ เปลี่ยนการทำ Bath bomb ให้กลายเป็นธุรกิจเล็กๆ ด้วยการยืมเงินจากคุณพ่อ $350 ลงมือผสม ผลิตพัฒนาสูตรและสร้าง Bath bomb สีสันต่างๆกลิ่นต่างๆใช้เวลาสามเดือนผลิตจำนวน 150 ลูกออกขายในบูทเล็กๆ ตามห้างสรรสินค้า และงาน art fair ทั้งสองยังคงต้องเรียนหนังสือจึงใช้เวลาว่างผลิตสินค้าเพื่อออกขายในวันหยุด

ด้วยความชอบทดลองผสมสีสัน และสร้างกลิ่นต่างๆ บวกกับาการสนับสนุนของ พ่อและแม่ของสองพี่น้อง เธอเปิดบริษัท DaBomb Fizzers และดำเนินธุรกิจเป็นทางการเมื่อ 2 ปีก่อน มาวันนี้ธุรกิจของเธอเติบโต ผลิตสินค้าออกขายราว 500,000 ลูกต่อเดือน ธุรกิจโตมีมูลค่าหลักหลายล้านเหรียญ(multi-million dollar) กลายเป็นเจ้าของธุรกิจเงินล้านตั้งแต่ยังไม่จบ มัธยมปลาย


สองพี่น้องยังคงสนุกในการทดลอง และสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆออกมาต่อเนื่อง เธอให้สัมภาษณ์ในรายการว่าแม้เรียนจบอนาคตยังคงคิดจะทำธุรกิจนี้ต่อไป


ปล. มีลูกมีหลานก็สอนให้คิด ให้เห็นคุณค่าของเงิน หรือหัดทำธุรกิจเล็กๆตั้งแต่ยังเด็กก็ดีนะครับ

Volatility and the Alchemy of Risk

วันนี้ผมมีโอกาสได้อ่าน research paper เรื่อง “Volatility and the Alchemy of Risk” เขียนโดย Christopher Cole แห่ง Artemis Capital Management เขานำเสนอประเด็นที่น่าสนใจหลายเรื่อง โดยเฉพาะความเสี่ยงในภาวะ low volatility

ซึ่งประเด็นร้อนเรื่อง Global Short Volatility Bubble ที่อาจจะเกิดในช่วงนโยบายทางการเงิน แบบพิเศษไม่ปกติเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลาง ชาติใหญ่ๆของโลก ผู้เขียนนำเสนอประเด็น ความเสี่ยงในภาวะ low volatility ใน asset ทำให้ผู้เล่นรายใหญ่ใช้ leverage ในการ betting บนราคาสินทรัพย์ในทิศทางเดียวกัน จนปัจจุบันมูลค่าโตกว่า $2 trillion

บทความเทียบ สถานการณ์ปัจจุบัน กับช่วงที่เกิด Black Monday 1987 ยุคตลาดขาขึ้น พร้อมกับทิศทางขาขึ้นของอัตราดอกเบี้ย หลังเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว จากการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ นอกจากนี้ยังโยงไปถึง 4 องค์ประกอบสำคัญของความเสี่ยงคือ การเพิ่มของ volatility, gamma risk, ค่า correlation ที่ไม่คงตัวระหว่าง asset class และการเพิ่มของ interest rates


ประเด็นมันละเอียดอ่อน และเป็นมุมมองเฉพาะ ตรงนี้อาจจะไปตรงข้ามกับความคิดคนทั่วไป ดังนั้นผมไม่ขอแปลทั้งหมด แต่ถ้าใคร อยากอ่านข้อมูล +มุมมองทัศนคติอีกด้าน เพื่อเตือนให้ตัวเราไม่ประมาท ก็ลองเข้าไป download ตัวบทความได้จาก link ดา้นล่างครับ

วันอังคารที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

The Trader Experience

เมื่อวานนั่งทำแบบสำรวจเบื้องต้นกับเพื่อนๆน้องๆเทรดเดอร์ ที่ร่วมโครงการโปรเจค robot fighting ด้วยกัน ผมถามทุกคนเหมือนกันว่า ถ้าให้เลือกระหว่าง

A. ให้เงิน 1 ล้าน
B . ให้ถอยหลังย้อนเวลาชีวิตจากปัจจุบันไปได้ 1 ปี เลือกอะไร

ออกตัวก่อนว่าคำตอบไม่มีผิดถูก บางคนอยากได้เงินล้าน ถวิลหาเงินล้านก็คงเลือกข้อ A กัน แต่ที่น่าสนใจคือผลสำรวจเทรดเดอร์ที่ร่วมทำแบบสอบถาม 90% เลือก B ย้อนเวลากลับไป 1 ปี
ผมก็เช่นกัน ยิ่งถ้าให้ย้อนเวลาไป 10 ปี มีความรู้ ความสามารถเท่าปัจจุบันมันหาประโยชน์ สร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตได้มากโขเลย เหตุผลเพราะการเรารู้ว่าผิดพลาดอะไรในอดีต บางทีแค่ย้อนเวลากลับไปได้ แค่1 วัน แก้ไขสิ่งผิดนั้นได้ทันมันก็ทำให้เกิด ผลลัพธ์ที่แตกต่างอาจจะมีมูลค่ามากกว่าเงินล้านได้

