สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

กลยุทธ์การขายสิ่งที่ไม่มีคนอยากซื้อ

 ราคา กับ อารมณ์ ในมิติของการเงินเชิงพฤติกรรม นี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก เกือบทุกวงการ คืนนี้ได้ดูซีรีย์เกี่ยวกับนายหน้าอสังหา ของญุี่ปุ่น เขาคิดวิธีขาย บ้านหลังหนึ่ง ที่เกิดคดีฆาตรกรรม , ยกครอบครัว พอมีคนตาย ก็ไม่มีใครกล้าซื้อ ญาติที่รับมรดกต่อก็ไม่กล้าอยู่ บ้านหลังใหญ่จากราคาเกือบ 100 ล้านเยน ก็เอามาตัดราคาขาย 10 ล้านเยน ก็ยังขายไม่ออก แทนที่จะโกหก ลูกค้า


นายหน้าอสังหา รายนี้ก็คิดวิธีขายคือ เธอทำการตลาดด้วยการทำแผ่นพับ ไปวางและนำเสนอ ตามโรงพยาบาล, ให้กับบุคลากรการแพทย์ แม้เจ้าหน้าที่ที่ทำงานเกี่ยวกับคนตาย, เจ้าหน้าที่นิติเวช, สัปเหร่อ เพื่อให้มาซื้อบ้าน หรือแลกเปลี่ยนบ้าน เพราะ คนเหล่านี้มีมุมมองเกี่ยวกับ ความตาย ที่แตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไป (เข้าใจ เคยชิน ยอมรับได้) ทำให้มองข้าม sentiment ไป รวมถึงเธอเน้นให้ คนซื้อเห็นถึงมูลค่าที่ดิน ที่สูงตามขนาดความกว้างของพื้นที่(แม้จะอยู่ไม่ได้ ทุบบ้านทิ้งขายที่ดินเปล่าก็ยัง กำไร ในอนาคต)





นอกจากนี้เธอยังจัดรายการท้าพิสูจน์ด้วยการไป นอนพัก ค้างคืนจริง เพื่อให้เห็นว่า มันไม่น่ากลัว และตัวบ้าน ยังอยู่สบาย

แต่สุดท้ายก็ขายบ้านได้ แต่ก็นั้นอีก มันไม่ใช่ว่าบ้านดี ที่ดินดี จะขายได้สำหรับคนทั่วไป เพราะ เรื่องของ อารมณ์ ยังเป็นส่วนสำคัญ ในการตัดสินใจซื้อ/ขาย ของมนุษย์ อย่างหนีไม่พ้น

สรุปประเด็นวุ่นๆไอพีโอพันล้านของ Ant Group

 จีนนี้อีกขาเหมือนจะล้ำสมัย แต่อีกขาเขาก็ยังยึดกรอบกติกาการปฏิบัติ ที่เข้มงวด ใครไปท้าทายนี้โดนอัดกลับแบบล้มไม่เป็นท่า ถ้าเคยอ่านประวัติ แจ็ค หม่า เขาก็โตหรือสำเร็จมาได้จากการเปิดทางของรัฐบาลจีน


แต่คุณแจ็ค หม่า รอบนี้ไม่รู้ว่าอะไรดลใจ ให้ กล้าวิจารณ์นโยบายการเงินของจีนว่าทำตัวเหมือนโรงรับจำนำ(ใช้สินเชื่อเยอะก่อนปล่อยกู้) ปิดโอกาสโตของธุรกิจ SME เรียกว่าวิจารณ์โชว์นักลงทุนต่างชาติ

พูดเสร็จเลยโดน รัฐบาลจีนอัดกลับเตะตัดขา ล้ม IPO ฟินเทค,และ e-payment ระดับตำนานดีลมูลค่า $3.97 billion ของ Ant Group (Ant Financial + Alipay) บริษัทในเครืออาลีบาบา แบบก่อนที่กำลังจะเข้าตลาดฮ่องกง,เซี่ยงไอ้ เพียง 2 วัน ข่าวระบุเป็นคำสั่งระงับจากท่านประธาน สี จิ้น ผิง ถ้ารัฐบาลจีนเอาจริงตามข่าว ประกาศกฎหมายควบคุมให้ ฟินเทคหรือนอนแบงค์ จะปล่อยสินเชื่อจะต้องมีเงินทุนสำรองอย่างน้อย 30% จากวงเงิน จะทำเอา Ant Group ไปต่อไม่ได้ในจีน และกลายเป็นธุรกิจผิดกฏหมายทันที เพราะ Ant Group มีทุนสำรองแค่ 2% ของวงเงินที่ปล่อยกู้




