สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2561

The next financial crisis ,Ray Dalio

บทความนี้อ้างสัมภาษณ์ความคิดเห็นของ Ray dalio เกี่ยวกับวิกฤติการเงินรอบใหม่ โดยสรุปอาจจะเกิดในอนาคตอันไกล(ไม่น่าจะเกิน 2 ปี) ซึ่งจะเกิดแตกต่างจากวิกฤติการเงินอดีต ปัญหาจะซับซ้อนและยากที่จะแก้หรือกระตุ้นให้ กลับมาเหมือนเดิม อาจจะส่งผลให้เศรษฐกิจพักตัวยาว(slow growth) มีผลกระทบรุนแรงมากต่อสังคม เกิดปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ray dalio มองว่าความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในอนาคต และให้ความเห็นว่า Fed ไม่ควรรีบเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วเกินตลาดคาดหวัง
ตบท้ายด้วยประโยคสั้นๆ “I’d be more defensive rather than more aggressive,”


สถานการณ์ตอนนี้คำว่า crisis กลายเป็นประเด็นที่สื่อต่างๆนำมาถกเถียงและพูดถึงถี่ขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมันออกไปทางคล้ายๆกันคือ ทุกคนรับว่า asset มันราคาสูง(บางตัว over value) บวกกับอนาคตไปข้างหน้ามันมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะเมื่อสหรัฐโดยโดนัล ทรัมป์จะมาเปิด trade war ทั้งกับจีน ญี่ปุ่น ยุโรป กดดันเศรษฐกิจโลกเข้าไปอีก สุดท้ายเมื่อของกินของใช้แพง มันย้อนไปกระทบเศรษฐกิจของอเมริกา ซึ่งมีทั้งฝ่ายเชื่อว่ามีโอกาสจะเกิดการเปลี่ยนแปลง เกิดวิกฤติในเวลาอันใกล้ และบางฝ่ายเชื่อว่า อาจจะไปต่อได้อีกหลายปีหรือจนกว่า ภาวะเศรษฐกิจและการเมืองเข้าสู่จุดวิกฤติขั้นแตกหัก
สุดท้าย เทรดเดอร์รายย่อย มีสติไม่ประมาทดีที่สุดครับ
เข้าอ่านและฟังสัมภาษณ์ฉบับเต็มที่

สุขภาพ ต้นทุนสำคัญของเทรดเดอร์

เทรดเดอร์คืออาชีพ ที่ต้องเผชิญกับความเครียด ความกดดันสูง ยิ่งไปกว่านั้น คือเรื่องของความผันผวนไม่แน่นอน ของตลาดที่เราไม่สามารถควบคุม คาดเดาได้ ส่วนใหญ่ผลกระทบของการขาดทุน มันจะไม่ใช่แค่เสียเงิน อย่างเดียว มันมีเรื่องของสุขภาพ(จิตใจ+ร่างกาย)อีกด้วย
ทั้งเรื่องสุขภาพจิตจากความเครียด ความวิตกกังวล จากความทุกข์ ความผิดหวัง รวมไปถึงสุขภาพกายจากการต้องทำงานหนัก ต้องใช้เวลาในการเทรด ในการศึกษาเตรียมตัว ดังนั้นพออายุเข้าเกินหลัก 30 สุขภาพจะกลายเป็นทรัพยากรที่มีค่ามาก และถ้าดูแลรักษาไม่ดี หรือใช้สุขภาพแลกเงินแบบไม่สมดุล โอกาสเสียหรือขาดทุนในระยะยาวก็จะมีสูง
บทความ businessinsider อ้างอิงคำบอกเล่าของ Dr. Arjun Ghosh ตำแหน่ง consultant cardiologist จาก Barts Heart Centre ถึงการเก็บสถิติของการป่วยต้องเข้ารักษาตัวของเหล่า Bankers และ finance professional อายุ 20-30 ปีใน UK มีการเข้ารักษาตัวโรคหัวใจสูงเพิ่ม 10% ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา นอกจากนี้กลุ่มอาชีพด้านการเงินการลงทุนช่วงอายุ 20s ,30s มีสถิติการป่วยเป็นโรคหัวใจ หัวใจวาย เพิ่มและมีความถี่การเข้ารักษาตัวฉุกเฉินกับแพทย์หัวใจที่สูงขึ้น(เฉลี่ย3-4ครั้งต่อปีต่อคน) ซึ่งคุณหมอผู้เชี่ยวชาญแนะนำเรื่องของการจัดการกับความเครียด ลดความกดดัน ลดเวลาในการทำงานลง


เขียนเล่าเรื่องนี้เพราะอยากให้เห็นถึงอีกด้านของการเป็นเทรดเดอร์ บวกกับเช้านี้เพิ่งทราบข่าวจากเพื่อนที่รู้จัก ซึ่งเป็นเทรดเดอร์ของบริษัทแห่งหนึ่ง ต้องมาป่วยเป็นโรคหัวใจ ตั้งแต่อายุไม่เข้าวัย 40 จากภาวะความเครียดในภาวะตลาดแบบนี้และการพักผ่อนไม่เพียงพอ(ไม่ใช่ไม่นอนแต่นอนไม่หลับ)
เรื่องนี้สำคัญ ถ้าเราอยากเป็นเทรดเดอร์และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ควรมองเรื่องของ"สุขภาพ" เป็นอีก factor สำคัญในการออกแบบการเทรด ความเสี่ยงที่เราต้องเผชิญ(ระดับความกดดันที่เหมาะสม) ,ระยะเวลาในการเทรดและการเฝ้าติดตาม เป็นต้น
ไม่ควรมองเรื่องของกำไรหรือผลตอบแทนที่จะโกยได้อย่างเดียว เพราะบางทีกำไรที่ได้มา อาจจะไม่คุ้มค่ากับการสิ่งต้องเสียไป ทั้งสุขภาพและเวลาที่จะได้อยู่ใช้ชีวิต enjoy กับครอบครัว คนที่เรารัก
อ้างอิง