โดยเฉพาะเทรดเดอร์ เราเรียนวิธีการ/กระบวนการ(method)สร้างเงินและรักษาเงิน(ป้องกันความเสี่ยง) ตรงนี้ระยะยาวมันมีค่ามากกว่าแค่ตัวเลขหรือตัวเงิน เพราะถ้าเราทำได้ถูกได้ดีได้แน่นอนแล้ว มันโต มันขยายได้ ตามความรู้ ตามประสบการณ์ ของเรา

คำถามนี้อาจจะดูไม่ realistic แต่มองดีๆ เราอาจจะพบว่าแม้ย้อนเวลากลับไปแก้ไขสิ่งผิดในอดีตไม่ได้ แต่ประสบการณ์ หรือ ความผิดพลาด ที่เราเรียนรู้ จากตลาดหุ้น ตลาดเก็งกำไรเราก็สามารถสร้างมันให้เกิดมูลค่าต่อตัวเราได้ ดังนั้น ผิดพลาด ขาดทุน อย่ารีบลืม รีบข้าม เรียนรู้จากมัน สังเคราะห์บทเรียน นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในอนาคตต่อไป


Cryptocurrencies บนดิน ความพยายามจัดการปัญหาของรัฐบาลญุี่ปุ่น

FT นำเสนอบทความและข้อมูลของ cryptocurrencies ในประเทศญุี่ปุ่นที่เป็นชาติซึ่งมีบทบาท และเข้าไปมีส่วนร่วมกับ cryptocurrencies มาอย่างต่อเนื่อง แม้ประชาชนจำนวนมากจะเจ็บหนักจาก bitcoin กรณี Mt Gox ล้มสลายตอนปี 2014 แต่ปัจจุบันก็ยังมีความนิยมมากในการเทรดซื้อขาย crypto currencies โดยเฉพาะ bitcoin

Coincheck, bitcoin exchange ใน Tokyo ระบุญุี่ปุ่นมีลูกค้าที่เข้ามาเทรด bitcoin ตั้งแต่อายุ 20 ต้นๆถึงมากกว่า 60 ปี โดยรัฐบาลญุี่ปุ่นออกกฏชัดเจนคือ บริษัทค้าขาย bitcoin ในประเทศต้องมีการระบุตัวตน และบัญชีของลูกค้าอย่างชัดเจน รวมถึงมีรายละเอียด กฏเกี่ยวกับการให้เงินกู้และคุมระดับความเสี่ยงของการเทรด ที่ regulator ต้องตรวจสอบได้ ดูเหมือนจะแตกต่างจาก concept ของ Bitcoin ในการพัฒนาตอนเริ่มต้นอย่างมาก แต่ก็คงเป็นเรื่องปกติ เพราะคนญุี่ปุ่นส่วนใหญ่ 80% ที่เทรด Bitcoin ไม่ต่างอะไรกับ asset อื่นๆเช่นค่าเงิน คือเน้นเก็งกำไรหาประโยชน์ส่วนต่างราคา ในยุคดอกเบี้ยเงินฝากมันติดลบ ปัจจุบันดูตัวเลขปริมาณการซื้อขายของญีุ่ปุ่นเทียบกับทั้งโลก ก็จะเห็นความแตกต่างมหาศาล กลายเป็นกลุ่มผู้เล่นที่มีบทบาทกับการเคลื่อนไหวของราคาในตลาด


รัฐบาลญุี่ปุ่นไม่ได้ห้ามการเทรด Bitcoin แต่เข้ามาควบคุมตลาด Bitcoin และ crypto currency อย่างจริงจัง พยายามทำให้จากใต้ดิน ขึ้นมาบนดินกลายเป็นตลาดที่โปร่งใส่เพื่อการตรวจสอบ และดูแลได้ เพราะตัวเลขการ้องเรียนจาก Government-backed National Consumer Affairs Center พบว่า กรณีการหลอกหลวงระดมทุนใน ICO และการลงทุน crypto currency แลกกับผลตอบแทนสูงผิดปกติ เกิดขึ้นมาก ตาม ภาวะราคา Bitcoin ที่พุ่งสูงขึ้น ปี 2017 มียอดสูง 1,100 ราย เทียบปี 2016 มีการร้องเรียนการหลอกลวง 848 ราย ทำให้รัฐบาลทดลองหาวิธีการจัดการดูแล

ดูเหมือนสถานการณ์รวม จะดีขึ้นหลังทำให้ถูกกฏหมาย ง่ายการติดตามดูแลการซื้อขาย cryptocurrencies ซึ่งบริษัทโบรกเกอร์รับเทรด หรือ exchange หลักขนาดใหญ่ ต่างต้องจดทะเบียนถูกต้องตามกฏหมาย และมีเงินทุนสูงสำรอง ซึ่งส่วนใหญ่มี Backup จากธนาคาร หรือกลุ่มกองทุน VC เช่น Bitflyer มีกลุ่ม MUFG สนับสนุนเงินทุน ,ส่วน Quoine สนับสนุนเงินทุนโดย Jafco และอีกหลายเจ้าที่มองว่า กระแส Bitcoin เป็นโอกาสทางธุรกิจ ทำให้มีผู้ให้บริการเปิดใหม่อีกหลายรายช่วงปีที่ผ่านมา

อ่านเพิ่มเติม
https://www.ft.com/content/0d9d6186-b808-11e7-9bfb-4a9c83ffa852

Facebook And Trader

เมื่อเช้ามีคนถามผมว่า พี่ใช้เวลาบน facebook วันละกี่ชั่วโมงครับ ??

