สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

กรณีศึกษาการ Short หุ้น Tesla ของ Jim Chanos

กรณีศึกษาการ Short หุ้น Tesla ของ Jim Chanos แห่ง Kynikos ( AUM $2 billion) ซึ่งเป็นเหมือนผู้นำที่ออกมาตั้งแต่ 4ปีก่อน หนักสุดคงเป็นปีที่แล้ว 2017 ที่แกดูออกสื่อบ่อย แถมปลายปีก็ถล่ม Elon Musk อย่างเปิดเผยในหลายประเด็นเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจของ TESLA รวมไปถึงการใช้เวลาของ Musk ใน SpaceX และบริษัทลูกมากกว่าการดูแล Tesla ซึ่งเหมือนได้ผลนะเพราะกระแสการ short หุ้นตัวนี้เพิ่มมากขึ้นในช่วงปีที่แล้ว แถมราคาก็มีทรุดแรงเป็นระยะลุ้นในช่วงต้นปี 2018
ถ้าตามราชาขา Short Selling อย่าง Jim Chanos จะทราบว่าปกติตัวอื่นๆที่แกเทรด ไม่ค่อยออกมาให้ความคิดเห็นถี่ขนาดนี้(Baldwin-United, Enron , Envision )
Jim Chanos ออกมารอบล่าสุด 14 June โดยมีความน่าสนใจเพราะรอบนี้พูดเรื่องกลยุทธ์ด้วยนิดหน่อย จากนักข่าวถามว่าจะถือ position การ short sell ตัว TSLA ไปอีกนานแค่ไหน(ถือมาแล้ว 4 ปี) คุณ Chanos ตอบกลับมาว่า "indefinitely" นานโดยไม่มีกรอบเวลากำหนด เพียงแต่รับรู้ขาดทุนระยะสั้น ซึ่งแกยังเชื่อว่า ระยะยาวจะทำกำไรได้(ความมั่นใจยังมีสูง) แม้จะต้องสู้กับฝ่ายตรงข้ามซึ่งเป็นนักลงทุนรายใหญ่ ที่ยังเข้าซื้อหุ้นและบอนด์ของบริษัท โดยเฉพาะ Elon Musk มหาเศรษฐีพันล้าน เจ้าของบริษัทสายป่านยาวที่ซื้อหุ้น Tesla ส่วนกับแรงขายอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะช่วงปี 2018 นี้

ด้าน Jim Chanos เชื่อว่า Tesla ยังมีปัญหาธุรกิจ ด้านการเงินและการผลิต ล่าสุดมีการปรับลดคนงาน ส่วนที่ราคาไปต่อได้เพราะการสร้าง story ให้นักลงทุนโฟกัสไปยังความหวังในอนาคต ซึ่งเขาเชื่อว่าคงต้องจบในสักวัน ซึ่ง Jim Chanos คงรอได้และตั้งหน้ารอให้ถึงวันนั้น
ความน่าสนใจคือ ปี 2018 Jim Chanos ไม่ได้ short หุ้น TESLA หนัก แต่หันไป short sell หุ้นกลุ่ม Healthcare เช่น Mednax และ หุ้นดีมีปราการแบรนด์ fast-food restaurants ระดับโลก อย่าง Dunkin' Brands Group เจ้าของ Dunkin' Donuts และ Baskin-Robbin โดยเขามองเรื่องยอดขายและปัญหากับ franchises
จะออกมาอย่างไรก็คงติดตามกันต่อ ลุ้นไปกับเกมส์การ short sell ของนักเก็งกำไรรายใหญ่อย่างคุณ Jim Chanos จริงๆ


North Tabor : Hedge fund ม.ปลาย

เรื่องราวของ North Tabor Capital บริษัท hedge fund ที่บริหารโดยเด็กวับรุ่นอายุเพียง 18 ปี ชื่อคุณ Cole Mattox ซึ่งใช้ห้องนอนที่ที่ทำงาน วางแผนและลงทุน ควบคู่ไปกับการเรียนม.ปลาย ปีสุดท้าย ก่อนจะเข้าศึกษามหาวิทยาลัย Pennsylvania ด้านบริหารธุรกิจ(Wharton School of Business)
บางท่านอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องขายฝัน Wonder boy แบบนิยมสร้างภาพหลอกกันหรือเปล่า? อันนี้ CNBC เขาก็ไปตรวจสอบมาให้เบื้องต้นแล้วว่ามีการตั้งบริษัทจริง บริหารเงินให้ลูกค้าจริงโดยไปสัมภาษณ์บอร์ดที่ปรึกษาของบริษัท คุณ Stacy Brown-Philpot ตำแหน่งเป็น CEO ของบริษัทเจ้าของ app ชื่อดังอย่าง TaskRabbit (ปัจจุบันควบรวมกับ IKEA)
ส่วนเรื่องรายละเอียดผลตอบแทน และรายชื่อนักลงทุนในฟันด์ ทางคุณ Mattox ไม่ได้เปิดเผยเพราะกลัวละเมิดกฏความเป็นส่วนตัว เขาได้ให้รายละเอียดว่าปัจจุบันมีนักลงทุนเป็นลูกค้าฟันด์ราวๆ 4-5 คน(ดำเนินการตามมาตรฐาน SEC รับบริหารเงินนักลงทุนมีรายได้ต่อปีมากกว่า 2 แสนเหรียญ, สินทรัพย์มากกว่า 1 ล้านเหรียญ)