สุดท้ายรอดูว่ารัฐบาลจีนจะโหดแค่ไหนกับการคุมการชำระเงินแบบดิจิทัล(ซึ่งรัฐบาลกำลังเข้ามามีบทบาทมากช่วงปีที่ผ่านมา รวมถึง ดิจิตอลหยวนที่รัฐพยายามโปรโมทสุดแรง ทั้งชวนให้ใช้และแจกฟรีเข้ากระเป๋าประชาชน)

และลุงแจ็ค หม่า จะเจรจา ต่อรองยังไงเพื่อให้ Ant Group ไปต่อได้ ต้องไม่ลืมว่าจีน ก็มี online payment และฟินเทค เจ้าอื่น เช่น Tencent ที่เป็นคู่แข่ง และสร้างรายได้จากการเติบโตของเศรษฐกิจออนไลน์ของประเทศจีน

วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

Where Does Our Trading Edge Really Come From

 ระหว่างพักรอเทรด Gold ซึ่งคืนนี้วิ่งกระฉูด ดีจริงๆ นวค. ว่าความผันผวนรอบนี้รับ ดีเบตรอบ 3 และความเคลื่อนไหวจากการเมืองสหรัฐ ผมมีโอกาสได้ฟังคลิป "Where Does Our Trading Edge Really Come From" ของ คุณ Brett Steenbarger

ซึ่งเขาใช้เวลาอธิบายประเด็นที่ว่า edge ของเทรดเดอร์นั้นมาจากปัจจัยอะไร โดยสรุปเป็นภาษาชาวบ้านคือ ส่วนใหญ่มันสืบต่อมาจากทักษะและความสามารถของบุคคลนั้นๆ เช่นถ้าเราถนัดคิดคำนวณชอบตัวเลข การที่เป็น quant trader ย่อมได้เปรียบและทำได้ดีกว่าคนที่ไม่ชอบ , แบบเดียวกันถ้าเราชอบเล่นกีฬาชอบการแข่งขัน หรือเล่นเกมส์ ที่ต้องใช้การตัดสินใจแบบเฉพาะหน้าระยะสั้น การเป็น Day trading ย่อมมีความได้เปรียบและทำได้ดี เป็นต้น คุณ Brett Steenbarger บอกว่าพยายามหาสิ่งที่เรามี เราถนัดทำได้ดี นำมาใช้ในการเทรด การพัฒนากลยุทธ์ สไตล์การเทรดของเรา




แต่สุดท้าย การไปสู่ความสำเร็จ ก็ยังต้องมีการพยายาม และทำต่อเนื่อง เพื่อเสริม edge ที่เรามีอีกด้วย แต่ Key คือหาทางที่เหมาะกับจริตและหาความถนัดของเรา ดีที่สุดครับ
ฟังคลิปเต็มที่

Fear & Greed Index

เคยสอนเรื่องนี้สำหรับการทำ sentiment analysis ไว้เมื่อปีก่อน วันนี้ขอนำเอา Fear & Greed Index มาแชร์อีกครั้ง เพื่อให้พวกเราที่กำลังศึกษาตลาดได้ลองติดตาม ข้อมูล ตัวนี้ในช่วงเลือกตั้งใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ที่กำลังจะมาถึงในอีก 5 วันกัน

Fear & Greed Index พัฒนาโดย CNN Money ใช้ข้อมูลจากหลายส่วนที่เป็นตัว stress indicator จากปัจจัย 7 ข้อเช่น
1 Stock Price Momentum (The S&P 500 เทียบ MA125() )
2 Stock Price Strength (จำนวนหุ้นราคาชนแนว52-week High เทียบ , จำนวนหุ้นชน 52 week Low )
3 Stock Price Breadth (เทียบหุ้น volume ปรับเพิ่มกับตัวที่ปรับถดถอยจาก McClellan Volume Summation Index)
4 Put and Call Options (เทียบจำนวนสัญญาออปชั่นฝั่ง Put และ Call)
5 Junk Bond Demand
6 Market Volatility (จาก VIX)
7 Safe Haven Demand( ส่วนต่างผลตอบแทนระหว่าง stock และ bond)
มาวิเคราะห์ค่าผลรวมแบบถ่วงน้ำหนักเท่ากันแล้วสรุปผล เพื่อใช้วิเคราะห์หาพฤติกรรมตลาดหุ้นสหรัฐ ค่าจะเป็นสเกล 0 ถึง 100 คล้าย oscillator ที่บอกว่า ตอนนี้อารมณ์ตลาด ถ้าตัวเลขไปทาง 100 ยิ่งมากแปลว่า greed ยิ่ง bullish ขณะที่ถ้าไปทาง 0 หรือต่ำแปลว่าคนกลัวคนชะลอ แต่ถ้าแนว 50 +/- 10 กลางๆแปลว่าไม่ชัดเจน
ซึ่งตอนปัจจุบันนี้ ค่าของ Fear & Greed Index อยู่แถวๆ 42 ซึ่งโซน 50 ออกกลางๆหลัง ข้อมูลด้านปัจจัยราคา ลดลงต่อเนื่องจากก่อนหน้า ทำให้ดัชนี Fear & Greed เริ่มถดถอยลงมาตรงกลาง สอดคล้องกับปัจจัยความเสี่ยงในตลาดสหรัฐ ทั้งเรื่อง covid-19 ที่ยังเอาไม่อยู่ และความวุ่นวายทางการเมืองก่อนเลือกตั้งใหญ่ สัปดาห์หน้า ที่สองพรรคยังหาข้อตกลงไม่ได้
สุดท้ายสัปดาห์นี้ คงต้องติดตามกันต่อครับ