ถ้าให้ทายคงคิดว่าเยอะ ใช่ไหมครับ เพราะอาจจะเห็นผมโพสบ่อย แต่จริงๆแล้ว ผมใช้เวลาในเฟสบุ๊คต่อวัน แค่ 1 ชม. เท่านั้นเอง(สำหรับเขียนบทความ ซึ่งก็ถือว่าไม่น้อยแต่ก็คุ้มค่า) เพราะเหมือนเคยบอกไปส่วนตัวใช้ facebook เป็นสมุดบันทึก เรื่องราวที่เกิดในตลาดหุ้น ตลาดทองคำ ตลาดค่าเงิน และใช้เป็นสมุดจดแชร์ความรู้ด้านการเทรด แชร์เรื่องราวเศรษฐกิจ น่าสนใจ ให้กับเพื่อนๆน้องๆได้ติดตาม พอผมอ่านเจอบทความ เรื่องราวๆดีๆก็จะนำมาเขียน แปะแชร์ไว้ให้ ซึ่งทุกวันผมจะเข้ามาโพสเรื่องราวๆ บทความ กราฟ หรือเรื่องราวแล้วก็ไป ไม่มีเวลาไปตามอ่าน ตามคอมเมนต์ ของเพื่อนๆท่านอื่นเท่าไหร่ ตรงนี้ทำให้ไม่ได้ใช้เวลาเยอะบน facebook

และเป็นการอธิบายประเด็น ที่มีคนถามมาเยอะมาก ว่าทำไมผมไม่กด รับ friend ไม่ได้เลือก หรือไม่ได้หยิ่งอะไรแต่เพราะส่วนตัวไม่มีเวลา เข้าไปร่วมกิจกรรม หรือสันทนาการกับใคร ดังนั้นเลยคิดว่าไม่ขอรับ เพื่อนเพิ่มดีกว่า จะได้ไม่เป็นการหมางใจ ถ้าไม่ได้เข้าไปทักทาย ไป chat หรือติดตามกด like หรือคอมเมนต์ใดๆ


ส่วนท่านอยากเรียนรู้ก็ กด follow ติดตามกันได้ รับรองว่าจะมีเรื่องราวๆดีๆมาแชร์ให้อ่านกันเรื่อยๆ ส่วนถ้าอยากได้บทความเก็บไว้อ่านก็ไม่ต้องกังวล ปลายปีทำรวมเล่มแจก เหมือนเช่นที่ผ่านมา มี yearbook 4 เล่มแล้ว เพราะ content ที่แชร์ที่ทำ มีสาระมีประโยชน์ มี link อ้างอิง ซึ่งสามารถเก็บไปอ่านทบทวน ศึกษาเพิ่มเติมได้ ครับ



Alternative Data

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา StockTwits จัดงาน Stocktoberfest 2017 ที่ San Diego มีหลายคลิปสัมนาที่น่าสนใจปล่อยออกมา ผมกำลังนั่งตามเก็บอยู่ หนึ่งในนั้นที่วันนี้มีโอกาสได้ฟังจบ คือหัวข้อ alternative data เขานำผู้เชื่ยวชาญด้าน Quant ใน wall street ได้แก่ Tim Harrington จาก Battlefin, Erik Haines จาก Guidepoint, Morgan Slade จาก CloudQuant, และ Chris Petrescu จาก WorldQuant มาแลกเปลี่ยนและให้ความรู้ ประเด็น The rise of quants and alternative data

Alternative data ตอนนี้กำลังเป็น hot topic เติบโตและเป็นที่ต้องการมาก คุณ Petrescu พูดถึงคำว่า quantamental แนวทางของ Quant ผสมผสานกับ Fundamental เดิม กล่าวโดยสรุปคือ alpha model ในการลงทุน จากการใช้ทั้งข้อมูล fundamental เดิม(งบการเงิน) รวมกับข้อมูล alternative data เพื่อสร้างโมเดลประเมินกิจการ ทำนายผลประกอบการ ตัวเลขรายได้ของบริษัท



Alternative data ที่พูดถึงมีตั้งแต่ข้อมูลเชิงตำแหน่ง เช่น geolocation จาก mobile ,ภาพถ่ายดาวเทียม(ตัวอย่างเช่นติดตามจำนวนรถในลานจอดรถของห้าง) , ข้อมูลการใช้บัตรเครดิต ยอดบัตรเครดิตในร้านค้า หรือสถานที่ต่างๆ ,ข้อมูลตำแหน่งและการเคลื่อนที่ของคนจากโทรศัพท์มือถือ ,ข้อมูลจาก sensor ,ข้อมูล sentimental จาก social media ,ข้อความจาก web content และอื่นๆ ยกตัวอย่างประเมิน รายได้ของห้าง ใช้ข้อมูลดาวเทียมรายละเอียดสูงนับจำนวน รถที่จอดในลานจอดรถกลางแจ้งของห้าง ,คำนวณปริมาณข้อมูลการใช้มือถือบริเวณห้าง เปรียบเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้า, ข้อมูลยอดเงินและจำนวนความถี่การใช้บัตรเครดิตการ์ดซื้อสินค้าในห้าง รวมถึงข้อมูล social media ที่มีการโพสถึงกิจกรรมและการบริการเกิดเกี่ยวห้างสรรพสินค้านั้นๆ ช่วงไตรมาสที่ผ่านมา ข้อมูลเหล่านี้ ถูกนำมาวิเคราะห์ด้วยโมเดล เพื่อประเมินหารายได้ อนุมานผลประกอบการ


