สร้างเสริมประสบการณ์การลงทุน

เรียนรู้วิธีคิดและแนวทางการลงทุน ทั้งแบบเก็งกำไรระยะสั้นและระยะยาวแบบถูกวิธี เพื่อการเอาตัวรอดในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์

ห้องเรียนการลงทุนใน หุ้น อนุพันธ์ ออนไลน์

สะดวก เข้าใจง่าย ราคาถูก เน้นให้ความรู้ให้ นักลงทุนสามารถ ลงทุนได้อย่างมีความสุข สร้างผลกำไรแบบพอเพียง ต่อเนื่องและยั่งยืน เอาชนะตลาดในระยะยาว

รู้ทันภาวะตลาดหุ้น

สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสารการลงทุน ภาวะตลาดหุ้นเมืองไทยและรอบโลก

วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น

เรียนรู้การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ทั้งเชิงคุณภาพของธุรกิจ และเข้าใจรายละเอียดงบการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี และมีอนาคตในการเติบโต

จับจังหวะการลงทุน

เรียนรู้ เครื่องมือการวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ทางเทคนิคอล เพื่อหาจังหวะการลงทุนทั้งแบบการลงทุนระยะสั้นและยาว เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการสร้างผลกำไร

ผลงานเขียนของเรา

ผลงานเขียนในรูปแบบหนังสือ 2 เล่มแนะนำวิธีคิดการลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไร ตลอดจนกลยุทธ และการพัฒนาระบบ สามารถหาซื้อหนังสือทั้งสองเล่มได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ไม่มีคำว่าบังเอิญ

รอบตัวเรา เรามักจะพบคนที่ประสบความสำเร็จปะปนอยู่เสมอ ทั้งแบบที่ประสบความสำเร็จระดับประเทศ ประสบความสำเร็จระดับวงการวิชาชีพ หรือแม้แต่คนที่ประสบความสำเร็จในด้านการลงทุน การเรียนรู้จากคนเหล่านั้นผมว่า เป็นเรื่องดี เพราะโลกนี้ มันไม่หรอกครับ เรื่องความบังเอิญ


บังเอิญรวย บังเอิญผลิตสินค้าแล้วขายดี บังเอิญทำธุรกิจแล้วร่ำรวย มีชื่อเสียง หรือแม้แต่ในแวดวงนักลงทุน ที่ประสบความสำเร็จ คนเหล่านั้นเขาไม่ได้มาจากความบังเอิญ ไม่ใช่ว่ามายืนจุดนี้ได้จากการจับฉลากหรือเสี่ยงเซียมซีได้เลขสวย ผมยังจำคำที่ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งสอนได้ว่า คนที่เก่ง คนที่รวย คนดี คนเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพราะความบังเอิญ

ส่วนตัวผมเองชอบอ่านหนังสือ เรียกว่าอ่านมากกว่าเขียนหลายเท่านัก หนังสือประเภทหนึ่งที่ผมชอบมากคือ หนังสือ อัตชีวประวัติ ของบุคคลสำคัญ ทั้งระดับโลก และในระดับประเทศ ยิ่งตอนนี้หากินกับการลงทุน ก็จะชอบอ่านชอบศึกษาประวัติของนักลงทุนและนักเก็งกำไร คนสำคัญมากเป็นพิเศษ 

นักลงทุนหรือนักธุรกิจ หลายคนที่ผมศึกษาเกือบ 80% ไม่มีคำว่าบังเอิญหรือฟลุ๊ค คนเหล่านั้นมาจากศูนย์ สร้างตัวเอง พัฒนาตัวเองจนประสบความสำเร็จ เขาผ่านวิกฤติของชีวิตมากมาย เผชิญปัญหาหนักๆ ผ่านความล้มเหลว มานับไม่ถ้วน ซึ่งหล่อหลอมให้เขามีวันนี้ กลายเป็นของจริงได้ 

ส่วนอีก 20% เส้นทางอาจจะไม่หินมากเท่ากลุ่มแรก คนในกลุ่มนี้มี แรงหนุน มีข้อได้เปรียบบางอย่างที่คอยช่วย เช่น ฐานะทางบ้านดี, หน้าตาดี , ครอบครัวส่งเสริม สนับสนุน หรือมีเครือข่าย เป็นต้น แต่คนใน 20% ก็ต้องพิสูจน์ตัวเอง ไม่ต่างอะไรกับคนกลุ่มแรก เพื่อที่จะลิ้มรสความสำเร็จ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย หรือมีคนมาอุปถัมภ์ 

ส่วนใหญ่คนที่ได้อะไรมาง่ายๆ มีคนมาประเคนล้วน ถ้าไม่มีความสามารถ ไม่เก่งจริงสุดท้ายก็ไปไม่รอด ล้มเหลวทั้งนั้น ตัวอย่างชัดเจนเช่นในเรื่องราวของ เจ้าสัวสามรุ่น ที่ทายาทรุ่นสอง รุ่นสามมักทำธุรกิจ กิจการเจ๊งมาแบบนักต่อนักแล้วเพราะขาดความสามารถในการรักษา คนที่เป็นของจริงประสบความสำเร็จ จากความสามารถจริงๆ เราจะดูออก ระยะเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์แต่ถ้าพวก มาเร็วไปเร็ว พวกนี้คือ ของปลอม

ดังนั้นถ้าเราเห็นใครที่ประสบความสำเร็จ อย่าไปคิดว่า คนเหล่านั้นฟลุ๊ค หรือ บังเอิญ จงตั้งสติ ใช้ปัญญามองสิ่งที่เขาทำ มองเส้นทางที่เขาผ่าน เราจะพบ กลยุทธหรือวิธีการในการดำเนินกิจการ ในการสร้างโอกาส รูปแบบการเตรียมความพร้อมให้ตัวเอง  รวมถึงวิธีจัดการกับอุปสรรค์และความล้มเหลว ซึ่งถ้าเราเรียนรู้และนำมาประยุกต์ใช้อย่างเข้าใจ ก็จะเกิดประโยชน์กับตัวเอง


ตัวอย่างของความไม่บังเอิญอันหนึ่งที่ผมชอบมาก คือ เรื่องของเศรษฐีหนุ่มนักลงทุน ที่มาจากสลัมค่ายอพยพ ชาวศรีลังกา คุณ Chamath Pali Hapitiya คนนี้ร่ำรวยเป็นเศรษฐีตั้งแต่อายุ 30 กว่าๆ มาจากครอบครัวที่ยากจน จากประเทศศรีลังกา โดยทั้งครอบครัวเป็นผู้อพยพ ลี้ภัยมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่แคนนาดา ชีวิตในวัยเด็กยากจน ถ้าเทียบกับมาตรฐานปกติของคนแคนนาดา แม้จะย้ายมาอยู่ในแคนนาดาแต่  Chamath ก็ยังใช้ชีวิตแบบพลเมืองชั้นสองในค่ายอพยพ ด้วยความมานะ อยากจะรวย อยากมีชีวิตที่ดี ทำให้ Chamath ขยันเรียน ทำให้เขาได้ทุนการศึกษา จนสำเร็จการศึกษาปริญญาตรี วิศกรรมไฟฟ้า ระหว่างเรียนก็ทำงานพิเศษ เก็บเงินและหาช่องทางทำธุรกิจ 

Chamath จบปริญญาตรีแล้วได้เข้าทำงานด้านการเงินการลงทุน ในตลาดหุ้นและอนุพันธ์ของอเมริกา ด้วยความสนใจในตลาดหุ้นเป็นทุนเดิม โดย ทำงานเป็น Derivatives Trader และนักวิเคราะห์ด้านการเงินที่ BMO Nesbitt Burns ประมาณ ปีกว่าๆใน ในปี 2001 คุณ Chamath ก็ได้ออกจากบริษัท หันมาทำงานด้านคอมพิวเตอร์ IT ในบริษัทเกี่ยวกับโปรแกรมฟังเพลงและระบบบริการเพลง เช่น Winamp และ Spinner.com

Chamath Pali Hapitiya

จากนั้นก็ย้ายมาทำงานที่ AOL ดูแลสายงานบริหารในตำแหน่ง Vice President และ General Manager จนถึงปี 2005 หลังวิกฤติฟองสบู่ดอทคอม ของอเมริกา คุณ Chamath มองเห็นโอกาสของการเติบโตของบริษัท IT ในซิลิกอนวัลเลย์ ปี 2006 คุณ Chamath ก็ได้เข้ามาทำงานกับ Venture Capital(VC) ชื่อ Mayfield Fund ซึ่งลงทุนในธุรกิจเกิดใหม่ ด้าน เทคโนโลยีและ ไอที ชื่อดังหลายกิจการ ปัจจุบันมูลค่าสินทรัพย์ที่บริหารสูงถึง $2.8 billion ครอบคลุมกิจการหลายอย่างเป็นกองทุนขนาดใหญ่อันดับที่ 13 ของอเมริกา โดยแกรับตำแหน่งเป็นนักวิเคราะห์ และที่ปรึกษาด้านการลงทุนของบริษัท มองหาบริษัทเกิดใหม่ด้านอินเตอร์เน็ต มีเดียและ IT สำหรับการลงทุน

จากนั้นก็ได้เข้ามาทำงานกับ Facebook ตำแหน่ง vice president จนปี 2011 เขาได้ลาออกจาก facebook มาตั้ง Venture Capital(VC) ของตัวเองชื่อ The Social+Capital Partnership และทำหน้าที่เป็นผู้บริหารกองทุน มูลค่าเงิ
นลงทุน $300 million ซึ่ง คุณ Chamath ถือหุ้นกองทุนถึง 20% มูลค่าประมาณ $60 million และยังมีผู้ถือหุ้นในกองทุน ชื่อดังคนอื่นๆอีก


อาทิเช่น Adam D’Angelo (ผู้บริหารเก่าของ facebook และเป็น Founder & CEO of Quora ), Kevin Rose เจ้าของเว็บข่าวบนโซเซียลมีเดีย Digg.com, Charles Coleman( hedge fund manager ของ Tiger Global Management) และ Joe Hewitt ผู้เริ่มพัฒนาโปรแกรมเว็บบราวเซอร์ Firefox ซึ่งกองทุนนี้ก็จะ เน้นไปที่การลงทุนในบริษัทด้านเทคโนโลยี, สุขภาพ, การศีกษา และ บริการทางการเงิน 

ปัจจุบัน Chamath ในวัย 34 ปีก็ยังไล่ตามความฝันอย่างไม่หยุด แม้เขาจะกลายเป็นเศรษฐีเงินล้าน เป็นผู้จัดการกองทุน ที่มีชีวิตที่ดีกว่าเด็กยากจนในครอบครัวอพยพแต่ก่อนมาก ชีวิตแบบนี้น่าศึกษาครับ เพราะการที่มาถึงวันนี้ได้คนเหล่านี้ ต้องผ่านอุปสรรค์ ต้องเอาชนะตัวเอง และทำอะไรมากมาย ถึงจะประสบความสำเร็จในสายตาของคนทั่วไป เรียกว่า ไม่มีคำว่า "บังเอิญ"

นอกจากเป็นนักลงทุน แล้วคุณ Chamath ยังเป็นเซียนโป๊กเกอร์ระดับโลกอีกด้วย

คนที่ชอบยกเหตุผลว่าคนที่ประสบความสำเร็จ มาจากความบังเอิญ ส่วนใหญ่มักมีปมในใจ ปมที่ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ในชีวิต กลายเป็นคนขี้อิจฉา คนพวกนี้ก็จะจ้องหาเรื่องจับผิด จ้องโจมตี หรือแม้แต่ส่อเสียดคนที่ประสบความสำเร็จเสมอ เรียกว่าเวลาเห็นคนที่ประสบความสำเร็จ พูดหรือทำอะไรไม่ได้ ก็จะต้องเข้าไปแย้ง ไปขัดเสมอ

ตัวอย่างมีให้เห็นในสังคม เวลานักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จออกมาทำอะไรดีๆช่วยเหลือคนอื่นๆ ก็จะมีคนมาโจมตี มากว่าหาว่าสร้างภาพ ทำเอาหน้า ช่วยเหลือแบบไม่ได้แก้ปัญหา ทั้งที่หลายครั้งคนพูดก็ไม่ได้ศึกษารายละเอียดในสิ่งที่คนเหล่านี้ทำ และร้อยวันพันปีตัวเองก็ไม่เคยคิดจะทำอะไรดีๆแบบนี้

ดังนั้นถ้าเราอยากประสบความสำเร็จ ก็จงอย่าไปติดกับคำว่า บังเอิญ หรือเชื่อในโชคชะตา (ประมาณว่ารวยเพราะโชคดี) ไม่ว่าจะทำอะไร จะทำงาน ทำธุรกิจหรือลงทุน อย่าไปอิจฉาริษยาคนที่ดีกว่าเรา แต่จงเรียนรู้จากคนที่ประสบความสำเร็จในด้านนั้นๆ พยายาม ตั้งใจทำปัจจุบันให้ดีที่สุด อย่ายอมแพ้ เพื่อที่วันหนึ่ง เราสามารถไปถึงจุดหมายปลายทาง ได้ลิ้มรสความสำเร็จ ในสักวันครับ


อ้างอิงจาก
http://dealbook.nytimes.com/2011/10/06/in-flip-flops-and-jeans-the-unconventional-venture-capitalist/

วันอังคารที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2555

Gold@28-08-2012


บันทึกสภาวะตลาดทองคำ แนวโน้ม และรูปแบบราคา ประจำวันที่ 28-08-2012 บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อ ใช้ในการศึกษาวิจัย Gold Trading System Project ไม่มีเจตนาชี้นำ หรือวิเคราะห์ราคาในอนาคตแต่อย่างไร และไม่แนะนำให้ผู้อ่านนำไปใช้ในการลงทุน





TF: Day
ภาพใหญ่ทองคำแนวโน้มยกตัวขึ้นต่อเนื่อง สามารถเบรคแนวต้านแถว 1640 ขึ้นมาได้ แต่ต้องมาเจอแนวต้านใหญ่ที่ 1680 เป็นแนวสกัด ราคาอ่อนตัวลงไปสะสมกำลังแถว 1660 เมื่อทดสอบ 1672 ไม่ผ่าน



TF: 15 min
กราฟราคาทอง เป็นขาขึ้น Up trend พร้อมแรงซื้อจำนวนมาก ทะลุ 1668 แต่ยืน 1672 ไม่อยู่ ทำให้ราคาย่อตัวลงมา หลุดแนวรับย่อย 1668 ก่อนจะไหลลงมาพักแถว 1664 และแกว่งตัวแคบในกรอบ ดังภาพ



Copy Trader : จริงหรือ ลอกแล้วรวย???