How To Really Tell If a Recession is Coming

คลิปรายการ At what Cost ตอนนี้น่าสนใจ เนื่องจากช่วงปี 2018 นี้ มีการพูดถึง recession กันบ่อยขึ้นหลังเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวขึ้นมาต่อเนื่องปีที่ 9 จากวิกฤติการเงิน บลูมเบริกนำเสนอตัวชี้วัดการเกิด economic recession จาก 3 expert 

1. yield curve 
- Lisa abramowisz นักข่าวผู้เชี่ยวชาญด้าน fix income พูดถึง yield curve เป็น indicator สำคัญที่มีความน่าเชื่อถือในการระบุการเกิด recession(จากอดีต 7 ครั้งที่ผ่าน) ปัจจุบัน yieild curve ต้องจับตาแม้จะยังไม่ invert แต่ก็ flat ระดับต่ำกว่า 1% เข้าใกล้ 0%
2. consumer confidence
- Matthew Boesler พูดถึงตัวชี้วัดเศรษฐกิจอย่าง consumer confidence ที่ปัจจุบันจากการสำรวจล่าสุด ออกมาไม่สดใจ มีการชะลอตัวโดยเกิดปัจจัยของราคาที่เพิ่มสูงต่อเนื่อง ทั้งบ้าน อสังหาริมทรัพย์ และรถยนต์ 

3. stock market
- Peter coy บรรณาธิการข่าวเศรษฐกิจการเงิน พูดถึง stock market แม้จะไม่ใช้ดัชนีชี้วัดที่น่าเชื่อถือมากนัก แต่ดัชนีตลาดหุ้นมีความสัมพันธ์กับเศรษฐกิจของประเทศ ยิ่งภาพเศรษฐกิจดี ส่งผลให้กิจการดี ดัชนีตลาดหุ้นเติบโต เข้าอ้างความคิดเห็นของ paul samuelson ระบุจาก 5 ใน 9 ครั้งการเคลื่อนไหวของ stock market สามารถทำนาย economic recession ได้ โดยสรุป coy กล่าวดัชนีตลาดหุ้นปัจจุบัน Bull market ที่ต่อเนื่องยาวนาน หุ้นมีผลประกอบการดี ราคาปรับตัวสูง ทำให้ต้องเฝ้าระวัง ยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้การถดถอยจากปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจในประเทศ

รับฟังฉบับเต็มได้จาก link ด้านล่าง
https://www.facebook.com/bloombergbusiness/videos/715253295479991/


วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2561

History of Money Management

วันนี้ผมได้อ่าน paper หนึ่งน่าสนใจมากเกี่ยวกับการบริหารจัดการเงิน(Money Management) ศาสตร์และกลยุทธ์ด้านนี้มีความสำคัญอย่างมากต่อเทรดเดอร์ โดยเฉพาะการอยู่รอดและการใช้ทรัพยากรเงินที่มีจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพ
คุณ Martin Sewell จาก University College London เรียบเรียงบทความวิชาการเกี่ยวกับ Money Management ไว้ได้น่าสนใจมากโดยเฉพาะส่วนของประวิติศาสตร์สะท้อน timeline ด้านองค์ความรู้ตลอดหลายสิบปี มีนักวิชาการและนักคณิตศาสตร์อีกหลายท่าน ที่นำเสนอบทความ เทคนิคและกลยุทธ์ด้านการบริหารจัดการเงิน ขอยกตัวอย่างเบื้องต้นมาให้ดู
Bernoulli (1938) ใช้ geometric mean การคำนวณ value of risky ตามมาด้วย Latan´e(1959) นำเอา Kelly criterion มาประยุกต์ใช้กับการบริหารจัดการพอร์ตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลตอบแทน
Edward O. Thorp(1962) ตีพิมพิ์บทความวิชาการการใช้ Kelly criterion สำหรับหาขนาดของการเดิมพัน(bet sizes) นอกจากนี้ Thorp ยังได้ทดลองใช้ Kelly criterion แทน Markowitz model ใน portfolio Management 
ในปี Edward O. Thorp(1980)  ออกบทความ ‘The Kelly money management system’
Ralph Vince 1990 ออกหนังสือ Portfolio Management Formulas นำเสนอโมเดลคณิตศาสตร์ในการบริหารเงินและจัดสรรทรัพยากรในการสร้างพอร์ต ที่โด่งดังมากคือ optimal f ส่วนขยายใช้กับ Kelly criterion
Cover and Thomas 1991 นำเสนอบทความเรื่องการใช้ Information theory กับการลงทุนในตลาดหุ้น
Vince (1992) ออกหนังสืออีกเล่มคือ The Mathematics of Money Management เล่มนี้ถูกเทรดเดอร์สาย trendfollowing จับนำไปใช้และมีการพูดถึวค่อนข้างแพร่หลาย
Rotando and Thorp (1992) เขียนบทความนำกลยุทธ์การใช้ Kelly strategy สำหรับ long-term investment
Browne and Whitt (1996) ออกบทความ Bayesian version of gambling and investment problems พูดถึง stochastic process และ randomwalk กระทบต่อกลยุทธ์การลงทุน รวมถึงKelly criterion
Karatzas and Shreve (1998) ออกหนังสือ Methods of Mathematical Finance
Anderson and Faff (2004) นำ optimal f ของ vince ไปทดสอบและพัฒนากลยุทธ์เทรดใน futures trading