ข้อมูลจำนวนมหาศาล เกิดขึ้นใหม่ทุกวัน ประเมิน 2.5 billion GB ซึ่งจะถูกบริษัทด้าน IT ที่มีเทคโนโลยีและนัก data scientist คัดกรองประมวลผล+จัดการ นำข้อมูลไปจำแนก เพื่อขายต่อให้กับ กองทุนหรือ hedge fund ต่างๆ ซึ่งบริษัทเหล่านี้ปัจจุบันมีการจ้าง data scientist และนักกลยุทธ์ มาวิเคราะห์ data set เพื่อสกัดหา insight รวมถึงนำไปใช้ประกอบกับข้อมูลดั่งเดิม ราคา ปริมาณการซื้อขาย และงบการเงิน เพื่อสร้าง กลยุทธ์การเทรดและการลงทุน ต่อไป (รวมถึงการต่อท่อให้กับ AI และ machine learning)


คุณ Harrington และ Haines เขามองว่าเหมือน alternative data กลายเป็น edge หรือความได้เปรียบที่เหล่ากองทุน หรือผู้เล่นรายใหญ่กำลังมองหานำมาใช้กัน ซึ่งบริษัท data service มีการสกัดข้อมูลเพื่อมาขายบริการ แต่ alternative data ก็มีข้อจำกัดการใช้งานเช่น noise หรือ error ที่เกิดจากการด้อยคุณภาพหรือความไม่สมบูรณ์ , ประเด็นต้นทุนข้อมูลราคาสูง เช่นข้อมูลแปลจากภาพดาวเทียม รายละเอียดสูง หรือประเด็นการสกัดนำข้อมูลมาใช้สร้าง model ในการสร้าง alpha ให้ได้เกิดได้จริง
สิ่งที่ 4 คนเห็นเหมือนกันคือ อนาคต alternative data ยังเป็นที่ต้องการ และน่าจะมีการใช้ข้อมูล data set ใหม่ๆมาประกอบการวางแผน สร้างกลยุทธ์การเทรด การลงทุนต่อไป ส่วนการเข้าถึงก็อาจจะสะดวกและง่ายขึ้น

ฟังคลิปสัมมนาเต็มได้ที่
https://www.youtube.com/watch?v=rtrKjZAo7Tk

วันพฤหัสบดีที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2560

Deep Learning in Trading

ทำการบ้านวันนี้นั่งอ่าน paper และ slide ของ qplum llc เป็น
investment firm สาย AI มี AUM ราวๆ 28 ล้านเหรียญ คุณ Gaurav Chakravorty เขานำเสนอเกี่ยวกับ Deep Learning in Trading ในงานสัมนาที่ Univ. of Pennsylvania มีประเด็นน่าสนใจหลายเรื่อง
โดยเฉพาะเรื่องของ A.I. and Deep Learning ในการเทรดและการลงทุน ใน slide เล่าถึงวิวัฒนาการของการพัฒนากลยุทธ์การเทรด จากอดีตมาถึงปัจจุบัน, HFT , แสดงการใช้เรื่องของ Data Science ในการสกัดเอา insight จาก Big Data จำนวนมหาศาลที่เกิดในแต่ละวัน(ข้อมูล,รายงาน,ข่าว,ราคา,ปริมาณการซื้อขาย,Market Data, Bid/Offer เป็นต้น) รวมถึงการนำข้อมูลเหล่านั้นมาพัฒนา Deep Learning Model เพื่อวิเคราะห์หารูปแบบ รวมถึงภาวะการเปลี่ยแนปลงของข้อมูลจำนวนมากและซับซ้อนที่เกิดขึ้น เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจซื้อขาย หุ้นและอนุพันธ์ สนับสนุนกลยุทธ์การเทรดแบบ High Frequency Trading



สรุปย่อๆประมาณนี้ เข้าไปอ่านเพิ่มเติมได้จาก slide ด้านล่าง
ปล. คลิปนี้ดีมากนะครับ คนพัฒนาระบบ มาบรรยายเอง มุมมองของจริงมาก ดังนั้นใครทำระบบด้านนี้แนะนำให้ลองฟังเลย ราวๆ 1 ชม.

ดู profile ของบริษัท  qplum llc  ก็น่าเชื่อถือ ไม่ใช่มีแต่ชื่อลมๆ บริษัทลงทะเบียนกับ NFA CTA และอ้างอิงใน ฐานข้อมูลของบลูมเบริก น่าจะการันตรีความมีตัวตนและความน่าเชื่อถือได้

ฟังคลิปสัมมนาย้อนหลัง
https://www.youtube.com/watch?v=V_LfAaASJ2g

Do you believe in Bitcoin?