อ่านข่าวของ Apple ที่เอาชนะคดี sumsung กรณีฟ้องร้องกันเรื่องการละเมิดลิขสิทธิโดยทาง Sumsung แพ้คดีในชั้นต้น โดยศาลจ่ายค่าปรับสูงถึง 1,049,343,540 เหรียญสหรัฐ แน่นอนว่า ยังมีผลบังคับอื่นๆตามมาที่ส่งผลโดยตรงต่อผลิตภัณฑ์ของ ซังซุง ที่สำคัญการตัดสินยังไปมีผลโดยตรงต่อราคาหุ้นของซัมซุงและแอปเปิ้ล อีกด้วย โดยหุ้นซัมซุงในตลาดเกาหลีใต้ ร่วงตกเหวประมาณ 7.5% ในวันที่ทราบข่าว ซึ่งราคาทำจุดต่ำสุดในรอบ 4 ปี เลยทีเดียว


ขณะที่ผู้ชนะอย่าง Apple ราคาหุ้นก็พุ่งทะลุเพดาน ทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาล ที่ 680 เหรียญต่อหุ้น ทำสถิติเป็นมาร์เกตแคปสูงสุดตั้งแต่เข้าตลาดที่ $637 billion เรียกว่างานนี้ ผู้ถือหุ้น แอปเปิ้ล ต่างชื่มมื่นไปถ้วนหน้า ในขณะที่ซัมซุง ก็ต้องเจ็บหนักกันไป 


งานนี้ผู้ลอกเป็นฝ่ายแพ้และเสียหาย แต่คำถามที่น่าสนใจคือ ถ้าเต็มใจให้ลอกล่ะ ลอกแล้วรวยมีไหม?? คำตอบคือมีครับ แต่รวยยั่งยืนหรือเปล่านี่อีกเรื่องนะ วันนี้นำเรื่องระบบเทรดแนวไหม แบบลอกแล้วรวย !!! ที่กำลังนิยมในกลุ่มมือใหม่ ในตลาด forex มาแนะนำเรียกว่า Copy Trade System 

อันว่าในโลกการลงทุน ไม่ว่าจะแนวทางไหน ตลาดใด ทั่วโลก ก็จะมีทั้งคนเก่งและไม่เก่ง มันก็มีผู้ให้บริการโปรแกรมเทรดและโบรกเกอร์ ในตลาด forex ร่วมมือกัน จัดประกวดผลการ trade ขึ้นเพื่อหา คนเก่งหรือเซียน ที่มีระบบเทรดผลงานดีๆ เจ๋งๆ ทำกำไรมากๆ จากนั้นก็หาช่องทางทำเงิน โดยขายระบบเทรดแบบใหม่ 

ที่ไม่ใช่การขาย algorithm หรือ EA tool แบบอดีต แต่คราวนี้ขายสัญญาณซื้อขาย หรือ เรียกว่า Copy order นั้นคือ เราสามารถจะเปิด ปิด order ตามเซียนได้เลย เรียกว่า เซียนซื้อเราซื้อ เซียนขายเราขาย แบบนี้ copy ล้วนๆคนไม่เก่งก็รวยได้ (เขาโฆษณาว่างั้นนะ)

ระบบแบบนี้ กลยุทธ หรือวิธีการซื้อขายก็จะไปตามเซียนหรือคนเก่ง ที่ทำการเทรดตามแผนปกติของเขา ส่วนลูกข่าย คนไม่เก่งที่ใช้บริการ ก็แค่กด เปิดปิด order ตาม ระบบแบบนี้หลายโบกเกอร์ขอว forex มีให้บริการ และในสหรัฐก็เป็นที่นิยม 


โดยฝั่งคนไม่เก่ง หรือเทรดเดอร์ช่างลอก ก็จะซื้อระบบมาใช้งาน และจ่ายค่าลอกเป็นค่าบริการตาม order ที่สั่งซื้อขาย โดยทางโบรกจะคิด spread ที่สูงกว่าคำสั่งซื้อขายปกติ เพื่อนำส่วนต่างนี้ไปจ่ายเป็นค่าบริการให้เซียน ที่ให้ลอกนั้นเอง เช่น ถ้าเทรด EUR/USD สมมติ spread 0.1 ถ้าใช้ระบบ Copy Trade ราคา Spread ก็จะเป็น 0.5 เป็นต้น 

วิธีนี้ค่าบริการแพงกว่า ระบบเทรดอื่นๆ แต่จากที่ดูคอมเมนต์ของคนที่ใช้ เขาก็ว่าดี และทำกำไรได้มากกว่า จะหัดเทรดเอง แต่จำนวนไม่น้อยก็ต้องเลิกใช้เพราะต้องเสียค่าคอมมาก จากจำนวน order ที่เปิดปิดบ่อย (บ้างก็ว่า เซียนตั้งใจ หลอกกินเงิน) บวกกับแน่นอนที่ว่าเซียนก็มีช่วงที่ขาดทุนเป็นธรรมดา ตามสภาวะตลาดที่ผันผวน สรุปแล้วแรกๆดี ไม่ดีตลอดไปแบบที่คิด 

ตัวผมไม่เคยใช้ เพราะรู้สึกว่ามันไม่ยั่งยืน ถึงแรกๆจะกำไรมาก แต่เราก็ต้องพึ่งพา คนอื่นตลอดไป ยามไหนเขาเลิกหรือขอขึ้นค่าบริการ เทรดเดอร์ ที่เอาแต่ลอกคิดเองไม่เป็นก็ต้องลำบาก 

ตลาดหุ้นเมืองไทย ยังไปไม่ถึงนั้่น เพราะระบบเทรดก็ยังไม่มีระบบอัตโนมัติ แบบตลาดต่างประเทศหรือ forex แต่ เทรดเดอร์ หรือนักเก็งกำไร ไทยเราส่วนใหญ่ก็ใช้วิธี Copy Order กันมานาน จากการ ลอกหุ้น ลอกโพย ตามที่กูรู กูรู้ แนะนำ ซึ่งมีแจกกันมากมาย หาได้ตามเว็บไซต์หรือตามเฟสบุ๊ค บ้างเจ้าบริการถือที่ผ่าน SMS มีหุ้นให้เกือบทุกเช้า แต่คำถามที่เราต้องคิดคือ มันมีสักกี่คนที่รวย จากการลอกการบ้านคนอื่น มันมีไหมใครเป็น เศรษฐีเงินล้าน จากการลอกหุ้นจากคนอื่น 

ถ้าการลอกแล้วรวย หรือลอกแล้วดีจริง เชื่อเถอะครับ เราคงมีเศรษฐีเต็มโลกไปหมดแล้ว ทุกตลาดเก็งกำไร ไม่ว่าจะหุ้น ทอง อนุพันธ์ ทั้งโลกก็อยู่บนกฏพื้นฐานข้อเดียวกันคือ คนที่รวยที่ชนะ จากเกมส์นี้คือคนส่วนน้อยแค่ 10% ส่วนใหญ่อีก 90% ขาดทุนแล้วเสียเงินให้กับ คนส่วนน้อย 

สิ่งที่อันตรายอาจจะไม่ใช่แค่การลอกมา แต่เป็นการลอกมาอย่างไม่เข้าใจ นำมาใช้แบบปราศจากปัญญา ดังนั้นจงพยายามยืนด้วยขาตัวเอง ใช้สมองตัวเอง แม้จะรวยช้า แม้จะยากลำบาก แต่ผมว่าโอกาสสำเร็จแบบยั่งยืนในอนาคตก็มีสูงครับ 

วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ไม่ใช่แค่กำไร แต่ต้องเป็นกำไรสม่ำเสมอเท่านั้น

ทำมาหากินด้วยการซื้อขายหุ้นและอนุพันธ์ เป็นอาชีพหลัก เงินรายได้เกือบ 80% ก็มาจากตรงนี้ อยู่กับหุ้นกับอนุพันธ์แทบจะทุกวัน จนมันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตไปแล้ว เมื่ออยู่ตรงนี้ไปนานๆ ความคิดเราจะเปลี่ยน มุมมองกำไร ขาดทุน มันจะแตกต่างจากคนที่เพิ่งเข้าตลาดใหม่ๆ เพราะเห็นอะไรมากมาย เห็นทั้งคนที่รวยเป็นสิบๆล้าน และคนที่เจ๊งหมดตัวจนเหลือศูนย์ก็มี


ที่เขาว่าไม่ขายไม่ขาดทุน ไม่จริงหรอกครับ เมื่อผิดทาง เมื่อหุ้นที่เราถือมันด้อยมูลค่า ยังไงก็ขาดทุนแม้เราจะยอมรับมัน ด้วยการไม่ขายเพื่อให้เกิดการดำเนินการทางบัญชีด้วยตัวเงิน ยังคงเก็บตัวแดงๆไว้แต่นั้นมันคือขาดทุน ขาดทุนเวลา ขาดทุนการเสียโอกาสในเงินก้อนนั้น ส่วนใครที่ใช้เงินกู้หรือมาร์จิ้น แน่นอนว่าก็ต้องโดนคิดบัญชี ปิดบัญชีเสียเงินก้อนนั้นไปโดยปริยาย ดังนั้นโอกาสขาดทุนยังไงก็มีแน่นอนในตลาดหุ้น อย่าไปหลงความเชื่อๆผิดๆว่าไม่ขายไม่ขาดทุน ตลาดหุ้นไม่เสี่ยง เป็นอันขาด

การใช้ชีวิตด้วยเงินกำไรที่หามาได้จากการเทรดหุ้นและอนุพันธ์ เป็นเรื่องที่ยาก ยากกว่าการรับเงินเดือน ที่สิ้นเดือนก็มีเงินเข้าบัญชีให้อุ่นใจ ปลายปีได้โบนัส เพราะของพวกนั้น เป็นของตายค่อนข้างแน่นอน แต่การทำกำไรจากตลาดหุ้น ที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงและความผันผวน นั้นยากมากกว่าหลายเท่า โจทย์ใหญ่คือ เราจะทำยังไงให้ระบบหรือวิธีการลงทุนของเรา(ไม่ว่าจะแนว VI หรือ VS) ให้ได้กำไรแน่นอน คงที่มีขั้นต่ำสม่ำเสมอ เห็นไหมครับ ว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องกำไร แต่มันเป็นเรื่องของกำไรที่สม่ำเสมอ 

เรื่องนี้เป็นโจทย์ยาก แต่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ เพราะเกือบ 80% เป็นนักลงทุนเก็งกำไร ที่สวมหมวกสองใบ คือเป็นมนุษย์เงินเดือน หรือประกอบอาชีพอื่น และเป็นนักเก็งกำไรใช้เงินทุน เงินออมเข้ามาแสวงหากำไรในตลาดหุ้น วิธีคิดของคนกลุ่มนี้คือ หากำไร ทำกำไรให้ได้มากๆ พอได้กำไร ก็เอากำไรมาโชว์ กันได้หมื่น ได้แสน ได้ล้าน เป็นที่ชื่นชม ม่วนอกม่วนใจ แต่หารู้ไม่ว่ายามขาดทุน ก็หนักหนาหน้าชื่นอกตรมกันไป(แต่ไม่บอกใครยามขาดทุน)

กำไรครั้งมากๆ ในเวลาสั้นๆ มันมาจากการต้องเล่นในเกมส์ที่เสี่ยงมาก มีความเสี่ยงสูง นั้นคือ การวัดดวง รายย่อยหรือแมงเม่าส่วนใหญ่ชอบเล่นกับไฟกับเกมส์แบบนี้ ทั้งจากการหาหุ้นร้อน หุ้นแรง หรือวอแรนต์ เข้าไปเล่นในเกมส์ของเจ้ามือรายใหญ่ ได้เห็นกำไร แต่ไม่ได้เงินจริง เพราะส่วนมากโลภ ซื้อต่อไล่หุ้น แล้วติดดอย หรือไม่ก็ถือเพลิน หุ้นลงขาดทุนติดดอยกันไปก็เยอะ

ยิ่งสมัยนี้ tfex กำลังฮิตหลายคนสนใจอยากเข้ามาเล่น อยากได้กำไรวันหมื่น วันละแสน (ใครก็ทำได้ไม่ยากอะไร เล่นสัก 10 สัญญา ได้กำไรสัก 10 จุด(10*10*1000 = 100000) แต่ปัญหาคือยามได้ได้มาก เสียก็เสียมาก และมันไม่ได้ตลอดไป) แบบที่เขาโชว์กันให้เราเห็นว่าเก่งว่าเทพ ตัวเราก็จะคิดว่าวันหนึ่งมันต้องเป็นเรา เราก็มีเงินทุนพอจะเสี่ยงได้(โลภะ จิตปรุงแต่งแล้ว) 