เรื่องราวเนื้อหาค่อนข้างยาวและมีสกู๊ปเป็นวีดีโอ ผมสรุปสาระประเด็นสำคัญที่เราเรียนรู้ได้ไว้ให้เบื้องต้นดังนี้
1. Passion 
>> Cole Mattox เรียนรู้เรื่องการเงินการลงทุนจากลุงที่ทำงานด้าน M&A .ให้กับ Goldman Sachs เขาเริ่มจากการอ่านข่าวธุรกิจ จากนั้นชอบสนใจ จนอายุ 16 ปีได้บอกแม่และพ่อว่าต้องการจะเปิด Hedgefund บริหารเงิน จากนั้นปี 2017 เขาเริ่มต้นเดินหน้าเปิดบริษัท ชื่อ North Tabor Capital ของตัวเองโดยเริ่มต้นบริหารเงินให้กับนักลงทุน แล้วจ้าง MD นักการเงิน มาดูแลบริษัท
ปัจจุบัน Hedge und ของเขามี AUM ระดับ หลายแสนเหรียญ( Mattox ไม่ได้เปิดเผยตัวเลขแน่นอน) มีลูกค้าเพิ่มขึ้นจากคำแนะนำปากต่อปาก
2. บริหารเวลา
>> ครอบครัวจะไม่ขัด แต่ไม่ได้ยุส่งให้ลูกลาออกจากโรงเรียนเพื่อมาทำตามฝัน โดย Mattox ต้องบริหารเวลา เขายังเรียนให้จบม.ปลาย แล้วยังสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ดี ได้เรียนบริหารธุรกิจการเงินตามต้องการด้วย ซึ่งเสริมการทำ Hedgefund ของเขาอีกทาง ด้วยเวลาที่น้อยเขาต้องอ่านหนังสือด้านการเงินการลงทุน บวกกับการทดสอบระบบการเทรดตอนกลางคืนในห้องนอน
3. ขยันอ่าน
>> Mattox เรียนรู้ด้านกลยุทธ์การลงทุนจากหนังสือเขาอ่านหนังสือหลายเล่มที่ช่วยให้เกิดความรู้ Mattox บอกว่าเขาชอบ Principle ของ Ray Dalio และยังแนะนำหนังสืออีกหลายเล่ม เช่น Black Edge, Dirty Money เป็นต้นเราจะเห็นจากชั้นหนังสือในห้องนอนว่าหนังสือเยอะมาก
4.สร้าง Connection
>> Mattox สมัครจนผ่านเข้าโปรแกรม star code ของ Goldman Sachs เข้าไปเรียนรู้เรื่องการพัฒนาโปรแกรม+การฝึกเป็นผู้ประกอบการ Tech startup และที่ GS ทำให้ Mattox ได้พบกับมืออาชีพด้านการลงทุน นักวิเคราะห์ทำให้เขาได้แลกเปลี่ยน ได้เรียนรู้และติดต่อกันหลังจบโครงการ 6 สัปดาห์ ทำให้มีที่ปรึกษาช่วยเหลือ นอกจากนี้ Mattox ยังเดินสายติดต่อกับคนดังอีกหลายคนเพื่อขอคำแนะนำและการสนับสนุน เขาได้รู้จัก Stacy Brown-Philpot CEO ของ TaskRabbit ในงานเลี้ยงใช้เวลานำเสนอไอเดียความฝัน จนเธอตกลงเข้ามาเป็นบอร์ดที่ปรึกษาในบริษัท
5. มุ่งมั่นเอาชนะคำสบประมาท
>> ข้อนี้สำคัญ ผมว่าเราทุกคนย่อมพบเจอกับ พวกคิดลบที่คอยสบประมาท Mattox กล่าวว่าเขาชอบพิสูนจน์ให้พวกนี้เห็น ซึ่งด้วยอายุที่น้อย ฝันที่ใหญ่เกินตัวทำให้ทุกครั้งที่ไปนำเสนองาน หรือบอกใครว่ากำลังทำ Hedegfund ตัวเขาเองมักโดนดูถูก หรือสบประมาท แต่เขาก็มองว่ามันคือ แรงพลักดันชั้นดี ที่ทำให้พัฒนาตัวเอง


เรื่องราวของ Cole Mattox เฮ็ดฟันด์วัยรุ่น แห่ง North Tabor Capitalคนนี้อาจจะไม่ได้สะท้อนด้านความสำเร็จ หรือผลตอบแทนเทพเหนือชั้นเกินคนอะไร แต่หลายเรื่องเราก็สามารถเรียนรู้ได้จากสิ่งที่ Mattox ได้ลงมือทำ
อยากให้ story นี้เป็นแรงบันดาลใจครับ ดังนั้นถ้าใครมีฝัน อยากเป็น Hedegfund Manager อยากเป็นเทรดเดอร์ หรือทำธุรกิจ Startup อะไร ก็เริ่มลงมือทำ จริงจังได้เลยครับ อย่าไปสนคำสบประมาท หรือไปกลัวความล้มเหลว ที่เกิดขึ้น ทำให้ดีที่สุด เพราะอย่างน้อยมันก็คือครั้งหนึ่งในชีวิตของเรา

อ่านบทความเต็มได้ที่

Omega Ratio

วันนี้มาตอบคำถามจากน้องๆที่เริ่มใช้งาน Psyquation (มีหลายฟังก์ชั่นการวิเคราะห์ที่มีประโยชน์มาก อย่าไปนั่งยึดติดดูที่ score อย่างเดียว หัดใช้เพื่อพัฒนาตัวเราในอนาคต ) เกี่ยวกับตัว Omega Ratio
Omega Ratio พัฒนาต่อยอดมาเพื่อแก้ข้อจำกัดของ Sharpe ratio หรือโมเดลที่ใช้การประเมินด้วย Mean และ Variance เพราะบางกรณีเกิดการตีความที่อาจจะไม่เหมาะสมกับพฤติกรรมของ Performance ที่เกิดได้ ลองดูจากภาพประกอบ


Shadwick&Keating ปี 2002 พัฒนาโมเดล Omega Ratio ขึ้นมาโดยหลักการคือแทนจะใช้แค่ Mean และ Variance ก็ทำการแบ่งพื้นที่ของ Return Distribution เป็นสองส่วนด้วย ค่า target return หรือ threshold จากนั้นวัดสัดส่วนของพื้นที่ cumulative probability distribution ทั้งสองที่ถูกแบ่ง (สรุปคราวๆไม่ได้ลงเรื่องของสมการและวิธีการหาค่า ลองไปอ่านใน link ด้านล่างได้)