ได้อ่านบทความนี้ของ BI เป็นเรื่องราวของ Didi Taihuttu ชายผู้เป็น Bitcoin believerสาย Hardcore ที่ขายสินทรัพย์ทุกอย่างที่มี เพื่อซื้อ Bitcoin และรอให้ผลตอบแทนมันเพิ่มทวีคูณ
Didi Taihuttu ชายวัย 39 ปี ภรรยา 1 ลูกสาว 3 คนหลังจากที่คุณพ่อเขาตายด้วยโรคมะเร็งในวัย 61 ปี เขาได้ขายธุรกิจ ขายบ้าน ขายรถ และสินทรัพย์ทั้งหมดที่มี ซึ่งตอนแรกเขาพยายามจะขายบ้านมูลค่า 300,000 eur เป็นบิตคอยแต่ติดปัญหาที่ระบบธนาคารและการโอนสัญญาซื้อขายอสังหา ทำให้ต้องซื้อขายเป็นสกุลเงินแบบเดิม
หลังจากขายบ้าน และธุรกิจเก็บเงินบางส่วนเพื่อออกเดินทางท่องเที่ยวรอบโลก กับครอบครัว และใช้เงินส่วนใหญ่ที่เหลือ ซื้อ Bitcoin เก็บสะสมไว้ โดยมีเป้าหมายเดินทางไปยังประเทศต่างๆ ใน Asia , Australia และเขาเปลี่ยนมาเลือกใช้ชีวิตแบบ สมถะ(แตกต่างจากอดีตที่ครอบครัวเขานิยมความหรูหรา) ไปจนถึงปี 2020 โดยคาดหวังว่า Bitcoin ที่สะสมเป็นแหล่งพักเงิน มันจะโดขึ้นจากเดิม 3-4 เท่า ในอีก 3 ปีข้างหน้า
Minimalist คือ Key ที่ Didi Taihuttu บอกว่ามันจะช่วยทำให้เขาสำเร็จในการเดิมพันครั้งนี้ ซึ่งเขาเล่าว่าหลายคนอาจจะคิดว่าเขาบ้า แต่เขารู้จัก Cryptocurrency มาตั้งแต่ปี 2010 และระหว่างเดินทางไปในหลายประเทศเขาก็เห็นคนจำนวนไม่น้อยใช้ digital currency


ในอีกมุมเขามองว่า กำไรที่ได้มาจากโปรเจคนี้ไม่ใช่แค่ตัวเงิน แต่มันเป็นโอกาสที่จะได้เดินทางท่องเที่ยว พาครอบครัวไปเรียนรู้โลก และเปลี่ยนมาใช้ชีวิตแบบ minimalist แล้วปล่อยให้เงินส่วนใหญ่ที่พักไว้ใน Bitcoin รอวันเติบโต ซึ่งเขาเชื่อว่า blockchain technology ใน 3-4 ปีข้างหน้ามันกลายเป็นกระแสหลัก เติบโตและได้รับการยอมรับ ซึ่งน่าจะเป็นผลบวกต่อการเก็บสะสมของเขา
คงไปสรุปไม่ได้ว่า มันผิดหรือถูก ดีหรือไม่ดีอย่างไร แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันก็เป็นการเลือกใช้ชีวิตและเลือกการวางแผนการลงทุนใน digital currency ที่ดู hardcore แต่ก็น่าติดตามผลครับ

ส่วน Data ชุดนี้จาก บลูมเบริกเขานำเสนอปริมาณการเทรดในตลาด crypto currency ที่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา กลับมา bullish อีกรอบ โดยเฉพาะ Bitcoin ที่กลับมาทำ New high เหนือแนว $5,000 ได้อีกครั้ง ปีนี้บวกราวๆ 400%
ดูจากข้อมูล สิ่งที่เห็นชัดใน ปี 2017 คือมันเป็นเกมส์ของฝั่งเอเซีย อันนี้ว่าไปตาม data ที่มาจาก exchange หลัก เราจะเห็น Bitcoin ปี 2016 จีนเป็น Big player ซื้อสะสมมาก ตัวเลขการแลกเปลี่ยน หยวนไปเป็น BTC ผ่านมาปี 2017 กลายเป็น volume หลัก เปลี่ยนกลับมาจากฝั่งของ Japan แทนซึ่งเฉลี่ย 55% ของการเทรดส่วน จีนเหลือแค่ 10%
เบอร์สองที่มาแรงอย่าง Ethereum ปริมาณการเทรดมาจาก เกาหลีใต้เป็นหลัก ดังจะเห็นปริมาณการแลกเปลี่ยนจาก Korean won สูงกว่า 60%
ยิ่งตามยิ่งน่าสนใจ เพราะถ้ามองแค่ ราคา อาจจะเห็นถึงความผันผวนและความมันส์ ที่ แต่ถ้าเราดูปริมาณการซื้อขาย จะพบเลยว่า ฝั่งยุโรป และอเมริกา กลับมีการเทรด crypto currency ลดลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กลายเป็นชาติเอเซียจากจีนและญุี่ปุ่นกลายเป็น เจ้ามือ กลุ่มที่ซื้อสะสม(Buy Volume สูงกว่า Sell มากมายในตลาด crypto) 

ชาติที่ Cashless society อย่างยุโรป เช่น สวีเดน กลับมีการใช้หรือมีการเทรดตลาด crypto currency น้อยมาก รวมไปถึงบางประเทศมีการนำ block chain ไปพัฒนา digital currency อย่างถูกกฏหมายด้วยตัวเองแทน แถมเราจะเห็นกูรูฝั่งอเมริกา ยุโรป ตบเท้าให้ความเห็นว่า Bitcoin เป็นฟองสบู่ที่ไม่รู้วันแตก พยายามเตือนไม่ให้คนของเขาเข้ามาเทรด (แต่ราคาก็ยังลากขึ้นได้ทุกวัน )