ปล. Fear & Greed Index เป็นแค่ตัวอย่างเครื่องมือหนึ่งในการวิเคราะห์ อารมณ์ตลาดสหรัฐ ใช้ดูสภาวะ risk on risk off แต่คงไม่ใช่ตัวเหมาะในการทำนาย ทิศทางตลาดหุ้น

วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2563

Can Money Buy Happiness?

 เมื่อวานเป็น meeting แรกของกลุ่ม Happy trader พยายามจะลองทำโครงการนี้ เพื่อสร้าง framework ง่ายๆ สำหรับคนคอเดียวกัน คำถามหนึ่งที่ติดใจ คือ เราเทรดได้เงินแล้วเงินมันซื้อความสุขได้ไหม ผมตอบประเด็นนี้ไปโดยอิงจาก คลิปนี้ วันนี้ผมจะมาย่อยให้น้องๆได้อ่านอีกรอบ




คลิปนี้คุณ Henry Baker เอาปัญหาอย่าง เงินซื้อความสุขได้ไหมมาเจาะลึก สัมภาษณ์ทั้งนักวิจัยและผู้เชืยวชาญที่ทำงานวิจัยและได้บรรยายแนวคิดบน Ted talk เช่น Dr. robert woldinger, Sandra Matz และ Michael Norton สรุปคือ มีเงินดีกว่าไม่มีเงิน และเงินสามารถซื้อความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีได้ โดยมีหลักดังนี้
- รู้จักตัวเองเป็น Introvert หรือ Extrovert ชอบมี enjoy คนเดียว หรือชอบออกสังคม เพราะถ้าใช้เงินไม่เหมาะสมกับจริตของเราใช้มากแค่ไหนก็ไม่ทางมีความสุขได้
- ใช้เงินเพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม เช่นการบริจาคเงิน การช่วยเหลือคนอื่น การเลี้ยงอาหารเพื่อน และอื่นๆ ทำให้เราอิ่มใจ และรู้สึกมีคุณค่า ขณะเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องมีเงินเยอะ ก็สุขได้
- ใช้เงิน เพื่อซื้อประสบการณ์ แทนการซื้อของไม่จำเป็น: นักวิจัยระบุการใช้เงินแบบนี้จะทำให้เรามีความพึงพอใจและมีความสุขยาวนานกว่าการใช้เงินซื้อของสะสมวัตถุราคาแพง

ส่วนตัวผมค่อนข้างเห็นด้วยกับบทสรุปนี้ ซึ่งเนื้อหาคลิปนี้ มีหลายประเด็นผมว่าน่าสนใจ มีโอกาสลองเข้าไปฟังได้จาก

Investing Lessons From the Top of a Quant Fund

 สัปดาห์นี้ได้อ่านบทความ Investing Lessons From the Top of a $7.3 Billion Quant Fund ซึ่งเป็นบทสัมภาษณ์ของคุณ Igor Tulchinsky CEO และผู้ก่อตั้ง WorldQuant LLC (quantitative hedge fund , $7.3 billion) ออกมาในช่วงโปรโมทหนังสือเล่มใหม่ The UnRules: Man, Machines and the Quest to Master Markets

ผมเป็นแฟนหนังสือของคุณ Igor Tulchinsky ตั้งแต่เล่มแรก พอได้อ่านบทความนี้จบคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์เลยอยากสรุปประเด็นสำคัญแชร์เก็บไว้

1. Take risks and to remain an optimist
- คุณ Tulchinsky อพยพหลบหนีจากโซเวียตมาใช้ชีวิตในสหรัฐตั้งแต่อายุ 10 ขวบ เริ่มต้นจาก 0 ใช้ชีวิตในห้องเช่าเล็กๆ ประสบการณ์สอนเขาว่าคงมีไม่กี่สิ่งที่เสี่ยงมากไปกว่านี้แล้ว ทำให้ เขากล้าเสี่ยง มองมุมบวก มุ่งมั่นที่จะเอาชนะอุปสรรค ผ่านช่วงที่เลวร้ายและความไม่แน่นอนไปได้