ส่วนการตีความ Omega Ratio มากกว่า 1 ถือว่า OK แน่นอนว่าถ้ามีค่ามากก็มีแนวโน้มดี สะท้อนความน่าจะเป็นที่จะให้ return ที่ดีและยังใช้การประเมิน risk metric เพื่อเฝ้าระวัง risk ที่เกิด แต่แน่นอนว่าการตั้ง threshold ก็มีผลต่อค่าคำนวณดังนั้นโมเดลจำเป็นต้องมีการวางเงื่อนไขที่ชัดเจนและสมเหตุสมผลด้วย
การใช้งานสำหรับเทรดเดอร์ หรือประเมินระบบเทรดเราติดตาม ค่านี้อาจจะรอบรายเดือน เพื่อดูว่า Omega Ratio นั้นอยู > +1 หรือไม่ ถ้าเกิดมันตกลง เราควรจะปรับปรุงการเทรดให้ดีขึ้น หรือลด ขนาดของความเสี่ยงจากการใช้ leverage ลง เป็นต้น

วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ฺBitcoin กับความคิดเห็นของ Jim Chanos

มุมมองเกี่ยวกับ Bitcoin ของ เจ้าพ่อ Short seller คุณ Jim Chanos ล่าสุดออกมาให้ความเห็นประมาณว่า Bitcoin จะ Fail ในช่วงการเกิดวิกฤติ (It would fail in a crisis)

อีกนัยยะคือแกมองว่า Bitcoin จะไม่สามารถรักษามูลค่า(store of value )ของตัวมันเองในช่วงวิกฤติได้ คุณ Jim Chanos ตบท้ายสั้นๆต่อว่า ถ้าเกิดวิกฤติเขาจะเอาเงินไปซื้ออาหารดีกว่า สะสมบิตคอย “The last thing I’d want to own is Bitcoin if the grid goes down.” Food would be better,


นั้นก็เป็นอีกหนึ่งความคิดเห็น หนึ่งมุมมองที่น่าสนใจ จากมุมมองนักเก็งกำไรขา short มากประสบการณ์ ที่เคยทำนายการถล่มของ Enron Corp มาแล้ว ไม่แน่ใจว่า Winkelvoss จะกล้าท้าเดิมพันให้ Jim Chanos วางเงินไว้ที่ปาก Short Bitcoin แบบท้า Bill Gates หรือไม่ เพราะถ้าเกิดจริง คงได้เห็นอะไรสนุกน่าดู

้างอิงจาก

Internet Trend 2018

วันก่อนพูดถึงเรื่องการจัดพอร์ตแบบผสมเลือกหุ้นสไตล์ thematic ตาม Mega Trend แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงธุรกิจยุคใหม่บนโลก Internet ที่มีศักยภาพในการเติบโต รับจำนวนประชากรบนโลกออนไลน์แบบไร้พรหมแดนจำนวนเกือบ 3.6 พันล้านคนในปัจจุบัน
วันนี้ผมมีรายงานการศึกษาของ kpcb เรื่อง ธุรกิจออนไลน์ในโลกยุคใหม่ ข้อมูลประเภทธุรกิจ ตัวเลขการขยายกิจการ จำนวนผู้ใช้ล่าสุดและแนวโน้มในอนาคต ซึ่งรายงานมีหลากหลายประเภท ทั้งเรื่องธุรกิจเช่น online shopping , Online Service (เช่น อย่าง Uber,Airbnb) , Online Payment ,Delivering Product เป็นต้น เรื่องเกี่ยวกับ innovation รวมไปถึงเรื่องปริมาณการแลกเปลี่ยนข้อมูล , เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง และอื่นๆ

ลองเข้าไปดูได้จาก link ด้านล่าง สามารถดาวน์โหลดรายงานเป็น pdf ได้ ตรงนี้เราใช้ข้อมูลประกอบวางแผนการ หาหุ้น ETFs (โดยเฉพาะในตลาดอเมริกา ยุโรป) หรือธุรกิจในการลงทุน ได้ต่อไป
ดาวน์โหลดได้จาก
http://www.kpcb.com/internet-trends