เข้าไปมั่ว Short บ้าง Long บ้าง สลับไปมา เล่นตามศาสดาบอก สุดท้ายก็ขาดทุน บางคนใช้เครื่องมือไม่ถูก เห็นเข้าใช้กราฟ 1 นาที 5นาที ก็เล่นบ้างใช้บ้าง ทั้งที่ตัวเองทำงานประจำไม่มีเวลาเฝ้าจอ สุดท้ายโดนกิน ตัดขาดทุนหมดตัว หรือไม่ก็เปิด spread ยอมติดดอยจนหมดซีรีย์ ก็มีให้เห็นเยอะ 

เคยมีคนถามว่าผมเทรดแบบนี้ได้กำไรเท่าไหร่ ผมเองได้กำไรไม่เยอะ เพราะเป้าหมายผมไม่ได้ตั้งไว้สูง แค่เกินปีละ 40% ไตรมาสละ 10% เท่านั้น(ถ้าท่านไม่ได้เป็นนักเก็งกำไร อาจจะดูว่าเยอะ แต่เชื่อเถอะถ้าอยู่ในตลาดเก็งกำไร ทั้งหุ้น และ tfex ถือว่าน้อยครับ) เป้าที่ตั้งไม่สูงเป็นขั้นต่ำ แต่ทำได้จริงสม่ำเสมอ เพราะผ่านการพิสูจน์มาหลายปี จนตัวผมเองมั่นใจ ว่ามันสร้างรายได้เลี้ยงตัวเราได้ ที่สำคัญต้องประกันเงินต้น ด้วยการกระจายความเสี่ยงนำเงินไปลงทุนในหุ้นระยะยาว ความเสี่ยงต่ำ เพื่อลดโอกาสขาดทุนจากความผันผวนของเกมส์เก็งกำไร (ผมถึงได้มีพอร์ตลงทุนสองแบบทั้งระยะสั้น และระยะยาว และจึงได้ศึกษาพื้นฐานของบริษัทแบบนักลงทุน ควบคู่ไปกับการใช้เทคนิคอล) 

ช่วงไหนตลาดดีแนวโน้มชัดได้มากก็คือโบนัสไป ผมไม่เคยตั้งเป้าสูงๆ ทำกำไรได้มากๆ แบบวันละแสน เดือนละล้าน ไม่เคยคิดจะพยายามทำให้ได้กำไรเยอะๆ รวยเร็วๆ อย่างนั้น

เพราะเกมส์แบบนั้นมันไม่ใช่เกมส์ที่แน่นอน มันมีความเสี่ยงมหาศาลที่เราต้องแลกด้วยเงินทุน ไม่ใช่เกมส์ที่ดีและถูกต้อง สำหรับคนที่ต้องการอนาคต แต่หลายคนที่ชอบฝัน ชอบหวังก็มักจะเลือกเดินทางนี้ ตามอย่างที่มีคนโฆษณาชวนเชื่อ 

เกมส์แบบนั้น วันหนึ่งเราได้กำไรเยอะ อีกวันเราอาจจะเสียกำไรที่ได้มาหมด และอาจจะหมดตัวได้เสมอ ไม่มีอะไรแน่นอน หลายคนหมดไปเพราะความโลภ แล้วคิดว่ามันขึ้นกับดวง สงสัยดวงซวย รอกู้เงินมาแก้มือใหม่ เอ๊ะ ดูมันคล้ายๆอะไรไหมครับ??  ถูกต้อง การพนันไง!!! 

ปล่อยให้พอร์ตค่อยๆเติบโต ไม่เสี่ยงเกินไปจนทำให้พอร์ตต้องเสียหาย

Trading for living เป็นเรื่องของความยั่งยืน เรื่องของการสร้างกำไร การขยายพอร์ตลงทุนแบบแน่นอน เป็นสิ่งที่เทรดเดอร์แสวงหา ไม่มีใครต้องการได้กำไร แล้วขาดทุนหมดตัว ต้องไปสร้างพอร์ตใหม่จากศูนย์ สิ่งที่คนที่เทรดเป็นอาชีพคิด คือการรักษาเงินทุน การเล่นในเกมส์ความเสี่ยงเหมาะสม และสร้างกำไรแบบสม่ำเสมอยั่งยืน 

ผมไม่อยากให้เราคิดว่าการเป็นเทรดเดอร์ เป็นนักเก็งกำไร เล่นเกมส์ระยะสั้น ต้องใจร้อน กล้าได้กล้าเสีย ต้องชอบเสี่ยง เพื่อหากำไรมากๆ นั้นมัน นักพนัน ครับไม่ใช่เทรดเดอร์ หรือนักเก็งกำไร มืออาชีพ ที่ต้องหาเลี้ยงตัวเองจากเงินลงทุน

ลองเปลี่ยนความคิดซะใหม่ อย่าไปอยากรวยเร็วๆ แต่ค่อยๆสร้างฐานะ เน้นกำไรที่แน่นอน สะสมกำไรแบบยั่งยืนจะดีกว่า ก่อนจบฝากหนังสือหนังเล่ม เป็นเล่มต้นๆที่ผมชอบเลยชื่อ Trading for a Living ของ Dr. Alexander Elder เป็นหนังสือที่ดีมาก เปิดมุมมองใหม่ของการเป็นนักเก็งกำไรให้ท่าน เป็นแบบฉบับ วิธีคิดที่ใช้งานได้จริง ผมเองยึดถือและปฏิบัติมาหลายปีแล้ว ลองหามาอ่านกันดูนะครับ




รูปประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2555

Gold@22-08-2012

บันทึกสภาวะตลาดทองคำ แนวโน้ม และรูปแบบราคา ประจำวันที่ 21-08-2012 บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อ ใช้ในการศึกษาวิจัย Gold Trading System Project ไม่มีเจตนาชี้นำ หรือวิเคราะห์ราคาในอนาคตแต่อย่างไร และไม่แนะนำให้ผู้อ่านนำไปใช้ในการลงทุน




เดือนนี้เคลียร์โปรเจคเรื่องการทำหนังสือ เสร็จทั้ง 2 เล่มจึ้งมีเวลาว่าในการทำโปรเจคใหม่ โดยตั้งใจจะทำระบบเทรดทองคำ ของตัวเอง เสียใหม่แทนระบบเดิม ที่ใช้อยู่ เพราะระบบเดิม ถึงจะได้ผลตอบแทนดี แต่เน้นไปที่ long bias เป็นหลัก แต่ดูเหมือนกับว่า สภาวะปัจจุบัน ทองคำเริ่มแกว่งกรอบ 1500-1700 ทำให้กำลังและโมเมนตรัมในการวิ่งไม่ดีเหมือน 2-3 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นเป็นเวลาอันควรที่จะปรับระบบใหม่

ผมจีงใช้เวลาเก็บข้อมูลสภาวะทองคำ ดังนั้นเพื่อไม่ให้เสียเปล่าขอเอาภาพและ ค่าทางสถิติมาแปะในเว็บ เพื่อให้เพื่อนๆได้อ่าน หรือช่วยแนะนำแลกเปลี่ยนกันต่อไป ย้ำว่าเป็นการเก็บข้อมูล โดยดูที่รูปแบบราคา ทิศทาง แนวโน้ม ไม่ได้วิเคราะห์ หรือคาดเดาอนาคตแต่อย่างไร


TF: Day
ภาพใหญ่ทองคำแนวโน้มยกตัวขึ้นต่อเนื่อง สามารถเบรคแนวต้านแถว 1620 ขึ้นมาได้ ดังภาพ 


TF: 15 min
กราฟราคาทอง เป็นขาขึ้น Up trend พร้อมแรงซื้อจำนวนมาก ทะลุ 1636 ก่อนเข้ามาพักตัวกรอบ 1636-1640 และทำการ break out แนวต้าน 1640 ไปทดสอบ 1645 แต่ยังไม่ผ่าน มีแรงขายมากดดัน ทำให้เกิดการชะลอตัว




วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2555

นิยามความสำเร็จ

"ความสำเร็จ" คำคงนี้เป็นคำที่นักลงทุนหลายคน ถวิลหา อยากได้มาครอบครอง อยากได้มาประดับกาย ยิ่งเมื่อคำว่าความสำเร็จในด้านการลงทุน ด้วยแล้วมันจะหมายถึงความร่ำรวย ความมั่งมี หรือที่หลายคนใช้แทนคำว่า "อิสระภาพทางการเงิน" ดูสวยหรู ดูงดงามชวนฝันถึง แม้ทุกคนจะใฝ่ฝันถึง ก็อาจจะไม่ใช่ว่าจะไปถึงได้ดังใจฝัน


กว่าจะเข้าใกล้คำว่า "ความสำเร็จ" เราต้องเดินทางฝ่าฟันอุปสรรคนานานับประการ ต้องใช้ความอดทน และความพยายามไม่น้อย ต้องต่อสู้กับจิตใจตนเอง ที่สำคัญต้องเจอกับ "ความล้มเหลว" ที่เข้ามาทักทาย ระหว่างการเดินทางไปสู้เป้าหมายตลอดเวลา บุคคลสำคัญที่ประสบความสำเร็จในโลกนี้ ก็ล้วนแต่ต้องผ่านกระบวนการเดียวกันแทบทั้งนั้น ต้องเรียนรู้จากความผิดพลาด ต้องสั่งสมประสบการณ์ และใช้ความอดทนพยายามสูงจนกว่าจะมาถึงวันแห่งชัยชนะ

ตัวอย่างที่ผมชอบและเห็นได้ชัดเจนคือ บุคคลสำคัญของโลกที่ทำให้เรามีหลอดไฟใช้กันทุกวันนี้ คือคุณ โทมัส อัลวา เอดิสัน ที่กล่าวอมตะวาจาไว้ว่า

"I will not say I failed 1,000 times, I will say that I discovered there are 1,000 ways that can cause failure."

ผมจะไม่กล่าวว่ามันเป็นการล้มเหลว 1000 ครั้ง แต่ผมจะกล่าวว่านั้นคือ การค้นพบวิธีที่ที่ใช้ไม่ได้ผล 1000 วิธีต่างหาก


 โทมัส อัลวา เอดิสัน 

แนวคิดนี้สอนให้เราไม่กลัวกับความล้มเหลว เพราะความล้มเหลวมันมักจะมาถึงก่อนความสำเร็จเสมอ โทมัส อัลวา เอดิสัน เรียนรู้จากการทดลอง จากความล้มเหลว จากความผิดพลาด แบบไม่ยอมแพ้ จนสามารถค้นพบความสำเร็จ บางคนกลัวที่จะผิดพลาด กลัวที่จะล้มเหลว จนทำให้ไม่ยอมเริ่มทำอะไรเลย

การจะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จก็เช่นกัน เมื่อคุณเข้ามายังตลาดหุ้น เป้าหมายนั้นคือ ต้องการรวย ต้องการประสบความสำเร็จ สิ่งที่เราทำคือต้องมานะ พยายาม ต้องค้นหา กระบวนการที่ถูกต้อง ที่จะพาเราไปสู่ความสำเร็จ ต้องลิ้มรส การขาดทุน หรือความล้มเหลว เพื่อที่จะหาประสบการณ์และเรียนรู้จากมัน 

โทมัส อัลวา เอดิสัน ยังพยายามได้ถึง 1000 ครั้งแล้วทำไมเราถึงจะต้องยอมแพ้ในความล้มเหลว เพียงไม่กี่ครั้ง การได้เรียนรู้จากความผิดพลาดและไม่ทำผิดซ้ำสอง จะยิ่งเพิ่มพูน ทักษะในการเอาตัวรอดให้เราได้มากขึ้น ยิ่งเมื่อเราพัฒนากระบวนการ ที่ดี ที่ใช้ได้ผล สามารถสร้างผลกำไรแบบยั่งยืน และต่อเนื่อง ไม่ใช่การล่อเป้า วัดดวง กำไรขาดทุนแบบเอาแน่เอานอนไม่ได้ เมื่อนั้นคำว่า ประสบความสำเร็จ คงจะอยู่ห่างจากเราไม่ไกล 


จอร์จ โซรอส

แต่สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนควรจะเรียนรู้ นั้นคือ การล้มเหลวอย่างมีชั้นเชิง หรือขาดทุนอย่างไรไม่ให้หมดตัว แนวคิดนี้คือการเรียนรู้ที่จะ บริหารจัดการเงินทุน(Money management) ลงทุนให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่เรารับได้ วางแผนจุดตัดขาดทุนเพื่อจำกัดความเสียหาย ผมชอบคำพูดของคุณ จอร์จ โซรอส ที่กล่าวว่า 

“สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าคุณถูกหรือผิด แต่สิ่งสำคัญก็คือ คุณกำไรเท่าไรเมื่อคุณถูก และคุณขาดทุนเท่าไรเมื่อคุณผิด” 

คำพูดนี้สอนให้เรารู้จัก ไม่ต้องกังวลในความผิดพลาด แต่ก็ต้องไม่ประมาท จำกัดความเสียหายที่จะเกิด แต่ยามที่ถูกทางก็ควรปล่อยให้สร้างกำไรแบบสมเหตุสมผลตามแนวโน้ม สร้างผลตอบแทนที่เติบโต ต่อเนื่อง ในระยะยาว สักวันก็คงจะถึง ฝั่งฝัน ได้ลิ้มรสความสำเร็จในที่สุด 