2. Simulation
อายุ 17 ปีเขาได้เริ่มเป็น video-game programmer สิ่งที่ได้เรียนรู้คือเรื่องของการคิดสร้างสรรอย่างเป็นระบบ การหาคำตอบบนความไม่แน่นอนด้วยการโมเดลปัญหาแล้วสร้าง simulation เพื่อหาผลลัพธ์หรือทางแก้ปัญหาที่เป็นได้มากที่สุด

3. Cutting losses and moving on
ช่วงวิกฤติการเงินรัสเซีย(Russia defaulted) เขาทำงานให้กับ Millennium ปีนั้นพอร์ตของเขาบริหาร ต้องขาดทุนหนักแต่ก็ไม่โดนไล่ออก เพราะเขามีกลยุทธ์สำรองเสมอ แม้กลยุทธ์แรก จะขาดทุนอย่างหนักจากวิกฤติเศรษฐกิจรัสเซีย แต่ กลยุทธ์ที่สอง ไม่ได้รับผลกระทบ สิ่งที่เขาทำคือ การหยุดการขาดทุนในกลยุทธ์ที่สูญเสียหนัก และมุ่งมั่นโฟกัสไปที่กลยุทธ์ที่อยู่รอด ความเสี่ยง เป็นสิ่งที่เกิดได้เสมอ คาดเดายาก แต่การเตรียมแผนรับมือจะช่วยทำให้อยู่รอดได้

4.Diversification
การกระจายความเสี่ยงสำคัญ แต่ต้องทำให้เหมาะสมในขณะเดียวกันไม่ใช่แค่การกระจายความเสี่ยงด้าน asset แต่หมายถึงการกระจายความเสี่ยงไปยัง alpha model ที่แตกต่างแนวทาง วิเคราะห์หาโอกาสจากแง่มุมต่างกัน
รวมถึงจากนักพัฒนาที่แตกต่าง(มาจากหลายประเทศ หลายพื้นฐานการศึกษา) เพื่อสร้าง alpha signal แนวคิดพื้นฐานของ alpha factory ที่เขาใช้บริหารพอร์ตของ WorldQuant

5. All theories and methods are flawed
ไม่มีกลยุทธ์หรือโมเดลอะไร perfect ดังนั้นคนที่ยึดติดอยู่บนกลยุทธ์เดียวตลอด ย่อมเจอช่วงที่ดีและเลวร้าย ทำให้พอร์ตโฟริโอเกิดผันผวนและเผชิญกับ Drawdown ขนาดใหญ่ในช่วงตลาดวิกฤติ ควรแผนรับมือและยึดติดกับแผนจนถึงที่สุด แต่แน่นอนว่าถ้าเกิดการขาดทุนที่มากผิดปกติ ควรพิจารณา ผลการเทรดที่เกิดเพื่อปรับปรุงและแก้ไข adapt ให้เหมาะกับสถานการณ์และความเสี่ยง
ยังมีอีกหลายประเด็นที่น่าสนใจ และมีบทเรียนดีๆหลายแง่มุมจาก Quant Fund ตัวจริงระดับโลกอีกท่าน ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ ท่านที่สนใจเข้าไปอ่านได้จาก



What I Learned Losing a Million Dollars

 ผมหยิบหนังสือเก่ามาปัดฝุ่นอ่านเล่นอีกรอบ What I Learned Losing a Million Dollars เป็นหนังสือโปรดอีกเล่ม ที่ผมมักแนะนำให้น้องๆเทรดเดอร์ ลองหามาอ่าน สาระในเล่มไม่หนัก ไม่ได้มีอะไรมาก แต่มันน่าสนใจเพราะเป็นหนังสือ ที่แตกต่างจากหนังสือส่วนใหญ่ที่มักพูดแต่เรื่อง เส้นทางความสำเร็จ (สไตล์ How To Be Successful) ซึ่งในด้านการเงิน หรือการลงทุนบางทีมันไม่สรณะ หรือไม่อาจจะทำตามกันแล้วสำเร็จ เป็นจริงทุกประการ เพราะมีปัจจัยเฉพาะหลายอย่างมาประกอบ(หลายอย่างมันเคยใช้ได้ในอดีตแต่ปัจจุบันวิธีการเดียวกันอาจจะใช้ไม่ดีอีกต่อไป)