Fabozzi, et al. (2007) ออกหนังสือ Robust Portfolio Optimization and Management เน้นไปทางการใช้เทคนิคการ optimization ผลตอบแทนและความเสี่ยง
Vince (2007) ออกหนังสือเล่มใหม่ The Handbook of Portfolio Mathematics เล่มนี้มีประเด็นการใช้ drawdown สำหรับ risk metric ของพอร์ต
Michaud and Michaud (2008) เขียนบทความอธิบายข้อจำกัดของ mean-variance optimization และสาธิตโมเดลการคำนวณด้วย Monte Carlo resampling เพื่อรองรับความผันผวนของ asset แทน
ยังมีเรื่องราวๆน่าสนใจอีกเยอะ ผมแค่สรุปบาง ส่วนเด่นๆเพื่อทำให้เห็นว่า กลยุทธ์การบริหารจัดการเงิน มันมีการพัฒนา มีการวิจัยโมเดล อย่างจริงจัง ประกอบกับการทดสอบข้อมูลจริงตลาด ช่วงเวลาต่างๆ ที่ทำให้ผลวิจัยสะท้อนภาวะความเป็นจริงที่เกิด ดังนั้นเราสามารถอ่านศึกษา เรื่องเหล่านี้เพื่อนำมาปรับประยุกต์ใช้ได้ครับ

The Outsiders :อ่านแล้วมาบอกต่อ

เดือนนี้ค่อนข้างยุ่ง เพิ่งจะมีเวลาอ่านหนังสือจบไป 1 เล่มแต่เป็นอีกเล่มที่ต้องบอกว่า อ่านแล้วประทับใจได้แง่คิดมุมมองค่อนข้างเยอะเลย จึงอยากมารีวิวให้ฟังกัน
The Outsiders: Eight Unconventional CEOs and Their Radically Rational Blueprint for Success เป็นหนังสือที่เก่าแล้ว ออกตั้งแต่ปี 2012 เขียนโดย William Thorndike หนังสือเล่าเรื่องราว วิธีคิด วิธีการบริหารงาน ของ 8 CEO ผู้ที่บริหารธุรกิจ จนเติบโตอันดับต้นของสหรัฐผลงานยอดเยี่ยมตลอด 50 ปี เช่น Tom Murphy (Capital Cities Broadcasting),Henry Singleton(Teledyne),Bill Anders(General Dynamics),Katharine Graham (The Washington Post),Warren Buffett(Berkshire Hathaway)


หนังสือเล่มนี้ทำให้เห็นว่าแต่ละธุรกิจล้วนมีโจทย์ มีความท้าทายที่แตกต่างกัน CEO แต่ละคนล้วนมีจุดเด่นและต้องมีการทำงานหนักร่วมประกอบเสมอ บางคนไต่เต้ามาจากสายปฏิบัติขึ้นมาบริหารธุรกิจ , บางคนอาจจะมาจากสายบริหารธุรกิจ แต่สิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันคือ ความสามารถในการรับมือกับปัญหา การคิดแบบเป็นระบบ การวางกลยุทธ์ในการแข่งขัน และวิสัยทรรศน์ใช้การขับเคลื่อนธุรกิจในอนาคต

อีกด้านหนึ่งที่พบคือ CEO ไม่จำเป็นต้องชำนาญในทุกเรื่อง แต่ต้องเข้าใจ รับฟังและมีความสามารถในการวางกลยุทธ์ภาพรวม การรู้จักเลือกใช้คน ดังนั้นการมีทีมงาน ผู้เชี่ยวชาญที่เก่งเป็นทรัพยากรสำคัญอย่างยิ่งในองค์กร พูดง่าย CEO เก่ง ลูกน้องไม่เอาไหน บริษัทก็ไม่เติบโตเช่นกัน

คุณสมบัติที่ดูเหมือนจะคล้ายกันของเหล่า 8 สุดยอด CEO นั้นคือ การโฟกัสทำธุรกิจเฉพาะสิ่งที่ตัวเองรู้ลึกรู้จริง CEO เหล่านี้มักมีเรื่องของประสบการณ์ที่สั่งสมในธุรกิจ ในกลยุทธ์เฉพาะ ซึ่งทำให้กลายเป็นจุดแข็งที่เอาชนะคู่แข่งและใชัพัฒนาบริษัท ขณะเดียวกันก็มีความอดทน กล้าจะตัดสินใจเดิมพันและรู้จักบริหารความเสี่ยง