แต่สิ่งที่มีค่าที่สุดคือ การได้พยายาม ความพยายามเป็นสิ่งที่ดี แม้ปลายทางจะไม่จบลงที่ความสำเร็จ แต่สิ่งที่เราจะพบก็คือ ความภาคภูมิใจ 

การเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จก็ไม่จำเป็นที่ว่า ต้องร่ำรวยหรือมีเงินพันล้าน หมื่นล้าน เพื่อให้คนยอมรับในตัวเราจากมูลค่าของทรัพย์สินเสมอไป สำหรับผมคำว่า ประสบความสำเร็จ นั้น หมายถึงการที่เราได้พยายามจนถึงที่สุด จนเอาชนะตัวเราเองได้ หากระบวนการในการสร้างผลตอบแทนที่เหมาะกับตัวเราได้ เราอาจจะไม่ต้องมีเงินมากมาย อาจจะมีทรัพย์สินแค่พอเพียง พอดีกับความเสี่ยงที่รับได้ ให้เงินงอกเงยต่อเนื่อง แน่นอน แบบนั้นก็เรียกว่า เป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ ในระดับหนึ่งแล้วครับ




วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ชะตากรรม facebook ในอนาคต

เขียนถึงหุ้น facebook อีกแล้ว หลายคนเริ่มแซว ว่าผมมีหุ้นนี้หรือเปล่า บอกได้เลยว่าไม่มีครับ เพราะไม่ชอบตามกระแส ไม่บ้าซื้อของแพงๆ(P/E= 72) 555 แต่ที่เขียนถึงเพราะเป็นกรณีศึกษา ผมชอบหุ้น IT อาจจะเพราะสายงานด้วย ทำให้พอเอารายงานประจำปี หรือรายงานบทวิเคราะห์มาอ่านแล้วสนุก ในต่างประเทศบริษัทที่ออกบทวิเคราะห์ อุตสาหกรรม IT นักวิเคราะห์ ไม่ไก่กา เขาเอากูรู IT ที่รู้จริงๆมาวิเคราะห์มุมมอง กลยุทธ เกี่ยวกับอุตสาหกรรม ส่วนเรื่องการเงิน งบก็ให้คนที่จบทางบัญชีเขียนรายงานไป ช่วยกันทำมันทำให้ได้สองมิติที่ลึก และชัด 


หุ้นกลุ่มนี้ทั้ง Google, Apple และอื่นๆ ผมติดตามเสมอ แต่ facebook มีเรื่องให้เขียนถึงบ่อยเพราะมีกระแส มีข่าวมาตลอด ล่าสุดเคราะห์กรรม ยังไม่จบไม่สิ้น ปัจจุบันราคาหุ้น facebook ร่วงมาที่ 19.05  ดอลลาร์ต่อหุ้น  เป็นแนวรับต่ำสุดที่ผ่านมา มูลค่าลดลงเกิน 50% จากจุดสูงสุดเดิมที่ 45  ดอลลาร์ ตอนวันที่ IPO (ราคา IPO @38 ดอลลาร์)เล่นทำเอานักลงทุนอเมริกันหน้าเขียว คางเหลืองไปตามๆกัน

โดยเฉพาะช่วงวันที่ 17 สค. ที่ผ่านมาเป็นช่วงพ้นกำหนด Lock-Ups ที่อนุญาติให้
กรรมการบริหารเฟซบุ๊ก และนักลงทุนรุ่นแรก สามารถขายหุ้นไอพีโอได้ กลุ่มนี้คือพวกที่ได้หุ้น facebook ในราคาต่ำคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1,900 ล้านหุ้น และเป็นไปดังคาด ราคาลดลงหลุดแนวรับถาวรแถว 20 กว่าดอลลาห์ลงมา อยู่ที่ 19 ดอลลาห์ ลดลงประมาณ 5% จากก่อนช่วง Lock-Ups ในการขายวันแรกของการปลดล๊อค ปริมาณการขายสูงถึง 157 ล้านหุ้น มากกว่า แต่ละวันในช่วงปกติ 50 วันที่ผ่านถึง 5 เท่า  


นักวิเคราะห์ต่างมองว่า ปรากฏการณ์ของหุ้น facebook ครั้งนี้เกิดจากการสร้างราคา ที่เกินมูลค่าความจริง เป็นการเล่นกับกระแส ความนิยมในแบรนด์ของ facebok มากกว่ามูลค่าของตัวกิจการที่แท้จริง โดยคุณ marty wolf มองว่า facebook มีโอกาสกลับมาที่ราคา IPO ได้ในอนาคตอีก 32 ไตรมาส หรือ 8 ปีข้างหน้า นั้นหมายถึง เฟสบุ๊คต้องเติบโต และเปลี่ยนแปลง สู้กับกระแสของเทคโนโลยีในโลกอินเตอร์เน็ต ยิ่งตอกย้ำด้วยงานวิจัยที่ว่าวัยรุ่นอเมริกา ก็เริ่มที่เบื่อการพบปะบนโลกออนไลน์ผ่านเครือข่ายสังคมกันแล้ว ยอด active user ก็เริ่มที่จะลดลง

ราคาหุ้น facebook 

ถ้าจำกันได้ก่อน facebook ก็มี Hi5 มี My space ตอนนี้ facebook เองก็มีคู่แข่งแบบกลายๆ เช่น Google+, Twitter เป็นต้น แม้ด้วยปริมาณผู้ใช้ยังสู้ facebook ไม่ได้แต่ก็ไม่น่าประมาท เพราะอนาคตถ้าเจอจุดพลิกผัน คลิ๊กโดนใจ กระแสของผู้ใช้ก็พาให้เกิดความนิยมได้เสมอ

ถึงจำนวนผู้ใช้เฟสบุ๊ค จะมากมายมหาศาล แต่กำไรที่ได้ ก็ยังไม่มากมายและเติบโต แบบที่น่าพอใจนักลงทุน โดยเฉพาะผลงานไตรมาสที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนผิดหวัง 

ล่าสุดมีกระแส เรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเรื่องการให้ Mark Zuckerberg ยอมลาออกจากตำแหน่ง CEO เพื่อให้มืออาชีพเข้ามาบริหาร facebook  แต่เรื่องนี้ก็เหมือนจะเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเท่าไหร่ 



อีกเรื่องที่ดูน่าจะเป็นจริงมากกว่า คงเป็นเรื่องการเพิ่มรายได้จากการให้บริการของ facebook ที่นอกเหนือจากการขายโฆษณา มีหลายโมเดลที่น่าสนใจ โดยเฉพาะเรื่องการเก็บค่าบริการจากฟังชั่นพิเศษ เช่น photo management หรือ photo editor , ฟีเจอร์ email เป็นต้น รวมถึง การเสียค่าบริการของ Fanpage ธุรกิจที่ขายสินค้า หรือจัดกิจกรรมการตลาดทาง facebook , รวมไปถึงการทำ e-commercial service เป็นต้น สิ่งเหล่านี้นักวิเคราะห์ก็พยายามสื่อถึงการ เอาตัวรอดให้ facebook ผ่าวิกฤติกลับมาสร้างรายได้ เพิ่ม EPS และการเติบโตของกำไร เรียกศรัทธา และเติบโตต่อไปในอนาคต 

ทุกอย่าง คงยากจะคาดเดา เราคงต้องจับตามมองอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะราคาหุ้น facebook ที่ยังไม่สเถียร บวกกับในช่วงเดือน พ.ย.นี้ พนักงานเฟซบุ๊กจะสามารถขายหุ้นที่ถือครองอยู่ได้เป็นครั้งแรก(กลุ่มเหล่านี้เป็นพนักงานยุคเริ่มต้นและพนักงานประจำ ที่ได้หุ้นแจกฟรีหรือซื้อหุ้นในราคาต่ำกว่าราคา IPO ) ซึ่งรวมถึงคุณมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ที่จะมีสิทธิขายหุ้นของเฟสบุ๊คด้วย ในรอบนี้ คาดว่าคงจะมีปริมาณขายเข้ามากดดัน

ก่อนจบบทความ มีคำถามสนุกมาให้เพื่อนๆช่วยกันคิด 

"ถ้า facebook คิดค่าบริการ ไม่ฟรีอีกต่อไป เราจะยังใช้งานกันหรือไม่???" 

ลองร่วมกันแสดงความคิดเห็นดูนะครับ สนุกๆไม่มีถูกผิด กระตุ้นสมองครับ

บทความอื่นๆเกี่ยวกับเฟสบุ๊ค

http://www.cway-investment.com/2012/08/fabook.html 
http://www.cway-investment.com/2012/05/facebook-2.html
http://www.cway-investment.com/2012/05/facebook-ipo.html 



อ้างอิง
http://www.bloomberg.com/news/2012-08-16/facebook-freeing-60-percent-more-shares-seen-weighing-on-stock.html




วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

หุ้นเพิ่มทุน

เคยมีคนถามผมว่าทำไมถึงชอบแนวทาง technical analysis คำตอบของผมเรียบง่ายมาก เพราะผมเองเรียนมาทางวิทยาศาสตร์ ผมชอบสังเกต ชอบติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด เลยเลือกใช้แนวทางนี้ในการลงทุน แต่ผมเองก็ไม่ได้ละเลยเรื่องของพื้นฐาน ไม่เคยคิดว่าเรื่องของพื้นฐานเป็นสิ่งไม่จำเป็น เพราะหมวกอีกใบผมเองผู้ประกอบการ ทำกิจการเล็กๆ ผมเชื่อมั่นในการเติบโตของธุรกิจ ว่าเป็นสิ่งสำคัญและเป็นแรงพลักดันให้เกิด แนวโน้มและรูปแบบการเติบโตของราคาหุ้น ได้เป็นอย่างดี



ถ้ามองอย่างเข้าใจ ไม่ใช่งมงาย จะพบว่า  technical analysis แท้จริงก็คือการวิเคราะห์บนโดเมนสามสิ่ง นั้นคือ ราคา ,ปริมาณการซื้อขาย และเวลา เมื่อวิเคราะห์ ประมวลผลข้อมูลได้ ก็นำมาตีความ เพื่อช่วยตัดสินใจ ทุกอย่างมันตั้งอยู่บนตัวเลขเชิงคณิตศาสตร์ เป็นการสังเกต ติดตามข้อมูลได้แบบ รายวัน รายนาที ทำให้เราอยู่ใกล้ชิดกับสภาพความเป็นจริงของตลาด 

แต่แน่นอนว่าหุ้น ก็คือกิจการ มันหนีไม่พ้นเรื่องของปัจจัยพื้นฐาน ที่มีผลต่อรูปแบบการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น เมื่อกิจการดี ผลประกอบการดี กำไรเติบโต ย่อมส่งผลดีต่อมูลค่าของหุ้น ส่งผลบวกต่อจิตวิทยาของนักลงทุนแนวต่างๆ ทำให้เกิดโมเมนตรัมแรงขับ ของราคา ในทางกลับกันถ้าเกิดผลประกอบการขาดทุน กิจการไม่เติบโต ย่อมมีผลในเชิงลบเช่นกัน ดังนั้นความเข้าใจ พื้นฐานของบริษัท จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อนักลงทุน

ไม่ว่าจะ VI หรือ VS เพราะการรับรู้สภาพของบริษัทและกิจการ จะช่วยเป็นเกาะป้องกันความเสี่ยงที่ดีให้กับเรา สำหรับนักเก็งกำไร ช่วยในเรื่องของ การวิเคราะห์คุณภาพของแนวโน้มราคา เกิดแต้มต่อในการเก็งกำไรเข้าไปอีก ดังนั้นวันนี้ขอนำเรื่องเกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐานที่ เราควรทำความรู้จักนั้นคือ เรื่องของ "การเพิ่มทุน" มาอธิบายให้ฟังกันคราวๆ

เป้าหมายการเพิ่มทุน
การเพิ่มทุน ก็คือ การหาเงินเพิ่ม บริษัทต้องการเงินจากกระเป๋าของนักลงทุนไปใช้ในการทำธุรกิจ แน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาให้ดีคือ วัตถุประสงค์ของการเพิ่มทุน หุ้นเพิ่มทุนมักมีวัตถุประสงค์หลักดังนี้

1. เพิ่มทุนขยายกิจการ ซื้อกิจการหรือลงทุนด้านการผลิต ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำธุรกิจ, การเพิ่มกำลังผลิต ให้รองรับกับการเติบโตของกิจการในอนาคต แบบนี้ดี ถ้ากิจการบริษัทนั้นมีแนวโน้มเติบโต มีศักยภาพดี มีผลประกอบการดีในอดีตรองรับ

2. เพิ่มเปลี่ยนไลน์ธุรกิจ ผู้บริหารเห็นอนาคตในการขยายกิจการไปยังธุรกิจอื่นๆ ที่แตกต่างไป เหมือนในช่วงหนึ่ง กิจการโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ พลังงานสะอาดมาแรง มีหลายบริษัท เพิ่มทุนไปลงทุนในกิจการพวกนี้ ในกลุ่มนี้ต้องระวังเพราะมันคือการวัดดวง ถ้าทำดีก็ดี ทำเจ๊ง ก็เน่า