แต่เรื่องความล้มเหลว หรือการขาดทุน นี้สิ ส่วนใหญ่ ไม่ต่างกัน 80% เกิดจากสาเหตุคล้ายกัน เคยล้มเหลวเหมือนกัน จุดนี้เราเรียนรู้ได้นำไปใช้ป้องกันหรือหลีกเลี่ยงได้ เล่มนี้ก็ไฮไลท์ไปที่ปมใหญ่ คือเรื่อง จิตวิทยา เช่น ego หรืออัตตา ที่ทุกคนล้วนมีเสมอ โดยหนังสือเล่มนี้เล่าตัวอย่างผ่านเรื่องราวของ Jim Paul ผู้ขาดทุน $1 million จากการตัดสินใจผิดพลาดจากการเทรดในตลาดเก็งกำไร(ตลาดหุ้นและคอมโมดิตี้ฟิวเจอร์) ทั้งเรื่องการลงทุนแบบขาดแผน เล่นตามอารมณ์ , ซื้อขายตามคำแนะนำของฝูงชน หรือพยายามยึดมั่นกับความเชื่อ ที่คิดว่ามันเป็นเหตุผลที่ดีที่สุดหรือถูกต้องที่สุด (ขาดทุนผิดทางหนักแต่ยังไม่ยอม stoploss)




สุดท้ายที่น่าจะเป็นสิ่งสำคัญที่ได้จากหนังสือเล่มนี้คือ เรื่องการมีระบบแผนมีระบบเทรด, รู้จักทำความเข้าใจการขาดทุน และการรับมือกับการขาดทุนที่เกิด เช่น ทิศทางราคาหุ้นจะขึ้นหรือลง เราควบคุมไม่ได้ แต่ผลการขาดทุนจะมากหรือน้อย เราสามารถควบคุมได้ก่อนหน้าที่จะตัดสินใจเทรดเสมอ

มีโอกาสลองหามาอ่านกันครับดีงามจริงๆ

วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2563

Hot Hand fallacy อคติที่เทรดเดอร์ควรระวัง

 เมื่อวานไปช่วยวิเคราะห์ผลการเทรดให้รุ่นน้องเทรดเดอร์มือใหม่คนหนึ่ง สิ่งที่พบจากการวิเคราะห์ pattern ผลการเทรดด้วยการทำ data analysis คือพบปัญหาจากอคติ แบบ Hot Hand fallacy

เทรดเดอร์มักมีความย่ามใจ ว่าเทรดได้ดี ได้กำไรติดกัน ก็อยากจะรีบกอบโกย บางทีเราไม่ได้อ่านสถานการณ์ หรือ วิเคราะห์พฤติกรรมราคาให้ดีพอ เทรดแบบเดิม แต่เพิ่มขนาด position size เพียงคิดว่าจะต้องได้มากกว่า ถ้ามือขึ้น จุดจบคือ กำไรที่ได้มา หายหมดในไม้เดียว



ความเสี่ยง(risk) มันคือสิ่งที่เทรดเดอร์ ควรตระหนักก่อนกำไร(profit)เพราะสุดท้ายราคาสินทรัพย์ที่เราเทรด ล้วนมีความเป็น Random walk ได้เสมอ นั้นหมายความว่าอิทธิพลจากการ random ย่อมมีผลต่อ performance ของเรา ดังนั้นโอกาสจะถูกทุกครั้ง ถูกต่อไปต่อเนื่อง นั้นเป็นไปได้ยาก ถ้าคิดได้แบบนี้ เราจะมีสติในการจัดการความเสี่ยง ทำตามระบบ รู้จักหยุด รู้จักรอและรู้จักมีจุดที่พึงพอใจ กับผลกำไรภาพรวมที่ได้ ในระยะยาวมากกว่า การรีบกอบโกยระยะสั้น
ฟังเรื่อง Hot Hand fallacy เพิ่มเติมได้จาก คลิปนี้ครับ

วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2563

ปีที่ไม่ค่อยดีของ Trend-following hedge funds

บทความนี้ดีงามมาก เขาพูดถึงกลุ่ม hedge funds สาย Trend following ที่ปีนี้ผลงานไม่ค่อยดี ค่าเฉลียผลตอบแทนของฟันด์สายกลยุทธ์ CTA ติดลบ -2.2% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ราวๆ +2% แต่ไม่ใช่ทุกฟันด์จะแย่ไปหมด บางฟันด์ที่ปรับตัวก็รอดได้ อยากให้ลองอ่านถึงแนวทางการปรับตัว ในวันที่ตลาดผันผวนและ Trend ไม่ชัดไม่มีให้ follow ง่ายๆแบบในอดีต

ชอบคำพูดของ Leda Braga, the head of Systematica มาก สอนให้เราเข้าใจตลาด เข้าใจการปรับตัว และไม่งมงายกับความเชื่อว่าจะมีเครื่องมือวิเศษที่คาดเดาตลาด หรือคาดเดาอนาคตได้



“We don’t claim to have found the Holy Grail. We have to continually learn and adapt our algorithms to cope better, enrich our models and prepare them for regime changes,”