ขณะเดียวกัน CEO เหล่านี้หาประโยชน์จากตลาดหุ้น เกมส์การเงินที่เราจะพบได้ พวกเขามีข้อมูลและสามารถแยกระหว่าง Price กับ Value ได้ดี ดังนั้นจะพบกลยุทธ์การซื้อหุ้นคืนเมื่อ Under Value และมีการเพิ่มทุน ระดมเงินเพิ่มจากตลาดหุ้น เมื่อราคาหุ้นช่วงตลาดกระทิงขาขึ้น นำเงินไปใช้ซื้อกิจการบริษัทอื่น , หรือเพิ่มเครดิตวงเงินกู้เพื่อขยายธุรกิจ
อีกประเด็นที่เห็นในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งอาจจะเป็นยุคเก่าคือ CEO เหล่านี้ค่อนข้างเก็บตัว ไม่ได้เชื่อมโยงตัวเองให้เป็นเป้าของสื่อ ไม่ได้ลงปกนิตยสารหรือรีวิวเพื่อสร้างภาพ แบบ CEO ทุกวันนี้ ส่วนใหญ่การคิดการตัดสินใจ ในหลายกรณีมักจะเลือกทำแบบเงียบๆในกลุ่มทีมทำงานจำกัด
สุดท้ายถ้าถามว่าชอบใครมากที่สุดใน 8 คนนี้ต้องบอกว่าเป็น Katharine Graham แห่ง Washington Post เป็น CEO ที่เก่ง เธอเป็นสายปฏิบัติขึ้นมาบริหาร มีบารมีมีชื่อเสียง แต่ก็ฉลาดเกมส์ธุรกิจและวางแผนเรื่องความเสี่ยงดีมาก ไม่เร่งรีบลงทุนหรือขยายธุรกิจจนต้องเป็นหนี้มาก ขณะเดียวกันก็กล้าที่จะขยายกิจการ ลงทุนเทคโนโลยี รวมถึงการควบรวมกิจการ เช่นเดียวกันชื่อเสียงและเส้นสายของเธอก็ทำให้ Washington Post มีความได้เปรียบในการดำเนินธุรกิจ

https://www.amazon.com/Outsiders-Unconventional-Radically-Rational-Blueprint/dp/1422162672/ref=sr_1_1

Bear Market Checklist

ออกตัวก่อน ผมไม่ได้เน้นการคาดเดาทิศทางตลาดนะ ที่โพสนี้แค่นำเสนอข้อมูล ข่าวและบทวิเคราะห์ ไม่อยากให้เข้าใจผิด และที่สำคัญคืออยากให้พวกเราอ่านแล้วคิด วิเคราะห์ ด้วยตัวเอง
บทความนี้เป็นข้อมูลจาก Steve Einhorn มือขวาของคุณ Lee Cooperman ปัจจุบัน Einhorn เขาเป็นผู้บริหารของ Omega Advisors(family office AUM $3.8 billion) เป็นนักวิเคราะห์เจ้าของเว็บ Disciplined Systematic Global Macro Views เขารวบรวมข้อมูล ปัจจัยที่ต้องติดตาม สำหรับการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ตลาดหมี (Bear Market) แบ่งปันไว้ โดยการวิเคราะห์ก็ไม่ใช้ Bias หรือพยากรณ์มั่วๆอย่างเดียว เขามีกระบวนการ มีปัจจัยที่ติดตามและทำการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงข้อมูลมาตลอดปี ได้แก่ Problematic Inflation ,Hostile Fed ,Prospects of recession ,Investor sentiment และ Valuation
ล่าสุดข้อมูลเป็นไปตามภาพที่เห็นปัจจัยต้องตระหนัก ติดตามอย่างใกล้ชิดคือ Hostile Fed และ Prospects of recession แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นรุนแรง ลองอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเข้าไปดู global macro view ได้จาก link ด้านล่าง

ปล. ส่วนตลาดหมีจะมาเมื่อไหร่ อันนี้ไม่มีใครบอกได้ แต่ติดตามรับรู้ข้อมูลและใช้ตรรกะในการพิจาณา เพื่อความไม่ประมาทจะได้รับมือกับอนาคตได้ดี

Top 10 Hedge Funds in the World 2018

เมื่อวานบรรยายเรื่องการทำ Exploratory Data Analysis ให้กับกลุ่มเทรดเดอร์และนักลงทุนสาย Quant ฟัง ผมนำตัวอย่าง data เกี่ยวกับการจัดอันดับ Top Hedgefund ล่าสุดปี 2018(ครึ่งปี) ไปบรรยาย โดยนำข้อมูลจากเว็บ relbanks และข้อมูลรายละเอียดของ CEO / Fund manager ของเหล่าสุดยอดเฮ็ดฟันด์ ในรูปแบบตารางมาทำ EDA เพื่อย่อยข้อมูล ทำให้เกิดการวิเคราะห์และสกัด value ในมุมมองต่างๆที่กว้างขึ้น จากภาพเราจะเห็นประเด็นที่หลากหลาย ไม่ใช่เพียงแค่การจัดอันดับขนาดการเติบโตของ AUM อย่างเดียว
กระบวนการวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูล ผมเลือกใช้ Tableau เพื่อความสะดวกและง่ายสำหรับมือใหม่ ที่ไม่ถนัดการเขียนโปรแกรม



สรุปล่าสุดครึ่งปี 2018 ไล่เรียงตาม AUM มีรายการดังนี้
1.Bridgewater Associates 1975 123
2. AQR Capital Management 1998 77
3. Man Group 1987 53
4. Renaissance Technologies 1982 50
5. Two Sigma Investments 2001 50
6. Millennium Management 1989 36
7. Elliott Management Corp 1977 34
8. The Baupost Group 1982 31
9. BlackRock 1988 28
10. Winton Group 1997 27



ท่านสนใจข้อมูลไปลองเล่นสามารถเข้าไปดูได้จากเว็บไซต์
https://www.relbanks.com/rankings/top-hedge-funds 

วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2561

"Everything Is Adding Up To A Sizable Gold Rally"

เจอบทความของ Tyler Durden จาก zerohedge เขารวบรวมข้อมูล อธิบายพฤติกรรมราคาทองคำเอาไว้ โดยเริ่มต้นอ้างอิงจาก Mark Cudmore ที่ให้ความคิดเห็นว่าทองคำมีแนวโน้มจะวิ่งขึ้น หลังลงมาทำจุดต่ำสุด 19-month ลดลงจากจุด Peak ของปีช่วงเดือน เมย. ถึง -15%


จุดน่าสังเกตคือเขาอิงเรื่องพฤติกรรมความสัมพันธ์ของ Gold และค่าเงิน Yuan ของจีน ที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกัน โดยบทความระบุว่ามีโอกาสว่า Yuan จะกลับมากระชาก(spike)แข็งค่า และมีโอกาสที่เกิดแรงซื้อไล่ทองคำกลับตามกันขึ้นมา หลังผ่านช่วงแรงกดดันจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน



นวค.มองว่า ส่วนทองคำดีดขึ้นรอบล่าสุดจากประเด็นการเมืองสหรัฐ ปมการสอบสวนการแทรงแซงเลือกตั้ง บวกกับการวิจารณ์ของ โดนัลทรัมป์ ต่อเรื่อง Fed policy และการแทรกแซงค่าเงินใน currency markets ของจีนและ EU
ข้อมูลประกอบในบทความนำเสนอข้อมูล COT report แสดง short position จำนวนมหาศาลในตลาด Bond Futures เช่นเดียวกับยอด net short position ใน gold future ของ hedgefund
ปล1. อย่าพึ่งประมาทหรือคาดเดาว่าทองคำจะขึ้น นำข้อมูลมาให้ติดตาม วิเคราะห์ประกอบไปเท่านั้น
ปล2. คิดว่าเดือนนี้และเดือนหน้า ตลาดอาจจะผันผวนพอควรเพราะเผชิญกับความไม่แน่นอน คงต้องติดตามกันต่อ
อ่านเพิ่มเติม
https://www.zerohedge.com/news/2018-08-21/cudmore-everything-adding-sizable-gold-rally

MT4 DDE Real-time Feed

กลุ่ม  trader เขาเชิญไปแชร์ประสบการณ์ ผมเลยนำเรื่องการวิเคราะห์ market activity ด้วย tick data (ไม่ขึ้นกับ time series model)ไปเล่าให้ฟัง ส่วนตรงนี้คือตัวอย่างเรื่อง MT4 DDE Real time feed ช่องทางการเชื่อม real-time data จาก Metatrader 4 ที่บริการข้อมูล crypto currency เข้าไปวิเคราะห์ ในโปรแกรม amibroker ที่เราจะใช้สร้าง algorithm เพื่อทดสอบระบบเทรดต่อไป
ปล1. วิธีนี้ง่ายสะดวก แต่อาจจะมีประสิทธิภาพไม่มากเท่าการเขียน python เชื่อมผ่าน API เหมาะกับมือใหม่ที่ไม่ต้องการทำอะไรมาก
ปล2. ใครอยากจะดึงข้อมูล forex เรียลไทม์ก็ทำได้เช่นกัน แต่ระวังเรื่อง error กรณีดึงข้อมูล tick จำนวนมากพร้อมๆกัน






บันทึกตลาดพันธ์บัตรสหรัฐ

ปีนี้ตลาดพันธบัตรสหรัฐกลับมาคึกคัก และค่อนข้างร้อนแรงมีประเด็นให้น่าติดตามตลอดปี ล่าสุดคุณ Jeff Gundlach คนนี้เป็นผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร DoubleLine Funds (Hedgefund , AUM $150 billion) ออกมาแสดงความคิดเห็นปนเตือน ระบุความกังวลในตลาด Bond ที่เหล่านักลงทุนรายใหญ่ กลุ่ม Hedgefund ที่เข้าไป short ฟิวเจอร์อิงกับพันธ์บัตรสหรัฐอายุยาว(10 ปีและ 30ปี) จำนวนมากเกือบสูงสุดรอบ 20 ปี ให้ระมัดระวังการระเบิดของราคาทิศตรงข้ามหรือโดน short squeeze



บทความนำเสนอข้อมูล COT ช่วงกลางปีที่ผ่านมา เห็นการสะสม short position จำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่ได้กำไร จาก yield ปรับเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาของบอนด์อายุยาวปรับลดลงต่อเนื่อง ราคาปรับลงมาจากจุดสูงสุดปี 2014 ที่ระดับ 3% แต่คุณ Jeff Gundlach เตือนว่าให้ระวังเพราะระยะห่างํ yield curve ระหว่าง Short และ Long Term มันใกล้กันมาก(อาจจะลงไปติดลบได้) อาจจะเร่งทำให้เกิดการ reverse ของ Yield กลับไปสู่ทิศทางถดถอยลง 



ซึ่งตรงนี้อาจจะทำให้นักลงทุนที่เปิด short position จำนวนมากต้องขาดทุนหนักและอาจจะโดนบังคับปิดสถานะพร้อมๆกัน ซึ่งจะทำให้ตลาดบอนด์วิกฤติและย่ำแย่ลงไปอีก
อันนี้เป็นคำเตือน อันหนึ่งที่น่าสนใจเลยนำมาบันทึกไว้ ให้ติดตามกัน
อ่านเพิ่มเติม