3. เพิ่มทุนใช้หนี้ บางบริษัทกิจการไม่ดี ขาดทุนเยอะ เป็นหนี้บาน จ่ายดอกไม่ไหว เลยของเพิ่มทุนไปใช้หนี้ พวกนี้ต้องมองผลงานในอดีตให้ดี เพราะบางบริษัทกิจการแย่ต่อเนื่อง การเพิ่มทุนแบบนี้เหมือนเอาเงินไปถมหนี้ คนที่รับความเสี่ยงเต็มๆและเดือดร้อนก็คือ นักลงทุน แต่ถ้าบริษัทไหนผลงานดี น่าเชื่อถือ การเพิ่มทุนเพิ่มไปใช้นี้จะช่วย รักษากระแสเงินสด และลดการจ่ายดอกเบี้ย แบบนั้นก็เป็นเรื่องที่ดีน่าสนับสนุน

การเพิ่มทุนหนีไม่พ้นเรื่องของ dilution effect การลดลงของราคาหุ้น ส่วนใหญ่ผู้บริหารก็จะมาอัดฉีดความฝัน ความหวัง อัดฉีด miracle ด้วยคำพูดต่างๆนาๆอนาคตดีแน่ คุ้มแน่ ของแบบนี้บางทีก็ยากจะเชื่อลมปากของผู้บริหารได้ทั้งหมด ดังนั้นต้องมองผลงานในอดีตเป็นหลัก โดยเฉพาะผู้ลงทุนที่คิดจะซื้อหุ้นเพิ่ม ในการเพิ่มทุน ปกติการเพิ่มทุนก็จะมีการกำหนดจำนวนหุ้นที่เพิ่ม,ราคาเพิ่มทุนที่ต้องการต่อหุ้น และ ราคาใช้สิทธิ์ของผู้ถือหุ้นเดิม ตรงนี้เป็นข้อมูลที่เราควรศึกษาให้ดีสิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงก็คือโอกาสและความคุ้มค่าในการเพิ่มทุนมันจะช่วยเราวิเคราะห์ คุณภาพของแนวโน้มและมองเห็นโอกาสในอนาคต

ขาขึ้น
 มองแบบนักเก็งกำไร โดยธรรมชาติส่วนใหญ่ก่อนเพิ่มทุน ราคาหุ้นมักจะโดนลากขึ้นไปให้ราคาในกระดานสูง เป็นธรรมชาติจริงๆ (ทำให้เห็นว่าหุ้นราคาสูง คุ้มค่าในการใช้สิทธิ์) ตรงนี้เป็นข้อได้เปรียบ เข้าเก็งกำไร ได้ในรอบขาขึ้น การขึ้นแบบนี้มักช่วงระยะประมาณ 1-2 สัปดาห์ รูปแบบการเคลื่อนที่ของราคาจะมีการยกตัวรุนแรง มี GAP

แต่ก็มีบางกรณีหุ้นบางตัว โดยเฉพาะหุ้นเล็กๆ มีการโดนทุบ โดยเทขายอย่างหนัก ในรูปแบบขาลงก่อน ประกาศเพิ่มทุน ปกติสาเหตุทำเพื่อเก็บหุ้นในราคาถูกจากกระดาน หรือลดการใช้สิทธิของนักลงทุนทั่วไป 

ขาลง
การเพิ่มทุนหนีไม่พ้นการลงของแนวโน้ม แต่จะลงมากลงน้อย รุนแรงแค่ไหน ขึ้นกับพื้นฐานหุ้นตัวนั้นเป็นหลัก เมื่อพอประกาศข่าวออกมาชัดเจนหรือก่อนชัดเจนช่วงข่าวลือ ราคาหุ้นก็จะไหลลง ทำขาลงที่ชัดเจน ลงแรงมี GAP กว้าง ยิ่งเมื่อมีข้อมูลชัดการคำนวณ dilution และราคาเป้าหมายออกมา ก็จะมีทั้งนักลงทุนที่ไม่ต้องการใช้สิทธิ์ทำการ SAP (ขายทำกำไรแล้วซื้อกลับ) + กลุ่มนักเก็งกำไรที่ทำ Short Selling หุ้น + มีขาทุบแจมเพื่อเนียนเก็บหุ้นราคาถูก ดังนั้นราคาก็จะเข้าช่วงขาลง อาจจะยาวไปจนถึงวัน XR และหลัง XR แน่นอนว่ามีการลงอีกรอบจากคนที่ขายหุ้นเก่าเพิ่มสภาพคล่องตัวเอง ไปซื้อหุ้นใหม่

เมื่อราคานิ่งเข้าสเถียร์ ทุกอย่างก็จะเป็นปกติ แต่สำหรับนักเก็งกำไรระยะยาว ระยะกลาง ถ้าการเพิ่มทุนนั้นเป็นบวก อาจจะติดตามหุ้นตัวนั้น แล้วหาจังหวะซื้อ เพื่อทำกำไรในระยะยาว ระยะกลางได้เช่นกัน สังเกตได้จาก volume พวกนี้จะมาก และ down side จาก high เดิมจะไม่เยอะ ส่วนระยะการดีดตัว จาก dilution effect มักใช้เวลา เพื่อพิสูจน์ว่าการเพิ่มทุนคุ้มค่า หรือกิจการโตแน่นอนจากอนาคต ไม่เหมาะกับการเก็งกำไรระยะสั้น ที่นักเก็งกำไรคาดหวังให้ราคาดีด กลับมาอย่างรวดเร็ว

ส่วนถ้าตัวไหนเพิ่มทุนแล้วเน่ามากๆ upside มีน้อย ก็ควรจะหลีกเลี่ยงอย่าไปทู่ซี้ กับมัน พวกนี้จะเข้าขาลงรุนแรง ที่สำคัญถ้าเป็นนักเก็งกำไร แล้วเกิดติดดอยหุ้นเพิ่มทุน ถ้าไม่คิดจะ stop loss มีโอกาสจะโดนแช่แข็งบนดอยได้นานเช่นกัน 

การเพิ่มทุนเป็นได้ทั้งโอกาสและวิกฤติ อย่าไปมองว่าหุ้นเพิ่มทุนเป็นข่าวร้ายแง่ร้ายเสมอไป ต้องมองให้แตกว่าการเพิ่มทุนนั้นคุ้มค่า ส่วนนักเก็งกำไรควรเข้าใจผลของการเพิ่มทุน เพื่อนำมาวิเคราะห์คุณภาพแนวโน้ม  ส่วนใหญ่พลาดทั้งในรูปแบบการติดดอย หรือการไปติดกับ sideway ในช่วงหลัง XR ที่ราคาจะนิ่งในช่วงนั้น ดังนั้นการเทรดหุ้นที่จะเพิ่มทุน ต้องใช้ความระมัดระวังและอย่าประมาทครับ


วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2555

6-Step Plan for Trading system

ได้หยุดยาวๆ สามวันได้นอนเต็มอิ่มได้ทำหยุดพักเรื่องงาน พอกลับมาทำงานอีกครั้ง รู้สึกว่าร่างกายและสมองจะสดชื่น ปลอดโปร่ง มากกว่าแต่ก่อน จริงๆแล้วร่างกายของเราก็คงไม่ต่างอะไรกับเครื่องจักร ที่ทำงานหนักตลอดปีย่อมมีวันล้า วันเสื่อม การได้หยุดพัก การได้ดูแล บำรุงรักษาย่อมเป็นเรื่องดี

วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2555

จริงหรือถ้าเงินน้อยเล่นหุ้นไม่มีวันรวย???

ตั้งแต่เด็กๆมาแล้ว ได้ฟังเพลงคาราบาวที่ว่า "คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น" มันเลยทำให้ผมค่อนข้างสงสัยว่าทำไม คนจนเล่นหุ้นไม่ได้หรอ??? ตอนนั้นรู้จักตลาดหุ้นจากหนังจีนเรื่อง "เจ้าพ่อตลาดหุ้น" ที่ฉายทางช่อง 3 ยิ่งทำให้ผมรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่น่าสนใจดี กับภาพตลาดหุ้นที่เห็น มีการเคาะกระดาน เขียนกระดาน มีเจ้าหน้าที่ใส่เสื้อแบบมอเตอร์ไซด์วิน สีต่างๆตะโกนชูไม้ ชูมือ แข่งกันโหวกเหวกโวยวาย ไม่กี่ชั่วโมง ผ่านไปก็ทำให้คนธรรมดากลายเป็นได้ทั้งจนและรวย


ตอนนั้นอยู่ต่างจังหวัด ไม่รู้จักหรอกครับตลาดหุ้น จะไปถามพ่อแม่ ญาติพี่น้องก็ไม่มีใครรู้ เพราะเรามันเป็นคนจน ส่วนใหญ่รู้จักแต่หวย วันที่ 1 วันที่ 16 ก็วิ่งกันเป็นประจำ มันยิ่งทำให้ตอกย้ำภาพที่ว่า คนจนเล่นหวยกันเข้าใหญ่

เมื่อผมสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ได้เข้ามาเรียนในเมือง มีโอกาสได้ไปรู้จักกับหุ้น จากหนังสือพิมพ์ในห้องสมุด เห็นตารางราคาหุ้น ตัวเลขมากมายทำให้น่าศึกษา บวกกับช่วงนั้นเมืองไทยเจอผิดวิกฤติการเงินต้มยำกุ้ง ทำเอาคนหมดตัวจากตลาดหุ้นจำนวนมาก ผมจำได้เลยว่ามีข่าวคนเป็นหนี้ล้มละลาย ฆ่าตัวตายก็หลายข่าว 


ดังนั้นถ้าไปคุยกับผู้ใหญ่เรื่องหุ้น ก็จะมีแต่คนเบ้ปากแล้วบอกว่า "การพนัน" บ้าง "ตลาดหลอกทรัพย์" บ้าง "ไม่รวยมีแต่จะหมดตัว" บ้าง สรุปแล้วภาพลักษณ์ของตลาดหุ้นสำหรับคนวงนอกจึงเป็นภาพเชิงลบในยุคนั้น แม้ยุคหลังวิกฤติการเงินปี 2551 ตลาดหุ้นกระทิงวิ่งกระจาย จะหอมหวานเชื้อเชิญให้คนแห่เข้ามาลงทุน เข้ามาขุดทองจำนวนมาก แต่คนจำนวนไม่น้อยยังเข้าใจผิดกับตลาดหุ้นอยู่ดี



ความเข้าใจผิดสืบเนื่องมาจากคำที่ว่า "คนจนเล่นหวยคนรวยเล่นหุ้น" สิ่งหนึ่งที่เป็นรากของความเชื่อนี้คือ "เงินทุน" เรามักจะคิดว่าการเข้ามาเล่นหุ้นเก็งกำไร หรือลงทุนจำเป็นต้องใช้เงินเยอะๆ มันจึงทำให้หลายคนปิดโอกาสตัวเองด้วยข้ออ้างที่ว่า ไม่มีเงิน เงินน้อย เงินไม่พอ หรือแม้ว่าจะเก็บหอมรอมริบให้มีเงินหลักหมื่นพอเปิดพอร์ตลงทุนได้ ก็ยังโดนความเชื่อผิดๆจากแมงเม่าหัวเก่า ที่เป่าหูว่า สายป่านสั้น "เงินน้อยเล่นหุ้นยังไงก็ไม่รวย" ต้องกู้มาเพิ่ม ต้องหาเงินมาเพิ่มเพื่อจะได้ทำกำไรเยอะๆ

จริงๆแล้วผมอยากให้พวกเราคิดดูใหม่ ผมกล้าพูดจากประสบการณ์ตัวเอง ที่เริ่่มต้นจากพอร์ตลงทุนเล็กๆมาก่อน ว่าเงินน้อย ในการเป็นมือใหม่ ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่มันกลับเป็นข้อได้เปรียบ เพราะเมื่อคุณเข้ามาตลาดหุ้นใหม่ ประสบการณ์น้อย มันมีหลายสิ่งที่ต้องเรียนรู้ โดยเฉพาะการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ซื้อขายจริง แน่นอนว่าต้องมีผิดพลาด มีขาดทุนที่หนีไม่พ้น ถ้าเราเรียนรู้ไปกับมันเราก็จะได้รับประสบการณ์

แต่ถ้าเราใช้เงินเก็บ เงินออม เงินกู้ทั้งหมด ที่มีลงทุนหรือมาเล่นหุ้นเก็งกำไร ครั้งแรก ยิ่งเงินมากเท่าไหร่ มันยิ่งมีผลต่อจิตใจของเรามากเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่นถ้าคุณเริ่มต้นด้วยเงิน 500,000 บาท ถ้าต้องขาดทุนครั้งหนึ่ง 10% เป็นเงิน 50,000 บาท เป็นไงครับ จิตตกใช่ไหม? ยิ่งถ้าเป็นมนุษย์เงินเดือนเป็นลูกจ้าง รายได้เดือนละหมี่นกว่าๆ นั้นคือเงินเดือนเกือบครึ่งปีของคุณทีเดียว

ยิ่งทำให้คุณเกิดอารมณ์กลัว เกิดอารมณ์ตื่นตระหนก สุดท้ายก็จิตตก ไม่กล้าลงทุน หรือไม่ก็ต้องยอมติดดอย ยึดคติผิดๆที่ว่า "ไม่ขายไม่ขาดทุน" ปล่อยให้พอร์ตเน่า รอวันเงินเดือนออกหาเงินมาซื้อถั่วเพิ่มเพื่อให้ลงดอย 