108คำถามกับ Ray Dalio

เช้านี้นั่งอ่าน AMA ของ Ray dalio ทาง reddit.com ค่อนข้างเยอะ ใช้เวลาเกือบชั่วโมงในการอ่าน คอมเมนต์โต้ตอบไปมาระหว่างผู้ถาม และคุณ ray dalio มีหลากหลายประเด็น และมีจำนวนมากอาจจะโต้แย้งเชิงความคิดกับคุณ ray dalio แต่แกก็ตอบคำถามดี ไม่มีหัวร้อนหรือใช้อารมณ์
ประเด็นหลักอิงบนหนังสือ Principle แต่ก็จะมีคนถามหลากหลาย เช่นเรื่อง เช่น
-ภาวะเศรษฐกิจ เรื่องการวางแผนรับมือความเสี่ยงในการลงทุน ประเด็นนี้คุณ Ray เน้นไปที่การกระจายความเสี่ยงไปยังหลายๆโอกาส ในหลากหลายสินทรัพย์ที่มี discount เช่นเดียวกันแนะนำนักลงทุนไม่ให้ยึดติดกับทิศทางตลาดมาก
- คุณ Ray บอกอดใจรอไม่นาน 6-12 เดือนมีหนังสือเล่มใหม่ economics and finance principles
-ท่านหนึ่งถามเรื่อง principle กับการเลี้ยงลูก อันนี้น่าสนใจเพราะผู้ถามมองว่า ถ้าให้เด็กไม่ทำตามคำสั่ง เปิดช่องให้มาตั้งข้อสงสัยในคำสั่งของพ่อแม่ แบบนี้จะไม่เกิดปัญหาหรือ ?? คุณ ray แนะนำว่า มันคงต้องหาจุดลงตัวผสมทั้งสอนให้เด็กเรียนรู้อยู่ในกรอบ ทำตามกฏและสอนให้เด็กคิด ได้ลองผิด ได้ล้มเหลวในบางเรื่อง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้มากกว่าแค่ทำตามคำสั่ง
- คำถามว่าถ้า ray dalio ไม่เป็น fund manager เขาจะไปทำอาชีพอะไร? อันนี้ตอบเชิงแนะนำอาชีพ ray บอกว่าหาอาชีพที่มี meaningful work และ meaningful relationships เขาเน้นการvisualize ภาพตัวเองในอนาคต นึกถึงสิ่งที่สามารถทำได้ทำแล้วมีความสุข
- เรื่อง algorithmic trading เรย์เล่าถึงตอนเขาเริ่มใช้ computer trading ใน Bridge water เขาเริ่มจากการไม่รู้ไม่มีพื้นฐาน เรียนรู้แล้วหาคนที่ชำนาญมาช่วย โดยเขาเขียน algorithm ที่พัฒนาจากประสบการณ์ตรง จากภูมิปัญญา ลงในกระดาษจากนั้นหาโปรแกรมเมอร์มาสร้างเป็นระบบทำงานในคอมพิวเตอร์ต่อ แกบอกว่า Key คือเรื่องของ partnership
-คำแนะนำสำหรับนักลงทุนมือใหม่ เรย์แนะนำว่าให้ลองเยอะๆ ผิดเยอะๆ เรียนรู้หาวิธีทางที่ดีจากประสบการณ์ผิดพลาดที่เกิด แกตอบว่า Dive into the markets, have the shit kicked out of you , and learn how to do things differently เข้ากับคำแนะนำในหนังสือ Pain + Reflection = Progress
-ตอบคำถามชีวิตสมัยเรียนมหาลัย เรย์เล่าให้ฟังว่าแก Party like crazy ไม่เน้นเกรด เน้นการเข้าสังคม พบปะผู้คน หาประสบการณ์ในสิ่งต่างๆ


-หนังสือที่ เรย์ แนะนำ 3 เล่ม
Lessons from History by Will and Ariel Durant,A River From Eden by Richard Dawkins และ Hero of a Thousand Faces ของ Joseph Campbel
- คนหนึ่งถามว่า Radical truth และ transparency นอกจากบริหารงานบริษัท เรย์ใช้ในชีวิตจริง(กับเพื่อน ภรรยา และคนในครอบครัว ) ด้วยไหม? เรย์ตอบว่า ใช้ แต่ไม่ง่าย หรืออีกนัยยะหนึ่งคือ มันคงขึ้นกับเรื่องราว คน และสถานการณ์ด้วย

ยังมีประเด็นน่าสนใจอีกเยอะเลย ใครอยากเรียนรู้จาก ray dalio แบบ 360 องศา คือได้ในมุมที่กว้างจากคำถาม จากฝั่งคนที่เป็นแฟนสาวก และคนกลุ่มที่ตั้งข้อสงสัยใน Principle ลองเข้าไปดูการแลกเปลี่ยนได้ใน link ด้านล่างครับ คุณ ray dalio ตอบคำถามได้ค่อนข้างดีเลย

https://www.reddit.com/r/Entrepreneur/comments/8nittg/im_ray_dalio_ask_me_anything_answering_questions/

วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2561

" EU is in an existential crisis”

George Soros ออกมาเตือนเกี่ยวกับ EU อีกครั้งในการบรรยายที่งานประชุมสัมมนาจัดโดย European Council คุณ Soros ชี้เป้าไปที่ประเด็นค่าเงินและการเมือง จุดอ่อนการรวมประเทศของ EU และใช้ค่าเงินเดียวกัน กลายเป็นปัญหาภัยคุกคามความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รวมไปถึงการเมืองที่พรรคสายประชานิยมกำลังขึ้นมามีอำนาจแล้วชักนำประเทศไปสู่การแยกตัวแบบที่เกิดกรณี Brexit ซึ่งตอนนี้เป็นประเด็นวิตกกังวลที่กำลังเผชิญกับประเทศอิตาลี

บวกรวมกับปัญหาเดิมของ EU เช่นเรื่องนโยบายเปิดพรมแดนรับผู้อพยพที่ตามมาซึ่งเรื่องปัญหาการก่อการร้ายในยุโรป และรวมถึงนโยบายการแก้ปัญหาหนี้สาธารณะ ลดรายจ่ายของประเทศที่มีปัญหาเศรษฐกิจอย่างหนัก ทำให้โซรอสเชื่อว่า ไม่เกินเลยที่จะกล่าวว่า EU ตกอยู่ในความเสี่ยงด้านความมั่งคงในการรวมเป็นเอกภาพ ส่วนปมการเมืองเรื่องการล้มข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านของสหรัฐ ก็จะนำไปสู่ภาพความสัมพันธ์ที่เสื่อมลงระหว่าง US และ EU



เช่นเดียวกัน soros พูดถึงปัญหา การแข็งค่าของ USD และการเกิดภาวะ Fund flow ไหลออกจากตลาด EM ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ค่าเงินอ่อนตัว ซึ่งโซรอสมองว่าจะนำไปสู่วิกฤตการเงินครั้งใหญ่
ตอนท้าย soros เสนอทางออกปัญหา EU ด้วยการตั้ง EU-funded จำนวน $35 billion ช่วยประเทศที่ต้องการรับผู้อพยพลี้ภัย ยกเลิกการบังคับให้สมาชิกต้องใช้เงินสกุลเดียวกัน คือเงิน EUR
อ้างอิงจาก