นักวิเคราะห์สำนักต่างประเทศรายหนึ่ง ให้ข้อคิดไว้น่าสนใจ เขามองว่า ถ้าเอเซีย สะดุดหรือเจอวิกฤติการเงิน เม็ดเงินเข้ามาเก็บ Bitcoin และ Ethereum คงหนีไม่พ้นที่เจอผลกระทบครั้งใหญ่
ผมมองว่า Bitcoin เป็นอะไรที่น่าใช้เป็นกรณีศึกษามาก ทุกวันนี้ไล่ดูดเก็บข้อมูลจำนวนมากเอาไว้ ส่วนอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อ เจ้ามือหรือ Big Player จะใช้กลยุทธ์ยังไงในตลาดเก็งกำไรนี้ คงรอติดตามกัน

Crypto CFDs ของร้อนที่ต้องระวัง

ความเคลื่อนไหวในตลาด cryptocurrency ในปี 2017 ที่ร้อนแรงคือ การสร้างผลิตภัณฑ์ ลูกผสม CFDs + cryptocurrency (Bitcoin)
ที่เรียกว่าร้อนแรง กลายเป็นที่นิยม หลายโบรกเกอร์ต่างออกผลิตภัณฑ์นี้ออกมารับกระแส การเก็งกำไรช่วงปีที่ผ่านมา จนตอนนี้เหล่า regulator ของยุโรปทั้ง Financial Conduct Authority(FCA) และ CySEC ต่างออกมาเตือน นักเก็งกำไรและนักลงทุน ให้ระมัดระวัง ส่วนฝั่งสหรัฐนี้แบน ห้ามไม่อนุญาติให้เทรด CFDs กันอยู่แล้ว ด้านโบรกเกอร์ที่ออก Crypto CFDs ออกมาโต้แย้งว่า ทุกอย่าง OK ยังปลอดภัยเอาอยู่
Bitcoin เป็นสินค้าที่มีความผันผวนสูง เมื่อนำมาบวกรวมกับ Contract For Differences (CFD) ที่โบรกเกอร์พยายามออกมานำเสนอให้ลูกค้า ที่จูงใจด้วย leverage ยิ่งทำให้ความเสี่ยงมันเพิ่มขึ้น ปัจจุบันหลายโบรกเกอร์ต่างออกโปรดักช์ crypto-CFDs ออกมา เช่น IG เสนอให้ leverage 8:1 , Plus500 ให้ leverage 30:1, Ava ให้ leverage 20:1 เจ้าอื่นๆให้ leverage เฉลี่ยอยู่ราวๆ 10-50เท่า บางเจ้าเช่น bitmex ให้ 100:1 ก็มี หมายความว่า มีเงินแค่ $50 ก็สามารถซื้อสัญญา cfds bitcoin มูลค่า $5000 ได้ ซึ่งถือว่าสูงมากพอควร
เทรดเดอร์รายย่อย นิยมเข้าไปเทรดมาก ในภาวะราคาผันผวนบางคืนระดับบวกลบได้ถึง 5-10% ทำให้เกิดการได้กำไรและขาดทุนจำนวนมาก และตอนนี้กลายเป็นที่นิยมดูได้จาก volume ที่เพิ่มสูงมากกว่าปีก่อน และโบรกเกอร์จำนวนมากต่างออกสินค้ามารองรับความต้องการเทรดของลูกค้า


เป็นอีกความเคลื่อนไหวของ cryptocurrency ที่น่าติดตาม และเป็นเครื่องการันตรี สะท้อนภาวะการเก็งกำไรสุดโต่งชั้นดี ที่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การซื้อขายแลกเปลี่ยน Bitcoin มันไม่ใช่การใช้งานปกติแทนเงินสดอย่างเดียวอีกต่อไป
อนาคตไม่มีใครคาดเดา แต่ยังไงก็อย่าประมาท สิ่งต้องระวังคือเรื่องของ "อนุพันธ์" + "ฟองสบู่" + "ความโลภ" เพราะในประวัติศาสตร์มันไม่เคยลงเอยจบด้วยดีสักที จะมี Big Short ภาค 2 หรือไม่รอติดตามกันต่อไป

อ่านเพิ่มเติม

วันอังคารที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560

Domeyard: Hedge fund Startup

Domeyard บริษัท Startup ที่กำลังมาแรงหลัง ระดมทุน $10 ล้านเหรียญจาก VC และนักลงทุนสายการเงินชื่อดัง เช่น Howard Morgan (co-founder of Renaissance Technologies และ Gary Bergstrom จาก Acadian Asset Management


บริษัทมีผู้ร่วมก่อตั้ง 3 คน คือ Christina Qi , Jonathan Wang และ Luca Lin (อายุ 26 ปี) เริ่มสร้างตั้งแต่ในหอพักมหาวิทยาลัย เริ่มต้น Qi และ Wang สนใจการเทรดในตลาดหุ้น เขาหัดเทรดและพัฒนา algorithmic trading มาก่อนตั้งแต่ยังเรียนใน MIT โดย Wang เรียนด้าน computer science เขาสนใจการเทรด เช่นเดียวกับ Qi เพื่อนร่วมหอพักที่เริ่มเทรดจริงจัง จนมีโอกาสฝึกงานกับ Goldman Sachs ทั้งสองมีโอกาสได้ไปเจอกับ Luca Lin ซึ่งเรียนด้าน Physic จาก Harvard University และใช้เวลาว่างเป็นเทรดเดอร์ที่สนใจด้าน statistical arbitrage และทำด้าน machine learning เมื่อเรียนจบราวปี 2013 ทั้ง 3 คนร่วมกันเปิดบริษัท และพัฒนาระบบเทรด ระยะเวลากว่า 3 ปี