อ่านบทความเต็ม

https://www.ft.com/.../5ea09868-ecc0-47d1-aa5c-57d33af543f4 

ความก้าวหน้าของเทรดเดอร์

เดือนก่อน ก็มีผู้หญิงท่านหนึ่งเขียนมาถามทาง email เพราะแฟนกำลังจะลาออกมาเป็นเทรดเดอร์ กลัวชีวิตจะไม่ก้าวหน้า พอเห็นโพสนี้ได้รับความนิยม เลยอยากแชร์ความคิดเห็นส่วนตัวไว้สักนิดเพื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับน้องๆมือใหม่

สำหรับผมมุมมองก็ยังเหมือนเดือน ที่เคยเขียนในหนังสือหรือบทความเมื่อ 5-6 ปีก่อน ว่าไม่ควรรีบจะลาออกจากงานประจำมาเป็นเทรดเดอร์ ควรค่อยๆวางแผน ค่อยๆทำสะสมประสบการณ์ ยิ่งในภาวะตลาดและเศรษฐกิจตอนนี้ เขาเรียกตลาดปราบเซียน จะลาออกมานั้นยิ่งต้องคิดใหม่หนักเลย ดังนั้นเทรดไป เรียนรู้ไปควบคู่กับงานประจำก็ได้เช่นกัน



ประเด็นสองความก้าวหน้า การเป็นเทรดเดอร์ เป็นเจ้านายตัวเอง ต้องบังคับตัวเองให้เป็นก่อน รู้จักบริหารเวลา มีวินัย มีความรับผิดชอบให้มาก ถ้ายังทำไม่ได้ อย่าลาออกมาเลยครับ ไม่รอดแน่นอน ข้อดีของความก้าวหน้า มาจากประสบการณ์และฝีมือโดยตรง ตอนปีแรกเหมือนทดลองงาน ให้หัดเทรดเบาๆ position size เล็กๆ ไม่ต้องใช้ leverage นัก เราอาจจะได้กำไรไม่มาก พอผ่านปี 2 ผ่านปี 3 เทรดได้ดี อยู่รอด ทำกำไรได้ต่อเนื่อง ค่อยเพิ่มอัตราความเสี่ยง เพิ่ม leverage (เหมือนใส่เกียร์ 3 4 5 ให้แรงขึ้น) จุดนี้ return หรือ profit ก็จะโตตาม ประสบการณ์ของเรา มี 1 ล้านไป 2- 3 ล้านเร็วมาก แต่ถ้าประสบการณ์ไม่มี ความรู้ไม่มี 1 ล้านก็หมดได้ไม่กี่วันเช่นกัน



แต่ปัญหาทุกวันนี้ คือมือใหม่ทำตรงกันข้าม เข้ามาตามคำโฆษณาและจะหวังโกย ได้กำไร 2-3 ครั้ง ก็อัดเงิน เทรดไม้ใหญ่ ใช้ leverage สูงแล้ว เจอตลาดผันผวนรอบหนึ่งก็หมดตัว ล้างพอร์ต ทำให้ไปไม่รอด จุดนี้จึงไม่ง่าย เพราะ

สุดท้าย การเป็นเทรดเดอร์ มันใช้อะไรในตัวเราหลายอย่างมาก มากกว่านั่งหน้าจอส่องกราฟ ตีกราฟ โดยเฉพาะเรื่องของ วินัย และความอดทน ซึ่งถ้าเราคิดจะเริ่ม หรือคิดจะลาออกมาเดินเส้นทางนี้ ควรตรวจสอบ คุณสมบัติ และจริต ตรงนี้ของเราเสียก่อน จะดีที่สุดครับ


https://pantip.com/topic/37503641?

อายุกับความสำเร็จของเทรดเดอร์

วันนี้ลองเอา AI ที่พัฒนาเพื่อใช้ช่วยให้คำแนะนำเทรดเดอร์ นำไปใช้ทดสอบประเมินความพร้อม จากการเก็บข้อมูลของมือใหม่ด้วย predictive model สิ่งที่พบหลังจากวิเคราะห์ผลคือ ส่วนใหญ่ถ้าเริ่มเรียนรู้เรื่องการเทรด ในตอนอายุเยอะ(40 ขึ้น+มีครอบครัว) มักจะมีข้อจำกัดเรื่องความเสี่ยงที่รับได้ และเวลาที่ใช้ในการฝึกฝนและศึกษาหาความรู้ ซึ่งขั้นตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นเด็กจบใหม่จากมหาวิทยาลัย หรือจะเป็นผจก.บริษัทวัย 50 เมื่อเริ่มต้น เราล้วนต้องใช้เวลาในช่วง preriod นี้ เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์และทำความเข้าใจตลาด เช่นกัน(ตรงนี้ไม่มีแต้มต่อจากอายุ หรือ ทางลัดใดๆ)


สิ่งที่พบจากการวิเคราะห์ข้อมูล คนที่เริ่มอายุเยอะ มีทรัพยากรเงินเยอะ บางทีเทรดผิดพลาด ผลคือขาดทุน ติดดอย หนักตามขนาดเงินที่ลงไป



ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ เริ่มให้เร็วนั้นดีที่สุด เพราะผิดพลาดล้มเหลว ในวันที่อายุน้อย มีเงินน้อย ต้นทุนและค่าเสียหายจากผลของความผิดพลาด มันก็จะจำกัดไป แน่นอนแม้เงินน้อยจะไม่ทำให้กำไรเยอะรวยในเร็ววัน แต่ถ้าเก็บประสบการณ์ได้มากพอ เมื่อมีเงินทุนมากขึ้น+ประสบการณ์ที่มากขึ้น โอกาสในการสร้างผลตอบแทน ที่ดีบนโอกาสในการขาดทุนที่จำกัด ก็มีมากตามไปเช่นกันครับ


ปล. ถ้ามีเงินทุนเยอะ แล้วเป็นมือใหม่ ก็ลองเริ่มเบาๆบางๆก่อน อย่าเพิ่งไปเน้นกำไรในภาวะตลาดในปัจจุบันแบบนี้


 

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2563

The Quant Universe

 จักรวาลแห่ง Quant ภาพสรุปจาก alpaca ปิดท้ายหัวข้อบรรยายวันนี้ ที่ผมเตรียม slide ไปร่วมแชร์ไอเดียและประสบการณ์กับน้องๆ developer และ quant trader กว่า 3 ชม. ส่วน โบรกเกอร์ต่างประเทศ รองรับการทำระบบเทรดอัตโนมัติ algorithmic trading system ด้วย Machine Learning




ผมนำภาพสรุปนี้จาก @quantra มาให้ดู ส่วนใหญ่ปัจจุบัน การใช้งานง่าย โบรกจะมี API ให้เราเชื่อม ส่งคำสั่งซื้อขาย หรือดึงข้อมูล market info ผ่าน python ได้เลย (แต่บางเจ้าอาจจำกัดความถี่ในการเรียกรับส่งข้อมูลบ้าง ต้องตรวจสอบให้ดีก่อนทำระบบ) อาจจะมีข้อจำกัดพอควร เมื่อเทียบกับ MQL4 , MQL5 ที่รันผ่าน metatrader ได้ทันที แต่ก็มีข้อดีคือ เราสามารถทำโมเดลที่ซับซ้อน และสามารถใช้ lib หรือสร้าง akgorithm ที่ยืดหยุ่นด้วย python เองได้








ไม่มีใครอยากขาดทุน

 ทุกคนที่เข้ามาในตลาด ไม่มีใครอยากขาดทุน(loss) แต่เมื่อต้นดิวกับความไม่แน่นอน และหลายปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้ ดังนั้นการขาดทุนมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของ การเทรดไป แต่ Key สำคัญคือ

-ขาดทุนยังไงแล้วไม่หมดตัว
-ขาดทุนแล้วสามารถ recover กล้บมาได้
-ขาดทุนแล้วทำให้เกิดการเรียนรู้(ได้รับประสบการณ์)
บทความนี้เขียนถึง Yusaku Maezawa ตำแหน่ง ceo ของ Zozo Inc.,ที่ออกมาทวิตเตอร์ "Deep Regrets" กับการขาดทุนจากการเทรดหุ้นในช่วงภาวะตลาดร่วงรุนแรงช่วงรับข่าว covid-19 pandamic ที่ผ่านมาโดยรอบนั้นเขาขาดทุนไป 4.4 billion yen ($41.4 million) แต่เขาไม่ยอมแพ้ประกาศก้าวจะหาเงินกู้การขาดทุนกลับคืนมา (จากการทำธุรกิจ)




Maezawa ยังเป็นเศรษฐีพันล้าน net worth $3.5 billion ลดลง $215 million จากปีก่อนหน้า เขาเองเป็น celeb คนดังในโลกออนไลน์ โดยก่อนหน้าเคยทวิตรับสมัครผู้หญิง ที่สนใจเป็นคู่เดินทางไปดวงจันทรั (ตอนหลังยกเลิกประกาศหาคู่ไปจากประเด็นดราม่า) กับโปรเจคจรวดขนส่งเอกชนของ Elon Musk ที่ตั้งเป้าพาคนไปดวงจันทร์ในปี 2023

วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2563

The Retail FX Trader: Rising Above Random

เมื่อวานมีติวน้องเทรดเดอร์ เขากำลังปั้นพอร์ตFX เพื่อแข่งของโบรเกอร์เจ้าหนึ่ง ผมนำ paper ชื่อ The Retail FX Trader: Rising Above Randomไปแนะนำ ให้อ่านคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับเทรดเดอร์ท่านอื่นด้วย ผมเลยอยากมาแชร์ไว้ในเพจ

paper นี้พูดถึงหลายประเด็นในการทำกลยุทธ์การเทรด FX โดยเฉพาะเรื่องของการใช้ technical analysis มีการทดลองหลายตัวอย่างกับข้อมูลย้อนหลัง 9 ปีกับ 4 ค่าเงินหลัก(AUDUSD,EURUSD,USDJPY,GBPUSD) ในภาวะตลาดต่างๆให้เห็นถึงข้อจำกัดในการใช้ technical analysis ในตลาดปัจจุบันืั้มีความไม่แน่นอนจากปัจจัยเศรษฐกิจและนโยบายทางการเงินของธนาคารกลาง