กระบวนการคิดและตัดสินใจอย่างเป็นระบบ

Key สำคัญในการเทรดให้ประสบความสำเร็จนั้นคือ "การตัดสินใจ (Decision Making)" ระบบเทรด(trading system) แกนหลักประกอบด้วย กลยุทธ์การเทรด(entry&exit)และการบริหารจัดการเงิน นั้นก็คือ Framework มาช่วยการสนับสนุนการตัดสินใจ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยเฉพาะในสนามจริงที่มีเวลาจำกัดมีความกดดันจากผลกำไรขาดทุนจริงที่เกิด มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะคิดได้เร็ว ตัดสินใจได้ดีโดยปราศจาก Bias ทางอารมณ์

ถ้าเป็นมือใหม่หัดเทรด อยากจะ day trading หรือจะสั้นระดับ scalping มันไม่ใช่แค่เรื่องการนั่งเฝ้าหน้าจอส่องกราฟ ส่องแท่งเทียน อย่างเดียว สิ่งควรเริ่มทำคือการฝึกหัดเรื่องการตัดสินใจ บนภาวะที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงหรือความไม่แน่นอนให้เป็นก่อน
ทักษะนี้คุ้มค่ามากถ้าเราเรียนรู้ และทำได้ดี โดยเฉพาะการสร้างระบบมาบริหารจัดการอารมณ์ ไม่ให้เกิดการแทรกสอดในการตัดสินใจ การรู้จัดประเมินความน่าจะเป็น และสุดท้ายเรื่องของการดีลกับผลของการตัดสินใจ action ที่เกิดตามมาทั้งดีและร้าย เพราะมันคือทักษะเดียวกันกับการ take risk ในชีวิตประจำวัน หรือการทำธุรกิจ เพียงแต่ความถี่ของการตัดสินใจในการเทรด มันจะเกิดบ่อย เกิดขึ้นได้ตลอดมากกว่า

ดังนั้นเราจะเห็นว่า เทรดเดอร์ที่เก่ง อาจจะไม่ต้องมี method หรือมีระบบในการเทรดเดียวกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ คนเหล่านี้ไม่ใช่พวกที่ นั่งลอก นั่งเดา หรือนั่งทำตามคำสั่ง แต่ พัฒนาทักษะ สั่งสมประสบการณ์ในการคิด การวิเคราะห์ และการตัดสินใจ อย่างดีและยิ่งยวด รู้ว่าเมื่อสถานการณ์เกิดจะตัดสินใจอย่างไร และรับมือผลความผิดพลาดสูญเสียอย่างไร ตรงนี้คือปัจจัยสำคัญทีจะทำให้เทรดเดอร์อยู่รอด และประสบความสำเร็จระยะยาวครับ



มุมมองการใช้เครื่องมือ Technical Analysis จาก Jeffrey Gundlach

มุมมองเรื่องการใช้เครื่องมือ Technical Analysis จากนักลงทุนรุ่นเก๋า ประสบการณ์สูงกว่า 35 ปีและมีชื่อเสียงอย่างมากโดยเฉพาะตลาดพันธ์บัตรอย่าง คุณ Jeffrey Gundlach ซึ่ง เป็น CIO และผู้บริหาร investment firm ชื่อ Double Line Capital
โดยสรุป Gundlach กล่าวว่าเขาเองก็ใช้การวิเคราะห์ราคาจาก Technical Analysis แต่เหมือนทราบกันว่ามันไม่ได้ 100% ในทุกภาวะตลาด( work some of the time and fail some of the time)
คุณ Jeffrey Gundlach เขาเน้นใช้เครื่องมือเทคนิคอลลักษณะการพิจารณา Demand Supply รวมถึงติดตามการเปลี่ยนแปลงราคา asset บนระดับแนวรับ แนวต้าน ผสานไปกับการพิจารณาข้อมูลพื้นฐาน ข้อมูลเศรษฐกิจประกอบ โดยเขาเน้นใช้ เทคนิคอลในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนต่ำบนสภาวะที่แน่นอน ภาวะตลาดที่ technical analysis ทำงานได้ดี 70% คือช่วงที่สัญญาณที่เกิดมันสอดรับกับภาวะเชิง sentiment
It works when the market’s resistance and support levels are “in sync” with sentiment signals, When those things marry together, “technical analysis works 70% of the time.”


ปล. นำมาแชร์เพื่อจะได้เปิดมุมมอง และทำให้ตระหนัก ระมัดระวังในการนำ Technical Analysis ไปใช้งานครับ โดยเฉพาะควรจะมีการบริหารความเสี่ยง รับมือความผิดพลาดไว้เสมอทุกครั้งในการเทรด

อ้างอิง
https://www.zerohedge.com/news/2018-05-24/jeff-gundlach-defends-technical-analysis