จนปัจจุบัน Startup สามารถระดมทุน Setup ระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงและเปิดบริการรับบริหารเงินในช่วงปี 2016 บริษัทขยายตัวมีพนักงาน 14 คนมีเทรดเดอร์และ portfolio manager จากบริษัทต่างๆเข้ามาร่วมงาน Domeyard เป็นฟันด์สาย High frequency trading ที่รันกองทุน hedge fund บนแนวคิดใหม่ เพราะไม่มีการเก็บค่า fee 20% แต่คิดค่าบริหารเงินจากผลกำไรที่ทำได้หักส่วนแบ่งราวๆ 40% (ถ้าไม่มีกำไรก็ไม่มีค่าบริการ)




ที่สำคัญ Fund นี้รันด้วย AI ใช้ ฺData Science และ Machine learning ในการสร้างกลยุทธ์การเทรดแบบ HFT ร่วมกับ Statistical Arbitrage เทรดบนการวิเคราะห์ความไม่ปกติของตลาดและพฤติกรรมราคาที่เกิด AI มีสมองและใช้ความเร็วจาก HFT เป็นความได้เปรียบในการทำกำไร สไตล์การเทรดเหมือนกับ Prop trading firm ทั่วไปคือ ไม่มีการถือ position ข้ามวัน โดยปัจจุบันเริ่มมีเงินทุนจากนักลงทุนเข้าร่วม และมีเงินเข้ามาให้บริหาร โดย Lin เล่าว่าปัจจุบันเทรด stock futures และ currency มูลค่าการเทรดต่อวันระดับ $1 Billion

Luca Lin มีเป้าหมายว่าพัฒนากลยุทธ์ High-Frequency Trading ด้วย machine learning ให้เติบโตต่อไป และเชื่อว่าอนาคตด้วยความรู้จากการวิจัยพัฒนาด้าน machine learning จะสามารถต่อยอดไปใช้ในงานด้านอื่นๆได้

อ้างอิงจาก

GRID Money Management

สรุปผลการแข่งขัน Robot Fighting

รอบที่2 เหลือทีมผ่านเข้ารอบ 6 ทีมจาก 20 ทีมในเดือนที่1 เริ่มเทรดเก็บคะแนน รอบใหม่ต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยสัปดาห์ที่ 1 ตัว Vector Scalping 4x4 (Benchmark) คะแนนนำ เทรดไป 37 ครั้งเก็บคะแนน 405.0 pips

การแข่งขันที่จัดเน้นการอยู่รอดระยะเวลา 2 เดือนในตลาด เทรดบัญชีจริง(micro) เน้นการเก็บ pip และคุมขนาด Draw down ให้ได้ตามเกณฑ์ จากการทำ Money Management ไม่เน้นการเร่งทำกำไรหรือการอัด lot size


การแข่งขันนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์กับสมาชิก จัดรายการ live ชื่อ Robot Fighting Documentary ประกอบไปด้วย โดยสอนเรื่องของ Tactic และกลยุทธ์ ช่วยทำให้สมาชิก พัฒนาระบบเทรด แบบยั่งยืน ไม่ล้างพอร์ต 

สองตอนแรก เรื่องของ GRID Money Management สามารถเข้าฟังได้ที่

https://www.youtube.com/watch?v=Ly0OiUi2mrA

วันอังคารที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560

Ray Dalio says 'bitcoin is a bubble'

ช่วงนี้คุณเรย์ ดาริโอ กำลังเดินสายโปรโมทหนังสือ Principles ทำให้ช่วงนี้มีคลิปการให้สัมภาษณ์เรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจและหนังสือ Principles เยอะเลย เท่าที่ไล่ฟังมาผมมองว่า คลิปที่สนทนากับ Tony Robbin แง่เนื้อหานี้น่าจะดีที่สุดแล้ว

แต่กระนั้นอีกคลิปที่ออกมาเมื่อสัปดาห์ก่อนซึ่งเป็นประเด็นร้อนคือเรื่อง Bitcoin เพราะคุณ ray dalio เป็นอีกคนต่อจาก Jamie Dimon จาก JPM ที่ออกมาจวกบิตคอยด้วยคำพูดที่ว่า "bitcoin is a bubble" เป็นอีกความคิดเห็นจากปากของผู้บริหารกองทุนเฮ็ดฟันด์ขนาดใหญ่อันดับต้นของโลก บริหารเงิน $160 billion ประสบการณ์กว่า 40 ปีในตลาดชื่อชั้นรับประกันไม่ต้องห่วง



ดูคลิปจาก CNBC ประเด็นของคุณ Ray dalio ที่ให้ไว้ก็น่าสนใจ กล่าวคือเขาไม่ได้ปฏิเสธเทคโนโลยี Blockchain นะ แต่เขามองว่า "ราคา" ของ Bitcoin มันขึ้นมามากจนเข้าภาวะฟองสบู่ เช่นเดียวกันมีการทำ ICO ออก Cryptocurrency ใหม่ๆจำนวนมาก ราคาต่างเพิ่มขึ้นเร็วด้วย volatility สูงในช่วงปีนี้ แต่การใช้งานด้านการแลกเปลี่ยน(transaction)กลับมาน้อยมาก เมื่อเทียบกับการเก็งกำไรมูลค่าหาประโยชน์จากส่วนต่างราคา คนส่วนใหญ่เก็บ Bitcoin เพราะอยากนำไปขายใน ราคาที่สูงกว่า
ก็ฟังไว้เป็นอีก 1 ความคิดเห็น ส่วนผลจะยังไงคงรอติดตามต่อ