แล้วถ้าคุณก็จะติดกับความกลัวไม่กล้าเสี่ยง ไม่กล้าทดลอง คุณก็ต้องพบกับชะตากรรม "ขายหมู ติดดอย" ตลอดไป เพราะแพ้อารมณ์ไปแล้ว ยิ่งมีพื้นฐานความจนในตัว มีเงินไม่มาก คุณยิ่งอยากได้อยากรวย โลภที่จะหากำไรมากเท่านั้น ยิ่งเคยได้ยินว่า คนอื่นได้ 10 ล้าน 100 ล้าน 1000 ล้านจากหุ้น คุณก็ยิ่งอยากได้ อยากโหยหากำไร ตรงนี้แหละที่ทำให้ยิ่งผิดพลาด ยิ่งขาดทุน ขาดทุนบ่อยจิตก็ตก การตัดสินใจก็เลวร้ายไปอีก

แย่กว่านั้น แมงเม่าอกหักขาดทุนมักไม่โทษตัวเอง โทษคนอื่น โทษดวง แล้วมักหาทางออก โดยการไปพี่ง ศาสดา หากูรู หาหุ้นเด็ด หาโพยมาเล่น เพราะเชื่อว่าทำแบบนี้ไม่ขาดทุน ทำแบบนี้กำไร สุดท้ายก็ต้องเป็นเหยื่อ พึ่งพาจมูก คนอื่นหายใจตลอดไป ไม่รวยแถม ไม่ได้พัฒนาตัวเองอีก

ดังนั้นอย่าไปกังวลกับเงินเริ่มต้นที่น้อย มีน้อยลงทุนน้อย ได้กำไรไม่มากไม่ต้องไปกังวล ไม่รวยวันนี้ พรุ่งนี้ไม่ต้องไปสนใจ ลงทุนแบบระมัดระวัง รักษาเงินต้นให้ดี 

ลองผิด ลองถูก เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เรียนรู้จากสิ่งผิดพลาด พัฒนาทักษะ พัฒนากระบวนการ หรือโมเดลระบบในการลงทุน(ไม่ว่าจะแบบลงทุนระยะสั้นหรือยาว) ให้ชัดเจนและแข็งแรง เมื่อมันอยู่รอด มันสร้างกำไรได้ต่อเนื่อง เมื่อนั้นเราค่อยคิดขยายผลกำไร เช่นการใช้เงินกู้ หรือใช้ leverage ต่างๆ 

สุดท้ายเงินน้อยมันก็จะทำให้เรารวยได้ เพราะสิ่งสำคัญ มันไม่ได้อยู่ที่เงินทุนเริ่มต้น แต่มันอยู่ที่กระบวนการ บางคนมีเงินมากแต่ไม่มีกระบวนการ ไม่มีระบบเทรดหุ้นที่ถูก ก็เหมือนพวกเสี่ยงโชค ได้ๆเสียๆ สลับกันไป แต่สุดท้ายแล้วพอร์ตลงทุนก็ไม่ได้โตไม่งอกเงย 

ลองเปลี่ยนวิธีคิดซะใหม่ ลองเปิดใจเรียนรู้จากความผิดพลาด รับรองว่าสักวัน ความสำเร็จต้องมาหาเรา ไม่ว่าคนจน หรือคนรวย ถ้าคิดเป็น ถ้าตั้งใจ ก็รวยได้จากตลาดหุ้นเช่นกันครับ

วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2555

หุ้น fabook กับความรวยที่ไม่แน่นอน

ความรวย เกิดจากมูลค่าของสินทรัพย์ที่เราถือครอง ถ้าสินทรัพย์เราเพิิ่มค่าได้ในอนาคต ความมั่นคงความมั่งคั่งก็อยู่กับเราได้นาน แต่ถ้ามันเสื่อมค่าลดถอยลง เราเองก็คงเป็นทุกข์ เป็นกังวลมิใช่น้อยเช่นกัน นำเรื่องนี้มาเขียนเพราะช่วงนี้อ่านข่าวเกี่ยวกับหุ้นต่างประเทศ หลายสำนักเล่นข่าว FaceBook Inc. กันมากมาย โดยเฉพาะการด้อยค่าของหุ้นเฟสบุ๊คที่ตกลงอย่างหน้าใจหาย

แน่นอนว่าการที่หุ้น Facebook ร่วงลงถึง 50% จากราคา IPO ย่อมทำให้คนที่มีหุ้นของเฟสบุ๊ค เป็นเดือดเป็นร้อน เพราะมูลค่าของทรัพย์สินของตนเองหดหายไปเยอะเกือบครึ่ง ว่ากันว่า facebook ช่วงนี้เป็นช่วงกำลังระส่ำระสายที่สุด เพราะจากผลประกอบการไตรมาส 2 ออกมาแย่ขาดทุนถึง 157 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ราคาหุ้นร่วงไปอยู่ที่ 19.82 จากราคาสูงสุดตอน IPO ที่ 45 เหรียญต่อหุ้น ซึ่งเป็นมูลค่าที่ลดลงมากกว่า 50% ต่อหุ้น ทำเอานักลงทุนไม่ว่าจะรายเล็ก รายใหญ่ ขาดทุนไปตามๆกัน



ยังมีโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายอนาคตของเฟสบุ๊ค อีกประการนั้นคือเรื่องของการที่ผู้บริหารระดับสูงของเฟสบุ๊คต่างพร้อมใจกันยื่นใบลาออกอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่หุ้น facebook เข้าตลาดหุ้น ทั้งหมดนั้นเป้นผู้บริหารรุ่นบุกเบิกและเป็นบุคคลากรระดับมันสมองของ facebook โดยช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ผู้บริหารส่วนใหญ่ที่ลาออกล้วนทำงานกับบริษัท มานานมากกว่า 5 ปี ตัวอย่างเช่น 


- Katie Mitic ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายหุ้นส่วน(director of platform partnerships) 
- Ethan Beard ตำแหน่ง Director of the Facebook Developer Network
- แรนดี้ ซัคเคอร์เบริก (Randi Zuckerberg) น้องสาวของมาร์ค ตำแหน่ง Marketing Director 
- Ben Blumenfeld ตำแหน่ง design manager 
- Bret Taylor ตำแหน่ง Chief Technology Officer
- Carl Sjogreen ตำแหน่ง Director of Product Management 
- Barry Schnit ตำแหน่ง Director of Corporate Communications

Randi Zuckerberg อีกหนึ่งผู้บริหารและน้องสาวของคุณ มาร์ค ซัคเคอร์เบิก ที่อยู่กับ facebook มาถึง 6 ปีก็ลาออกจากบริษัท เพื่อมาเปิดกิจการของตนเอง

ซึ่งเรื่องการลาออกของเหล่าขุนพลเฟสบุ๊คนี้ ทำให้เกิดคำถามเรื่องความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนในอนาคต และยังสะท้อนถึงเรื่องการบริหารภายในพอสมควร ถ้ามองในอีกมุมหนึ่ง บางทีน่าอาจจะเป็นโอกาสหนึ่งในชีวิต ที่คนเหล่านี้คิดอยากจะมีธุรกิจ กิจการเป็นของตัวเอง เพราะเมื่อ facebook เข้าตลาดหุ้น พนักงานส่วนใหญ่ล้วนได้รับหุ้นเป็นการตอบแทน ผู้บริหารระดับสูงเหล่านี้ก็ได้รับหุ้นที่มีมูลค่าไม่น้อย จนทำให้มีทุนในการตั้งตัว นักวิเคราะห์บางคนยังมองว่าพนักงานส่วนใหญ่ที่คิดจะตีจาก ล้วนนำหุ้นที่มีออกมาขาย เพื่อเปลี่ยนเป็นทุนในการตั้งตัว  ในช่วงที่ราคาหุ้นยังดี แม้ว่าจะไม่ได้ขายทั้งหมด

ปัจจุบันราคาหุ้น facebook ร่วงตกต่ำ เป็นอย่างมาก แน่นอนว่าคนที่มีหุ้น facebook มากที่สุดยอมสูญเสียมูลค่าทรัพย์สินมากที่สุดเช่นกัน มาร์ค ซัคเคอร์เบิก CEO ของเฟซบุ๊ควัย 28ปี คนนี้ มีทรัพย์สินลดลงจากเดิม 13,7000 ล้านดอลลาร์ ไปอยู่ที่ 10,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้เขาหลุดจาก 10 อันดับมหาเศรษฐีพันล้านในกลุ่ม IT technology ไปทันที และหลุด 40 อันดับของคนที่รวยที่สุดในโลกไป 

ถ้าเป็นคนที่ยึดติดในทรัพยสินมากๆ ก็คงจะทุกข์แน่นอน แต่สิ่งหนึ่งที่คนเป็นผู้บริหารและผู้ก่อตั้งกิจการเป็นคือ ต้องมั่นใจในกิจการ ที่ตนเองทำ มั่นใจในความคิดและวิสัยทัศน์ของตนเป็นหลัก ดังนั้นแม้สินทรัพย์จะลดลงแค่ไหน คุณมาร์ค ซัคเคอร์เบิกแกคงไม่ท้อ แต่คนที่ท้อน่าจะเป็นนักลงทุน ที่โดนชี้นำให้ไปซื้อหุ้นราคา IPO จำนวนมาก ด้วยภาพที่สวยหรูตามที่โบรกเกอร์หลายเจ้าโฆษณาไว้ตอนต้น มาถึงปัจจุบัน นักวิเคราะห์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ายังมองไม่เห็นอนาคตของ facebook ทั้งทีเวลาผ่านมาแค่ไม่ถึงปี แมงเม่าอเมริกาก็ติดดอย หรือไม่ก็โดน force sell ไปตามๆกัน 

เรื่องนี้น่าจะเป็นบทเรียนที่ดีกับนักลงทุน ว่าการจะลงทุนในหุ้น กิจการใด เราควรจะทำความรู้จัก ควรจะเรียนรู้ให้ดีเสียก่อน ดีกว่าการไปลงทุนตามกระแส วิ่งไปตามแรงเชียร์ ตามตลาด สุดท้ายก็มักจะพลาดขาดทุน สำหรับผมก่อนจะซื้อหุ้น เพื่อลงทุนระยะยาว ผมมักมองหาทรัพย์สินของกิจการเป็นหลักก่อน ถึงแม้จะมีไม่มาก แต่ก็ต้องมีอะไรที่เป็นหลักประกันได้ว่า บริษัทนี้ยังมีมูลค่าแม้ว่าจะเจ๊ง จากนั้นค่อยมามองหา โอกาสการเติบโตในอนาคตต่อไป การลงทุนคือการนำเงินของเราไปลงเพื่อสร้างผลกำไร ถ้าเราเลือกบริษัท เลือกกิจการได้ดี ย่อมเป็นประโยชน์

ไม่ว่าเราจะเป็นนักเก็งกำไรระยะสั้น หรือนักลงทุนระยะยาว สิ่งหนึ่งที่เราควรจะทำก่อนการซื้อหุ้น นั้นคือการศึกษาหุ้นตัวนั้น อย่างน้อยเบื้องต้นต้องรู้ที่มาที่ไป รู้ว่าทำกิจการอะไร รู้ว่าใครบริหาร สิ่งเหล่านี้สามารถอ่านได้จากแบบ 56-1 หรือใช้เวลาสั้นๆ ดูรายการ Opportunity day ที่ทางตลาดหลักทรัพย์จัดถ่ายทอดให้เราดู เพื่อรับรู้ถึงข้อมูลเบื้องต้นของบริษัท ถ้าบริษัทนั้นอนาคตดี เติบโตได้ การเทรดหุ้นในหุ้นที่เติบโต คุณภาพของแนวโน้มราคาก็จะดี ดังนั้นความน่าจะเป็นของการได้กำไรย่อมมีสูง โอกาสที่จะชนะก็ย่อมมีมากกว่าแพ้ครับ



วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2555

วิกฤติการเงินโลกกับตลาดหุ้นไทย#3


หลังจากที่เกริ่นให้เพื่อนๆ รู้จักกับวิกฤติการเงินโลกครั้งใหญ่ทั้ง 18 ครั้งให้ได้รู้จักกันแล้ว ได้คุยกับหลายคนก็พบว่า นักลงทุนจำนวนมากที่ไม่รู้ หรือไม่เคยศึกษาประวัติศาสตร์ของวิกฤติการเงินโลกมาก่อน มันสะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนส่วนใหญ่มักลงทุน โดยเน้นไปทีการมองที่ตัวหุ้น ตัวบริษัทเป็นหลัก โดยไม่ได้คำถึงภาพใหญ่ Macro View ระดับโลก ซึ่งบางครั้งมันก็อาจจะทำให้เป็นจุดเสียเปรียบ วันนี้ขอมาต่อตอนที่ 3 เป็นเรื่องของความสัมพันธ์กับตลาดหุ้นไทย เพื่อให้มองเห็นภาพผลกระทบที่เกิด และการรับมือกับสถานการณ์ที่อาจจะมาถึงในอนาคต




ต้นตอของปัญหา
จากที่อ่านเรื่องราวของวิกฤติการเงินโลก สาเหตุใหญ่ล้วนมาจาก 3 ประการที่เหมือนๆกัน นั้นคือ

1. ความโลภของภาคธนาคารและวาณิชธนกิจ เช่นกรณีปัญหา Sub prime หรือยุค Wall street Crash และอีกหลายวิกฤติที่เกิดการปล่อยกู้เกินตัว ปล่อยกู้แบบเสรี เพื่อที่จะสร้างกำไรจากการปล่อยกู้ จนเมื่อเกิดปัญหาหนี้เสีย ทุกอย่างก็พังพินาศ