Skin in the game

ทำทางด้าน Quant ถ้าเขียนโปรแกรมพัฒนาโมเดลอย่างเดียว ไม่ทดสอบไม่ให้ระบบได้เทรดจริง ทำงานจริงในตลาด มันไม่ค่อยจะเกิดประโยชน์หลายครั้ง เกิด Bias ในการสรุปผลการทดลอง หรืออาจจจะทำให้เราหลงเชื่อในสมมติฐานที่มันอาจจะไม่ใช้ได้จริงในตลาดอีกด้วย
ดังนั้นส่วนตัวผมเวลามี idea มีสมมติฐานเกี่ยวกับกลยุทธ์หรือโมเดลการเทรด เราทำการทดสอบ+ทำ simulation ระดับหนึ่ง จากนั้นปล่อยให้ระบบรันเงินจริง ทำงานจริง 5 วัน 24 ชม.ในตลาด เพื่อเก็บข้อมูลผลการเทรด ไม่ว่าจะกำไรหรือขาดทุน ซึ่งเริ่มจาก level 1 ด้วยเงินที่น้อยจำกัดทรัพยากร(สิบเหรียญ)และจากนั้นขยายไประดับ level ที่สูงขึ้น จนถึงระดับหลักพันเหรียญ เรียกว่าทดสอบเงินจริง ผลกำไรขาดทุนเกิดจริง รับความเสี่ยงจริงแบบ Skin in the game ไม่ใช่แค่โชว์ท่ายาก โชว์ math เหนือชั้น แต่ใช้จริงไม่ได้แบบนั้นก็ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร
ซึ่งแต่ละ level จะใช้เวลาราวๆ 2 เดือน เพื่อทดสอบให้ได้ค่าตามเกณฑ์(จำนวนแต้มและจำนวนครั้งการเทรด) ต้องใช้เวลาไม่ใช่แค่การทำกำไรระยะเวลาสั้นไม่กี่ครั้ง การทำแบบนี้จะทำให้เราได้ระบบเทรด ที่อยู่รอด ทำงานได้จริงในตลาด และได้ข้อมูล trading result ที่เกิดจากการเทรดจริงมาวิเคราะห์ต่อยอดในการปรับปรุงและ optimize ระบบเทรดให้ดีขึ้น ตามภาวะการณ์จริงที่เกิดด้วย
แชร์เรื่องนี้อยากจะให้เห็นวีธีการทำ Lab การทดลองจริงๆซึ่งเป็นแนวคิดในการทำระบบเทรดครับ ว่ากระบวนการจริง มันไม่ง่ายไม่ได้เสร็จภายใน 24 ชม.แบบที่เข้าใจผิดกัน 
ดังนั้น เบื้องหลังการถ่ายทำ การพัฒนาสร้างระบบเทรด หรือจะพัฒนาระดับ AI มันไม่ได้ง่าย สวยๆหล่อๆออกมาเสร็จโดยง่ายแบบที่พูด ที่นำเสนอกันเสมอไป 




วันอังคารที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ทำไมการอ่านจึงช่วยพัฒนาเทรดเดอร์

ผมเป็นคนชอบอ่าน(มากๆพอกับการชอบเขียน) ยิ่งทุกวันนี้สามารถใช้อินเตอร์เน็ตเข้าถึง หนังสืออีบุ๊ค บทความดีๆ paper หรือเว็บไซต์ที่นำเสนอข้อมูลเชิงลึก พร้อมบทวิเคราะห์จาก ผู้เชียวชาญทำให้กลายเป็นโอกาสชั้นดีในการเรียนรู้ และการพัฒนาตัวเอง
เคยพูดถึงในคลิป rookie trader ตอนหนึ่งว่าทุกวันผมจะใช้เวลา 2 ชม.ต่อวันในการอ่านแล้วจดบันทึก อีก 1 ชม. ในการลงมือทำ สิริรวม 3 ชม.ในการเรียนรู้ทำความเข้าใจสิ่งใหม่ๆ ก็มีคำถามตามมาว่ามันไม่เยอะเกินไปหรอ จริงๆถ้าเทียบกับสิ่งที่ต้องศึกษา ต้องทดลองลงมือทำ มันก็คงไม่มากไป
ตอบคำถามประเด็นนี้ทำให้นึกถึงคำพูดของ Abraham Lincoln ที่กล่าวไว้ว่าถ้าให้เวลาเขา 6 ชั่วโมงในการตัดต้นไม้ เขาจะใช้เวลา 4 ชม. แรกในการลับขวานให้คม
สำหรับผมการอ่าน+การพัฒนาระบบเพื่อทดลองลงมือทำต่อยอดความรู้ ก็เหมือนการลับขวานให้คม ก่อนออกไปลุยในตลาดเก็งกำไรจริง

อยากชวนให้น้องๆเทรดเดอร์ หันมาสนใจหัดอ่าน หัดเรียนรู้กันเยอะๆ ก่อนจะรีบเข้าไปเร่งจะโกยกำไร ล่ากำไรเงินล้าน เพราะการเรามีองค์ความรู้ที่มาก เข้าใจได้มาก ยิ่งทำให้เราได้เปรียบ สิ่งสำคัญ ทุกวันนี้เรามี Internet เป็น Leverage หรือกำลังทดเชิงความรู้ ชั้นดีที่สามารถทำให้เข้าถึงแหล่งความรู้ต่างๆ ได้มากมาย(แน่นอนว่าก็ต้องคัดกรองพวกไม่ดีออกไปด้วย) เมื่อนำมาผนวกรวมกับ ความตั้งใจ ความขยัน การอุทิศเวลา มันจะช่วยทำให้เราพัฒนาความรู้และทักษะความสามารถในการสร้างผลตอบแทน และการอยู่รอดในตลาดเก็งกำไรได้ดีและยั่งยืนครับ



Richard Silver จงทำตามฝันถ้ามันมีความสุข..

Richard Silver ชายคนนี้ลาออกจากงานประจำออกเดินตามฝัน เขาเองทำงานหาเงินเพื่อมีชีวิตอยู่เช่นเดียวกับคนทั่วไป ทำงานหาเงินให้มากไต่เต้าเพื่อจะมีชีวิตที่ดีขึ้น บ้านหรู รถแพง มีเงินสะสมในบัญชีธนาคาร แต่ลึกๆคุณ Silver รู้ดีว่ามันไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการของตัวเอง
เมื่องานประจำที่ทำทุกวันมันไม่ใช่ passion การมีชีวิตแบบเดิมไปวันๆไม่ใช่คำตอบ เขาจึงเลือกที่จะลาออกจากงาน real estate broker ในบริษัทชื่อดัง ทิ้งเงินเดือนหลายแสนเหรียญต่อปี ในวัย 56 ปีมาเป็นช่างภาพอิสระ