The American Dream Project

ทุกคนเกิดมาล้วนมีความฝัน แต่ template พื้นฐานของชาวอเมริกันก็คือ "อเมริกันดรีม" งานประจำที่มั่นคง, ครอบครัว (ลูก), บ้าน และรถยนต์ ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมอย่างปกติ
แต่ในยุคที่สังคมเปลี่ยน ภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยน อเมริกันดรีมในแบบความเชื่อสมัยยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 จะยังคงอยู่หรือเปล่า? นั่นคือคำถามที่ชายสองคนคุณ James Marshall และ Todd Williams ได้เริ่มทำโปรเจคนี้ผ่านการระดมเงิน $50,000 บน Kickstarter แล้วออกเดินทางหาคำตอบผ่านการสัมภาษณ์ พูดคุยกับผู้คนหลากหลาย(เพศ วัย และท้องถิ่น) จากนั้นถ่ายทอดเรื่องราวออกมาเป็นสารคดีเรื่อง The American Dream Project ซึ่งเป็นสารคดีที่น่าสนใจมาก เรื่องหนึ่งที่ผมมีโอกาสได้ดู
การนำเสนอเรื่องราวก็สนุกเพราะทั้งสองคน Todd และ James ออกเดินทางข้ามประเทศอเมริกาจากฝั่งตะวันตกไปตะวันออก เริ่มต้นจากนิวยอร์คไปจบที่แคลิฟอร์เนีย ด้วยการขี่มอเตอร์ไซต์ ซึ่งระหว่างทาง 2500 mile เขาจะแวะพักตามจุดต่างๆ ที่ผู้คน หรืออาสาสมัครที่สนใจใน project นี้ได้โพสเสนอที่พักให้ผ่านทาง social media โดยทั้งสองคนจะแลกที่พัก 1 คืนด้วยการไปทำงานให้กับเจ้าบ้าน บวกกับเป็นการสัมภาษณ์และเรียนรู้ชีวิตของคนอเมริกันในเมืองต่างๆ


ความน่าสนใจคือ ดูสารคดีนี้จบจะเห็นภาพอเมริกา ในมุมทีแตกต่างออกไป เราจะได้ไม่ได้เห็นเฉพาะเมืองใหญ่และความเจริญเท่านั้น แต่เราจะเห็นภาพของเมืองเล็ก เมืองร้างที่ถูกละทิ้งมีเพียงคนไม่กี่สิบคนพยายามจะฟื้นเศรษฐกิจของเมือง หรือบางเมืองเล็กๆ ที่ไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติ สีผิวอยู่รวมกันไม่ถึง 50 คนแบบพึ่งพาอาศัยกัน ,หรือบางเมืองที่สุดโต่งไปทางสิ่งแวดล้อมและการใช้ชีวิตแบบกรีนสไตล์ off the grid ก็มี
นอกจากนี้ยังเห็นนิยามของ American Dream ทั้งจากคนรุ่นใหม่ และคนรุ่นเก่า หลากหลายเพศ เชื้อชาติ สิ่งที่น่าสนใจคือ มันพัฒนาไป ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเงินหรือวัตถุอย่างเดียว จำนวนไม่น้อย Dream หรือฝัน มันกลายเป็นเรื่องของการมีชีวิตที่อิสระ ไม่ถูกผูกติดหรือต้องยึดกับแบบแผนที่คนส่วนใหญ่เดินตามๆกัน การใช้ชีวิตอยู่อย่างมีคุณค่าต่อสังคม ต่อโลกไม่เบียดกัน
สารคดีเรื่องนี้สนุก และน่าติดตามมากแนะนำให้ลองหามาชมครับ(มีฉายทาง Netflix ) ยิ่งถ้าใครชอบขี่มอเตอร์ไซด์ ผมว่าจะยิ่งถูกใจมากขึ้นไปอีก


วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ทำไม Over trading ถึงไม่ทำให้รวย

3 เดือนที่ผ่านมาทำ Project หนึ่งชื่อว่า Bot Over Trade คือสร้าง robot ให้มันเทรดแบบ Over trading ด้วย Leverage ระดับ 100:1 ในบัญชี standard โดยเป้าหมายจะพิสูจน์ประเด็น High Risk High Return มันไม่ work ระยะยาวให้น้องๆที่ร่วมฝึกเทรดด้วยกันดู
อีกประการส่วนตัวโดนถาม แนวถากถางบ่อยมากว่าเทรดทีละ 0.01 lot มันจะไปรวยได้ยังไง มันต้องกล้าได้กล้าเสีย ดังนั้นเลยทำการทดลองนี้มาให้ดูว่ามันไม่ได้จำเป็นว่าต้องเทรด lot เล็กเสมอไป มันขึ้นกับการออกแบบ Risk Management อีกประการอยากแสดงให้เห็นว่าทำไม ถึงไม่ใช้กลยุทธ์การเทรดแบบ Over trading (เพราะมันไม่ทำให้การเติบโตที่ยั่งยืนไง)