2. ภาวะฟองสบู่ การแห่กันเก็งกำไร ในสินทรัพย์ เช่นหุ้น หรืออสังหาริมทรัพย์ ตามๆกันตามกระแส โดยความโลภของนักลงทุน ที่คิดอยากจะรวย คิดจะหาโอกาสทำเงินโดยปราศจากการพิจารณาความเสี่ยง สุดท้ายเมื่อฟองสบู่แตก ทุกอย่างก็จบลงที่หายนะ

3. การโกง ฉ้อฉล ของนักการเมือง ผู้กำหนดนโยบาย รูปแบบการใช้เงินของรัฐแบบเกินตัว ทำนโยบายแบบผิดพลาด เพื่อใช้เงินงบประมาณไปกับการหาเสียง การทำประชานิยม ตลอดจนการโกงกินของนักการเมืองที่คอรัปชั่นเงินงบประมาณผ่านโครงการ เมื่อประเทศเป็นหนี้สาธารณะสูงมาก จนเกิดรายได้ GDP ก็ทำให้ต้อล้มละลาย เช่นในกรณีของอเจนตินาและแมกซิโก เป็นต้น  นอกจากนี้ยังรวมไปถึงพวกนักการเมืองที่เข้ามาบริหารนโยบายการเงินการคลัง แบบผิดพลาด หรือขาดประสิทธิภาพ ทำให้เกิดปัญหาเช่นเรื่อง มาตรการดอกเบี้ย มาตรการค่าเงิน  เป็นต้น

สัญญาณบอกเหตุเมื่อเกิดวิกฤติ
- GDP ของประเทศ
GDP ของประเทศที่กำลังจะเกิดวิกฤติมีการขยายตัวที่ลดลง บางครั้งอาจจะรุนแรงจนถึงการตกลงต่อเนื่องหลายปี รวมไปถึงหนี้สาธารณะของประเทศที่เพิ่มมากขึ้น


GDP Growth สหรัฐอเมริกา

GDP Growth ของประเทศแมกซิโก

GDP Growth ของประเทศไทย


- ค่าเงินและพันธบัตรรัฐบาล
ค่าเงิน เป็นตัวสะท้อนคุณค่าของสินทรัพย์ประเทศนั้นๆ เมื่อประเทศเกิดวิกฤติ ความน่าเชื่อถือก็ลดลง บวกกับการด้อยค่าของสินทรัพย์ในประเทศนั้นๆ ทำให้ค่าเงินของประเทศที่เกิดวิกฤติ อ่อนตัว และเข้าสู้ทิศทางขาลงอย่างเห็นได้ชัด รวมไปถึงพันธบัตรรัฐบาล อัตราดอกเบี้ยก็จะสูงขึ้น เพื่อจูงใจให้มีนักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาซื้อ ประกอบกับรัฐบาลประเทศที่เกิดวิกฤติต้องการเงินทุน มาเสริมสภาพคล่องและกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ยอมจ่ายดอกเบี้ยจากพันธ์บัตรรัฐบาลในอัตราที่สูง


กราฟค่าเงินดอลล่าห์สหรัฐ 

- ตลาดหุ้น
ตลาดหุ้น ของประเทศที่เกิดวิกฤติการเงินจะเป็นตัวชี้วัด ร่วงหน้าถึงการเกิดวิกฤติการเงินได้เป็นอย่างดี เพราะการวิกฤติการเงินในประเทศ มักมีผลโดยตรงกับภาคธคารและวาณิชธนกิจ ซึ่งส่วนใหญ่มีการลงทุนในตลาดหุ้น เมื่อมีปัญหาสภาพคล่องหุ้นในมือพวกนี้ จึงถูกเทขาย ทำให้ตลาดหุ้นตกลง บวกกับเมื่อปัญหาวิกฤติการเงินเริ่มชัด นักลงทุนในประเทศจะเกิดการตื่นตระหนก(Panic) ทำให้มีแรงเทขายหุ้นอย่างรุนแรง ตลาดหุ้นในประเทศที่เกิด วิกฤติจะเข้าสู่ขาลงที่รุนแรง


ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย
วิกฤติการเงินโลก แม้จะไม่ได้เกิดในประเทศไทยโดยตรง แต่ด้วยระบบเศรษฐกิจ ที่มีความเชื่อมโยงถึงกันผลกระทบย่อมเกิดขึ้นเสมอ ไม่มากก็น้อย แต่ส่วนใหญ่มุมมองเศรษฐศาสตร์ เรามักมองแค่อัตราแลกเปลี่ยน การส่งออก และนำเข้า

แต่ถ้าเรามองแบบนักลงทุน มองที่ตลาดหุ้น จะพบว่าวิกฤติการเงินโลกมันมีผลโดยตรงต่อ กระแสเงินโลก (Fund flow) เพราะเงินต้องมีที่ไป เงินจำนวนมากที่อยู่ในกองทุนป้องกันความเสี่ยง(Hedge Fund) กองทุนประกัน กองทุนบำเน็จบำนาญของต่างประเทศ ที่ไปลงทุนทั่วโลก เมื่อประเทศ หรือภูมิภาคหนึ่งมีปัญหา มีความเสี่ยง ความไม่แน่นอน กระแสเงินทุนย่อมเคลื่อนไหวไปยังที่ปลอดภัย ยิ่งเกิดปัญหาวิกฤติการเงิน ตลาดหุ้น จึงเป็นอะไรที่อ่อนไหวต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนเสมอ โดยแบ่งเป็นสองช่วงคือ 

ช่วงแรก ออกจากตลาดหุ้นไปยังสินทรัพย์ที่ปลอดภัย เช่นทองคำ เงินดอลล่าห์ หรือ พันธบัตร เป็นต้น เป็นช่วงที่เกิด ตามหลักการบริหารความเสี่ยง ในช่วงชุลมุนไม่มีใครประเมินความเสียหายจากวิกฤติได้ถูก ไม่รู้ว่าจะรามจะไปไกลแค่ไหน การขายหุ้น เพื่อถือเงินสด เพื่อรอซื้อของดีราคาถูกหลังวิกฤติ หรืออาจจะนำเงินไปลงทุนใน safe haven จึงเป็นเรื่องปกติ  อีกกรณีที่เจอบ่อยๆคือเป็นแรงขายจากเจ้าเงินทุน ที่เจอปัญหา จากวิกฤติการเงินเองโดยตรง เช่นกรณีวิกฤติซับไพร์มกองทุนจากสหรัฐ เช่นกองทุนจากวาณิชธนกิจ ต่างขายสินทรัพย์เพื่อนำเงินกลับไปเสริมสภาพคล่อง หรือตอนวิกฤติการเงินยุโรป ที่กองทุนจากธนาคารในสเปน อิตาลีต่างขายหุ้นจำนวนมาในตลาดหุ้นทั่วโลกเพื่อนำเงินไปเสริมสภาพคล่องเป็นต้น


กราฟแสดงการเคลื่อนไหวของ Fundflow ในตลาดหุ้นไทยช่วงวิกฤติซับไพร์มปี 2550-2012 

ช่วงที่สอง เป็นช่วงที่ถึงจุดเลวร้ายของวิกฤติ กระแสเงินจะไหล เริ่มไหลกลับมายังตลาดหุ้น มาเข้ามาเก็บของดีราคาถูก บวกกับเป็นธรรมเนียมเมื่อเกิดวิกฤติการเงิน รัฐบาลประเทศที่พัฒนา ประเทศใหญ่ก็มันจะ พิมพ์แบงค์เพิ่ม อัดฉีดเม็ดเงินเข้ามาในระบบเศรษฐกิจของประเทศตนเอง ส่วนหนึ่งเพื่อเสริมสภาพคล่องให้ภาคธนาคารและวาณิชธนกิจ รวมถึงการให้นำมาปล่อยกู้แก่เอกชน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แน่นอนเงินเหล่านี้ก็จะกระเด็นมายังตลาดหุ้น โดยเฉพาะตลาดหุ้นประเทศที่เศรษฐกิจเกิดใหม่ กำลังโต ยังเช่นประเทศกำลังพัฒนา เป็นต้น



จากกราฟ S&P 500 เทียบกับอัตราดอกเบี้ยและอัตราผลตอบแทนจากพันธ์บัตร พบว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ QE1 QE2 มีผลอย่างมากต่อตลาดหุ้นสหรัฐและตลาดหุ้นในกลุ่ม TIPS (Thailand, Indonesia และ Philippines)

การเตรียมรับมือ
ผมนำบทความทั้งสามตอน มาให้ดูเพราะไม่อยากให้ประมาท ถ้าเราพิจารณาดีๆจะพบว่าวิกฤติการเงินโลก เกิดขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะยุคหลังปี 1990 วิกฤติการเงินเกิดบ่อยขึ้น ในช่วงเวลาที่ใกล้กัน ระยะห่างประมาณ 5 ปีเท่านั้น และการเกิดวิกฤติการเงินก็มีความรุนแรง ความเสียหายมากกว่าในอดีต

การเกิดวิกฤติการเงิน ยังส่งผลต่อตลาดหุ้น ทำให้ตลาดหุ้นขึ้นและลง ตรงนี้เองถือว่าเป็นจุด ที่ทำให้นักลงทุนสามารถใช้ประโยชน์ได้ โดยเฉพาะเมื่อเกิดวิกฤติการเงิน ช่วงแรก โอกาสความน่าจะเป็นสูงมากที่ตลาดหุ้นจะตกลง  เนื่องจากการไหลออกของกระแสเงิน หุ้นส่วนใหญ่เกือบ 80% ล้วนเข้าสู่แนวโน้มขาลง นั้นทำให้ถ้าเรามีโอกาสเลือกเก็บหุ้นพื้นฐานดี ราคาถูก แน่นอนว่าเมื่อทุกอย่างคลี่คลาย เงินทุนไหลเข้าตลาดกลับสู่ภาวะขาขึ้น เมื่อนั้นเราก็จะได้กำไร 

กรณีที่เรามีหุ้น ขณะเกิดวิกฤติการเงิน ขณะที่ตลาดหุ้น Crash เป็นขาลงชัดเจน เราไม่ควรเสี่ยงที่จะซื้อหุ้นเฉลี่ยขาลง เพราะการตกลงรุนแรงแบบนี้ยากที่จะประเมินว่าจะหยุดเมื่อไหร่ โดยส่วนตัวจากการที่ผลรอดจากวิกฤติการเงินซับไพร์มรอบที่แล้ว ผมยึดหลักการตัดขาดทุน Cutloss เพื่อจำกัดความเสียหาย หุ้นหลายตัวในช่วงที่ตลาดลงเนื่อง เข้าสู้ขาลงรุนแรง ราคาตกจากจุดสูงสุดก่อนเกิดวิกฤติมาถึง 50% ดังนั้น การตัดขาดทุน เพื่อถือเงินสดจึงเป็น solution ที่ได้เปรียบที่สุด การตัดขาดทุนทำได้ในแบบ SAP(Short again port) ขายออกแล้วกลับเข้าไปซื้อใหม่ โดยเฉพาะหุ้นพื้นฐานดี หุ้นที่เน้นการบริโภคในประเทศ ค้าปลีก หุ้นสาธารณูปโภค และหุ้นปันผลเยอะ ถ้าเกิดขาลงจริงทำ SAP ยังไงก็คุ้ม ได้หุ้นเยอะราคาถูก ดีกว่าถือทนติดดอยหรือถัวเฉลี่ยขาลงเยอะ หรือถ้าความชำนาญด้านการเก็งกำไรและการป้องกันความเสี่ยง เราก็สามารถใช้  อนุพันธ์(tfex) หรือออฟชั่น ในการทำกำไรและชดเชยความเสียหายจากตลาดขาลงได้เช่นกัน

ยามช่วงเกิดวิกฤติการเงิน เราควรอ่านข่าวติดตาม ข่าวสารอย่างรอบคอบ รอบด้าน ไม่ควรเสพข่าว เสพบทวิเคราะห์จากกูรู คนใดคนหนึ่ง แบบเฉพาะแหล่งเฉพาะที่ เชื่อถือจนมากเกินไป เพราะส่วนใหญ่ออกมาเดา  มากคาดการณ์ วิกฤติการเงินโลก ผิดมากกว่าถูก เพราะเขาก็เป็นคนวงนอกไม่ต่างอะไรกับเรา การเดาส่วนใหญ่จึงเป็นมุมมองที่คิดว่าจะเป็น แต่มันก็มันจะไม่เป็นไปตามนั้น 

ในช่วงวิกฤติการเงินซับไพรม์ตอนปี 2551 ผมยังจำได้ว่ามีกูรู หลายคนที่ออกมาวิเคราะห์ว่าตลาดหุ้นไทยไม่มีปัญหา หลีกเลี่ยงเฉพาะหุ้นส่งออก พื้นฐานบริษัทดี เศรษฐกิจดี ตลาดหุ้นที่ลงเป็นการลงปรับฐานชั่วคราว ตูม ปรากฏว่าแมงเม่าติดดอยกันเป็นแถบ แต่สถาบัน กองทุน ขายเทกระหน่ำ ฝรั่งต่างชาติขายสุทธิต่อเนื่องหลายเดือน ดัชนีจาก 900 ไปจบที่ 380 เรียกว่าหักปากกาเซียน ช๊อกไปตามๆกัน

ดังนั้นควรฟังข้อมูลให้รอบด้าน จากหลายแหล่ง เลือกรับข้อมูล ข่าวสารจากต่างประเทศด้วยเสมอ ดัชนีตัวหนึ่งที่นิยมในการสังเกตการฟื้นตัวของตลาดหุ้นโลกนั้นคือ VIX(volatility index) มีโอกาสจะนำมาเล่าให้ฟังต่อไป