เขาขายอพาร์ทเมนต์หรูย่านแมนฮัตตัน ขายทรัพย์สิน แล้ววางแผนออกเดินทางท่องโลกเพื่อถ่ายภาพและเรียนรู้ผู้คน ต่างวัฒธรรมต่างถิ่นกว่า 72 ประเทศ เช่น Myanmar, Bolivia, Russia, Spain และ Thailand แน่นอนว่าเขามีเงินเก็บเป็นทุนแต่ก็ต้องเปลี่ยนชีวิต ตัดรายจ่ายใช้เงินน้อยลง 80% แม้จะไม่หรูไม่สะดวกสบาย แต่ชีวิตเขามีความสุขทุกวันมากกว่าแต่ก่อน
ปัจจุบันเขาพัฒนาฝีมือถ่ายภาพ และมีภาพสะสมในพอร์ตจำนวนไม่น้อย ผลงานดีเข้าตาแมวมองทำให้มีโอกาสได้จัดแสดงภาพใน Art gallery หลายแห่งทั่วโลก ขายภาพ และสามารถมีรายได้ มีชื่อเสียงเป็นช่างภาพอาชีพอย่างเต็มตัว
บทความนี้ไม่ได้มาขายฝันเพราะเป็น true story / real experience ของชายในวัย 56 ปีที่มาพร้อมคำแนะนำดีๆมาฝากเช่น

- เริ่มต้นจากการวางแผน หา passion เจอไม่ต้องรีบลาออก
- สะสมเงิน เพื่อรองรับแผนการใช้ชีวิตในอนาคต อย่างน้อยให้มากพอที่จะอยู่ได้ไม่อดยากระยะหนึ่ง (อย่างน้อย 1 ปี)
- ปรับ lifestyle การใช้ชีวิต ระหว่างลงมือทำตามฝัน ต้องประหยัด ต้องลำบาก เพราะแน่นอนว่าช่วงเริ่มต้นอาจจะไม่ได้สร้างรายได้จากงาน หรือกิจกรรมที่เรามี passion อยากทำ
-ถ้ายังไม่มั่นใจ ว่าสิ่งที่เราอยากทำจะไปรอด อย่ารีบทำลายฐานอาชีพเดิม ลาออกด้วยดี ไม่ตัดความสัมพันธ์กับเจ้านาย แล้วติดตามสังคมหรือผู้คนในสายงานเดิมไว้ด้วยกรณีต้องกลับไปทำงานประจำอีก
- ทำความเข้าใจกับคนรอบข้าง กรณีมีครอบครัวก็ต้องวางแผนให้ดี ทำความเข้าใจให้ดี เช่นเดียวกันกับคนโสดแบบคุณ Silver การออกเดินทางหายจากโลกเดิมก็ต้องทำความเข้าใจกับเพื่อน และพ่อแม่เช่นกัน
- อดทน ในวันที่ยากลำบาก เตรียมตัวเตรียมใจรับสิ่งที่คาดไม่ถึง
- อายุไม่ใช่ข้อจำกัด เขาทำได้ใครก็ทำได้ถ้าตั้งใจ
- อย่ากลัว อย่าวิตกกังวล Just do it เมื่อวางแผนเตรียมความพร้อมดี ได้ลงมือทำ ถ้าล้มเหลวก็ถือว่าเป็นบทเรียน มันเป็นการ take risk มีโอกาสทั้งสำเร็จและล้มเหลว แต่นั่นก็คือครั้งหนึ่งในชีวิตของเรา
บทความวันหยุดนี้หวังว่าจะมีประโยชน์และเป็นแรงบันดาลใจให้กับทุกท่านที่กำลังมองหา passion ของตัวเอง มองอีกมุมอาจจะวางแผน สะสมออมเงินเพื่อไปลงมือทำตาม passion ในช่วงวัย 50s แบบคุณ Richard Silver ก็ได้เช่นกัน


อ่านเพิ่มเติมได้
https://www.cnbc.com/2018/05/02/how-to-quit-your-job-to-follow-your-passion.html

What a REAL Hedge Fund Manager Does ?? by Anton Kreil

คลิป What a REAL Hedge Fund Manager Does นี้นะครับที่ผมแนะนำให้ลองไปดูเพิ่ม เรื่องของ "The Race to Zero" เป็นประเด็นที่ Anton Kreil อธิบายว่าอนาคตโอกาสการสร้างกำไรของเทรดเดอร์ระยะสั้นจะยิ่งยากขึ้นและทำกำไรได้น้อยลงบน time horizon ที่สั้น โดยเฉพาะเมื่อต้องแข่งกับ Algorithmic trading พวก HFT ที่พยายามดักแย่งชิงโอกาส หรือแม้แต่ทำการดักทาง Algorithmic trading ด้วยกันเองแบบก้าวต่อก้าว.

Anton Kreil แนะนำว่าถ้าไม่เป็น programmer หรือ developer ที่เก่งสาย algorithm แบบโครตๆ ก็ต้องหันมาพัฒนาทักษะการเทรดและกลยุทธ์การบริหารพอร์ตบนกลยุทธ์ระยะ 1-3 เดือน time horizon กว้างหลีกเลี่ยงภาวะ High Volatility กินรอบตามกระแสเงินแทน




นอกจากนี้ วีดีโอคลิปบรรยาย คุณ Anton Kreil เขาพูดถึง Hedgefund อธิบาย structure ของธุรกิจ hedgefund ระดับ billion ,การ Hedging ,กลยุทธ์การสร้าง smart beta ที่ Return 20%+Volatility 15% รวมไปถึงเรื่องการหลบภาษีแยกบัญชี onshore /offshore account และแนวคิดการทำเงินของ Hedge fund จาก Management Fee และ Performance fee (2/20)
ใครรายละเอียดสนใจลองฟังคลิปดู ผมไม่แปล เพราะบางเรื่องมันเป็น มุมมองส่วนตัวของผู้บรรยายพาดพิงคนอื่น อันนี้ต้องละไว้ แต่อีก 80% ก็เป็นสาระความรู้ที่น่าสนใจดีที่เดียว
ปล. ถ้าใครเคยดูซีรีย์ Billion ฟังคลิปนี้จะทำให้เข้าใจธุรกิจ/การทำงาน ของเฮ็ดฟันด์ ในละครเพิ่มมากขึ้นเลย

วันอาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2561

Warren Buffett VS Elon Musk

วันนี้นั่งอ่านบทความเรื่องประเด็นโต้แย้งระหว่าง Warren Buffett กับ Elon Musk หลังงานประชุมประจำปีของ Berkshire Hathaway ที่คุณ Buffett ออกมาตอบโต้+ให้คำแนะนำเกี่ยวกับธุรกิจของ Tesla เรื่องของ moats หรือป้อมปราการทางธุรกิจ พร้อมยกตัวอย่างเปรียบเทียบบริษัท See’s Candies ที่มีป้อมปราการกว้างแข็งแกร่ง อยู่รอดมาตั้งแต่ 1972 มีกำไรต่อเนื่อง

ด้าน Elon Musk ก่อนหน้าเคยตอบคำถามนักวิเคราะห์เรื่อง moats หรือป้อมปราการทางธุรกิจ ระหว่างช่วง first-quarter earnings call ที่ผ่านมาว่า “I think moats are lame,” พร้อมอธิบายต่อว่า การสร้างป้อมปราการป้องกันธุรกิจไม่ทำให้ยั่งยืน แต่การพัฒนานวัตกรรมเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันและความได้เปรียบในอนาคต

พอมารอบนี้หลัง Warren Buffett เปิดประเด็นคำแนะนำเรื่องนี้ ก็ทำให้ Elon Musk หัวร้อนทวิตโต้ตอบหลายดอก เช่น “I’m starting a candy company and it’s going to be amazing.” , Cryptocandy ล่าสุดที่ดูจะร้อนคือ



Then I’m going to build a moat & fill it w candy. Warren B will not be able to resist investing! Berkshire Hathaway kryptonite
สรุป คงรอดูว่า Elon Musk จะทำบริษัทขาย candy แข่งกับ บริษัท See’s Candies ที่บัฟเฟตลงทุนจริงหรือไม่ แต่เอาจริง Warren Buffett ก็มีมุมมองเกี่ยวกับหุ้น ธุรกิจเทคโนโลยีและมีการวิจารณ์ CEO สายนี้มาหลายคน เช่น Jeff bezos ของ Amazon ตอนที่ซื้อ IBM ปู่บัพเฟตก็วิจารณ์โมเดลธุรกิจ Cloud Service ของอเมซอนคู่แข่ง , 
หรือแม้แต่ Facebook ตอนออก IPO ช่วงปี 2012 เขาก็พูดถึงธุรกิจและแนวคิดธุรกิจ social network กับการทำเงินของ Mark zuckerberg ในลักษณะเดียวกัน พร้อมจัดเต็มว่าทำไมเขาไม่ซื้อหุ้น Facebook สรุปสั้นๆ บัฟเฟตมองไม่เห็นว่ามันจะมีมูลค่าได้มากในอนาคต

อ้างอิง

Hedge Fund Performance Prediction

ตอนนี้ในเว็บบอร์ดและฺblog ต่างประเทศกำลังถกประเด็นหนึ่งกันอย่างร้อนแรงจากบทความของ Dan McCrum(นักเขียนและกองบรรณาธิการของ FT/ อดีตนักวิเคราะห์จาก CityGroup) ที่ลงใน FT Alphaville ของสำนักข่าว financialtimes อ้างอิงผลการศึกษา "Hedge Fund Performance Prediction" โดย Nicolas Bollen, Juha Joenväärä และ Mikko Kauppila.
บทความของ Dan McCrum อ้างอิงจากการศึกษาข้อมูลผลงานของเหล่า Hedgefund แล้วสรุปว่า ผลงานของ Hedgefund ส่วนใหญ่นั้น underperforming (High Volatile, Low Return) นับย้อน 10 ปียังไม่สามารถทำผลงานที่ดีต่อเนื่องได้ เรียกว่าแพ้ตัวอ้างอิงทั้งด้านผลตอบแทนและระดับความเสี่ยง พร้อมทั้งวิจารณ์เรื่องค่าตอบแทนที่เก็บจากนักลงทุน เช่นเดียวกับที่คุณ warren buffett ได้กล่าวถึงก่อนหน้า (รายละเอียดไปอ่านจาก link )



ในอีกมุมมองบ้างจาก Ian Rayner คนนี้เป็น Hedge Fund Specialist ออกมาโต้ McCrum ที่ บอกว่า hedge funds suck มันไม่ถูก จากผลการศึกษาแน่นอนว่ามาจากข้อมูลจริงอิงกับ HFR แต่มันก็ไม่ได้เป็นตัวแทนเหล่า Hedgefund ทั้งหมดนะ นักลงทุนจ่าย fee แพงไม่ใช่เพราะผลตอบแทนที่ต้องมากสูง แต่เป็นเพราะนักลงทุนต้องการผลตอบแทนที่ต่อเนื่องเสถียรในระยะเวลายาว ทุกสภาวะเศรษฐกิจและทุกสภาพตลาดหุ้น(ทั้งหมีและกระทิง) ดังนั้นจะไปวัดกันที่ rate of return หรือจะเอาผลงานไปเทียบกับ S&P500 , ETFs แม้การจัดพอร์ตพื้นฐานแบบ 60:40 ไม่ได้



นำ 2 บทความนี้มาให้ลองอ่านทั้ง 2 มุมมอง ผมไม่ได้ไปบอกว่าฝั่งไหนผิดถูกนะครับ แต่ทั้งสองแหล่งบทความ เขาก็มีข้อมูลประกอบที่น่าสนใจ ลองพิจารณา Principle ของทั้งสองฝั่ง เพื่อการเรียนรู้ในเรื่อง Risk Return และ Expectation จะช่วยให้เราเห็นอะไรในประเด็นต่างๆได้เยอะ เลย
ศึกษาเพิ่มเติมจาก
- paper