ผลการทดลองก็ง่ายๆ เทรด scalping ไปเรื่อยๆยิงเก็บ cash flow ไปโดยใช้เงินเริ่มต้น $30 เทรด ซึ่งเทรดไปตามภาวะ volatility ของตลาด ยิงเก็บ cash flow ไป มีโค้วต้าการเทรด 4 Unit เดือนแรกมัน flow ได้กำไรสูงถึง 63% ต่อเดือน เดือนสองยังแม่นยิงเก็บแต้มไปต่อได้อีก 16.5% เดือนสามประคองตัว มีติดบ้างแต่ปิดได้กำไร 5.4%
แต่เหมือนที่บอกครับ การเทรดแบบ Over trading มันไม่เคยทำให้ใครรวยระยะยาวเพราะ เมื่อประเด็นพิเศษเข้ามา ความผันผวนจากเหตุการณ์ไม่คาดคิด ตรงนี้คือประเด็น ตรุกี มันก็ทำให้ Equity ที่มีหายหมด ระบบนี้มี stoploss ที่ -50% ของ Balance ทำให้เมื่อขาดทุนมาถึงระดับ มันปิด position(ไม่ได้ล้างพอร์ตนะ $30 อยู่ครบ) สิริรวมยิงไป 30 Order ทำ pip ไปราวๆ 320 pip
จบสุดท้ายเดือนที่ 4 เหลือกำไร = 0 เท่ากับเงินต้น ผลคือขาดทุนเวลาไป 3 เดือน เสียค่าไฟ ค่า server อีก
การทดลองนี้ ผลก็ออกมาตามสมมติฐาน เพราะ principle ส่วนตัวไม่ Over trading อยู่แล้ว แต่การทดลองนี้เป็นของจริงอีกอย่าง ที่สะท้อนปัญหาว่าทำไมเทรดเดอร์ ทั่วไปถึงไม่สำเร็จ ตลาดดีเข้าทางได้กำไรมาก พฤติกรรมราคาไม่ปกติขาดทุนหนัก สุดท้ายได้ๆเสียๆเท่าตัว เช่นนี้เอง
ย้ำนี้คือตัวอย่างที่ไม่ดีในการออกแบบกลยุทธ์การเทรด เพราะใช้ leverage ที่มากเกินไป ควรวางแผนทำ risk management ให้เหมาะสม รับมือภาวะความเสี่ยงที่จะเกิดเพื่อให้พอร์ตมันอยู่รอดได้ก่อน ที่วิ่งไปหากำไรปีละ 100% หรือ 1000%

ส่วนผลของระบบเทรดอีกตัว ที่ทำงานด้วย strategies เดียวกัน บนสินค้าตัวเดียวกัน ช่วงเวลาเดียวกัน แต่มี Risk Management ที่แตกต่างกัน ตัวนี้ robot รันบน leverage 5:1 เท่า ผลที่ออกมาแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง


การเทรดระยะเวลา 3 เดือน ของระบบนี้ผลตอบแทนเป็น บวกสิริรวม 2% กว่าๆ(ไม่เยอะใกล้เคียงระดับ 100% เลย) แต่ DD ต่ำเก็บ cash flow ได้ต่อเนื่อง และแน่นอนว่า ไม่มีการขาดทุนหนัก(Big Loss) แม้ตลาดจะโครตผันผวนในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ทั้งจากประเด็น trade war , การปรับอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ และประเด็นใหญ่อย่างวิกฤติตรุกี ผลกำไรที่ได้จำนวนเงิน แม้ไม่มาก แต่เก็บระยะ pip ได้ไม่น้อยเช่นกัน ราวๆ 312 pip จากการเทรด 29 ครั้ง

นี้คือตัวอย่างบางส่วนของงานวิจัย จะเห็นมีการทดลองทำทั้ง 2 ระบบ 2 โมเดลในการเปรียบเทียบ เพื่อเกิดการสังเคราะห์องค์ความรู้จากการเทรดจริง ตลาดจริง มาใช้ในการพัฒนาต่อยอด แนวคิดการพัฒนาระบบเทรดต่อไป 


Salman Khan อดีตเฮ็ดฟันด์ผู้หันมาเปลี่ยนโลก

บทความนี้ขอมาเล่าเรื่องของ khan academy ต่อให้ฟัง ส่วนตัวผมชอบแนวคิดของการรู้และบอกต่อ เข้าใจแล้วถ่ายทอด ของคุณ คาน มาก ตามสโลแกน free world-class education for anyone anywhere เนื้อหาคุณภาพดีๆ เข้าใจง่าย มันถูกแจกจ่ายให้คนทั่วโลก นำไปใช้ ต่อยอดให้เกิดประโยชน์ได้มากมาย

ประวัติของคุณ Salman Khan ผู้ก่อตั้งและเจ้าของ khanacademy นี้คืออดีต นักกลยุทธ์ ของ hedge fund ชื่อ Wohl Capital Management เขาจบคณิตศาสตร์และคอมพิวเตอร์จาก MIT และมีปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจจาก Harvard Business School เมื่อตอนปี 2009 คุณSalman Khan เริ่มต้นทำ เนื้อหา ในรูปแบบ vdo ง่ายๆ เพื่อสอน mathematics และ sciences แก่ญาติๆ คนเด็กๆละแวกบ้าน เพื่อติวการสอบให้กับพวกเขาเหล่านั้น ผ่าน YouTube channel บนอินเตอร์เน็ต


ทำไปทำมา จากงาน vdo หลัก 100 กลายเป็นหลักพัน หลายพัน รวมเรื่องราวหลายหลายวิชา จากทำอดิเรก กลายเป็นงานประจำ จากทำคนเดียวก็กลายมามีทีมงาน หลายสิบชีวิติ ปัจจุบัน มี vdo มากกว่า 5000 ตอนที่เผยแพร่ หลากหลายสาขาวิชา และได้รับการแปล เป็นภาษาต่างๆมากมาย มีคนเข้า ไปดูและใช้งานหลายล้านวิวต่อเดือน ขยายมาเป็น 355 million วิวในไม่กี่ปี ล่าสุดมีผู้ร่วมอุดมการณ์มา่กมาย แถมมีแบคอัพทุนหนา ทีเ่ห็นประโยขน์ ของสิ่งที่เขาทำอย่าง Bill Gates และ Carlos Slim.