ผู้วิจัยไม่ได้พยายามบอกว่า Retail FX Trader ไม่ควรใช้ TA ตรงข้ามผลการทดลองแนะนำว่า ควรสร้างระบบตัดสินใจ ดีกว่าการตัดสินใจแบบ random ไปตามอารมณ์ ขณะเดียวกัน ระบบการตัดสินใจจะใช้ TA หรือใช้ Rule ทั่วไปก็ได้ แต่ต้อง commit ในแผนเพื่อวัดผลระยะยาว ด้านกลยุทธ์การจัดการเงินที่เหมาะสม reward to risk ratio เพิ่มความยืดหยุ่นด้าน time ในการถือครองออร์เดอร์ ซึ่งการทดสอบพบเพิ่มประสิทธิภาพของผลตอบแทน

ในขณะเดียวกันต้องมีแผนการจัดการความเสี่ยง โดยเฉพาะการหาค่า maximum loss ที่เรารับได้ไว้ล่วงหน้าเพื่อจำกัดขนาดการขาดทุนสูงสุดของพอร์ตที่เหมาะสม นอกจากนี้การเทรดต้องคำนึงถึง cost และค่า fee ต่างๆด้วย(ถ้าจะเทรดสั้นเทรดบ่อย เลือกบัญชีเทรด cost ไม่สูง เช่นเดียวกัน ถ้าจะถือยาวข้ามเดือนข้ามปีคำนวณ swap,spread และ fee ที่ไม่สูงก่อนเช่นกัน)

ปล. อย่าไปติดกับผลการทดสอบว่ากลยุทธ์ไหนดีกว่ากัน เพราะสุดท้ายพวกนี้ มันเป็นสิ่งที่ปรับเพิ่มประสิทธิภาพได้ ควรพิจารณาว่า กลยุทธ์ไหนทำผลงานได้ดีในภาวะตลาดใดมากกว่า

ยังมีอีกหลายประเด็นที่น่าสนใจใน paper นี้ลองเข้าไปอ่านรายละเอียดได้จาก link ด้านล่างนี้

https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=2817271



Meditation 10 * 10

เทคนิค Meditation 10 * 10 ที่เมื่อวานได้แนะนำให้กับน้องเทรดเดอร์กลุ่มหนึ่งฟัง แนวคิดไม่ซับซ้อน เรากำหนดเวลา 10 นาทีก่อนเริ่มเทรด(ตลาดเปิด) และ 10 นาทีหลังเลิกเทรดจนการเทรดของวัน ในการนั่งสงบๆเพื่อฝึกสมาธิ ทบทวนจิต ทุกวันต่อเนื่อง

การปฏิบัติไม่มีอะไรยาก ซึ่งสำหรับคนที่ไม่เคยทำ การนั่งนิ่งๆ 10 นาทีตามดูลมหายใจเข้าออกก็ไม่ง่ายเท่าไหร่ แต่ผลลัพธ์นั้นค่อนข้างดี เพราะช่วยทำให้ เราช้าลง นิ่งขึ้น โดยเฉพาะถ้าวันไหนเกิด Bad day เทรดไม่ดี ตลาดไม่เป็นดังใจ การทำสมาธิหลังจบวัน จะช่วยปรับให้เราช้าลง ลดการหมกหมุ่นจิตใจ ทำให้กลับไปใช้ชีวิตปกติ ประจำวันกับครอบครัว ได้ดีขึ้น ไม่จมอยู่กับการคิดถึง ผลกำไร ขาดทุน ตลอดวันที่ตื่น ซึ่งจุดนี้ อันตรายมากและส่งผลให้เกิดความเครียด และการกดดัน

ปัจจุบันการฝึกสมาธิ กับ การเทรด เป็นเรื่องที่นิยมมากขึ้น เราจะเห็นจากใน youtube ซึ่งมีคำแนะนำจากเทรดเดอร์ประเทศต่างๆ รวมถึงมี เพลง หรือ เสียงประกอบ ช่วยการทำจิตให้สงบอีกด้วย

ถ้าใครกำลังประสบปัญหา เรื่องการควบคุมอารมณ์ หรือความเครียดจากภาวะตลาดผันผวน ผมแนะนำให้ลองนำเทคนิคการฝึกสมาธิ 10*10 ของผมไปใช้ดูครับ