อ่านกันมาจบ 3 ตอนผมหวังว่าเพื่อนนักลงทุน คงจะรู้จักวิกฤติการเงินโลกมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องวิตก เพราะวิกฤตการเงินโลก มีโอกาสเกิดได้เสมอ อาจจะเข้ามาเขย่าตลาดได้บ่อยกว่าที่คิด เพราะแม้แต่อเมริกาเองก็ใช่ว่าจะฟื้นตัวกลับมาได้ง่ายลุ้นเรื่อง Fiscal Cliff ในปี 2013 จีนก็ยังมีปัญหาต้องให้กังวล ญี่ปุ่นก็มีปัญหาการขยายตัวเศรษฐกิจและหนี้สาธารณะที่สูง

แต่จงอย่าประมาท  เซียนหุ้นร้อยล้าน พันล้านเมืองไทย ก็คือนักลงทุนที่ทำกำไรได้ในช่วงตลาดหุ้นฟื้นตัวหลังวิกฤติการเงิน ทั้งปี 2540 และปี 2551 แทบทั้งนั้น สิ่งที่พวกเขามีแตกต่างจากแมงเม่าทั้งหลาย ที่เจ็บตายบนดอยนั้นคือความพร้อม พวกเขารู้จักการรับมือกับวิกฤติได้ดี และคว้าประโยชน์จากโอกาสที่มาถึงได้ ซึ่งถ้าเราเตรียมพร้อมให้ดี วิกฤตินั้นจะเป็นโอกาส สร้างให้เราเป็นเศรษฐีเงินล้านได้อย่างแน่นอนครับ



วิกฤติการเงินโลก เกิดตลอดในช่วง 30 ปีมานี้ และมีผลให้เกิดแนวโน้มขาลงกับตลาดหุ้นไทยดังภาพ

อ้างอิงจาก
http://www.fairloanrate.com/top-ten-financial-crises-in-world-economic-history/
http://www.businesspundit.com/10-of-the-worlds-most-dramatic-financial-crises-and-their-lessons/
http://debtloansmanagement.blogspot.com/2012/01/ten-most-nasty-financial-crises-in.html
http://world-crisis.net/
http://www.worldfinance.com/



วันอังคารที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2555

Housewife-traders: ดอกไม้เหล็กในสนามเก็งกำไร

เดือนนี้เป็นเดือนสำคัญของเพศแม่ เพราะมีวันแม่แห่งชาติ ในวันที่ 12 สิงหาคม ซึ่งเราทุกคนต้องระลึกถึงแม่ผู้ให้กำเนิด เลยของนำประเด็นเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงเก่ง ผู้หญิงแกร่งในโลกการลงทุน มาถ่ายทอดให้ฟังกัน



หลายคนอาจจะคิดว่าอาชีพเทรดเดอร์หรือนักลงทุนเก็งกำไรระยะสั้น น่าจะเป็นอะไรที่เหมาะกับผู้ชายมากกว่า พวกที่เลือดร้อน ชอบความเสี่ยง ชอบเล่นเกมส์เร็วๆ แต่แท้จริงๆแล้วถ้าลองศึกษาดูดีจะพบว่า นักลงทุนเก็งกำไรระยะสั้นหรือเทรดเดอร์ ที่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเทรดในช่วงเวลาสั้น หรือยาว จะแบบเล่นรอบ หรือเก็งกำไรรายวัน ล้วนต้องมีคุณสมบัติสำคัญคือ ความนิ่ง รอบคอบ และความสุขุม มีสติ มีสมาธิเป็นเลิศ เพื่อให้สามารถดำเนินการไปตามแผน ตามระบบที่วางไว้ได้

ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่ ผู้หญิงไม่น้อยที่ประสบความสำเร็จในโลกการลงทุนแบบเก็งกำไรระยะสั้น เคยมีการศึกษาพบว่า เพศหญิงได้เปรียบเพศชายในเรื่องของ ความรอบคอบ ความอดทน และการมีระเบียบวินัย ข้อสุดท้ายนี้ไม่เถียงเพราะสามารถพิสูจน์กันได้จากตู้เสื้อผ้า ไม่เชื่อคุณลองไปดูตู้เสื้อผ้าของเพื่อนผู้ชายดูสิครับ

จะว่าไปแล้วเรื่องราวของผู้หญิงที่เข้ามาสู่วงการนี้ แล้วเป็นที่ยอมรับได้ สำหรับผมเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะแน่นอนว่ากว่าจะได้การยอมรับ ทั้งจากคนวงใน และคนในครอบครัวนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย โดยเฉพาะหลายคนมักจะโยงการลงทุนเก็งกำไรระยะสั้นไปเข้ากับการพนัน ทำให้ภาพของผู้หญิงเหล่านี้ออกมาไม่ดี มีหลายคนที่พอมีครอบครัวก็ต้องเลิกไป

แต่ที่น่าประหลาดกว่านั้น ในยุคปัจจุบันหลังวิกฤติการเงินเอเซียในปี 2540 กลับมีผู้หญิงที่เป็นแม่บ้าน(Full time house wife) ในประเทศ ญี่ปุ่น เกาหลี ต่างออกมาหารายได้เสริมในตอนกลางวัน จากการเทรดหุ้น อนุพันธ์ และอัตราแลกเปลี่ยนกันมากขึ้น แน่นอนว่าคุณผู้ชาย ที่มีความรู้เรื่องการลงทุน ส่วนใหญ่ก็มักจะให้การสนับสนุน 

ประเมินกันว่าในญี่ปุ่น มีแม่บ้านที่มาเป็น Day Trader ในตลาดหุ้น อนุพันธ์และ forex มีมากกว่า 500000 บัญชีเลยทีเดียว ส่วนใหญ่เน้นการลงทุนเก็งกำไรระยะสั้นในจำนวนเงินที่ไม่มาก ส่วนใหญ่จะใช้ทั้งบัญชีเงินสดและเครดิตเงินกู้ นอกจากนี้รูปแบบเรียกว่า  home trader หรือกลุ่มนักลงทุนรายย่อยที่เทรดหุ้น อนุพันธ์และอัตราแลกเปลี่ยน เป็นอาชีพในญี่ปุ่นมีแนวโน้มเติบโตขึ้น เป็นที่ยอมรับ และสามารถขับเคลื่อนตลาดได้อย่างมากทีเดียว

จากแม่บ้านมาเป็นเทรดเดอร์ เราฟังดูแล้วอาจจะคิดว่าขำๆ แต่จริงๆมีจำนวนไม่น้อยที่ประสบความสำเร็จ สามารถสร้างรายได้เสริมให้ครอบครัว บางคนประสบความสำเร็จ จนได้ผลตอบแทนมากมายก็มี ดังเช่นตัวอย่างที่ผมจะยกมาให้ดูกัน

Etsuko Someya คนนี้ไม่ธรรมดาโด่งดังและมีชื่อเสียงในญี่ปุ่น เธอเป็น forex trader หญิงที่มีอาชีพเป็นแม่บ้านเต็มเวลา ในวงการรู้จักเธอดีในชื่อ Mrs. Watanabe คุณ  Etsuko Someya แต่งงานมาแล้ส 8 ปี เป็นแม่บ้านเต็มเวลา เลี้ยงลูกวัย 4 ขวบที่บ้าน ประกอบกับการเทรดอัตราแลกเปลี่ยนเงินเยนของญี่ปุ่นในตลาด forex ในช่วงเวลากลางวัน ช่วงที่เสร็จจากงานบ้านและดูแลลูก เธอมีรายได้เฉลี่ยประมาณเดือนละ $12,000 ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ให้ครอบครัวได้มาก แม้เธอจะเป็นแม่บ้านที่ต้องวุ่นกับการดูแลลูก แต่เธอก็เป็นแม่บ้านที่ขยัน อ่านขยันหาความรู้ในการลงทุน เทคนิคการเทรดและอื่นๆ เธอจริงจังกับการเทรดค่าเงิน เพราะเป็นหนทางเดียวที่ทำให้เธอสามารถสร้างรายได้ ในเวลาว่างที่จำกัด ของเธอได้



Mayumi Torii เธอคนนี้เป็นแม่บ้านที่หันมาเอาดีด้านการเทรดหุ้นและอัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะ forex เธอคนนี้ถือว่าเป็นไอดอลในประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว สร้างรายได้ $150,000  เธอมีหนังสือเกี่ยวกับวิธีการลงทุน กลยุทธการเทรด เธอเป็นผู้ก่อตั้ง FX Beauties Club กลุ่มแลกเปลี่ยนความรู้และส่งเสริม การลงทุนเก็งกำไรในหุ้น และอัตราแลกเปลี่ยน

ปัจจุบันมีสมาชิกเกือบ 100 คน เธอเป็นคนดัง เป็นนักเขียน มีรายการทีวีเชิญไปออกรายการ ให้สัมภาษณ์แนวคิดการเก็งกำไร และวิธีบริหารจัดการเวลา ของเธอ เธอสนใจลงทุนและเทรด forex เพราะเธอมีความต้องการจะพึ่งพารายได้จากตนเอง เพราะเธอตระหนักถึงศักดิ์ศรีและการอยู่รอดในอนาคต จากประสบการณ์การแต่งงานและหย่าร้างในครั้งแรก ปัจจุบันเธอแต่งงานใหม่ และใช้ชีวิตเป็นแม่บ้านตามแบบฉบับภรรยาในสังคมญี่ปุ่น



Yukiko Ikebe แม่บ้านคนนี้ไม่ธรรมดา เธอเป็นเทรดเดอร์ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในกลุ่ม housewife trader ฉายา Kimono Trader คุณแม่ลูกสาม วัยห้าสิบกว่า เทรดเดอร์ระดับ millions dollars  เธอยังไม่เปิดเผยหน้าตา เพราะกลัวว่าจะกระทบกับการใช้ชีวิตของเธอ เธอคนนี้มีแนวคิดและกลยุทธการลงทุนเก็งกำไรในอัตราแลกเปลี่ยน แบบเป็นระบบ เน้นที่การเก็งกำไรระยะสั้น รวมถึงการมองภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดโลก



นำตัวอย่างของทั้งสามคน สามหญิงเหล็กที่มีความสามารถไม่แพ้ชายอกสามศอก เป็นข้อพิสูจน์อย่างหนึ่งว่าการเป็นเทรดเดอร์หรือนักเก็งกำไร ไม่จำเป็นที่จะต้องจำดกัดว่าเป็นเพศชายเพียงอย่างเดียว เธอเหล่านี้ใช้เวลาว่างในช่วงกลางวันเป็นเทรดเดอร์ แบบมืออาชีพ แน่นอนว่าพวกเธอไม่ได้ทำเล่นๆ แต่เธอทำจริงๆ และในญี่ปุ่นค่านิยมผู้หญิงสมัยใหม่ แม้ว่าจะต้องเสียสละอยู่กับบ้านดูแล ลูกและครอบครัว พวกเธอก็ยังพยายามสร้างรายได้ สร้างคุณค่าให้ตัวเอง เพิ่มเสมอ การเทรดอัตราแลกเปลี่ยน ในญี่ปุ่นถือว่าถูกกฏหมาย มีกฏหมายรองรับ และมีการส่งเสริมมีหนังสือ มีกลุ่ม สมาคม ที่ผู้หญิงที่เป็นแม่บ้าน สามารถเข้าร่วมได้เพื่อเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความคิด 



แต่การลงทุนมีความเสี่ยง การเก็งกำไรระยะสั้น ไม่ว่าจะในหุ้น อนุพันธ์ หรือ forex แม้จะสร้างกระแสเงินให้เราได้ แต่ก็ยิ่งมีความเสี่ยงจากความผันผวน บางครั้งความอยากจะทำอย่างเดียวคงไม่พอ แต่ต้องมีการเตรียมตัว การศึกษาหาความรู้ และการวางแผน วางกลยุทธ เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการลงทุน นำตัวอย่างทั้งสามคนมาให้ดูเพื่อให้ เป็นกำลังใจ เป็นตัวกระตุ้นความคิดว่าการเป็นแม่บ้าน การไม่ได้ทำงานในออฟฟิต ก็ไม่ได้แปลว่าความสามารถ จะต้องลดลงฝ่อลงตามไปด้วย

สำคัญที่สุดถ้าแม่บ้านชาวไทยอยากลอง อยากทำแบบนี้บ้าง ก็ควรที่จะประเมินความเสี่ยงที่ตนเองรับได้ไว้เสมอ อย่าลงทุนเกินตัวโดยหวังกำไร หวังจะหารายได้อย่างเดียว ต้องฝึกฝนเรียนรู้ อย่างหนักเพื่อที่จะประสบความสำเร็จ ถ้าหวังซื้อๆขายๆแบบมั่วๆตามอารมณ์ ก็จะหนี้ไม่พ้นเป็นแค่ แม่บ้านแมงเม่า ที่ขาดทุนและหมดตัวเท่านั้นเอง


อ้างอิงจาก
http://www.nytimes.com/2007/09/16/business/worldbusiness/16housewives.html?pagewanted=all
http://www.koreatimes.co.kr/www/news/biz/2010/04/127_63674.html
http://www.japaninc.com/mgz_jan-feb_2008_housewife-online-trading
http://etsuko838.blog46.fc2.com/
http://www.wallstreetdaily.com/2011/03/30/retail-investors-in-japan/
http://www.koreatimes.co.kr/www/news/biz/2010/04/127_63674.html