อ่านบทความฉบับเต็ม
https://www.cnbc.com/2017/09/19/ray-dalio-says-bitcoin-is-bubble.html

5 Tips to reduce Draw Down

มีคำถามหนึ่งจากน้องเทรดเดอร์เกี่ยวกับการลดขนาด DD ของพอร์ตค่าเงิน เข้ามา ผมนำแนวคิดที่ใช้ในการบริหารพอร์ต robot trading ใน lab มาสรุปเป็นขั้นตอนเบื้องต้น เพื่อให้พวกเราลองเรียนรู้และไปปรับใช้กันครับ

1. วางแผนล่วงหน้ากำหนดขนาด Draw down ที่รับได้ไว้ก่อน เช่นกำหนด MaxDD = 60%

2. ติดตามขนาด Draw down จากกราฟทุกวันเช่นเดียวกับการดูกราฟราคาสินค้า โดยแบ่งแนวสังเกต Draw down จาก ระดับสูงสุดที่รับได้เป็น 4 ส่วน เช่น 15% , 30%, 45% , 60%

3. ป้องกันการโตของ Draw down โดยเทียบอัตราการเพิ่มของ Profit (cash flow) ต่อวันกับขนาดการเพิ่มของ Drawdown กรณีถ้า DD เพิ่มด้วย slope สูงแตะระดับสังเกต เช่น 30% จะต้องทำการลดขนาดของวงเงินในการเข้าเทรดลง,หรือวางกลยุทธ์เพื่อสร้างเงินสดมา cover loss จนกว่า DD จะกลับเข้าระดับปกติ


4. คุมอารมณ์ตัวเอง การมีวินัยทำตามแผนสำคัญมาก เพราะเวลาขาดทุน equity ลดลง Draw down เพิ่มมือใหม่มักอยากเอาชนะตลาดด้วยการแทงทบ หรือพยายามเพิ่มเดิมพันเพื่อกลบขาดทุน ซึ่งตรงนี้ 80% มันจะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ไปกว่าเดิม ถ้าพิจารณาพฤติกรรมข้อมูลราคา หรือภาวะตลาดไม่ดีเพียงพอ


5. อดทน ชะลอ เบาจังหวะการเทรดให้เป็น อย่าเร่งจนเกินไป พอ Drawdown เราเข้าจุดสูง เช่นแตะระดับ 50% เราต้องนิ่งให้มาก ใช้เวลาทบทวนแผนการเทรด และผลการเทรดที่ผิดพลาด เพื่อปรับเกมส์ให้เข้ากับภาวะปัจจุบันให้เป็น


แนะนำจากประสบการณ์ตรง หวังว่าจะเกิดประโยชน์ลองนำไปปรับใช้กันดูนะครับ

Bear Market and Millennial trader

ได้อ่านบทความหนึ่งเขียนถึงคำสัมภาษณ์ของ Jim Roger ประเด็นที่ว่า When this bull market ends, ‘you don’t want the 26-year-old around’
Jim Roger เล่าประสบการณ์สมัยตอนเขา 26 ปีช่วงสดและหึกเหิมทำกำไรจากการเทรดได้ 2 ปีติดกัน 500% ช่วงตลาดกระทิงบริษัทรักเขา แต่ปีต่อมา เกิดวิกฤติตลาด crash ราคาหุ้นตกลงรุนแรง กำไรที่ได้มา หลายปีหายไปหมด

Jim Roger ให้ความเห็นไว้น่าสนใจ โดยแกมองว่า millennial trader / investor ยุคใหม่เข้ามาทำกำไรในช่วงหลังวิกฤติซับไพร์ม 2008 ด้วยความมีกำไรจากตลาดขาขึ้น(long-run bull market) ทำให้เหล่า millennial มีความหึกเหิมและเล่นเกมส์เสี่ยง ไม่กลัวขาดทุนหมดตัว อาจจะเพราะเห็นว่าตลาดทำเงินง่าย แต่ด้วยประสบการณ์ที่ไม่มากและเชื่อว่าเงินหาง่ายได้เร็ว จึงทำให้ประมาท แง่บวกช่วงตลาดขาขึ้น ทำให้มี volume มีเม็ดเงินเข้ามาไล่ซื้อหุ้น ขับเคลื่อนตลาดให้ขึ้นแรง
สุดท้ายเมื่อจบรอบขาขึ้น เข้าสู่ตลาดหมีเต็มตัว millennial trader เหล่านี้ก็จะไม่สามารถเอาตัวรอด ในตลาดได้ วิธีการหรือความเชื่อที่เคยคิดว่ามันทำกำไร ก็อาจจะกลายเป็นใช้ไม่ได้และนำมาสู่การขาดทุนหนักไป



สรุปแล้ว อนาคตคงไม่มีใครเดาได้ ทิศทางตลาดก็เป็นอะไรที่นอกเหนือการควบคุมของเรา แต่สิ่งที่เราควบคุมได้และจัดการได้นั้นคือ "ขนาดความเสี่ยง" ของการเทรด
ดังนั้นชะตากรรมในตลาดหุ้น จะ "อยู่รอด" หรือ "ขาดทุนหมดตัว" จริงๆแล้วมันก็อยู่ในมือเราครับ

อ้างอิงจาก