ผมชอบบทสัมภาษณ์นี้ของ khan มากตอนออกจาก hedge fund มาทำ khan academy เต็มตัวเปลี่ยนความคิดจะนั่งหาเงิน มาทำประโยชน์ให้สังคมแทน ลาออกจากงานมาสร้างคลังปัญญาของโลก  ขอตัดเอาไฮไลท์สำคัญมาให้ดู

So in the back of my mind, I thought I would become a portfolio manager, have my own fund, and maybe 15 or 20 years in the future, on my own terms,fund a school.
As anyone in investments will tell you, you have bad days, and you think maybe you should do your hobby full-time. But then you remember you don’t own a house, you have a baby on the way, and you haven’t paid off your or your wife’s student loans, so you stop dreaming.
I’d been part of the dot-com bubble, and I found it so exhausting emotionally that I told myself entrepreneurship was not for me. So when I started Khan Academy, I said, “This is a hobby. This is a passion. This is fun.”

ความรู้ถ้าเราเรียนรู้อย่างเข้าใจ และถ่ายทอดออกไป ไม่ต้องกลัวหรอกครับว่ามันจะสูญหายไปไหน มันจะคงอยู่และส่งต่อในจักรวาล สร้างประโยชน์ ต่อคนอื่นๆ ต่อสังคมและพัฒนาโลกให้ดียิ่งขึ้นไป

วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ความแข็งแกร่งของสหรัฐปี 2018(ด้านเศรษฐกิจ&การเงิน)

กระแสเงินพุ่งเข้าสู่สหรัฐ ทั้งตลาดหุ้น พันธ์บัตรและค่าเงิน รับการขยายตัวของเศรษฐกิจ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น และ Benjamin Jone นวค.จาก State Street ให้ความเห็นด้านปัจจัยบวกพื้นฐานที่ดึงดูดเงินเข้าตลาดสหรัฐจาก Fundametal ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ จะเห็นจากปีนี้แม้จบปัจจัยบวกจากนโยบายลดภาษี ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนโดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ ต่างมีตัวเลขการเติบโตที่เป็นบวก
จากภาพแรกจะเห็น asset ที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐ เช่น S&P500 และค่าเงิน USD บวกต่อเนื่องตลอดปี เอาชนะกลุ่มตลาดอื่นๆ โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่(EM equity และ EM debt)ที่ปีนี้ อาการค่อนข้างไม่สู้ดีไปตามๆกัน

ส่วนภาพที่สอง แสดงความผิดปกติ ที่เกิดช่วงกลางปี 2018 ทิศทางลักษณะของตลาดหุ้นสหรัฐ bullish ขยายตัวโดดเด่นแตกต่างจาก ดัชนีตลาดประเทศอื่นๆ และการ divergence มีขนาดและระยะห่างออกไปเรื่อยๆในช่วงเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา


stress testing

ได้อธิบาย แนวคิดการทดสอบระบบเทรด ในภาวะไม่ปกติ คล้ายกับการทำ stress test ให้กับระบบเทรดของเรา โดยในภาพนี้ผมเอาตัวข้อมูลจากคุณ charlie bilello ที่รวบรวมการทำ valuation ตลาดหมีไว้มาให้ดู ซึ่งข้อมูลแสดงพฤติกรรมตลาดในอดีตช่วง 1929 -2018 ที่เคยเกิดวิกฤติ มาให้ดู

การใช้งานเราก็ลองพิจารณาช่วงเวลาที่เกิดในแต่ละรอบ ออกแบบการจัดการเงินให้รองรับ volatility ที่เกิดแล้วลองรันข้อมูลทำการ Back testing กับ asset ที่เราสนใจเลือกเฉพาะช่วงปีที่เกิดวิกฤตินั้นๆ(Overlap +/-2 ปีก็ได้)แทนการรันทดสอบย้อนหลังยาวๆ เพื่อทดสอบผลการทำงานในภาวะไม่ปกติดู ตรงนี้จะ testing แผนการจัดการเงินและการจัดการความเสี่ยงของระบบเราได้ดี มาก ยิ่งถ้าระบบไหนไม่แข็งแรง เรียกว่าไม่พังล้างพอร์ต หรือไม่ก็ Drawdown 80-90% ได้แน่นอน



ปล. เพิ่มเติมถ้าพวกเราลองรัน data analysis ของ S&P500 ดูจะพบความน่าสนใจเยอะมาก ในภาพอดีตเราจะเห็นการถดถอยของดัชนี -50% ซึ่งหุ้นบางตัวในตลาดอาจจะลงไปมากกว่า -100% ก็เป็นได้ อีกด้านหนึ่งที่น่าสนใจคือความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลาของขาขึ้นหรือตลาดกระทิง ยิ่งขึ้นเยอะขึ้นแรงต่อเนื่องหลายปี การถดถอยที่เกิดยิ่งหนักแต่ระยะ 20 ปีหลังการถดถอยของ S&P500 และดัชนีตลาดหุ้นโลก ไม่ได้ถอยกลับที่เดิม ลงหนักลงแรงจริงแต่อยู่ระยะ -60% จากจุดสูงสุด